LOGINโปรย ในวันที่บุตรสาวของอนุภรรยาและบุตรสาวของฮูหยินเอกลืมตาดูโลกในเวลาใกล้เคียงกัน ทั้งสองกลับถูกสลับตัวโดยตั้งใจ ตัวจริงถูกส่งไปเผชิญความลำบากในชนบท ส่วนตัวปลอมกลับได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดีในห้องหอ ทว่าสิบปีต่อมา ความจริงถูกเปิดโปงด้วยจดหมายเพียงฉบับเดียว หยางซูซินจึงถูกส่งตัวกลับเมืองหลวง คืนสู่อ้อมอกมารดาที่แท้จริง นางหวังเพียงได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ราบรื่นเปี่ยมสุขและได้รับความรักจากทุกคนในครอบครัว ทว่าความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย เมื่อมารดาแท้ ๆ กอดลูกเลี้ยงไว้แนบอก แล้วบอกว่า… “นางเปราะบาง ส่วนเจ้าแข็งแกร่งกว่าจงเสียสละให้นางเถิด”
View More1
หวนคืน
“ถึงจวนแม่ทัพแล้ว”
รถม้าไม้เก่าๆ แล่นมาหยุดอยู่หน้าจวนแม่ทัพหยาง หยางซูซินเลิกม่านที่ทำจากผ้าฝ้ายเนื้อหยาบขึ้นมอง ดวงตาของนางสงบราบเรียบ แต่ในใจกลับกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องราวเมื่อครั้งยังเยาว์วัย นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ย่างกายเข้ามาเหยียบจวนนี้ หากจะนับจริงๆ ก็น่าจะสิบปีเห็นจะได้
สิบห้าปีก่อน ในคืนที่นางและหยางซินเหยาลืมตาดูโลก ท่ามกลางเสียงพายุฝนที่โหมกระหน่ำจวนแม่ทัพ เหมยอี๋เหนียงผู้เป็นอนุภรรยาได้อาศัยจังหวะชุลมุนสลับทารกในห่อผ้าไหม นำบุตรสาวตนเองไปวางไว้บนฟูกหนานุ่มของหลินฟูเหริน แล้วชิงเอาทารกที่ควรจะเป็นคุณหนูสายเลือดเอกมาไว้ในอ้อมอก
ห้าปีต่อมานางกลับหวาดกลัวว่าความลับจะรั่วไหล เพราะหยางซูซินได้เติบโตขึ้นมาและมีเค้าโครงหน้าเหมือนมารดาผู้ให้กำเนิด เหมยอี๋เหนียงจึงยอมวางอุบายให้ตนเองถูกขับไล่ไปอยู่ชนบทที่ห่างไกล เพื่อจะกันซูซินออกไปให้พ้นจากสายตาของผู้คนในตระกูลหยาง
"คุณหนูสี่เชิญข้างในเจ้าค่ะ ฮูหยินและทุกคนรออยู่ที่โถงรับรองแล้ว"
สาวใช้คนหนึ่งเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความประหม่าที่ปนมากับความขัดตาเมื่อเห็นสภาพของคุณหนูคนใหม่ นางมองหยางซูซินตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ไม่รู้ว่าสายตาที่มองมานั้นในใจคิดอะไรอยู่ อาจจะเต็มไปด้วยความเวทนาหรือสมเพชก็เป็นได้ เพราะสภาพของหยางซูซินนั้นดูเหมือนคุณหนูสูงศักดิ์ที่เสียที่ไหนกัน
หยางซูซินเดินผ่านซุ้มประตู สวนดอกไม้ในจวนถูกจัดแต่งอย่างประณีต มีม้านั่งหินอ่อนและศาลาแปดเหลี่ยมริมสระบัวที่ดูร่มรื่น ทว่านางกลับไม่ได้หยุดมองความงามเหล่านั้นแม้แต่น้อย
นางเดินเข้ามาถึงโถงรับรองหลัก ความเงียบงันทำให้รู้สึกได้ถึงความกดดัน บนเก้าอี้ไม้สลักลายหลินฟูเหรินที่นั่งอยู่มีสีหน้าซีดเผือด ในอ้อมแขนของนางยังมีหยางซินเหยาซบหน้าสะอื้นไห้อยู่ไม่ห่าง ส่วนข้างกายมีชายหนุ่มสองคนยืนขนาบข้างด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ซูซินคารวะท่านแม่ พี่ใหญ่ และพี่รองเจ้าค่ะ"
หยางซูซินย่อกายทำความเคารพอย่างพองาม กิริยามารยาทที่นางแอบฝึกฝนมาในระหว่างเดินทางจากชนบทนั้นไร้ที่ติ
"ซูซินเจ้ามาถึงแล้วหรือ"
หลินฟูเหรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มองดูลูกสาวในไส้ที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับตนเองในวัยเยาว์ราวกับถอดแบบมา ทว่าแววตาที่แข็งกร้าวของซูซินกลับทำให้นางรู้สึกใจสั่นอย่างบอกไม่ถูก
"ลำบากเจ้าแล้วจริงๆ ที่ต้องไปตกระกำลำบากอยู่ชนบทเนิ่นนานเพียงนั้น"
"ไม่ลำบากเลยเจ้าค่ะ ที่นั่นอากาศดี งานในไร่นาสอนให้ข้าต้องอดทนและตื่นรู้เสมอ"
ซูซินตอบเสียงเรียบพลางปรายตามองซินเหยาที่เงยหน้าขึ้นจากอกของหลินฟูเหริน ดวงตาของซินเหยาแดงก่ำดูน่าสงสารยิ่งนัก กิริยาแบบนี้ช่างอ่อนแอสมกับเป็นคุณหนูที่ถูกเลี้ยงในห้องหอมานานถึงสิบห้าปีเสียจริง
"น้องสี่ข้าต้องขอโทษแทนแม่ของข้าด้วยที่ทำเรื่องไร้ความระอายใจเช่นนั้นกับเจ้า ตำแหน่งคุณหนูสามที่ข้าครองอยู่สิบห้าปีความจริงมันควรเป็นของเจ้า ข้ายินดีจะคืนทุกอย่างให้เจ้า" ซินเหยาเอ่ยเสียงสั่นและกำลังจะเดินเข้ามากุมมือซูซิน
"เหยาเอ๋อร์เจ้าไม่ต้องทำถึงขนาดนั้น!"
คุณชายรองหยางเฟิงเอ่ยขัดขึ้นทันที เขาขยับเข้ามาขวางระหว่างพี่สาวน้องสาว นิสัยของหยางเฟิงนั้นมุทะลุและรักครอบครัวมาก โดยเฉพาะซินเหยาที่เขาปกป้องมาตั้งแต่เล็ก
"ท่านแม่ ซูซินกลับมาก็เป็นเรื่องดีแต่เหยาเอ๋อร์ก็ไม่ได้ทำอะไรผิด นางเองก็เป็นเหยื่อของการสลับตัวเหมือนกัน…พี่ใหญ่ท่านว่าจริงไหม" ประโยคสุดท้ายหยางเฟิงหันไปถามพี่ชายคนโต
“ที่เจ้าว่ามาก็ถูก”
หยางหยุนพี่ชายคนโตผู้สุขุมเยือกเย็น มองดูภาพตรงหน้าแล้วเห็นด้วย เขาเดินเข้าหาซูซินแล้ววางมือลงบนบ่าของนางเบาๆ
"เจ้าสี่ เรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นตราบาปของตระกูลเราจะชดเชยให้เจ้าอย่างดีที่สุด เพียงแต่ตอนนี้เหยาเอ๋อร์เองก็ได้รับความสะเทือนใจไม่แพ้กัน ในเมื่อเจ้ากลับมาแล้วก็ขอให้เราเริ่มกันใหม่ในฐานะพี่น้องเถิด"
ซูซินมองมือของพี่ใหญ่ที่วางบนบ่าก่อนจะเบี่ยงกายออกอย่างสุภาพ นางไม่ได้โกรธเคืองพี่ชายทั้งสอง เพราะนางรู้ว่าความผูกพันสิบห้าปีเทียบไม่ได้กับจดหมายแค่ฉบับเดียว แต่สิ่งที่นางยอมรับไม่ได้คือความลำเอียงที่ฉายชัดในแววตาของมารดาต่างหาก
"พี่ใหญ่ พี่รอง ข้าขอบคุณในความเมตตา ข้าไม่ได้ต้องการมาแย่งชิงความสุขของใคร และไม่ได้ต้องการให้ใครมาสงสาร แต่ความจริงก็คือความจริง ข้าจำเป็นต้องถามถึงความถูกต้องในฐานะบุตรสาวของฮูหยินเอกตระกูลหยาง ส่วนใครจะได้รับผลกระทบจากการที่ความจริงถูกเปิดเผย ข้าเกรงว่านั่นไม่ใช่หน้าที่ของข้าที่ต้องรับผิดชอบเจ้าค่ะ"
หลินฟูเหรินหน้าถอดสีเมื่อได้ยินประโยคนั้น นางเปลี่ยนจากท่านั่งสบายๆ เป็นยืดตัวมองลูกสาวในไส้ด้วยแววตาจริงจัง
"ซูซินเจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร เหยาเอ๋อร์เปราะบางนัก นางไม่เคยออกไปเผชิญโลกภายนอกเหมือนเจ้า เจ้าจะให้นางไปอยู่ที่ไหนได้"
"ข้าไม่ได้บอกให้นางไปที่ไหนเจ้าค่ะ เพียงแต่สถานะในจวนต้องชัดเจน ว่ากันตามความถูกต้องข้าคือคุณหนูสามผู้เป็นบุตรสาวที่เกิดจากครรภ์ของภรรยาเอก ข้าเกิดก่อนนางสมควรเป็นพี่สาว ส่วนซินเหยานางคือบุตรสาวของอนุเหมย แม้ท่านแม่จะรักนางมากเพียงใด แต่ตำแหน่งและลำดับอาวุโสในงานสังคมหรืองานสมรสในอนาคตจะปล่อยให้คลุมเครือไม่ได้ หรือท่านแม่จะให้ข้าที่ลำบากมาสิบปีต้องมายืนก้มหัวให้นางที่เป็นลูกของคนที่ทำให้ข้าต้องพลัดพรากจากบ้านไป"
คำพูดของซูซินเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงเข้าไปในใจของทุกคนในโถง หยางหยุนและหยางเฟิงต่างก้มหน้านิ่ง พวกเขาไม่มีเหตุผลใดมาหักล้างความชอบธรรมของนางได้เลย จึงทำได้แค่อ้าปากส่งเสียงอึกอักคล้ายอยากพูดแต่สรรหาคำพูดดีๆ มาแก้ต่างให้ซินเหยาไม่ได้
"ข้าเข้าใจน้องสี่ ข้าจะย้ายไปอยู่เรือนเล็กท้ายจวน ข้าจะยอมรับฐานะลูกอนุ" พอได้ยินแบบนั้นซินเหยาร้องไห้หนักกว่าเดิม
"ไม่ต้องทำขนาดนั้นหรอก จวนแม่ทัพออกจะใหญ่โตเพียงนี้ ท่านแม่อยากจะเลี้ยงดูใครไว้ก็สุดแล้วแต่เถิด เพียงแต่ข้าวของเครื่องใช้หรือแม้แต่ชื่อเสียงที่ข้าควรได้รับคืนมา ข้าขอให้ท่านแม่จัดการให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมด้วยเจ้าค่ะ"
ทุกคนต่างพูดไม่ออกไปตามๆ กัน ผ่านไปครู่ใหญ่หลินฟูเหรินจึงพูดทำลายความเงียบ นางหันไปทางสาวใช้แล้วบอก ในน้ำเสียงนั้นมีความอัดอั้นตันใจไม่น้อย
"นำทางคุณหนูสี่ไปที่เรือนพักเถิด"
“เจ้าค่ะฮูหยิน”
เมื่อเงาร่างของซูซินเดินพ้นประตูโถงรับรองไป หลินฟูเหรินทรุดกายลงนั่งอย่างหมดแรง ดูเหมือนว่าบุตรสาวในไส้คนนี้ฉลาดเป็นกรดและทันคนยิ่งกว่าใคร ความแข็งกระด้างที่ได้มาจากชนบทนั้นทำให้นางกลายเป็นคนที่ควบคุมได้ยากยิ่ง อนาคตจะต้องมีเรื่องวุ่นวายกว่านี้แน่
"ท่านแม่ ข้าว่าเจ้าสี่นางไม่ได้ประสงค์ร้ายเพียงแต่นางยึดมั่นในเหตุผล เราควรให้นางได้พักผ่อนและค่อยๆ ปรับตัว นางอยู่ในชนบทมานานเกินไปยังไม่เข้าใจกฎระเบียบของจวน"
หยางหยุนเอ่ยขึ้นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ส่วนหยางเฟิงเดินเข้าไปปลอบซินเหยาที่ยังคงสะอึกสะอื้นอยู่ข้างๆ โดยที่ไม่มีใครทันสังเกตเห็นแววตาของซินเหยาที่เปลี่ยนจากความโศกเศร้าเป็นแค้นเคืองเพียงชั่วพริบตา
ในขณะเดียวกัน ที่เรือนพักหลังเล็กที่เพิ่งถูกจัดเตรียมไว้อย่างเร่งด่วน ซูซินนั่งลงบนเตียงไม้ที่ปูด้วยฟูกนุ่มๆ สถานที่นี้ดีกว่าที่นางเคยอยู่มาตลอดสิบปี แต่ก็เทียบไม่ได้เลยกับเรือนที่ซินเหยาและพี่ชายทั้งสองอาศัยอยู่ นางมองดูปลายนิ้วที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักของตนเองแล้วได้แต่ทอดถอนใจ
ความรักที่ท่านแม่มีให้ซินเหยาคือความผูกพัน แต่ความแค้นที่นางมีต่อโชคชะตาคือความจริง นางใช้ชีวิตในชนบทมาสิบปี ผ่านความลำบากมามากมายจนฝ่ามือสากหยาบกระด้าง ช่างน่าขันนัก…พอความจริงปรากฎกลับไม่มีผู้ใดเห็นใจในความลำบากเลยสักคน เอาแต่ประคบประหงมตัวปลอมจนออกนอกหน้า
ตอนพิเศษ 2สองเดือนก่อนหน้า ณ เมืองหลวงแห่งแคว้นฉี หยางหยุนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องโถงใหญ่ด้วยความรวดเร็ว ใบหน้าคมคายตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก เขากวาดมองหามารดาไปทั่วห้อง จนเห็นว่ามารดากำลังอยู่ที่มุมหนึ่ง“ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ!”หลินฟูเหรินที่กำลังนั่งปักผ้าอยู่วางของในมือลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองบุตรชายคนโตด้วยความสงสัย“มีเรื่องอันใดกันหยางหยุน”“ข้าได้ข่าวว่าอีกสามวันข้างหน้าจะมีผู้ได้รับมอบหมายทำหน้าที่อัญเชิญราชโองการเดินทางไปยังชายแดนใต้เพื่อมอบให้แก่องค์ชายเจ็ดขอรับ”หยางหยุนรีบกล่าวด้วยความตื่นเต้น ทันทีที่ได้ยินว่าจะมีคนเดินทางไปชายแดนใต้ ภาพของซูซินก็ผุดขึ้นมาในหัว หลินฟูเหรินดีใจจนน้ำตาคลอเบ้า นางเอ่ยออกมาด้วยความตื้นตันใจ“จริงหรือ ดีเหลือเกิน เช่นนั้นแม่จะรีบเขียนจดหมายฝากไปให้เจ้าสี่”บนโต๊ะเขียนหนังสือ หลินฟูเหรินบรรจงจรดพู่กันลงบนกระดาษ หยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดหยดลงบนกระดาษจนหมึกซึมเลือนไปหลายตัวอักษร นางบรรยายความรู้สึกทั้งหมดลงในจดหมายด้วยมืออันสั่นเทา ภาพในอดีตที่ผ่านมาหวนกลับคืนเป็นฉากๆถึง...เจ้าสี่ตลอดเวลาที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันที่เจ้าก้าวเท้าออกจากจวนตระกูลหยางไ
ตอนพิเศษ 1เป็นช่วงสายของฤดูเหมันต์ ลมหนาวพัดเอาไอเย็นมาเยือนชายแดนใต้ ที่ลานหน้าจวนเด็กน้อยทั้งสามคนกำลังสนุกสนานกับการเล่นลูกข่างอย่างเพลิดเพลิน มู่หรงและหมิงรุ่ยต่างแสดงฝีมือหมุนลูกข่างด้วยความคล่องแคล่ว ลูกข่างหมุนติ้วๆ ทรงตัวอยู่บนพื้นหินได้อย่างยาวนาน ส่วนหลิงหลิงเด็กหญิงตัวน้อยกลับไม่ถนัดเอาเสียเลย ไม่ว่านางจะพยายามตวัดข้อมือปล่อยลูกข่างออกไปสักกี่รอบ เจ้าลูกข่างเจ้ากรรมก็หมุนเคว้งคว้างอยู่ได้เพียงครู่เดียว ก่อนจะกลิ้งหลุนๆ แล้วแน่นิ่งอยู่กับพื้นราวกับปลาตาย ภาพนั้นทำให้หมิงรุ่ยที่ยืนมองอยู่ชอบใจเป็นอย่างยิ่ง แถมยังไม่ลืมที่จะเอ่ยทับถมกันตามประสาเด็ก“ฮ่าๆ ฝีมือแค่นี้ยังกล้ามาแข่งกับพวกเราอีก พี่หลิงหลิงนี่ไม่เอาไหนเลยจริงๆ”“เชอะ! ไม่ต้องมาหัวเราะเยาะข้าเลยนะ ข้าไม่เล่นกับพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าขี้โกง”หลิงหลิงทำแก้มป่องด้วยความขัดใจ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีแล้ววิ่งเข้าเรือนพักสาวใช้ไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้ามาในห้องที่เงียบและอบอุ่นกว่าด้านนอก นางก็ทิ้งตัวซุกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนานุ่มบนฝูกนอน ทว่านอนกลิ้งไปกลิ้งมาได้เพียงครู่เดียว ความซุกซนตามวัยก็เริ่มก็ทำให้นางรู้สึกเบื่อหน่ายเด็กหญิง
101จางหายไปตามกาลเวลาเมื่อไม่มีตัวช่วยแล้ว ฉู่อี้ซินจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งเคาะประตู หลังจากได้ยินเสียงตอบรับของผู้ที่อยู่ข้างใน นางจึงผลักประตูเข้าไปเบาๆ กู้หรานจือที่กำลังจดรายการผลประกอบการจากการค้าประจำปีอยู่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง พอผู้มาเยือนวางชามรังนกลง เขาก็ทิ้งสายตาไปที่ชามรังนกเพียงแวบเดียว ก่อนจะเบนสายตากลับไปให้ความสนใจกับเนื้อหาในสมุดบัญชีต่อ“ข้าเคยบอกว่าชอบกินแบบที่ยังอุ่นๆ ลั่วซีเจ้าช่วยเอาไปอุ่นใหม่ให้ข้าที”“ได้ ข้าจะเอาไปอุ่นให้ใหม่เดี๋ยวนี้”เมื่อได้ยินเสียงที่ต่างจากที่คิด เขารีบเงยหน้าขึ้นมอง คนที่ยกรังนกมาให้ไม่ใช่ลั่วซีแต่เป็นฉู่อี้ซิน จึงทำให้กู้หรานจือประหลาดใจมากทีเดียว ดวงตาของเขาเผลอหรี่มองนางโดยไม่ตั้งใจ แต่เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจ้องมองนางเหมือนกำลังจับผิด ก็เลยเปลี่ยนเป็นก้มหน้ามองตัวอักษรในกระดาษแทน แล้วถามขึ้นโดยที่ไม่มองหน้า“ลั่วซีไปไหน นางกล้าใช้เจ้าให้ยกรังนกมาให้ข้าด้วยหรือ เดี๋ยววันหลังข้าจะอบรมนางใหม่”ฉู่อี้ซินกะพริบตาปริบๆ เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยบอก “เป็นข้าที่ตั้งใจจะใช้นาง แต่นางบอกว่ามีงานหลายอย่างต้องทำ ข้าก็เลยยกเข้ามาเ
100ไม่เจอหน้ากันนานเวลาผ่านไปได้เดือนเศษ ซูซินพอจะมีเวลาว่างจึงแวะไปเยี่ยมเยียนฉู่อี้ซินที่จวนตระกูลกู้อีกครั้ง จวนหลังใหญ่ดูเงียบสงบและเป็นระเบียบเรียบร้อย ทว่ากลับเงียบเหงาจนดูห่างเหิน ในครานี้ทั้งฉู่อี้ซินและกู้หรานจือต่างก็อยู่ในจวนด้วยกันทั้งคู่ แต่ทว่าการใช้ชีวิตของพวกเขาเหมือนคนแปลกหน้า กู้หรานจือมักจะอยู่แต่ภายในห้องหนังสือ ราวกับต้องการหลบเลี่ยงฉู่อี้ซินเพื่อทำให้นางสบายใจมากขึ้น ในขณะที่ฉู่อี้ซินก็เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่แต่ภายในเรือนเช่นกัน น้อยครั้งนักที่นางจะเดินผ่านหรือย่างกรายเข้าไปใกล้บริเวณเรือนฝั่งที่กู้หรานจืออยู่ แม้ว่าทั้งสองคนจะมีสถานะเป็นสามีภรรยากันก็ตาม แต่ความสัมพันธ์กลับเหมือนคนแปลกหน้าเข้าไปทุกทีหลังจากที่ซูซินเข้ามาในจวน สาวใช้คนเดิมที่เคยออกมาต้อนรับนางคราวก่อนก็เดินออกมานำทางพาไปหาฉู่อี้ซินเหมือนเคย หลังส่งเสร็จแล้วสาวใช้ก็เดินออกมาทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยไล่ เมื่อฉู่อี้ซินเห็นซูซินก็ยิ้มแย้มด้วยความดีใจ“ไม่เจอหน้ากันนาน คิดว่าเจ้าโกรธข้าเรื่องนั้นแล้วเสียอีก ข้าดีใจนะที่เจ้ามาหา แต่ถึงไม่มาภายในวันสองวันนี้ข้าก็ตั้งใจจะไปหาเจ้าอยู่พอดี”ฉู่อี้ซินบอก ช่วงเด





