LOGINแม้จะขาดรายได้ไปแต่นางยังมีงานที่โรงน้ำชาและรับจ้างซ่อมเสื้อผ้าในตอนเย็นเป็นครั้งคราว ด้วยความเคยชินกับการทำงานหลายอย่างนางจึงคิดหาวิธีหาเงินให้ได้มากขึ้น
"พอจะมีเงินเก็บบ้าง ทำซาลาเปาขายคงจะดี" นางเข้ามาถึงบ้านไม่เห็นหลิวเวินเซียน มีเพียงห่อผ้าและย่ามใส่ตำราวางอยู่บนแคร่ หลังจากมารดาเข้าบ้านแล้ว เสี่ยวหลานจึงเดินดูรอบบ้าน พบบิดากำลังปลูกผักที่แปลงหลังบ้านอย่างเอาจริงเอาจัง เด็กชายรีบวิ่งออกไปบอกพ่อทันที "ท่านพ่อ วันนี้ท่านแม่ถูกไล่ออกแต่ท่านแม่ไม่ท้อ ข้าเห็นท่านแม่จะทำซาลาเปาขาย หลิวเวินเซียนใจกระตุกวาบ ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกผิดต่อนาง "เช่นนั้นเสี่ยวหลานช่วยพ่อรดน้ำผัก เราจะได้มีผักกินและขายได้" "ขอรับ" สองพ่อลูกเดินมาหน้าบ้านมองเห็นหลี่อันหนิงอยู่ในครัวเขาจึงเดินเข้าไปหานาง "เจ้าจะขายของหรือ มาเถิดข้าช่วยเอง" หลี่อันหนิงละจากงานตรงหน้า แค่นหัวเราะมองเขา "หากท่านกลับบ้านไป ข้ากับลูกคงสบายขึ้นกว่านี้" "ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว หากเจ้ากับลูกไม่ไปข้าก็ไม่มีทางไปไหน" พูดจบเขาก็คว้าชามใส่แป้งในมือนางไปวางบนโต๊ะ พับแขนเสื้อขึ้นอย่างคล่องแคล่ว "นี่ ไม่ต้อง ท่านทำเป็นรึ" ตั้งแต่นางอยู่กินกับเขามาก็เห็นเพียงเขาจับพู่กันและอ่านตำรา ไม่เคยได้ทำอย่างอื่นนอกเหนือจากนี้ "การเป็นทหารก็มีข้อดี ทำให้ข้าช่วยเหลือตัวเองได้ แล้วยังช่วยเจ้าค้าขายได้" เขาเอ่ยอย่างใจเย็นพร้อมกับเทน้ำลงมือนวดแป้งไปด้วย หลี่อันหนิงเริ่มเข้าใจและเผลอพูดกับเขาอย่างสนใจ "ท่านไปรบตั้งห้าหกปีหรือไปค้าขายกันแน่" "ทำทุกอย่างที่ไม่เคยได้ทำ" นางเหม่อมองดูเขานวดแป้งอย่างคล่องมือ ความทรงจำในวันเก่า ๆ ผุดขึ้นมา ในวันหนึ่งนางเคยทำซาลาเปาให้เขาไปกินที่สำนักศึกษา เป็นครั้งแรกที่นางหัดทำ รสชาติไม่ค่อยอร่อยนักและยังมีรูปร่างบิดเบี้ยว แต่เขายังกล่าวคำขอบคุณและไม่ปริปากบ่น ครานั้นราวกับโลกทั้งใบของนางมีแต่ความสดใส นอกจากเขาไม่ได้เย็นชาเช่นทุกครั้งยังยินยอมพูดดีกับนาง หลี่อันหนิงได้สติ เมื่อใบหน้าหล่อ ๆ ยื่นเข้ามาจ้องนางห่างกันแค่คืบเดียว สายตานั้นดูเปลี่ยนไป ทั้งเปล่งประกายและมีแววเจ้าเล่ห์ "ถึงกับเหม่อเลยหรือ ข้าชอบที่เจ้าเผยตัวเองออกมาเช่นนี้ ทำให้ข้าคิดถึงวันเก่า ๆ ของเรา" เสียงกระซิบชวนหวั่นไหวทำให้หลี่อันหนิงตื่นจากความคิด เมื่อก่อนเขาเย็นชาและพูดน้อยนางยังลุ่มหลงขนาดนั้น หากเห็นเขาแสดงออกเช่นตอนนี้นางไม่มัวเมาจนหลงลืมทางกลับบ้านเลยหรือ แต่ตอนนี้กลับต่างกันแม้ใจนางจะสั่นไหว แต่ต้องควบคุมสติให้มั่นคง หลี่อันหนิงถอยห่างออกจากเขาที่ยิ้มจาง ๆ อยู่ด้านหน้า นางหลบสายตาและพูดกลบเกลื่อน "ท่านพูดมากเกินไปแล้ว ข้าจะทำไส้ แล้วจะห่อ หากนวดเสร็จจะไปทำอะไรก็ไปเถิด" เมื่อห้ามความดื้อรั้นของเขาไม่ได้นางจึงได้แต่โบ้ยให้เขาไปทำอย่างอื่นแทน แต่แล้วนางก็ได้ยินสิ่งที่คาดไม่ถึงอีกครั้ง "ข้าจะช่วยเจ้าจนเสร็จแล้วจะไปขายช่วย" "ไม่ต้อง" ดวงตากลมตวัดมองเขาอย่างแข็งกร้าว หลิวเวินเซียนจึงผงกศีรษะยินยอม เขาคงวุ่นวายกับนางเกินไปเมื่อนางเริ่มโกรธเขาก็ควรยินยอมและตามใจนาง "ก็ได้ ข้าจะไม่ยุ่ง" เสี่ยวหลานเดินเข้ามาเห็นภาพพ่อที่ทำหน้าสลดและแม่ที่บึ้งตึง เด็กน้อยจึงเอ่ยเสียงสดใส "ท่านแม่ท่านพ่อ ทำอะไรอยู่ขอรับ มีอะไรให้เสี่ยวหลานช่วยหรือไม่" เสียงเล็ก ๆ เจื้อยแจ้ว เปลี่ยนบรรยากาศขุ่นมัวเมื่อครู่ให้มีชีวิตชีวามากขึ้น "เสี่ยวหลานไปเล่นก่อนเถิดแม่จะทำขนม" นางมองดูบุตรชาย ส่งรอยยิ้มอ่อนโยนต่างจากเมื่อครู่ "ไม่มีอะไรทำแล้วขอรับ ข้าถูบ้านเสร็จแล้ว" ไม่ต้องมีคำสั่งแต่เสี่ยวหลานก็กุลีกุจอช่วยอย่างนี้เสมอมา เขาเป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่ายแล้วยังกตัญญู นับเป็นสิ่งที่หลี่อันหนิงภาคภูมิใจ ยิ่งระยะหลังนางไม่เคยดุ ไม่เคยตีแต่หันมาสอนด้วยเหตุผลและมีเมตตา บุตรชายยิ่งเชื่อฟังหมดใจ เป็นเด็กร่าเริงสดใสยิ่งกว่าเด็กทั่วไป หลิวเวินเซียนยิ้ม เดินไปล้างมือแล้วอุ้มลูกชายที่น่ารักของเขาขึ้นมา เสี่ยวหลานที่ไม่เคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้จากบิดามาก่อน หัวใจของเขาก็เริ่มพองโต "เก่งที่สุดเลยเสี่ยวหลานเด็กดีของพ่อ มาเถิดพ่อจะเล่านิทานให้เจ้าฟัง" เขาอุ้มเสี่ยวหลานไปนั่งที่แคร่ อุ้มบุตรชายนั่งตักแล้วนำตำรามากางออกเริ่มอ่านให้ฟัง เสี่ยวหลานที่ตั้งใจฟังทั้งตื่นเต้นและสนใจ หลี่อันหนิงมองภาพนั้นพลันในใจของนางก็อบอุ่นขึ้น แต่นางก็สลัดความคิดออกไปแล้วหันไปตั้งใจทำขนมต่อ เช้าวันต่อมาหลี่อันหนิงเตรียมของแต่เช้าทว่ายังช้ากว่าหลิวเวินเซียน เขาถือของเต็มมือเดินนำหน้านางไปที่ตลาดโดยไม่เปิดโอกาสให้นางได้ท้วงติง หลี่อันหนิงทำสิ่งใดไม่ได้ทำได้เพียงจูงมือลูกเดินตามไป เขาไปขอยืมโต๊ะมาได้ก็จัดการวางของให้นางอย่างเป็นระเบียบและตั้งโต๊ะอีกตัวข้างนาง รับจ้างอ่านจดหมายและเขียนอักษร ถึงแม้นางจะเย็นชาและมองผ่านเขาเหมือนอากาศแต่เขาก็ไม่ใส่ใจ คิดเพียงว่าได้ไถ่โทษที่เขาและครอบครัวเคยทำกับนางเอาไว้ เสี่ยวหลานยืนมองพ่อและแม่ ที่หาเงินคนละอย่าง รอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏบนใบหน้า เด็กชายรู้สึกอบอุ่นในใจ แม้บรรยากาศยังตึงเครียดอยู่ เขาช่วยแม่เรียกลูกค้าร้องขายซาลาเปา ความน่าเอ็นดูทำให้ลูกค้าหลายคนเดินกลับมาซื้อซ้ำ เมื่อคนเริ่มซาเขาก็วิ่งมาหาบิดา ยิ้มให้คนผ่านไปมา ความร่าเริงของเขาดึงดูดคนให้มาถามไถ่ หลายคนเผลอจ้างให้พ่อของเขาเขียนจดหมายให้ "นั่นบัณฑิตหลิว มาทำอะไรตรงนี้" ชาวบ้านที่รู้จักหลิวเวินเซียนจับกลุ่มซุบซิบกัน "ตระกูลหลิวร่ำรวยและมีเกียรติ เหตุใดเขาจึงมารับจ้างทั้งที่ไม่ได้เดือดร้อน" อีกคนชี้ไปที่หลี่อันหนิง "เพราะนางใช่หรือไม่ที่ขายซาลาเปาอยู่ข้าง ๆ แล้วดูเด็กนั่นสิ ไหนแม่นางเมิ่งบอกว่าเป็นลูกชายชู้ เหตุใดหน้าตาจึงเหมือนหลิวเวินเซียนทุกกระเบียดนิ้วเช่นนั้น" จากกลุ่มเล็กกลายเป็นกลุ่มใหญ่ ผู้คนเริ่มสงสัยพูดกันปากต่อปาก ข่าวนี้ก็เริ่มแพร่กระจายออกเป็นวงกว้างภายในไม่กี่วัน ลูกค้าเห็นแผงของหลี่อันหนิงและหลิวเวินเซียนอยู่ติดกัน คนที่ไม่รู้จักจึงถามเขาเกี่ยวกับนาง "แผงข้างท่านเป็นคนรู้จักหรือเห็นตั้งใกล้กันนัก หรือว่ามาด้วยกัน" กลุ่มสตรีวัยกลางคนที่ทำท่าเดินเข้ามาเพราะเห็นความงามสง่าของหลิวเวินเซียน พวกนางอยากสนทนาด้วยเพราะนาน ๆ จะเห็นคนหล่อหน้าตาดีหลงมาสักครั้ง "นั่นภรรยากับลูกของข้าเองขอรับ เรามาด้วยกันแต่แยกทำงานตามความถนัด" บรรดาสตรีเหล่านั้นต่างตกอกตกใจ บ้างเอามือทาบอก บ้างทำหน้าหดหู่ "ท่านป้าสนใจซื้อซาลาเปา หรือใช้บริการกับข้าย่อมได้ทั้งนั้น" เขาเริ่มเปิดการขาย หญิงคนหนึ่งทำหน้าไม่พอใจขึ้นมา "เฮอะ ใครเป็นป้าเจ้ากัน ไปเถอะพวกเราเสียเวลาจริง ๆ ข้าต้องรีบกลับแล้ว ป่านนี้สามีคงหิวแย่แล้ว" พวกนางแห่กันมาแล้วเดินตามก้นกันเป็นพรวนเดินจากไป หลิวเวินเซียนมองหน้ากันกับเสี่ยวหลาน สองพ่อลูกต่างหัวเราะด้วยกัน เสี่ยวหลานหัวเราะดังขึ้นหลังเห็นท่าทีสตรีที่เข้ามาเกี้ยวพาราสีบิดาของเขาเมื่อครู่ "เป็นสามีภรรยากันรึ ขยันจริง ๆ แถมลูกยังช่วยพ่อแม่หาเงินอีก ไม่นานครอบครัวเจ้าจะรุ่งเรือง เชื่อข้าสิ" บัณฑิตอาวุโสคนหนึ่งเดินผ่านมาทักทายอย่างอารมณ์ดีแล้วยกมือลูบเคราขาว ๆ เดินจากไปเมื่อขายซาลาเปาหมดหลิวเวินเซียนอาสาถือของกลับบ้าน นางจึงแบ่งซาลาเปาให้เขาสองลูกแล้วจูงมือเสี่ยวหลานไปที่โรงน้ำชา จากนั้นเขาก็กลับมารับจ้างเขียนจดหมายต่อ แม้คนจะเริ่มเงียบเป็นบางช่วงแต่เขาก็ยืนอยู่จนกระทั่งหลี่อันหนิงเลิกงานตอนเย็นและไปรอรับนางกลับบ้านพร้อมกัน หลี่อันหนิงก็มิได้ตั้งแง่เกลียดชังหลิวเวินเซียน เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นพ่อของเสี่ยวหลานและร่างนี้ยังมีความรู้สึกลึกซึ้งต่อเขาอยู่บ้าง ตอนนี้เขามิใช่หลิวเวินเซียนคนเก่า คลับคล้ายว่าเขากำลังพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อนางและลูก แต่สิ่งที่นางไม่เคยลืมก็คือครอบครัวของสามีที่รังเกียจนาง ทำร้ายนางกับลูกแล้วยังตามรังควานไม่ให้นางมีที่ยืน หากหลิวเวินเซียนยังอยู่กับนาง ชีวิตสงบสุขไม่มีทางเกิดขึ้นแน่ นางอยากหย่าขาดจากเขาแต่ไม่ห้ามหากเขาจะมาเยี่ยมเยียนลูกบ้าง หรือเขาจะมีภรรยาใหม่ก็สุดแล้วแต่ ทว่าหลิวเวินเซียนดื้อดึงยิ่งนัก นอกจากเขาไม่ยอมหย่าเขายังตามมาอยู่กับนางและลูก เฝ้าทำหน้าที่สามีและบิดาไม่ให้บกพร่อง ทั้งที่เขามีโอกาสที่ดีกว่านี้และเขาสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่า นางไม่รู้ว่าตลอดหกปีที่เขาไปรับใช้บ้านเมืองเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาจึงกลับ
แม้จะขาดรายได้ไปแต่นางยังมีงานที่โรงน้ำชาและรับจ้างซ่อมเสื้อผ้าในตอนเย็นเป็นครั้งคราว ด้วยความเคยชินกับการทำงานหลายอย่างนางจึงคิดหาวิธีหาเงินให้ได้มากขึ้น "พอจะมีเงินเก็บบ้าง ทำซาลาเปาขายคงจะดี" นางเข้ามาถึงบ้านไม่เห็นหลิวเวินเซียน มีเพียงห่อผ้าและย่ามใส่ตำราวางอยู่บนแคร่ หลังจากมารดาเข้าบ้านแล้ว เสี่ยวหลานจึงเดินดูรอบบ้าน พบบิดากำลังปลูกผักที่แปลงหลังบ้านอย่างเอาจริงเอาจัง เด็กชายรีบวิ่งออกไปบอกพ่อทันที "ท่านพ่อ วันนี้ท่านแม่ถูกไล่ออกแต่ท่านแม่ไม่ท้อ ข้าเห็นท่านแม่จะทำซาลาเปาขาย หลิวเวินเซียนใจกระตุกวาบ ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกผิดต่อนาง "เช่นนั้นเสี่ยวหลานช่วยพ่อรดน้ำผัก เราจะได้มีผักกินและขายได้" "ขอรับ" สองพ่อลูกเดินมาหน้าบ้านมองเห็นหลี่อันหนิงอยู่ในครัวเขาจึงเดินเข้าไปหานาง "เจ้าจะขายของหรือ มาเถิดข้าช่วยเอง" หลี่อันหนิงละจากงานตรงหน้า แค่นหัวเราะมองเขา "หากท่านกลับบ้านไป ข้ากับลูกคงสบายขึ้นกว่านี้" "ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว หากเจ้ากับลูกไม่ไปข้าก็ไม่มีทางไปไหน" พูดจบเขาก็คว้าชามใส่แป้งในมือนางไปวางบนโต๊ะ พับแขนเสื้อขึ้นอย่างคล่องแคล่ว "นี่ ไม่ต้อง ท่านทำเป็นรึ" ตั้งแต่นางอย
หลิวเวินเซียนแม้ใจจะเจ็บกับหลายอย่างแต่เขาก็อดทนได้ ยินยอมนอนบนแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้านท่ามกลางอากาศที่เริ่มเย็นลง กลางดึก เสี่ยวหลานแอบลุกขึ้นมาแล้วเปิดประตูออกมาดูบิดา เด็กชายมองเขาที่นอนหลับบนแคร่หน้าบ้าน แม้จะงุนงงว่าพ่อเป็นมาอย่างไร แต่ความฉลาดเกินวัยและความอบอุ่นในใจทำให้เขาเดินไปเอาผ้านวมเล็ก ๆ มาห่มให้ เด็กชายยิ้มบาง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ กลับเข้าบ้านปิดประตูแล้วนอนลงข้างแม่เช่นเดิม เช้าวันรุ่งขึ้น หลิวเวินเซียนตื่นขึ้นพร้อมดวงอาทิตย์เริ่มทอแสง สายตาเขามองไปยังร่างของตัวเองที่มีผ้านวมห่มไว้ "อันหนิงห่มให้หรือ" คิดได้ดังนั้น หัวใจเขาอบอุ่นขึ้น ความหวังและรอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า เขายิ้มเก้อ ๆ จนเกือบลืมตัว หลี่อันหนิงตื่นขึ้นมาทำธุระส่วนตัวเสร็จ นางก็เปิดระตูออกมาจะเดินเข้าครัว สายตาเหลือบเห็นเขาที่นั่งยิ้มอยู่ก็หงุดหงิดเล็ก ๆ "ยิ้มอะไรอีกเล่า" นางไม่สนใจเขาอีก เริ่มหุงข้าวต้ม กลิ่นหอมฉุยลอยไปทั่วบ้าน หลิวเวินเซียนเก็บผ้าห่มแล้วลุกขึ้นไปล้างหน้า เขาเดินมาหานางพูดเสียงนุ่มทุ้มที่ฟังดูขัดหูยิ่งนัก "เช้านี้ ขอกินข้าวด้วยนะ" นางจึงตักใส่ชามแล้วยื่นให้แต่ทำท่ารำคาญเล็กน้อย "รีบกิน
เมื่อหลี่อันหนิงพาลูกชายเดินกลับบ้านเช่า เขาแอบอยู่หลังมุมตึกไม้เก่า มองภาพทั้งสองคนอย่างไม่ละสายตา ความรู้สึกอ่อนโยนและปกป้องล้นหัวใจ หลิวเวินเซียนค่อย ๆ เดินตามทิ้งระยะห่าง หัวใจเขาพลันเต้นแรงด้วยความตั้งใจแน่วแน่ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมารวมตัวกันของครอบครัว แต่ทุกอย่างยังอยู่ภายใต้ความลับ เขาต้องรอเวลาที่เหมาะสม ก่อนจะเผยตัวต่อหลี่อันหนิงและเสี่ยวหลาน เช้าวันต่อมา หลี่อันหนิงกำลังเตรียมอาหารเช้าให้เสี่ยวหลาน เด็กชายตัวน้อยกำลังกวาดโต๊ะอย่างตั้งใจ ทุกอย่างยังคงสงบ แต่ความเงียบกลับเต็มไปด้วยความคาดเดา ทันใดนั้น ประตูไม้เปิดเบา ๆ แต่มั่นคง หลิวเวินเซียนก้าวเข้ามาในบ้าน หยุดฝีเท้าแล้วยืนมอง ทั้งสามคนต่างตกตะลึง เสี่ยวหลานตัวเล็ก ๆ เงยหน้ามองชายร่างสูงด้วยความสงสัย "ท่านเป็นใครขอรับ" หลี่อันหนิงนิ่งสงบ ยืนข้างลูก ปล่อยให้เสี่ยวหลานพูดต่อ เด็กชายชี้ไปยังบุรุษตรงหน้าพลางเบิกตาโต "ท่านเป็นใคร ทำไมเข้ามาในบ้านเรา" หลิวเวินเซียนใจเต้นแรง เขาก้าวเข้าใกล้เสี่ยวหลาน ค่อย ๆ ก้มลง สายตาคมจับจ้องดวงตาสดใสของเด็กชาย กล่าวด้วยเสียงอ่อนนุ่ม "ข้าคือพ่อของเจ้า" เสี่ยวหลานขมวดคิ้ว หร
หลิวเวินเซียนออกจากบ้านโดยไม่สนใจผู้อื่นแม้แต่มารดา จุดมุ่งหมายของเขาอยู่ที่หลี่อันหนิงเท่านั้น เขาเดินทะลุฝูงชนในตลาดยามเช้า เสียงแม่ค้าตะโกนเรียกขายของ ขนมอบร้อนและกลิ่นเครื่องเทศผสมผสานไปกับผู้คน แต่สายตาของเขาไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น เขามองหาเพียงร่างของหลี่อันหนิง "ต้องเป็นนาง ข้ารู้สึกได้" เขาหยุดที่ร้านน้ำชาริมถนน พยายามสอดส่องทุกซอกมุม ในร้านเล็ก ๆ เห็นเด็กชายตัวเล็ก ๆ กำลังนั่งรอแม่อย่างตั้งใจ หลิวเวินเซียนใจเต้นแรงทันที ดวงตากลมโต ผมดำยาวชี้ฟูเล็กน้อย เด็กชายเหมือนคนที่เขาเคยเห็นในความทรงจำ แต่ทันใดนั้นเอง เสียงตลก ๆ ของแม่ค้ากลุ่มหนึ่งดึงเขาออกจากความคิด "มาหาอันหนิงหรือเปล่า นางทำงานอยู่โรงน้ำชานี่เอง แต่ก็ไม่รู้หายไปไหนช่วงปิดร้าน" เขากวาดตามองไปรอบ ๆ แต่ไม่เห็นสตรีคนนั้น จังหวะที่เขาก้าวเข้าไปใกล้ร้าน น้ำชาเจ้าของร้านยกมือปัดฝุ่นอยู่ ถามไถ่ได้ความว่านางเพิ่งพาลูกออกไปซื้อวัตถุดิบที่ตลาดใกล้ ๆ "ข้าพลาดอีกแล้ว" หลิวเวินเซียนยืนตะลึงอยู่หน้าร้าน หัวใจเขาสั่นระริกด้วยความตื่นเต้นและความผิดหวังปะปนกัน ร่างกายของเขาเหมือนจะเคลื่อนไหวเอง แต่สายตาก็ยังคงมองไปยังทิศทางที
หลี่อันหนิงคิดหารายได้เพิ่มก่อนโรงน้ำชาเปิด หากตื่นเช้ากว่านี้นางก็มีเวลารับจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ นางจึงหารือกับป้าซ่งและขอย้ายออกไปเช่าบ้านอยู่เพื่อความสบายใจและไม่ต้องการเอาเปรียบป้าซ่ง จากนั้นจึงออกมาเช่าบ้านอยู่ไม่ไกลจากโรงน้ำชาเพื่อจะได้เดินทางไปทำงานได้สะดวก รุ่งเช้าที่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทอแสง หลี่อันหนิงก็ลุกขึ้นจากเตียงฟางในบ้านหลังเล็กที่ปลูกด้วยไม้เก่า ๆ มีเพียงเตียง ฟืน และหม้อใบหนึ่ง นางห่มผ้าให้เสี่ยวหลานที่ยังหลับอยู่ ก่อนออกจากบ้านพร้อมกับตะกร้าไม้ในมือ ที่หน้าตลาด มีบ้านเศรษฐีหลังหนึ่งที่นางรับจ้างทำความสะอาดอยู่ "อ้าว อันหนิงมาเช้าเชียว" สาวใช้ในบ้านร้องทักทาย "เจ้าค่ะ รีบมาปัดฝุ่นก่อนแสงแดดแรง จะได้กลับไปทันโรงน้ำชาเปิด" นางยิ้มตอบพร้อมก้มหน้าทำงานโดยไม่ปริปากบ่น มือของหลี่อันหนิงแม้หยาบกร้าน แต่เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ปัดกวาด ขัดพื้น ซักผ้า ไม่มีสิ่งใดที่นางทำไม่ได้ เมื่อเสร็จงาน นางจะได้รับเหรียญทองแดงไม่กี่อีแปะ แต่สำหรับนางมันคืออาหารสำหรับลูกหนึ่งมื้อ จากนั้นนางจึงรีบกลับไปหาบุตรชายที่เรือนหลังเล็กแล้วออกไปโรงน้ำชาดังเช่นทุกวัน ทำงานต่อจนกระทั่งร้านปิดในยา







