LOGINหลิวเวินเซียนแม้ใจจะเจ็บกับหลายอย่างแต่เขาก็อดทนได้ ยินยอมนอนบนแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้านท่ามกลางอากาศที่เริ่มเย็นลง
กลางดึก เสี่ยวหลานแอบลุกขึ้นมาแล้วเปิดประตูออกมาดูบิดา เด็กชายมองเขาที่นอนหลับบนแคร่หน้าบ้าน แม้จะงุนงงว่าพ่อเป็นมาอย่างไร แต่ความฉลาดเกินวัยและความอบอุ่นในใจทำให้เขาเดินไปเอาผ้านวมเล็ก ๆ มาห่มให้ เด็กชายยิ้มบาง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ กลับเข้าบ้านปิดประตูแล้วนอนลงข้างแม่เช่นเดิม เช้าวันรุ่งขึ้น หลิวเวินเซียนตื่นขึ้นพร้อมดวงอาทิตย์เริ่มทอแสง สายตาเขามองไปยังร่างของตัวเองที่มีผ้านวมห่มไว้ "อันหนิงห่มให้หรือ" คิดได้ดังนั้น หัวใจเขาอบอุ่นขึ้น ความหวังและรอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า เขายิ้มเก้อ ๆ จนเกือบลืมตัว หลี่อันหนิงตื่นขึ้นมาทำธุระส่วนตัวเสร็จ นางก็เปิดระตูออกมาจะเดินเข้าครัว สายตาเหลือบเห็นเขาที่นั่งยิ้มอยู่ก็หงุดหงิดเล็ก ๆ "ยิ้มอะไรอีกเล่า" นางไม่สนใจเขาอีก เริ่มหุงข้าวต้ม กลิ่นหอมฉุยลอยไปทั่วบ้าน หลิวเวินเซียนเก็บผ้าห่มแล้วลุกขึ้นไปล้างหน้า เขาเดินมาหานางพูดเสียงนุ่มทุ้มที่ฟังดูขัดหูยิ่งนัก "เช้านี้ ขอกินข้าวด้วยนะ" นางจึงตักใส่ชามแล้วยื่นให้แต่ทำท่ารำคาญเล็กน้อย "รีบกินแล้วกลับไปซะ ข้ากับเสี่ยวหลานจะออกไปทำงาน" เขารับชามข้าวต้มด้วยรอยยิ้มแต่พลันสะดุดกับคำพูดของนาง "เสี่ยวหลานก็ไปทำงานหรือ" หลี่อันหนิงหันมองเขา คราวนี้เป็นนางที่เงียบลงแล้วพูดขึ้นเสียงเบา "เขาอยากช่วยงาน เถ้าแก่เลยให้ช่วยเล็กน้อยพอได้ค่าขนม" หลิวเวินเซียนกินไม่ลง เขามองดูชามข้าวต้มที่กินอยู่ก็นึกละอายใจ ภรรยากับลูกหาเงินอย่างยากลำบาก แต่เขากลับเอาเปรียบ กินข้าวของนางโดยไม่ทำประโยชน์อันใด เขามองดูหลี่อันหนิงวิ่งวุ่นไปเตรียมของและจัดการอาบน้ำให้เสี่ยวหลานแล้วจูงมือออกจากบ้านทั้งที่ยังไม่กินข้าว ก่อนไปเสี่ยวหลานหันมายิ้มให้เขาพร้อมกับโบกมือ "เสี่ยวหลานไปทำงานก่อนขอรับ แล้วจะรีบกลับมา" หัวใจชายหนุ่มสั่นไหวระริก เด็กตัวเล็ก ๆ ที่ควรได้พักอยู่บ้านกับมารดา ต้องระหกระเหินออกไปทำงานนอกบ้าน คิดได้ดังนั้น เขาเริ่มจัดบ้าน เก็บกวาด ทำความสะอาด แม้ทุกอย่างจะสะอาดอยู่แล้ว นางพาลูกออกไปทำงานรับจ้างทั้งเช้าและเย็น หลิวเวินเซียนแอบตามไปดู เห็นนางวิ่งรับงานวันละสามงานที่หนักหนาเกินกว่าสตรีตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะรับไหว เขาทั้งภูมิใจและปวดใจไปพร้อมกัน "แท้จริงแล้ว นางมิได้เกียจคร้าน แต่กลับขยันหมั่นเพียรและใจสู้กว่าที่ข้าคิด แล้วข้าจะยอมให้นางเลี้ยงลูกลำพังได้อย่างไร" สายตาของเขาจับจ้องหลี่อันหนิง ความรู้สึกอุ่นใจ มีพลังและอยากปกป้องเริ่มก่อตัวขึ้น ตลอดวัน หลี่อันหนิงทำงานรับจ้างด้วยความตึงเครียด แต่ไม่ยอมปล่อยให้ความเหน็ดเหนื่อยทำลายความตั้งใจ ทันใดนั้น แม่นางเมิ่งฉี เดินมาพร้อมกับจ้าวหยางซิน หญิงสาวที่นางนัดหมายมาที่นี่โดยตรงพร้อมรอยยิ้มเรียบร้อย และแม่สามีที่ตามมาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ "โรงน้ำชานี่ก็ใช้ได้นะเจ้าคะท่านป้า แต่ว่าไม่ค่อยสมฐานะเราเท่าไรนัก" จ้าวหยางซินเอ่ยเสียงนุ่มนวลแต่แฝงไว้ด้วยความดูหมิ่น หลี่อันหนิงเห็นแม่สามีและหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มท่าทางเรียบร้อยแววตาฉายประกายความเย่อหยิ่งชัดเจน "อยู่นี่เอง ข้าเคยได้ยินคนร่ำลือกันว่าเจ้ามาทำงานที่โรงน้ำชา เถ้าแก่เนี้ยอยู่ที่ไหน" เมิ่งฉีพูดขึ้นอย่างเอาเรื่อง ไม่รู้ว่านางอารมณ์เสียมาจากไหน พอเห็นหน้าลูกสะใภ้ก็ขึ้นเสียงแข็งทันที "ท่านจะพบท่านป้าทำไม หากมาดื่มชาก็ไปนั่งก่อน แต่หากมาหาเรื่องก็เชิญออกไปจากร้าน" วาจาที่ไม่เคยได้ยินจากปากลูกสะใภ้มาก่อนทำให้เมิ่งฉีโมโห เมื่อก่อนนางไม่เคยโต้เถียงแม่สามีแม้แต่ครั้งเดียว "โอหังนัก คิดว่าพอมีงานทำหน่อยก็ยโสกับข้าได้เหรอ" "ถ้าท่านมีเหตุผลหน่อยข้าจะพูดกับท่านดี ๆ" หลี่อันหนิงไม่ก้าวออกมาแต่เสียงของนางฉะฉานชัดเจน "ข้าจะบอกเถ้าแก่ไล่เจ้าออก คนไร้คุณธรรมอย่างเจ้าไม่สมควรมีชีวิตที่ดี ลูกชายข้าอยู่ที่ไหน คืนเขามาให้ข้าเดี๋ยวนี้" จ้าวหยางซินรั้งมือเมิ่งฉีเอาไว้ เกรงว่านางจะโมโหจนทำร้ายคนขึ้นมา เด็กสาวไม่เคยพบเหตุการณ์เช่นนี้ มองรอบตัวเห็นคนเริ่มมุงก็รู้สึกอับอายไม่น้อย "อยากได้บุตรชายคืน ก็ไปตามเอาเอง ข้าไม่เกี่ยว แต่ถ้าใครคิดจะยุ่งกับข้าและลูก ได้เห็นฤทธิ์ของข้าแน่" คำพูดหนักแน่นและมั่นคงของนางทำให้แม่สามีและหญิงสาวอีกคนถึงกับอึ้ง สายตาเมิ่งฉีเริ่มร้อนผ่าว หญิงสาวพยายามยิ้ม แต่ก็รู้สึกว่าความมั่นใจสั่นคลอน เมื่อคนเริ่มซุบซิบ เมิ่งฉีก็ฟึดฟัดกลับออกไปและจ้าวหยางซินก็ก้มหน้าเพราะอับอาย ต่างจากตอนเข้ามาโดยสิ้นเชิง หลี่อันหนิงกลับไปทำงานต่อ เสี่ยวหลานอยู่ข้าง ๆ นาง เด็กชายมองแม่ด้วยความภาคภูมิใจ "ท่านแม่ของข้าเก่งที่สุดเลย ดูสิท่านย่าหนีไปแล้ว" หลิวเวินเซียนยืนอยู่ไกล ๆ มองเหตุการณ์ด้วยสายตาจดจ่อ ใจเขารู้สึกทั้งภูมิใจและห่วงใยนาง ขณะเดียวกันก็คาดไม่ถึงว่ามารดาจะทำร้ายภรรยาและลูกของเขาได้ถึงเพียงนี้ และเด็กสาวคนนั้นก็ยังยอมลดเกียรติตัวเองเพื่อมาทำเรื่องน่าอายกับแม่ของเขาอีก ตอนค่ำ หลี่อันหนิงกลับมาถึงบ้าน นางเห็นหลิวเวินเซียนกำลังขุดแปลงปลูกผักอยู่หน้าบ้าน นางมองเขาสายตาเย็นเฉียบ "เวินเซียน ท่านทำอะไรอยู่น่ะ รีบไปจากบ้านข้าเดี๋ยวนี้" เขามองหน้านางนิ่งนานแต่ยังยืนกรานไม่ไป "ข้ายังไม่อยากถูกไล่ออก ไม่อยากย้ายที่อยู่ หากเห็นแก่ข้ากับลูก ท่านควรกลับบ้านท่าน" "ข้าไม่ไป เจ้าดูสิข้ากำลังจะปลูกผักให้เจ้าเอาไปขาย" เขายังยืนยันจะอยู่ต่อแถมยังชี้ชวนนางดูแปลงผักเรียงรายเป็นระเบียบ "ถ้าไม่ไปก็ไม่ต้องกินข้าว" นางพูดจบก็เดินหนีเข้าบ้านทิ้งให้สามียืนมองอย่างครุ่นคิด "ข้าทนหิวเล็กน้อยได้ไม่ใช่ปัญหา" ขณะนั้น เสี่ยวหลานแอบมองอยู่ เด็กชายเห็นพ่อของเขาโดนดุแต่ไม่ยอมแพ้ หัวใจน้อย ๆ เต็มไปด้วยความสงสารจับใจ กลางดึก เสี่ยวหลานลอบหยิบขนมจีบจากตู้กับข้าวและถั่วทอดที่เขาแอบซื้อมากินเมื่อกลางวัน เขาเก็บเอาไว้ครึ่งหนึ่งเผื่อบิดาและมารดา แต่ตอนนี้ผู้เป็นพ่อต้องอดเขาจึงตัดสินใจยกให้ทั้งหมด "ท่านพ่อ ท่านพ่อขอรับ" เด็กชายเรียกเสียงกระซิบ หลิวเวินเซียนที่ยังนอนไม่หลับ หันมองตามเสียง เห็นมือเล็ก ๆ ถือถาดขนมที่ลูกชายเอามาให้ รอยยิ้มอ่อนโยนก็ปรากฏบนใบหน้า "ขอบใจมากลูกพ่อ" เด็กชายยิ้มกว้างที่บิดาไม่โกรธเขาและแม่ ทั้งสองพ่อลูกนั่งลงบนแคร่ กินขนมด้วยกัน เริ่มพูดคุยด้วยความสนิทสนม แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่หัวใจเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความเข้าใจ บุตรชายช่างมีน้ำใจแม้เขาจะเติบโตโดยไร้บิดามาตั้งหลายปี เรื่องนี้ทำให้หลิวเวินเซียนอดซาบซึ้งใจไม่ได้ ส่วนหนึ่งต้องชื่นชมหลี่อันหนิงที่สอนลูกได้ดีแม้ไร้เขาข้างกาย เช้าวันต่อมา หลี่อันหนิงตื่นแต่เช้า นางรีบออกไปทำงานรับจ้างก่อนที่จะไปโรงน้ำชาและเตรียมอาหารไว้เช่นเคย นางเดินผ่านหลิวเวินเซียนที่ยังทำเป็นหลับอยู่ทั้งที่ตื่นตั้งแต่เช้ามืดแล้ว วันนี้นางเดินไปยังบ้านที่เคยรับงานทำความสะอาดประจำเช้ากว่าทุกวัน เจ้าของบ้านยืนอยู่หน้าประตู สายตาเต็มไปด้วยความระแวงและไม่พอใจ "อันหนิง ตั้งแต่วันนี้ข้าจะไม่จ้างเจ้าทำงานอีก กลับไปเถิด" หลี่อันหนิงตาโตด้วยความตกใจ "ทำไมเจ้าคะ ข้าทำงานเช้ามาตลอด ไม่เคยสาย ไม่เคยขาดงาน" เจ้าของบ้านก้าวเข้ามาใกล้ เอ่ยเสียงต่ำเต็มไปด้วยความอคติ "คนอย่างเจ้า ข้าได้ยินมาว่าเจ้าไม่มีคุณธรรม แย่งสามีชาวบ้านมาเป็นของตัวเองแล้วยังหนีตามชายอื่น ทอดทิ้งสามีแถมขี้ขโมย แม่สามีของเจ้าเป็นคนบอกข้าเอง ข้าจ้างเจ้าต่อไปไม่ได้หรอกไปไหนก็ไปเถิด" หลี่อันหนิงหน้าแดงด้วยความโมโหและเจ็บปวด นางกำลังได้โอกาสมีชีวิตที่ดีขึ้นแท้ ๆ แต่แม่สามีก็ยังตามจองล้างจองผลาญนางไม่เลิก "ข้าไม่อยากให้บ้านข้ามีคนมัวหมองอย่างเจ้ายืนอยู่ในบ้าน ข้ารับไม่ไหวหรอก ไปไหนก็ไปเสีย" หลี่อันหนิงกัดฟันแน่น สายตาเย็นชาเต็มไปด้วยความตั้งใจ "หากท่านเชื่ออย่างนั้นก็ไม่เป็นไร" นางหันหลังแล้วเดินจากไป เสี่ยวหลานที่อยู่ข้าง ๆ มองมารดาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความสงสาร แต่ในดวงตาของเด็กชายก็เริ่มเห็นความเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวของนาง หลี่อันหนิงจับมือเสี่ยวหลานพูดอย่างอ่อนโยนเช่นเดิม "ไม่ต้องกลัวนะลูก แม่จะหางานอื่นทำไม่ให้เจ้าต้องลำบาก"หกเดือนผ่านไปที่จวนตระกูลหยาง ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายหารือกันที่ตระกูลหยางเรื่องของหยางเจียหรงและจ้าวหยางซิน "อีกไม่กี่เดือนเจียหรงก็จะย้ายกลับมาประจำที่เมืองหลวง พร้อมกับเลื่อนตำแหน่ง ข้ากับใต้เท้าหยางหารือกันแล้วว่าหลังจากนั้นก็ถึงเวลาเหมาะสม" หวังเฟิ่งเหยา มารดาหยางเจียหรงกล่าวขึ้นในมื้ออาหารค่ำ ที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาสองครอบครัว "ข้าเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ลูกเราสองฝ่ายก็ถึงวัยแต่งงานแล้ว ควรรีบหน่อย" จ้าวฮูหยินไม่ขัดข้องเพราะนางกับสามีเคยหารือเรื่องนี้กันมาแล้ว เรื่องนี้จึงเป็นหัวข้อสนทนาหลักในครอบครัว เมื่อเห็นพ้องต้องกันจึงเริ่มดำเนินการตามประเพณี การจัดหาสินสอดของหมั้นของฝ่ายชายมีหวังเฟิ่งเหยาเป็นคนจัดการทั้งหมด ด้านฝั่งตระกูลจ้าวมีจ้าวฮูหยินเตรียมงานและเตรียมสินเดิมให้บุตรสาว หลังจากงานก่อสร้างที่เมืองจินหลิงเสร็จสิ้น หยางเจียหรงได้เลื่อนขั้นและประจำที่เมืองหลวง หลังจากนั้นอีกสามเดือนจึงมีพิธีแต่งงานของทั้งสองตระกูล หลิวเวินเซียน หลี่อันหนิงและคนอื่นในตระกูลหลิวได้รับเชิญให้เข้าร่วมในงานนี้ในฐานะแขกผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง บรรยากาศงานมงคลเต็มไปด้วยความรักความอบอุ่นที่หาได้ยากนัก ภาย
ห้าวันต่อมาฮ่องเต้ส่งรองเจ้ากรมโยธาธิการไปที่จินหลิงเพื่อก่อสร้างสำนักศึกษาเพิ่ม เพราะตอนนี้เร่งขยายความเจริญไปสู่เมืองรองและเมืองจินหลิงคือเป้าหมายแรกเพราะมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าเมืองอื่น ๆ แม้จะมีขุนนางร่วมเดินทางหลายคนแต่ยังขาดอีกหนึ่งคน เพราะขุนนางที่รับผิดชอบอีกคนอายุมากและมีอาการป่วยกระเสาะกระแสะ หยางเจียหรงจึงรับอาสาและได้รับอนุญาต หากสำนักศึกษาสร้างแล้วเสร็จภายในหนึ่งปี หยางเจียหรงที่อาสาไปเมืองรองอย่างจินหลิงจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นการตอบแทนความเสียสละออกไปทำงานแทนขุนนางอีกคนที่อายุมากแล้ว "เจ้าสบายใจได้ งานทางนี้ข้ากับเจ้าหน้าที่อีกสามคนรับมือไหว สามารถทำแทนเจ้าได้" หลิวเวินเซียนกล่าวขึ้นขณะเดินออกมาจากท้องพระโรง "ขอบคุณใต้เท้าหลิวที่แบกรับหน้าที่แทน ข้าจะตั้งใจทำงานให้เสร็จไว ๆ ขอรับ" หลิวเวินเซียนยิ้มให้กำลังใจ เขาพอคาดเดาได้ว่าหยางเจียหรงอาสาไปจินหลิงเพราะเหตุใด เพื่อให้เขาได้สมหวังจึงเปิดทางให้อย่างเต็มใจ เมื่อถึงวันไปจินหลิงขบวนจากเมืองหลวงเดินทางกันแต่เช้า เดินทางราวสองชั่วยามก็ถึงจุดหมาย เมื่อไปถึงคณะขุนนางจากเมืองหลวงเริ่มประชุมวางแผนงานทันที "คืนนี้ที่จินหลิ
บ้านตระกูลหลิวที่เคยเต็มไปด้วยความทุกข์ในเมื่อก่อนค่อย ๆ มีเสียงหัวเราะและความอบอุ่นเข้ามาแทนที่ ความรักและความเอาใจใส่ของครอบครัวเล็ก ๆ ทำให้ทุกวันเต็มไปด้วยความสุขที่เรียบง่าย ถึงวันประกาศผลสอบ ทุกคนต่างตื่นเต้นไม่แพ้หลิวเวินเซียน "ดูประกาศผลสอบแล้ว ข้าจะรีบกลับมาขอรับ" เขาบอกคนในบ้านที่มาส่งขึ้นรถม้า "ข้ารับรองว่าเวินเซียนต้องสอบได้แน่" สหายที่ยืนรออยู่กล่าวกับทุกคน เสี่ยวหลานก็เดินเข้ามาอวยพรบิดาอย่างตื่นเต้น "ท่านพ่อรีบกลับมานะขอรับ เสี่ยวหลานมั่นใจว่าท่านพ่อทำได้" "แน่นอนพ่อจะรีบกลับมา เจ้าอยู่บ้านเชื่อฟังผู้ใหญ่ อย่าซนมากนัก" เขาพูดพลางลูบหัวเสี่ยวหลานเบา ๆ เด็กน้อยผงกศีรษะรับ เชื่อฟังบิดาสุดหัวใจ "ขอรับท่านพ่อ" รถม้าเคลื่อนตัวออกไปพร้อมกับความหวังของทุกคนที่เชื่อมั่นในตัวหลิวเวินเซียน เมื่อมาถึง เหล่าบัณฑิตที่มาดูประกาศผลสอบต่างมุ่งหน้าไปที่ป้ายประกาศกันคับคั่ง หลิวเวินเซียนใจเต้นแรงไม่ต่างจากเมื่อครั้งสอบ เพียงแค่เดินเข้าไปใกล้ รายชื่ออันดับต้น ๆ ก็ชัดเจนปรากฏแก่สายตา "ลำดับ…สาม…เจ้าสอบได้ลำดับที่สามจริงหรือ" สหายชี้มือไปที่รายชื่อลำดับที่สามพูดขึ้นอย่างยินดี หล
หลิวเวินเซียนนั่งอยู่หน้าห้องโถง ข้างกายมีหลี่อันหนิงและเสี่ยวหลานนอนหลับอยู่ข้างมารดา หลี่อันหนิงมองไปรอบกายก่อนหยุดสายตาที่หลิวเวินเซียน จู่ ๆ นางก็ถามเรื่องในอดีตขึ้นมา "เมื่อก่อนข้าเคยยอมเสื่อมเสียชื่อเสียงเพื่อจับท่านเป็นสามี แล้วท่านเล่ารู้อยู่แก่ใจเหตุใดไม่ปฏิเสธแล้วเอาความกับข้า" เขาก้มลงมองนาง ตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคงแต่แฝงความอ่อนโยน "ข้าจะปฏิเสธเจ้าทำไมกัน" ยิ่งเขาพูดอย่างนี้นางก็ยิ่งฉงนใจนัก "ก็ข้าทำเรื่องน่าอาย ท่านก็รู้ว่ามิใช่ความจริงแต่ไม่เห็นด่าข้า หรือต่อว่าข้าแรง ๆ" เขายิ้มมองนางสายตาเจ้าเล่ห์ "จะทำเช่นนั้นทำไมเล่า ในเมื่อข้าก็แอบชอบเจ้าเหมือนกัน" หลี่อันหนิงเบิกตากว้างขึ้น นี่เป็นเรื่องที่นางไม่เคยรู้มาแต่แรก "ท่านว่าอย่างไรนะ" เขามองนางเหมือนเรื่องที่พูดเมื่อครู่มิได้น่าตื่นเต้น เพราะเขารู้สึกเช่นนี้มาตั้งนานแล้ว "ข้าไม่เคยรังเกียจเจ้า ความจริง ข้าแอบชอบเจ้ามาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นเจ้า เรื่องวันนั้น ข้าเองที่จงใจจะเดินผ่านเจ้า จะหาเรื่องคุยกับเจ้าให้ได้ แต่แล้วเจ้าก็เริ่มก่อนข้าเลยไม่ขัดข้อง" หลี่อันหนิงหน้าแดงเห่อร้อนทันที นางหน้าไม่อาย แล้วดูเขาสิกำลังส
หลิวจิ่นหงเดินทางกลับมาจากไปพบคู่ค้า เมื่อถึงบ้านก็พบกับบิดาที่มีสีหน้าเคร่งขรึมรออยู่ "ท่านพ่อ มีเรื่องใดเกิดขึ้นหรือขอรับ" "หย่ากับเมิ่งฉีซะ นางทำความผิดร้ายแรงที่ไม่อาจให้อภัย" หลิวจิ่นหงมึนงงกับการกระทำของบิดา ผู้เฒ่าหลิวจึงเล่าความจริงให้ฟังทั้งหมดซึ่งหลิวจิ่นหงคาดไม่ถึงสักเรื่อง "นางร้ายกาจถึงเพียงนั้นหรือขอรับ" "หากข้าไม่ส่งคนคอยสืบก็คงไม่รู้ความจริง เสียนหาวก็คงถูกนางปั่นหัว กลับมาคราวนี้เห็นทีต้องทบทวนกันใหม่" หลิวจิ่นหงจึงเขียนหนังสือหย่ากับเมิ่งฉี ให้เงินนางไปตั้งตัวก้อนหนึ่งตอบแทนที่เคยเลี้ยงดูหลิวเวินเซียนมาตั้งแต่เด็ก ถือว่าเป็นสินน้ำใจครั้งสุดท้ายที่ตระกูลหลิวมอบให้นาง เมิ่งฉีกลับไปบ้านนอกด้วยความอับอาย เสียงล้อเลียนและสายตารังเกียจจากคนรอบข้างทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกกดทับทุกฝีก้าว "คนไร้คุณธรรมเช่นนี้ไม่น่าอยู่ในหมู่บ้านให้เป็นเสนียดเลย" คำพูดเหล่านั้นดังสะท้อนอยู่ในหัวของนาง แม้พยายามดิ้นรนหาเลี้ยงตัวเอง แต่ก็ไม่มีใครอยากรับนางทำงาน เงินที่ได้มาก็ใช้ไปทุกวัน ร่อยหรอลงทุกที ความลำบากซ้ำเติมความอับอายของนางให้มากขึ้นทุกวันที่ชีวิตดำเนินไป ทุกฝีก้าวที่เดินไปเหมื
วันต่อมา เมิ่งฉีเดินทางไปยังตระกูลจ้าวเพียงลำพัง คร่ำครวญในใจว่า "คราวนี้ข้าจะทำให้จ้าวหยางซินต้องตกลงแต่งงานกับเวินเซียนให้ได้" นางหมายมัดมือชกทั้งคู่หวังว่าเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้หลี่อันหนิงไปให้พ้นจากตระกูลหลิว เมื่อมาถึงตระกูลจ้าว เมิ่งฉีพยายามพูดจาโน้มน้าวจ้าวหยางซินให้มาอยู่ฝั่งเดียวกับตนเอง "หยางซิน เจ้าทั้งงดงามทั้งเพียบพร้อม หากได้แต่งเข้าตระกูลหลิว ต้องนำพาชื่อเสียงมาสู่ตนกับสองตระกูลได้อย่างดีแน่นอน" จ้าวหยางซินเพียงยิ้มเล็กน้อยตามมารยาท "ท่านป้า มีอะไรหรือไม่เจ้าคะ ถึงพูดเรื่องแต่งงานกับข้าเร็วนัก" เมิ่งฉีเอื้อมมือเรียวกุมมือของจ้าวหยางซินเอาไว้ "ป้าก็พูดมาตลอด เพียงแต่คิดว่าสมควรแก่เวลาแล้ว เจ้าสองคนควรแต่งงานกันได้แล้ว" แต่จ้าวหยางซินหน้าแดงด้วยความละอายใจ "งานแต่งงานตระกูลจ้าวกับตระกูลหลิวจะไม่เกิดขึ้นเจ้าค่ะ" ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างมองหน้ากันที่จ้าวหยางซินตัดสินใจเช่นนั้น คำตอบนั้นทำให้เมิ่งฉีหน้าเสีย นางอ้าปากพูดไม่ทันจบแต่จ้าวหยางซินตั้งใจปฏิเสธอย่างเด็ดขาด "เพราะเหตุใดกัน เราตกลงกันแต่แรกแล้วมิใช่หรือ ข้าจะเพิ่มสินสอดก็ได้หากเจ้าไม่พอใจ" ใต้เท้าจ้าวที่




![จอมนางคู่บัลลังก์ [NC30+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


