LOGINโอวหยางฉีเคยเผชิญหน้ากับจิตสังหารของไป๋เสวี่ยแล้วในครั้งที่นางสู้กับพืชกลืนกิน แต่ในครั้งนั้นไป๋เ
คนตัวโตชะงัก เขาคิดว่าจะต้องอ้อนวอนไป๋เสวี่ยให้มากกว่านี้เสียอีก ผู้ใดจะคิดว่านางจะยินยอมง่าย ๆ กันเล่า“ใช่ แต่ท่านต้องทำพันธะสัจจะกับข้าก่อน ห้ามทรยศหักหลัง ห้ามนำเรื่องภายในไปบอกคนภายนอกเด็ดขาด”“ย่อมได้อยู่แล้ว!” โอวหยางฉีตกปากรับคำพันธะสัจจะคือพันธะที่ช่วยยืนยันว่าอีกฝ่ายจะรักษาสัจจะที่ให้ไว้ต่อกัน และจะไม่พูดในสิ่งที่อีกฝ่ายไม่ต้องการให้พูด โดยทั้งสองไม่ได้มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันก็ได้ซึ่งแตกต่างจากพันธสัญญา ที่นิยมทำระหว่างนายกับบ่าว แน่นอนว่าการทำพันธสัญญาผู้เป็นนายย่อมต้องเป็นใหญ่ เพราะเหตุนี้การที่คนคนหนึ่งยอมทำพันธสัญญากับอีกคน ย่อมต้องหมายถึงการยอมฝากชีวิตของตนไว้กับคนผู้นั้นแล้วสำหรับโอวหยางฉี เขานั้นไม่ใช่คนของนาง ไป๋เสวี่ยจึงไม่คิดที่จะทำพันธสัญญาให้วุ่นวาย และเมื่อตกลงกันได้ทั้งสองคนก็ทำพันธะสัจจะต่อกันทันทีจึงถือว่าจบเรื่องวุ่นวายไปอีกหนึ่งเรื่องวันเวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วจนตอนนี้ผ่านไปแล้วสองปีตระกูลไป๋พัฒนาตนเองจนมีคนในปกครองราวห้าพันคน แม้คนจะเพิ่มขึ
“แหะ ๆ ศิษย์รักอาจารย์ของเจ้าหิวมากแล้ว อาจารย์ล่าหมีวายุมาได้ตั้งหลายตัว เรามากินด้วยกันเถอะ” คนตัวโตฉีกยิ้มมองไป๋เสวี่ยด้วยดวงตาที่เป็นประกาย“เชิญท่านไปกินที่อื่นเถิด แล้วออกไปจากจวนของข้าได้แล้ว” ไป๋เสวี่ยไล่ตรง ๆ ไม่อ้อมค้อมให้มากความ“ได้อย่างไร ข้าเป็นอาจารย์ของเจ้า ย่อมต้องอยู่กับเจ้า!”“ท่านไม่ใช่...”“ข้าใช่!” โอวหยางฉีทำตัวคล้ายเด็กจนไป๋เสวี่ยหัวคิ้วกระตุก นางตอนนี้รู้สึกหงุดหงิดมากกว่าเดิม“ท่านจะไปดี ๆ หรือไม่?” ไป๋เสวี่ยสบตากับคนตรงหน้า แล้วแค่นยิ้มด้วยท่าทีที่แสนจะเย็นชายิ่งนัก จนโอวหยางฉีขนกายลุกชัน“แล้วศิษย์รักจะให้อาจารย์ของเจ้าไปที่ใดกันเล่า”“กลับจวนท่านไปสิ!”“ข้าไม่มีจวน”“แล้วปกติท่านอาศัยอยู่ที่ใดกันเล่า” ไป๋เสวี่ยชักจะหมดความอดทนแล้ว และนางก็ไม่เข้าใจว่าเหตุอันใด ตนจะต้องมาเสียเวลาเถียงกับโอวหยางฉีอยู่ที่นี่ด้วย“อยู่ที่นี่”“ข้าหมายถึงก่อนหน้านี้”“ในป่า”“เช่นนั้นก็กลับเข้าป่าไป”“ไม่ได้! เจ้าไม่กลัวว่าสัตว์วิญญาณพวกนั้นจะฉวยโอกาสทำร้ายอาจารย์ของเจ้าหรือ?” โอ
โอวหยางฉีเคยเผชิญหน้ากับจิตสังหารของไป๋เสวี่ยแล้วในครั้งที่นางสู้กับพืชกลืนกิน แต่ในครั้งนั้นไป๋เสวี่ยใช้จิตสังหารไปแค่เพียงเสี้ยวเดียว มันไม่แปลกเลยที่ตอนนี้โอวหยางฉีจะตกตะลึง และรู้สึกว่าตนกำลังถูกพลังที่แข็งแกร่งกว่าหลายเท่ากดเอาไว้แม้พลังของโอวหยางฉีจะอยู่ในระดับเทวะ แต่พลังของไป๋เสวี่ยมีมากกว่านั้นแม้นางจะอยู่ในระดับเซียนก็ตาม นางยังมีพลังที่ซ่อนเร้นอยู่มากมาย ไม่เช่นนั้นก็คงไม่อาจควบคุมปิ่นปลิดวิญญาณได้สำหรับไป๋เสวี่ยแล้วสิ่งที่นางหวาดกลัวที่สุดคือสูญเสียครอบครัวไป นางต้องการความรักมาเสมอ นี่คือความสุขของนางไม่แปลกที่เมื่อหวาดกลัวแล้วไป๋เสวี่ยจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนให้ดีได้ดังเช่นทุกครั้งด้านโอวหยางฉี เขาเพียงแค่สนใจในตัวของไป๋เสวี่ย จิตสังหารของนางรุนแรงมากกว่าสหายของเขา แต่ในครั้งนี้เขาได้รู้ความจริงว่าจิตสังหารของไป๋เสวี่ยนั้นแท้จริงรุนแรงมากกว่าสหายของเขาเสียอีกในรอบหลายร้อยปีที่ตนมีชีวิตมา นี่เป็นครั้งแรกที่โอวหยางฉีรู้สึกหวาดกลัว ต่อหน้าไป๋เสวี่ยเด็กที่มีอายุไม่กี่สิบปีคนนี้ โอวหยางฉีทั้งหวาดกลัวและสนใจหากนางแข็ง
“เสวี่ยเอ๋อร์ กลับมาแล้วหรือ”เมื่อไป๋เสวี่ยเดินมาใกล้ ทุกคนย่อมต้องรับรู้ได้ แต่เป็นไป๋ซานที่เอ่ยทักน้องสาวของตนก่อนไม่เจอกันเพียงไม่กี่เดือน ไป๋ซานดูท่าจะเก่งกาจมากยิ่งขึ้นอีกแล้ว ไป๋เสวี่ยภาคภูมิใจในตัวของพี่ชายยิ่งนักแต่ตอนนี้นางมีเรื่องอื่นให้ต้องจัดการ นั่นก็คือเรื่องของอาจารย์กำมะลออย่างโอวหยางฉีผู้นี้“ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ”ไป๋เสวี่ยยังไม่ได้กล่าวคำใดมาก เสียงของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน ตัวยังไม่ปรากฏแต่รับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่ง!แน่นอนว่าไป๋เสวี่ยย่อมจำเสียงของโอวหยางฉีได้ เป็นเขาจริง ๆ ด้วย“ศิษย์รัก!”“ท่านตามข้ามาเดี๋ยวนี้เลย!” ร่างเล็กโกรธขึ้ง นางไม่รอให้โอวหยางฉีปรากฏ ก็เรียกให้อีกฝ่ายมาคุยกับนางตัวต่อตัว ไป๋เสวี่ยอยากจะรู้ว่าตกลงแล้วคนผู้นี้มีจุดประสงค์ใดกันแน่ และที่สำคัญเขามาเยือนที่ตระกูลไป๋ถูกได้อย่างไรพรึ่บ!“ศิษย์รัก เจ้ากลับมาแล้ว!”ร่างใหญ่คล้ายหมีปรากฏกายมาพร้อมเสียงที่ดังก้องกังวาน ยามนี้โอวหยางฉีไม่ได้อยู่ในอาภรณ์เก่า ๆ หรือนำหนังของสัตว์วิญญาณมาห่มกายแล้วแต่เข
แต่ไป๋หลิงก็รู้ด้วยว่าไป๋เสวี่ยมีแผนที่จะไปแก้แค้นซุนฉือเฉิน เขาเองก็แค้นเคืองคนผู้นั้น แต่เขาไม่ต้องการให้ไป๋เสวี่ยต้องเอาชีวิตของตนเองไปวางเอาไว้กับความแค้นในครั้งนั้นอีกนางยังเด็ก ยังมีอนาคต...และที่สำคัญไป๋หลิงกลัวว่าตนจะต้องเสียไป๋เสวี่ยไปเหมือนดั่งที่เคยเสียไป๋หลงผู้เป็นบิดาของไป๋เสวี่ยและไป๋ซาน หรือก็คือบุตรชายเพียงคนเดียวของเขานั่นเอง“แล้วพี่ใหญ่ล่ะเจ้าคะ”เสียงของไป๋เสวี่ย เรียกคืนสติของผู้ชราให้กลับคืนมา ชายชรามองหน้าหลานสาวผู้ช่วยเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในชีวิตของตน ก่อนจะพยายามซ่อนความกังวลที่มีให้พ้นจากสายตาที่เฉียบคมของนางและเมื่อทุกอย่างกลับคืนสู่สภาวะปกติไป๋หลิงก็ตอบออกมาด้วยน้ำเสียงอันอบอุ่นดังเดิม“พี่เจ้าเข้าไปในป่าร้อยอสูรกับอาจารย์ของเจ้าน่ะ”“อาจารย์ของข้าหรือเจ้าคะ?” ไป๋เสวี่ยชะงักไปเมื่อได้ยินคำตอบของไป๋หลิงอาจารย์ของนางหรือ? ผู้ใดกัน“ใช่แล้ว เมื่อวานนี้อาจารย์ของเจ้าอยากจะกินหมีวายุขึ้นมา พวกเขาจึงได้พากันเข้าไปในป่าร้อยอสูร วันนี้ก็น่าจะกลับมากันแล้ว”หมีวายุ เพียงแค่คำ
หลังจากคุยกับฝูจิ้นจบแล้ว ไป๋เสวี่ยก็เดินมาหาไป๋หลิงที่ยามนี้กำลังรออยู่ที่เรือนพร้อมด้วยหลานทั้งสองและพี่สะใภ้ของนาง ที่เมื่อรู้ว่านางมาถึงก็รีบวิ่งมารวมตัวกันทันทีเรื่องของฝูจิ้นไป๋เสวี่ยไม่ได้กังวลมากนัก เพราะอีกฝ่ายเป็นคนที่ใช้ได้พอสมควรแต่ไป๋เสวี่ยจะลองคุยกับเหวินหรงให้แน่ใจอีกรอบ หากเขามาหานาง“ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ”“ท่านอา!”เมื่อไป๋เสวี่ยปรากฏกาย ซาลาเปาทั้งสองลูกก็รีบวิ่งเข้ามาหานางก่อนผู้ใด ไป๋หลันยังคงอ้วนกลมเช่นเดิม แต่ไป๋เทียนผอมลงเล็กน้อย คาดว่าเป็นเพราะฝึกฝนวรยุทธ์ทุกวัน“ว่าอย่างไร คิดถึงอาหรือไม่?” ไป๋เสวี่ยแย้มยิ้มแค่รู้ว่ามีคนรอให้นางกลับมา นางก็รู้สึกดีใจมากแล้ว เพราะในโลกก่อนนางไม่เคยได้สัมผัสกับความรู้สึกเช่นนี้เลย“คิดถึงเจ้าค่ะ”“คิดถึงขอรับ” หลานทั้งสองพยักหน้าตอบรับ ไป๋เสวี่ยก็พูดคุยกับไป๋เทียนไป๋หลันสองสามคำก่อนจะหันหน้าไปมองท่านปู่และพี่สะใภ้ของตน“เหนื่อยหรือไม่” ไป๋หลิงถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าแม้ว่าจะยื้อชีวิตไป๋หลิงกลับมาได้ แต่เพราะร่างกายถูกพิษมานานทำให้ไม่อาจฟื้นฟู







