Mag-log in“หารือ? เรื่องอะไร…ครับ”
ไป๋จื้อหยางคิดว่าเสียงพูดของเขาออกจะห้วนสั้นไปหน่อย จึงเติมครับต่อท้ายไม่เต็มเสียง ฉือเหว่ยเฉิงทำปากขมุบขมิบล้อเลียนจึงโดนขึงตาคาดโทษใส่ “พวกนายรออยู่นี่ก่อน” หลินลู่เสียนเดินเข้าห้องไปรื้อกระเป๋าได้เบาะรองนั่งมา 2 อัน เดินมาวางบนพื้นห้องให้สองหนุ่ม “เฮ้ย! สหายหลินไม่ต้อง ๆ พวกผมนั่งบนพื้นได้นี่ก็สะอาดอยู่” “โทษทีนะ เก้าอี้มันมีแค่ 2 ตัว เรื่องที่คุยน่าจะนาน พวกนายนั่งเถอะ” หลินลู่เสียนคะยั้นคะยอ คำที่ใช้เรียกก็แสดงการตีสนิทระดับหนึ่ง เหมือนคุยกับคนคุ้นเคยทั่วไป ไป๋จื้อหยางคิดแปบหนึ่งก็ยอมรับน้ำใจ “ว่าแต่จะบอกได้หรือยัง” “ทุกคนก็เห็นแล้วใช่ไหม แค่พวกเราที่เป็นยุวชนใหม่มาก็โดนคนคิดเอาเปรียบแล้ว ฉันอยากให้เรารวมกลุ่มกันไว้ มีอะไรจะได้รักษาผลประโยชน์ของพวกเรากันเอง” หลินลู่เสียนมองหน้าทุกคนนิ่ง ๆ เอ่ยข้อเสนอแนะจริงจัง ชีวิตก่อนพวกเขาใช้ชีวิตใครชีวิตมัน ไม่สนใจคบค้าสนิทสนมกับใคร พอโดนคนวางแผนร้ายจึงไม่มีหูตาคอยช่วยสอดส่อง ชีวิตนี้เธอจะไม่ทำผิดพลาดแบบนั้นอีก “ผมพูดตรง ๆ นะ เป็นพวกผู้หญิงอย่างคุณมากกว่าที่ต้องพึ่งพาแรงผู้ชายอย่างพวกผมสองคน” ไป๋จื่อหยางเองเป็นคนเปิดเผยพูดตรง ปกติก็ไม่ค่อยรักษาน้ำใจใครอยู่แล้ว ประโยคนี้ออกจะกระด้างอยู่บ้าง เลยได้สายตากลมตวัดมองจนเกือบสะดุ้ง “ฮึ…อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจ เอางี้นายให้เพื่อนนายเดินไปบ้านหัวหน้าฉาง แล้วขอจดรายการเสบียงปันส่วนที่พวกเราต้องได้มาไว้” หลินลู่เสียนไม่ได้ดูสลด ที่ถูกปรามาสว่าต้องพึ่งพาผู้ชาย เอ้า…ก็เรื่องจริง งานใช้แรงเธอไม่คิดจะทำหรอกนะ คนสวย ฉลาดและรวยมากแบบเธอมีวิธีอื่นแก้ปัญหาสารพัด ที่เสนอให้รวมกลุ่มส่วนหนึ่งก็เหตุผลตามที่บอก แต่ส่วนสำคัญคือ จะได้มีโอกาสเต๊าะเด็กต่างหากเล่า เต๊าะก็เป็นคำที่ลูกสาวใช้เล่าให้ฟังหน้าหลุมศพ “สหายหลินคิดว่าพวกนั้นจะกล้าโกงเสบียงเราหน้าด้าน ๆ ต่อหน้าต่อตานี่นะ?” ฉือเหว่ยเฉิงขมวดคิ้วทพหน้าเหลือเชื่อ “พวกเราแค่ไปถามเอากับหัวหน้าฉางก็รู้อล้วไม่ใช่เหรอว่าได้ครบหรือเปล่า” ไป๋จื้อหยางก็พูดเสริมเพื่อนอีกแรง “แล้วพวกนายมีใครคิดจะไปถามหรือเปล่าล่ะ?!” หลินลู่เสียนสะบัดเสียงตอบสองหนุ่ม ยังไม่ทันอ้าปากตอบเธอก็ตอบแทนให้เอง “ถ้าฉันไม่พูดขึ้นมา อย่างดีนายก็รับของที่ฟานเกอหมิงจะเอามาให้ไม่คิดอะไรมาก แล้วก็โดนปิดหูปิดตาเอาเปรียบไม่รู้ตัวว่าเสียรู้ด้วยซ้ำ” ไป๋จื้อหยางกับฉือเหว่ยเฉิงหุบปากฉับ ซุนลี่จวนก็นั่งนิ่งมองคนโน้นทีคนนี้ที “เดี๋ยวผมรีบไปหาหัวหน้าฉางก่อนครับ” ฉือเหว่ยเฉิงหาโอกาสชิ่งหนีสายตาเชือดเฉือน ไม่รู้ทำไมเขาคิดว่าสหายหลินคนนี้น่าเกรงขามกว่าแม่แก่นี่บ้านเขาเสียอีก “อันที่จริงนายก็พูดถูก เรี่ยวแรงผู้หญิงสู้ผู้ชายไม่ได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะคนที่แข็งแรงมากแบบนาย ขอบใจนะที่ช่วยยกของมาให้” หลินลู่เสียนทั้งชมอย่างจริงใจยกยิ้มบางจนดวงหน้าหวานดูอ่อนโยนขึ้น คนได้รับคำชมก็รู้สึกดีไม่น้อยได้แต่ยิ้มโง่งมตอบ … “นายชื่อไป๋จื้อหยางใช่ไหม อายุเราเท่ากัน นายเกิดเดือนไหนเหรอ” “ผมเกิดเดือนสามน่ะ” ไป๋จื้อหยางตอบแม้จะไม่เข้าใจว่าเธอถามทำไม “หืม…ฉันเกิดเดือนสิบ นายก็มากกว่าฉันน่ะสิ” เธอปูทางไว้ต่อไปพอสนิทกันมากขึ้น เรียกเขาพี่หยางจะได้มีข้ออ้างว่ารู้เดือนเกิดเพราะเขาบอกเอง … ซุนลี่จวนที่นั่งบนเก้าอี้อีกตัวรู้สึกว่าตัวเธอราวกับเป็นอากาศธาตุ จึงพยายามนั่งนิ่งไม่ส่งเสียง “ผมกลับมาแล้ว หัวหน้าฉางบอกว่าพวกเราจะได้ข้าวขาว 10 จิน ข้าวฟ่าง 20 จิน ธัญพืชหยาบอีก 25 จิน ต่อคน ต่อไปส่วนแบ่งมากน้อยจะขึ้นอยู่กับแต้มงานในการลงแปลงนา” ฉือเหว่ยเฉิงกลับมาพร้อมข้อมูลที่ไปถามมา สภาพเหงื่อท่วมแสเงว่าคงรีบวิ่งไปกลับ “ขอบใจที่เป็นธุระให้ค่ะสหายฉือ พวกนายจะเอาไงต่อ?” หลินลู่เสียนหันไปถามความคิดเห็นของไป๋จื้อหยาง เธอจะเสนอให้ไปทวงของเลยย่อมได้ แต่เราควรปล่อยให้ผู้ชายของเราได้มีโอกาสเป็นผู้นำบ้าง อีกอย่างเธอรู้จักนิสัยเขาดี เขาไม่ทนรอแน่… “เราไปขอรับเสบียงให้รู้กันไปเลยดีกว่า ไม่ต้องรอตอนเย็นหรอก” ไป๋จื้อหยางรีบลุกขึ้น ตัวเขาก็อยากรู้ว่ามีคนกล้าคิดเอาเปรียบอยู่ใต้จมูกเขาจริงหรือเปล่า ดวงตาดอกท้อทอประกายแข็งกร้าวอย่างไม่ยอมคน มือเรียวยาวดัดไปมาจนกระดูกลั่น พวกเขาสี่คนเดินไปทางบ้านพักยุวชนชายหลังใหญ่หลังเดียว บ้านดินหลังนี้สร้างอย่างง่ายให้พวกผู้ชายอยู่รวมกัน มีห้องนอนขนาดใหญ่ 1 ห้องด้านในก่อคั่ง ไว้ 2 เตียง “สวัสดีครับ สหายไป๋กับสหายฉือใช้เตียงด้านในฝั่งซ้ายนะครับ อ้าว…สหายหลินกับสหายซุนก็มาด้วย มีอะไรให้ช่วยไหมครับ” ฟานเกอหมิงเยี่ยมหน้าออกมาจากห้องครัวทักทายคนมาใหม่เหมือนก่อนหน้าไม่มีเรื่องผิดใจกันแต่อย่างใด “พวกเธอตามมาเอาเสบียงน่ะครับ ผมคิดว่าช่วยขนไปให้พวกเธอให้เสร็จจะได้แยกย้ายกันพักสักที” ไป๋จื้อหยางตอบอย่างห่างเหินไม่สนแววตาผูกมิตรของอีกฝ่าย “อ๋อ มาเพราะเรื่องเสบียงนี่เอง ตอนแรกผมคิดว่าจะขอยืมรถเข็นของกองพลมาขนไปให้ตอนเย็นน่ะ แต่ถ้าสหายไป๋กับสหายฉือจะช่วยขนไปให้ก็ดีเลย ตามเข้ามาเอาในห้องเก็บของได้เลย” ฟานเกอหมิงก็ไม่สนใจท่าทางหมางเมิน ยังกระตือรือร้นช่วยเหลือ ดูเป็นผู้ดูแลที่อุทิศตน แรงผู้ชายสามคนไม่นานก็ขนพวกกระสอบเสบียงมากองหน้าบ้านพักได้ครบ “ในส่วนของเสบียงที่ปันผลให้ของแต่ละคนผมแยกเป็นถุงติดชื่อไว้ให้แล้วนะครับ” “สหายฟานเขาแบ่งอะไรมาให้เราบ้างเหรอครับ” ฉือเหว่ยเฉงแกล้งเดินไปจับ ๆ กระสอบแต่ไม่ได้เปิดดูของด้านใน “ได้คนละไม่มากหรอกครับ ปีก่อนผลผลิตกองพลไม่ดีนักเพราะสภาพอากาศ พวกเสบียงสำรองนี่ก็ได้มาจากของสำรองของปีก่อน พวกข้าวขาวนิดหน่อย ส่วนใหญ่จะเป็นข้างฟ่างกับธัญพืชหยาบเสียมากกว่าครับ” หลินลู่เสียนยืนมองปล่อยให้เด็กหนุ่มที้งสองต้อนฟานเกอหมิง แต่จนแล้วจนรอดทางนั้นก็ไม่ยอมบอกตัวเลขเสียที ไป๋จื้อหยางส่งสายตามาเหมือนจะบอกว่าให้ช่วยกัน เพราะถ้าสองคนนั้นเปิดปากอีก จะดูไล่ต้อนเกินไป ฟานเกอหมิงอาจจะสงสัยจนเสียเรื่อง “ในกระสอบนี่คืออะไรเหรอคะ ฉันไม่เคยเห็น…หือ! หนักมาก หนักกี่จินคะเนี่ย” หลินลู่เสียนเดินไปยกกระสอบข้าวฟ่าง ทำหน้าตาไร้เดียงสาถามแบบคนไม่รู้ ใบหน้าหวานและมารยาหญิงเล็กน้อยมักทำให้คนลดการระวังตัว “อันนี้ข้าวฟ่าง 17 จินครับ ผู้หญิงพอยกไหว” ฟานเกอหมิงเห็นหลินลู่เสียนไม่ดุร้ายจึงคิดผูกมิตร เพราะดูจากหน้าตาผิวพรรณบ้านน่าจะมีฐานะดีมากแน่ “แล้วกระสอบใหญ่สุดนี่ล่ะค่ะ ธัญพืชหยาบเหรอ แสดงว่าถุงเล็กคือข้าวขาว ให้มากี่จินเหรอคะ มันดูน้อยจัง” เด็กสาวทำท่าตื่นตกใจกับเสบียงที่ได้โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงข้าวขาว “อย่างที่บอกข้าวขาวได้แค่คนละ 5 จินเท่านั้นครับ ธัญพืชหยาบ 22 จิน” เป็นตามที่สหายหลินคาดเดาไม่ตกหล่น! พวกเขาโกงเสบียงกันหน้าด้าน ๆ ไป๋จื้อหยางรู้สึกถึงอารมณ์ที่ปะทุเดือดพล่าน ไม่มีใครกล้าเล่นตลกกับเขาขนาดนี้มาก่อน มาชนบทนับว่าเปิดหูเปิดตา เขาเดินขึ้นหน้าจะเข้าไปกระชากฟานเกอหมิงเข้ามาต่อยให้ฟันร่วง “อย่าใช้กำลังให้คนจับได้” เด็กสาวด้านหลังกระซิบเตือนสติ พร้อมสัมผัสถึงฝ่ามือที่ดึงรั้งข้อศอก เพียงแตะบางเบาผ่านเนื้อผ้ากลับส่งกระแสไฟแล่นจากจุดสัมผัสวิ่งพล่านไปทั่วตัว และที่เขาถูกใจคือ…เธอไม่ได้ห้าม แต่กลับบอกว่าอย่าให้คนจับได้ ใช่! ทำต่อหน้าไม่ดี ทำลับตาคนหน่อยก็ใช้ได้สินะ “สหายฟาน แน่ใจใช่ไหมว่าเสบียงปันมาตามนี้?”“ถิงถิงหลานปู่ ดูสิฉลาดเหมือนปู่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”คนในห้องแทบจะกลอกลูกตาจนตากลับแล้ว กับปู่ที่หลงหลานขนาดหนักหลานเรอก็ว่า กินเก่ง เลี้ยงง่าย…หลานร้องงอแง ก็บอกเสียงดี โตขึ้นคงช่างพูด…แม้แต่หลานฉี่ใส่ฉือเหว่ยเฉิงยังบอกว่าหลานฉลาด…“ลุงไป๋ หลานฉี่ใส่ผมนี่มองจากมุมไหนถึงบอกว่าฉลาด” ฉือเหว่ยเฉิงพยายามเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเองฮ่า ฮ่า ฮ่า“ฉลาดที่แค่ฉี่ใส่น่ะสิ ถ้าถ่ายหนักด้วยแสดงว่าชังน้ำหน้า” พ่อไป๋เยาะเย้ยแล้วหันมาเอากลองมาหลอกล่อหลานสาวเด็กทารกยังไม่ลืมตา เขาจึงเอาของเล่นที่มีเสียงมาหยอกล้อ“ตำรวจว่ายังไงบ้างคะ ผลตรวจสารเคมีในขวดยาออกหรือยัง” หลินลู่เสียนถามเรื่องที่เธออยากรู้ แต่เธอก็พอจะเดาออกว่ายาที่ฟางผิงสั่งให้คนสับเปลี่ยนคือยาอะไร“ผลออกแล้ว เป็นยาละลายลิ่มเลือด…”ไป๋จื้อหยางขบกราม เน้นเสียงทีละคำ ดวงตาสีดำคมมีประกายชิงชังเคียดแค้น ถ้าเขาไม่ให้คนคอยสะกดรอยฟางผิงคงไม่รู้ว่ามีคนจ้องจะเล่นงานภรรยาแถมคิดเล่นงานถึงตาย…พวกเขาเลยปล่อยให้พวกนั้นชะล่าใจ คอยให้คนที่สะกดรอยถ่ายรูปหลักฐานการนัดพบ การส่งมอบตัวยา และวางกับดักในวันที่ภรรยาคลอดเพราะเขาก็กะเอาให้ถึงตายเหมือนกัน…“จับได้ค่
ฝานเล่ยเป็นคนขับรถพาทุกคนมาโรงพยาบาล พ่อไป๋ยังไม่รู้ข่าวฉือเหว่ยเฉิงจึงเป็นคนไปโทรแจ้ง ลี่จวนหยิบบัตรคนไข้ไปติดต่อให้ข้อมูลผู้ป่วย“น้ำคร่ำยังไม่แตก แต่มีสัญญาณคลอดนะคะ ญาติติดต่อให้นอนห้องพักฟื้นก่อนได้เลยค่ะ เราจะยังไม่ย้ายคนไข้ไปห้องรอคลอดนะคะ”พยาบาลเวรเข้ามาตรวจอาการ ลงความเห็นว่ามีสัญญาณคลอดจึงให้ญาติไปทำตามขั้นตอน“โอ๊ย...เจ็บ เจ็บ โอ๊ย…”“ฮู่...ฮู่...ฮ่า… เสียน์เออร์หายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ หายใจปกติ” ไป๋จื้อหยางนั่งช่วยกำกับภรรยาหายใจเพื่อลดอาการปวด“อ๊า...โอ๊ย...”ทุกครั้งที่หลินลู่เสียนร้องก็จิกนิ้วลงขยุ้มผมของสามีเขย่า ไป๋จื้อหยางครางเพราะความเจ็บกายไม่เท่าไหร่ แต่เขาสงสารแม่ของลูกที่นอนทรมาน แล้วเขาช่วยอะไรไม่ได้“ลี่จวนเอากระเป๋าน้ำร้อนประคบหลังเสียนเออร์หน่อย”“คะ! ตายแล้ว…หนูลืมหยิบตะกร้าของมา มันอยู่ท้ายรถ”“เดี๋ยวไปเอาให้” ฝานเล่ยรีบวิ่งตัวปลิวออกไป“ว๊าย! สหาย...อย่าวิ่งตามทางเดิน!”พยาบาลที่เข็นรถเข็นก้มมองรายการยาร้องออกมาเพราะมีคนวิ่งสวนออกไปเกือบชนเธอเข้าท้องแรกส่วนใหญ่กว่าจะคลอดมักรอกันนานหลายชั่วโมง หลินลู่เสียนก็นอนปวดร้องครางตั้งแต่เช้าจรดค่ำก็ยังไม่มีท
ไม่มีคนทำแทนได้เลยเหรอคะ พวกเราต้องรีบเดินทางกลับน่ะค่ะ”หลินลี่จวนร้อนใจรีบสอบถามหาทางแก้เจ้าหน้าที่มองหน้ากันอย่างลำบากใจ ทำให้พอรู้แล้วว่าคงข้ามหน้าที่กันไม่ได้ การรับเอกสารเพื่อตรวจสอบต้องมีลายเซ็นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายงานคนเดียวเท่านั้น“ลี่จวนอย่าสร้างความลำบากใจให้เจ้าหน้าที่ ขอโทษแทนน้องสาวด้วยนะคะสหาย เธอยังเด็ก”หลินลู่เสียนยิ้มขอโทษเจ้าหน้าที่อย่างนุ่มนวล กิรอยามารยาทดูอ่อนหวานคนมองจึงมีสีหน้าที่ดีให้“ทางเราต้องขออภัยสหายหลินจริง ๆ ค่ะ เอาอย่างนี้ฉันให้เบอร์โทรศัพท์สหายไว้นัดเวลามาล่วงหน้าก็ได้ค่ะ”เจ้าหน้าที่แม้ทำอะไรไม่ได้แต่ก็พยายามช่วยคิดหาหนทางอื่น แต่ก็ทำได้เท่านี้เพราะพวกเธอก็ไม่มีอำนาจหน้าที่“ขอบคุณสหายมากค่ะ” รับเบอร์มาแล้วก็ส่งสัญญาณให้พากันกลับ ลี่จวนออกอาการฮึดฮัดหายใจแรงหน้าแดงเพราะโกรธปนสงสารพี่สาว เรียวปากก็สั่นเหมือนจะร้องไห้“ยัยบ๊อง ทำไมจะร้องแล้วล่ะ”“ฉันโมโหแทนพี่นี่คะ นี่มันจงใจแกล้งกันชัด ๆ เลยค่ะ เราทำอะไรไม่ได้เลยเหรอคะพี่ลู่เสียน”หลินลู่เสียนตบมือบนหลังมือลี่จวนเบา ๆ แล้วหยิกแก้มสาวน้อยหน้ามุ่ยจนแก้มป่องไปอีกที“เอาน่า ครั้งนี้ถือว่าเป็นบทเ
อาทิตย์ต่อมาหลินลู่เสียนพาทุกคนออกเดินทางอีกครั้งหลังสอบเก็บคะแนน รอบนี้ทุกคนคัดค้านแบบหัวเด็ดตีนขาด เพราะหลินลู่เสียนที่ท้องเจ็ดเดือนท้องโตอุ้ยอ้ายเดินเหินลำบากแล้วไป ๆ มา ๆ ก็แพ้ให้ไม้ตายของคุณแม่“อึก…ฮึก…ทุกคนหาว่าฉันไม่รักลูก ไม่ดูแลลูกให้ดีใช่ไหม”คุณแม่ท้องโตน้ำตาคลอ หางตาแดงเรื่อ ปลายจมูกที่เชิดรั้นถูกสึชมพูอ่อนลามเลีย ก่อนหยาดน้ำตาจะค่อย ๆ กลั่นเป็นหยดไหลเป็นทางอาบแก้มอวบอิ่มเสียงสะอื้นจางแผ่วค่อย ๆ ดังขึ้น“ไม่ใช่นะ พวกเราแค่กลัวน้องกับลูกเป็นอันตราย ระยะทางก็ไกลเดี๋ยวจะเหนื่อยเกินไป ไม่ร้องนะคนดี”“นั่งรถนาน ๆ เดี๋ยวเท้าจะบวมแล้วก็ปวดขาด้วยนะคะพี่ลู่เสียน”ไม่ว่าใครจะเกลี้ยกล่อมยังไง คนท้องก็นั่งร้องไม่ปริปากต่อเป็นการดื้อเงียบ พ่อไป๋จึงต้องรับปากอนุญาตรถยนต์หงฉีสีดำจึงขับจากปักกิ่งมายังลั่วหยางสายลมอ่อนพัดพากลีบโบตั๋นหลากสีลูบไล้ข้างตัวรถ ตัวเมืองเก่าที่เคยเงียบเหงามีเสียงเคลื่อนย้ายข้าวของเข้าออก ผู้คนที่เคยห่างหายในความทรงจำพร่าเลือน เริ่มปรากฏเค้ารางคุ้นตา“รถของตระกูลไหนกัน ““พ่อ ผมอยากได้รถแบบนั้น”“เอ๊ะ! รถจอดหน้าบ้านตระกูลหลิน ไหนลุงรองหลินบอกว่าติดต่อยัยหนูหล
เช้าวันต่อมาไป๋จื้อหยางกับฝานเล่ยกลับโรงแรมหลังเสร็จเรื่อง หลินลู่เสียนให้ทั้งคู่พักผ่อนก่อนค่อยตื่นมาเล่าเรื่องหลังตื่น“หา! พี่เขย…สั่งจับคนไปถ่วงน้ำแบบนั้นเลยเหรอคะ”ป็อก…“จคิดไปถึงไหนเนี่ย ไม่ได้ฆ่าแกง แค่จับโยนลงย้ำทั้งคนทั้งของ”ลี่จวนโดนพี่เขยดีดหน้าผากจนหน้าหงาย แรงที่ใช้ไม่เบา แม้แต่ฝานเล่ยยังไม่ห้าม แต่มองด้วยแววตาขบขันแทน“ก็ใครจะไปรู้ล่ะคะ พี่ลู่เสียนคะ เจ็บหนัาผาก” เด็กสาวหันไปออดอ้อนพี่สาวแทน“พี่หยางทำไมไม่ส่งตำรวจล่ะครับ” จุดนี้แหละที่ทุกคนไม่เข้าใจ“จากคำบอกเล่าของลูกน้อง ก่อนหน้านี้ตำรวจจับกุมเจ้าของโกดังข้อหาค้าของเถื่อน อาจจะมีนอกมีใน อย่าเอาหลักฐานไว้กับตัวดีกว่า ไม่อยากเสี่ยง”“ก็จริงนะ เกิดตำรวจต้องการป้ายสีเราก็แก้ต่างยากเพราะของก็อยู่ หากคนทำผิดให้ปากคำว่าเราจ้างมาอีกล่ะ”พวกเล่ห์กลเหล่านี้ในโลกธุรกิจการงานยังมีอีกมาก พวกเขาจึงต้องจดจำและระวังตัว“ส่วนเรื่องการรับงานรายย่อยพี่คุยกับน้าจ้าวคร่าว ๆ แล้ว เริ่มดำเนินการทันที”ในส่วนของบริษัทขนส่งไป๋จื้อหยางสั่งการม้วนเดียวจบ เหลือแค่การปฏิบัติและติดตามผล“งัันวันนี้เราไปดูโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้ากัน อาเฉิงพี่จะให้น
วันต่อมา พอมีแนวทางธุรกิจใหม่ไม่มีใครคิดอยู่เซี่ยงก่างต่อ จึงแยกกับพ่อไป๋ย้อนกลับไปเสินเจิ้นขับรถจากเซียงก่างข้ามแดนมาไม่นานก็ถึงท่าเรือเสินเจิ้นแล้ว พวกเขาจึงเข้าไปโกดังท่าเรือของบริษัทก่อน“อาจินเป็นไง ซ่อมได้ไหม”“ยังเลยครับ อาการแบบนี้ผมไม่เคยเจอต้องค่อย ๆ ตรวจดูทีละส่วน”ด้านข้างรถบรรทุกคันหนึ่งมีกลุ่มคนงานยืนล้อมอยู่เกือบสิบคน ไป๋จื้อหยางได้ยินเสียงน้าจ้าวจากตรงกลางวงล้อมบทสนทนาพอจับใจความว่าทางนี้กำลังมีปัญหาที่แก้ไม่ตก“น้าจ้าว เกิดอะไรขึ้นครับ” ไป๋จื้อหยางกับฝานเล่ยรีบเดินแหวกคนงานเข้าไป เห็นชายคนหนึ่งกำลังก้ม ๆ เงย ๆ ส่องเครื่องยนต์ของรถบรรทุก“อาหยางมาถึงแล้วเหรอ รถคันนี้น่ะสิมันเกิดเสียขึ้นมาตอนนี้ช่างจินกำลังซ่อมอยู่ แต่วันนี้เรามีคิวต้องออกรถไปเฉิงตูช่วงบ่ายถ้าซ่อมไม่ทันมีปัญหาแน่”น้าจ้าวบอกสถานการณ์จบก็แนะนำเจ้าของบริษัทให้พนักงานขับรถรู้จัก พนักงานรุ่นแรกจะเป็นทหารผ่านศึกที่น้าสุ่ยแนะนำมา พวกนี้ค่อนข้างมีวินัยพวกที่รับมาใหม่รุ่นหลังมีอันธพาลกลับใจ พวกข้างถนนที่แก๊งถูกปราบปราม พวกนี้แม้งานจะไม่ผิดพลาดแต่ก็คุมยากมีกระทบกระทั่งเรื่องทัศนคติกับฝั่งทหารเก่าบ่อยครั้ง“ขอ







