โอ้ยเวรกรรมฟ้าดินคงลงโทษเธอสินะถึงได้ให้มาอยู่ในร่างที่แสนจะสุดเวทนานี้.. ไม่!… เธอต้องหาทางรอด!!
もっと見る‘เซี่ยเหมยลี่ทรุดตัวลงกับพื้น นางมองดูตราประทับบนข้อมือของตนเอง น้ำตาไหลอาบแก้ม ก่อนที่เสียงหัวเราะเย้ยหยันจะดังขึ้นมาจากริมฝีปากของตนเอง’
เซี่ยหลันถอนหายใจออกมาแผ่วเบา ก่อนจะเอนตัวนั่งพิงพนักเก้าอี้ จ้องมองไปยังหน้าจอแล็ปท็อป เธอจิบกาแฟที่เริ่มเย็นชืด พลางคิดถึงพล็อตนิยายของตนเอง ที่เธอนั้นเป็นคนกำหนดชะตากรรมของตัวละครทั้งหมด จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบที่ปกคลุม หญิงสาวเอื้อมมือเรียวไปหยิบโทรศัพท์มาก่อนจะกดรับสาย “เซี่ยหลัน เธอมาหาฉันที่บริษัทตอนนี้เลยนะ!” เสียงสูงของไป๋หยา บรรณาธิการดังมาตามสาย ปลายเสียงของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความเร่งรีบและจริงจัง จนเธอไม่กล้าปฏิเสธ “ค่ะ บก.!” เซี่ยหลันกดวางสาย ก่อนจะปิดแล็ปท็อป หยิบกุญแจรถจักรยานยนต์แล้ววิ่งออกไปจากห้องโดยไม่รีรอ …. สายลมยามเย็นพัดผ่านใบหน้าของเธอ ขณะขับรถจักรยานยนต์ไปตามท้องถนนสายเดิมที่เธอใช้แประจำ เซี่ยหลันเร่งความเร็วขึ้นเล็กน้อย เพราะเธอไม่อยากให้ ไป๋หยา บรรณาธิการต้องรอนาน แต่เพียงเสี้ยวนาทีที่เธอเผลอ ล้อรถกระแทกเข้ากับขอบถนนอย่างจัง “อ๊ะ!!” ร่างของเธอเซไปข้างหน้า รถจักรยานยนต์ส่ายไปมาอย่างควบคุมไม่อยู่ หัวใจเธอเต้นกระหน่ำด้วยความตกใจ ก่อนที่รถทั้งคันจะเสียหลักและพุ่งตรงไปยังรั้วกันริมแม่น้ำ โครม!! เสียงกระแทกดังสนั่น โลกทั้งใบเหมือนพลิกคว่ำ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าจะตั้งตัวได้ แรงกระแทกทำให้เธอ กระเด็นออกจากรถ ร่างกายลอยคว้างกลางอากาศเพียงไม่กี่วินาที ก่อนจะล่วงลงไปในความมืดของสายน้ำเย็นเฉียบ ตูม!! น้ำเย็นปะทะร่างกายของเธออย่างรุนแรง ความรู้สึกหนาวเยือกแล่นขึ้นไปถึงกระดูก เสียงของกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกลบ เสียงทุกอย่างโดยรอบ ดวงตาเธอเบิกกว้างขณะที่ร่างกายค่อย ๆ จมลึกลงไปเรื่อย ๆ เธอพยายาตะเกียกตะกายขึ้นสู่ผิวน้ำ แต่แรงดึงดูดของกระแสน้ำกลับนำพาเธอดำดิ่งลงไปเรื่อย ๆ อากาศเริ่มหมดหัวใจเริ่มเต้นช้าลง… ดวงตาของเธอเริ่มพร่ามัว… ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงไป …. เสียงลมหายใจแผ่วแว่วเข้ามาในโสตประสาท ความรู้สึกแรกคือหนักอึ้งทั่วทั้งร่าง ราวกับกำลังจมอยู่ในใต้ทะเลลึกอันมืดมิด เซี่ยหลันค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ภาพแรกที่เห็นคือเพนดานไม้แกะสลักงดงาม ตกแต่งด้วยลวดลายสไตล์โบราณยิ่งนัก ผ้าม่านสีฟ้าอ่อนพลิ้วไหวไปตามแรงลมอ่อน ๆ ที่ลอดผ่านหน้าต่าง “ที่นี่มัน…” เธอขยับตัวช้า ๆ ความรู้สึกปวดหนึบบริเวณขมับแล่นเข้ามาจนต้องยกมือขึ้นจับ แต่ทันทีที่มองเห็นมือของตนเอง ดวงตาของเธอก็เบิกกว้าง นิ้วเรียวขาว ผิวเนียนละเอียด แตกต่างจากมือของเธอที่เคยหยาบกร้านจากการพิมพ์งานหนัก “หรือว่า…” เธอลุกขึ้นนั่งอย่างตกใจ ทันใดนั้น ความทรงจำบางอย่างของเจ้าของร่าง ก็เริ่มไหลทะลักเข้ามาในหัวภาพเหตุการณ์มากมายแวบผ่านราวกับกระแสน้ำหลาก “เซี่ยเหมยลี่!” ริมฝีปากเธอขยับชื่อนั้นออกมาอย่างไม่รู้ตัว เธอยกมือเรียวขึ้นฟาดลงบนใบหน้าของตนเองเต็มแรง “โอ้ย!…เจ็บ” นี่คือความจริงหรือ เธอทะลุมิติมาอยู่ในนิยายของตัวเอง! แต่ที่สำคัญ เธอไม่ได้มาในฐานะนางเอกผู้สูงส่งแต่กลับมาอยู่ในร่างของ นางร้ายจอมเอาแต่ใจ ผู้มีชะตากรรมสุดเวทนา! เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากหน้าประตู ก่อนที่ร่างของสาวใช้ในชุดผ้าฝ้ายสีชมพูอ่อน เดินเข้ามาพร้อมกับถาดเครื่องประดับและชุดผ้าไหมปักลายประณีต “คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” เสียงใสเอ่ยทักด้วยความคุ้นชิน แต่กลับทำให้เซี่ยหลันที่ยังคงมึนงงกับสถานการณ์สะดุ้งเล็กน้อย เธอหันขวับไปมองสาวใช้คนนั้น ดวงตายังเต็มไปด้วยความสับสน สาวใช้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าดูอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปี ผมถักเป็นเปียเกล้าขึ้นครึ่งศรีษะ ใบหน้ากลมมนมีรอยยิ้มสุภาพ แต่เมื่อสบตากับเธอกลับเผยสีหน้างุนงงออกมา เซี่ยหลันเม้นริมฝีปากแน่น ก่อนจะพึมพำออกมาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง “ข้าคือเซี่ยเหมยลี่เหรอ?” สาวใช้กะพริบตาปริบ ๆ หันซ้ายขวาเหมือนจะมองหาใครสักคน ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วตอบเสียงแผ่ว “ใช่เจ้าค่ะ คุณหนูเป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ” “ไม่จริง!” เซี่ยหลันอุทานออกมาเสียงดัง ก่อนจะผุดลุกขึ้นจากเตียง วิ่งตรงไปยังโต๊ะเครื่องแป้งที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่าง ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของสาวใช้ ในกระจก…ไม่ใช่ใบหน้าของเธอที่คุ้นเคยอีกต่อไป หญิงสาวในกระจกงดงามราวกับภาพวาด เส้นผมดำขลับยาวสยาย ผิวขาวดุจหิมะ เนียนไร้ที่ติ ดวงตาเรียวคมประดับด้วยขนตาหนา ริมฝีปากเล็กแดงระเรื่อโดยไม่ต้องตกแต่งแต้ม ใบหน้านั้นสมกับเป็นลูกคุณหนูจากตระกูลขุนนางใหญ่โดยแท้ เซี่ยหลันยกมือขึ้นแตะแก้มตัวเองช้า ๆ ราวกับยังไม่อยากเชื่อ ผิวนุ่มจนเธอต้องสะดุ้ง มันไม่ใช่ความฝัน! นี่ฉันกลายเป็นเซี่ยเหมยลี่จริง ๆ น่ะเหรอ! เธอหันกลับไปมองสาวใช้ที่ยังคงยืนตัวแข็งทื่อ ไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดคุณหนูของตนจึงมีท่าทีแปลกประหลาดเช่นนี้ “คุณหนู…ท่านป่วยหรือเปล่าเจ้าคะ?” “ไม่…ตอนนี้ข้ายิ่งกว่าป่วยเสียอีก” เซี่ยหลันได้แต่กลืนน้ำลายลงคอ นี่ไม่ใช่ความฝัน ไม่ใช่ภาพลวงตา เธอทะลุมิติมาอยู่ในร่างของตัวร้ายที่เธอเขียนขึ้นมาจริง ๆ ตัวร้ายที่ต้องเจอกับจุดจบ ที่สุดเวทนา เพราะความโง่เขลาและความเอาแต่ใจของตนเอง เซี่ยเหมยลี่…. นางร้ายผู้โง่เขลา เอาแต่ใจ หลงรักองค์ชายรองหลี่จิ้งอวิ๋นและคอยกลั่นแกล้ง ไป๋ซินอวี้ สารพัดเพราะความ ริษยาที่องค์ชายรองนั้นสนใจในตัวของ ไป๋ซินอวี้ นางทำสารพัดวิธีเพื่อกำจัดศัตรูทางใจแต่ก็ไม่สำเร็จ แถมยังเป็นหมากให้องค์ชายรองและสนมเจิงหลอกใช้จนทำให้คนในตระกูลต้องรับโทษกบฏ สุดท้ายต้องเร่ร่อนเป็นหญิงผู้ต่ำต้อย ก่อนจะถูกขายเข้าไปในหอโคมเขียวและจบชีวิตอย่างเวทนา โอ้ยเวรกรรมฟ้าดินคงลงโทษเธอสินะถึงได้ให้มาอยู่ในร่างที่แสนจะสุดเวทนานี้.. ไม่!… เธอต้องหาทางรอดด้วยการเปลี่ยนแปลงตนเองให้ไม่โง่เขลาเหมือนในนิยาย เซี่ยหลันสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ก่อนจะผ่อนออกมา ก่อนจะยอมรับว่าตั้งแต่บัดนี้ ตัวเองนั้นคือ ‘เซี่ยเหมยลี่’ แต่จะไม่ยอมรับชะตากรรมอันสุดเวทนานั้น เธอจะเป็น เซี่ยเหมยลี่ในเวอร์ชั่นใหม่ เซี่ยหลันหัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ ก่อนจับจ้องไปยังกระจก “ใบหน้านี้ไม่เลวเลย งดงามเสียจริงเทียบกับนางเอกดาราดังในซีรีส์จีนโบราณได้เลยนะเนี่ย… สมกับเป็นนางร้ายผู้สูงศักดิ์” นางเอียงหน้าซ้ายขวา มองพิจารณาใบหน้าของเซี่ยเหมยลี่ด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะเผลอยกยิ้มมุมปาก แต่ก่อนที่นางจะชื่นชมตัวเองไปมากกว่านี้ เสียงเรียกเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “คุณหนู…?” เซี่ยเหมยลี่ละสายตาจากกระจก หันไปมองสาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างหลังด้วยแววตาใคร่รู้ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เจ้าชื่ออะไร?” สาวใช้ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงลังเล “ข้าลี่จิ่นเจ้าค่ะ…วันนี้คุณหนูดูแปลก ๆ ไปนะเจ้าคะ แม้แต่ชื่อของข้า ก็จำไม่ได้แล้วหรือเจ้าคะ” ลี่จิ่น… เซี่ยเหมยลี่นิ่งงันไปชั่วขณะ ความทรงจำบางอย่างแล่นเข้ามา ลี่จิ่น… สาวใช้คนสนิทที่จงรักภักดีกับเซี่ยเหมยลี่ ตัวประกอบที่นางสร้างขึ้นมาเพื่อ รับผิดแทนเซี่ยเหมยลี่จนได้รับโทษถึงตาย นางจับจ้องไปยังใบหน้าไร้เดียงสานั้น รู้สึกโทษด้วยเอง ที่ทำให้สาวน้อยหน้าตาน่ารักขนาดนี้ต้องตายทั้งที่อยู่ในวัยสาวสะพรั่ง นางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเผยรอยยิ้มบาง ให้สาวใช้ตรงหน้า “เปล่า…ข้าต้องรบกวนเจ้าแล้วล่ะลิ่จิ่น” สาวใช้คนสนิทขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าเหตุใดวันนี้คุณหนูของตนจึงดูใจดีผิดปกติ แต่สุดท้ายเธอก็พยักหน้ารับโดยไม่เอ่ยถามอะไรเพิ่มเติม เซี่ยเหมยลี่มองเด็กสาวตรงหน้า พลางลอบสาบานในใจ เด็กสาวที่ไร้เดียงสาเช่นนี้ไม่ควรตายเพราะความโง่เขลาของเซี่ยเหมยลี่ คราวนี้เธอจะปกป้องนางเอง “เจ้าไปเตรียมน้ำให้ข้าหน่อย ต่อจากนี้ไปข้าจะเป็นเซี่ยเหมยลี่จวนตระกูลไป๋ จวนตระกูลไป๋ ภายในห้องหนังสือ แสงโคมส่องกระทบชายสูงวัยที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทร์หอม มือจับพู่กันลากลายอักษรบนกระดาษ เงาร่างบางของไป๋ซินอวี้ปรากฏขึ้นที่หน้าประตู นางก้าวเข้ามาเงียบ ๆ ในมือถือตะกร้าบรรจุถ้วยน้ำแกงไก่ “ท่านพ่อ ลูกต้มน้ำแกงมาให้ ท่านดื่มเถิดเจ้าค่ะ” แม่ทัพไป๋เหวินหลงละสายตาจากงานในมือ หันไปมองบุตรสาว แววตาฉายความอ่อนโยน ก่อนจะเผยรอยยิ้มบาง ๆ “ขอบใจเจ้ามากนะ” ไป๋ซินอวี้ก้มศีรษะรับ ก่อนจะวางถ้วยน้ำแกงไก่ลงบนโต๊ะ นางค่อย ๆ ทรุดกายลงนั่งข้างบิดา ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ “ท่านพ่อ หากลูกอยากเข้าร่วมกองทัพด้วย ท่านจะยินยอมหรือไม่” แม่ทัพไป๋เหวินหลงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนหัวเราะในลำคอ “เจ้าคือสตรี แม้จะใจกล้าหาญ แต่มิอาจอยู่ท่ามกลางชายฉกรรจ์ได้หรอก” ไป๋ซินอวี้จ้องมองผู้เป็นบิดา แววตาแน่วแน่ “แต่ลูกอยากองอาจสง่างามกลางสนามรบเช่นเดียวท่าน!” แม่ทัพไป๋เหวินหลงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มจาง ๆ ดึงตราแม่ทัพออกมาวางบนโต๊ะ “หากเจ้าปรารถนาจะควบคุมกองทัพ ก็มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่ทำให้เจ้าอยู่เหนือทหารทั้งปวง” ไป๋ซินอวี้มองตราแม่ทัพที่สะท้อนแสงตะเกียง น
เกิดอะไรขึ้นจวนตระกูลเซี่ยภายในห้องที่เงียบสงบ มีเพียงแสงตะเกียงริบหรี่ที่ไหวไปตามสายลม เซี่ยเหมยลี่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น นางรู้สึกถึงกลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ในอากาศ นางกระพริบตาเล็กน้อย ก่อนจะพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงไม้หอมอันคุ้นเคย“คุณหนูฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ!”เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างยินดี ลี่จิ่นถือถ้วยยาเดินเข้ามา ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความโล่งใจเซี่ยเหมยลี่หันไปมองลี่จิ่น ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว“ลี่จิ่น…ข้ากลับมาได้อย่างไร?”ลี่จิ่นนั่งลงข้างเตียง ยื่นถ้วยยาให้ก่อนจะตอบ“คุณชายใหญ่เป็นผู้พาท่านกลับมาเจ้าค่ะ”เซี่ยเหมยลี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงใบหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน“แล้วองค์รัชทายาทเล่า? เขาอยู่ที่ใด”ลี่จิ่นอ้ำอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“องค์รัชทายาทเสด็จเข้าวังหลวงไปปราบกบฏแล้วเจ้าค่ะ”ดวงตาของเซี่ยเหมยลี่เบิกกว้าง นางตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบผลักประตูห้อง วิ่งพรวดออกไป“คุณหนู! คุณหนูเจ้าค่ะ!”ลี่จิ่นร้องเรียกไล่หลัง แต่ไม่อาจหยุดยั้งร่างของนางได้ จึงทำได้เพียงเร่งฝีเท้าวิ่งตามไป…ณ วังหลวงกลิ่นคาวเลือดอวลคลุ้งไปทั่ว ท่ามกลางกอ
ตอนที่32 หลินกุ้ยเฟยก่อกบฏ2ณ วังหลวงตำหนักพระสนมหลินกุ้ยเฟยภายในห้องบรรทมที่ตกแต่งอย่างวิจิตร หลินกุ้ยเฟยยืนอยู่กลางห้องในอาภรณ์แพรไหมล้ำค่า เส้นผมดำขลับถูกรวบเกล้าอย่างประณีต แววตาของนางเปล่งประกายเจิดจ้าเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังขึ้น แม่นมคนสนิทรีบก้าวเข้ามาพร้อมกระดาษแผ่นเล็กในมือ หลินกุ้ยเฟยรับมาเปิดอ่าน สายตาของนาง พลันริมฝีปากเผยรอยยิ้มแห่งความหวังออกมานางหันไปเหลือบสายตามองไปยังร่างขององค์ชายรองหลี่จิ้งอวิ๋นบุตรชายของตนที่ยังคงนอนหมดสติอยู่บนเตียง ก่อนจะพยักหน้าให้แม่นมคนสนิทเป็นสัญญาณโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยวาจาใดหลินกุ้ยเฟยก้าวเดินออกจากห้องอย่างสง่างาม ผ้าคลุมสะบัดไหวไปตามสายลม….ณ ตำหนักของฮ่องเต้หลินกุ้ยเฟยก้าวเดินเข้ามาอย่างสง่างามพร้อมกับเหล่าทหารที่ตนเองฝึกมาเป็นอย่างดีเพื่อใช้ในการนี้ประกายคมดาบสะท้อนแสงวูบวาบ สังหารผู้คนที่ขว้างทางนางโดยไร้ความปรานี เสียงร่ำให้กรีดร้องดังระงมทั่วบริเวณ ร่างขององค์รักที่ยืนเฝ้าหน้าตำหนักล้มลงราวใบไม้ล่วงเพราะไม่ทันได้ตั้งตัวจากการก่อกบฏในครั้งนี้ท่ามกลางกลิ่นคาวโลหิต หลินกุ้ยเฟยก้าวเดินเข้ามาอย่างองอาจ นางยกมือขึ้นเบา ๆ เหล่าทหารที่ต
ตอนที่ 28 สนมหลินกุ้ยเฟยก่อกบฏ1 ณ วังหลวง ตำหนักพระสนมหลินกุ้ยเฟย แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดเงาจาง ๆ ลงบนผืนพรมลายวิจิตรงดงาม ภายในตำหนักอบอวลด้วยกลิ่นกำยานอ่อนจาง พระสนมหลินกุ้ยเฟยนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ มือเรียวจับเข็มปักลวดลายลงบนผ้าเช็ดหน้าเนื้อดี เส้นไหมสีทองร้อยเรียงกันเป็นลวดลายหงส์ทอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นจากเบื้องหลัง ไม่นานนัก แม่นมคนสนิทก็ก้าวเข้ามา ค้อมกายลงพลางเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงเคารพ “องค์ชายรองยังคงคุกเข่าอยู่หน้าตำหนัก บัดนี้ล่วงเลยไปสองชั่วยามแล้วเพคะ” มือที่กำลังปักเข็มชะงักไปครู่หนึ่ง พระสนมหลินกุ้ยเฟยปรายตามองด้ายทองที่พันปลายนิ้ว ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ให้เขารอต่อไป” นางวางผ้าปักลงบนโต๊ะหินอ่อนเบื้องหน้า ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ “จัดการเรียบร้อยหรือยัง” แม่นมพยักหน้ารับ ก่อนจะก้าวไปเบื้องหน้ายื่นกระดาษแผ่นเล็กออกมา หลินกุ้ยเฟยรับมา คลี่ออกอ่านเนื้อความบนกระดาษก่อนจะเผยรอยยิ้มแห่งความหวังออกมา …. จวนตระกูลไป๋ภายในของไป๋ซินอวี้สายลมเย็นพัดโชยกระทบผ้าม่านสีอ่อนพลิ้วไหวตามแรงลม ภายในห้องเงียบสงบ จนได้ยินเสียงลมพัดแผ่วเบา ไป๋ซินอวี้นั่งตัวตรงอยู่ข้างโต๊ะไม้
ฮ่องเต้ถูกวางยาณ วังหลวงภายในตำหนักบรรทมบรรยากาศเยียบเย็นราวลมวสันต์ที่ไร้ไออุ่น ฮ่องเต้ทรงบรรทมอยู่บนเตียง ร่างกายนิ่งสนิทราวไร้ลมหายใจ มีเพียงลมหายใจแผ่วเบาที่บ่งบอกว่ายังมีชีวิตอยู่ม่านบางไหวกระเพื่อมเมื่อร่างหนึ่งก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ หลินกุ้ยเฟยประดับอาภรณ์งามสง่า ดวงตาคู่งามนั้นแฝงไปด้วยประกายเย้ยหยันนางเดินมาหยุดที่ข้างเตียง จ้องมองใบหน้าบุรุษที่ครั้งหนึ่งเคยรักสุดหัวใจ แต่บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงร่างไร้สติใต้ฤทธิ์ยาที่นางมอบให้หลินกุ้ยเฟยแค่นหัวเราะเบา ๆ ริมฝีปากแต้มรอยยิ้มเยียบเย็น ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเต็มไปแฝงไปด้วยความโกรธแค้นในครั้งอดีตอันแสนขมขื่น“ฝ่าบาท…ทรงหลับใหลเช่นนี้ต่อไปเถิดเพคะ อีกเพียงไม่นานพระองค์ก็ทรงจะได้ลงไปพบกับนางในนรกแล้วเพคะ”หลินกุ้ยเฟยหลับตาลง หยาดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นบนหลังฝ่ามือขาวผ่อง ก่อนที่จะหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่เจือไปด้วยความขมขื่น พลันคิดย้อนไปในครั้งอดีต เมื่อยังคงเป็นเพียงหญิงสาวที่ใสซื่อไร้เดียงสานางกับเขาเคยเป็นดั่งเงาแห่งกันและกัน ครั้งหนึ่งเคยร่วมผ่านความเป็นความตาย นางช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ทั้งสองรักมั่นในกันและกัน
ใต้น้ำตกก่อนจะแทรกมือใหญ่เข้าไปยังจุดอ่อนไหวกลางกาย นิ้วยาวแตะสัมผัสกับกลีบเกสรที่เริ่มเยิ้มด้วยหยาดน้ำรัก ปลายนิ้วลูบไล้ขึ้นลงอย่างแผ่วเบา นางสะท้านเฮือกเมื่อปลายนิ้วเรียวบดคลึงติ่งเกสรที่เต้นระริกจากอารมณ์อันเร่าร้อนเสียงครางหวานแว่วกังวาน มือเล็กเกาะเกี่ยวแผ่นหลังของเขาแน่น หลี่หานเซียนบดขยี่ติ่งเกสรจนหยาดน้ำรักเอ่อล้นออกมาจากร่างบาง เซี่ยเหมยลี่แอ่นสะโพกขึ้นลงรับสัมผัสนั้นอย่างหลงใหล สะโพกมนกระตุกเบา ๆ ขณะที่เสียงครวญครางยังดังไม่ขาดสายหลี่หานเซียนเลื่อนมือใหญ่ไปจับเรียวขางาม ก่อนจะยกขึ้น แล้วค่อย ๆ ใช้แก่นกายแข็งแกร่งที่ขยายใหญ่เต็มที่แล้วถูกไถไปมากับร่องกลีบเกสรที่ฉ่ำเยิ้มไปด้วยหยาดน้ำรัก สร้างความเสียวซ่านให้นางจนเผลอครางออกมา“อา…องค์รัชทายาท”เสียงครางหวานเรียกกระเส่า ร่างบางบิดเร้าอย่างต้องการ การเติมเต็มจนแทบไม่อาจรั้งรอได้อีกต่อไป หลี่หานเซียนขบกรามแน่น ก่อนจะค่อยกดสะโพกสอดแทรกแก่นกายเข้าไปอย่างช้า ๆ จนสุดลำร่างของทั้งสองแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียว เสียงครางหวานของนางดังประสานกับเสียงครางต่ำของเขาร่างบางกอดรัดเขาแน่นขึ้น ขณะที่หลี่หานเซียนเริ่มขยับสะโพกเข้าออกอย่างเชื่องช้า
コメント