FAZER LOGINเมื่อศัลยแพทย์สาวมือทองแห่งยุคทะลุมิติไปในอดีต ซ้ำร้ายเพิ่งฟื้นขึ้นมาก็ถูกแม่สามีลากตัวออกไปทิ้งนอกจวน ส่วนสามีก็โยนหนังสือหย่าให้ท่ามกลางหิมะที่หนาวเหน็บ ในเมื่อสวรรค์ต้องการให้นางใช้ชีวิตอยู่ต่อ นางก็จะปั้นตัวเองให้กลายเป็นหมอหญิงอันดับหนึ่ง ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายบนกองเงินกองทองแล้วลืมอดีตไปเสียให้สิ้น แต่ใครจะไปคิดว่าในวันที่นางได้ดิบได้ดีแล้ว "อดีตสามี" ผู้นั้นจะมาขอให้นางช่วยรักษาโรคของ "แม่ผัวใจร้าย" โชคดีนะที่นางยึดจรรยาบรรณหมอเป็นที่ตั้ง วางใจเถิดว่านางจะช่วยรักษาให้อย่างสุดความสามารถ แบบให้กระอักเลือดตายกันไปข้าง
Ver maisติ๊ด...ติ๊ด...ติ๊ด
“Suction1”
น้ำเสียงเคร่งเครียดเอ่ยออกมาในขณะที่พยาบาลผู้ช่วยดูดน้ำสีแดงบริเวณช่องท้องเข้าไปในเครื่อง สายตาของศัลยแพทย์ที่ถือมืดคมกริบเหลือบมองปริมาณโลหิตที่บรรจุอยู่ในขวดแก้ว
“สัญญาณชีพคนไข้เป็นยังไงบ้าง”
“คนไข้ BP2 105/57 Pusle3 68 ค่ะ”
จ้าวลี่อิงขบกรามแน่นภายใต้หน้ากากอนามัยสีเขียวอ่อน สายตาเหลือบมองหน้าจอมอนิเตอร์ที่แสดงตัวเลขสีแดง ส่งเสียงเตือนออกมาเป็นระยะ
“ขอเลือดเพิ่มไปหรือยัง”
“ได้เลือดมาแล้วค่ะหมอ”
พยาบาลคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับกระติกเก็บความเย็น ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความร้อนใจ เหงื่อท่วมชุดสครับ4
“PRC 1 U5 ตอนนี้ค่ะ”
จ้าวลี่อิงออกคำสั่งมา ถึงแม้น้ำเสียงของเธอจะยังราบเรียบ ทว่ามือที่สวมถุงมือปลอดเชื้ออยู่กลับเย็นเฉียบ คนไข้รายนี้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับระยะแพร่กระจาย ซึ่งเป็นการกลับมาใหม่หลังจากที่เคยผ่าตัดและให้ยาเคมีบำบัดไปแล้วเมื่อหนึ่งปีก่อน
เป็นเวลาเกือบสิบชั่วโมงแล้วที่ทำการผ่าตัดก้อนเนื้อบริเวณตับออก ด้วยสภาพร่างกายและอายุคนไข้ทำให้การผ่าตัดครั้งนี้ดำเนินไปอย่างยากลำบาก สัญญาณชีพของคนไข้ไม่คงที่ ต้องให้เลือดไปหลายยูนิตแล้ว
“หากการผ่าตัดต้องใช้ระยะเวลานานกว่านี้ เราต้องเพิ่มยาสลบอีกนะคะ”
วิสัญญีแพทย์กล่าวออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างกัน เธอได้เพิ่มยาระงับความรู้สึกคนไข้จำนวนหนึ่งแล้ว และอาจจะเพิ่มได้อีกไม่มากนัก
“ฉันขอเวลาอีกครึ่งชั่วโมงค่ะ”
จ้าวลี่อิงค่อยๆ ลงมีดผ่าตัดลงอีกครั้งโดยที่มีผู้ช่วยช่วยซับเหงื่อบริเวณหน้าผากให้ ในขณะเดียวกันทีมผ่าตัดทุกคนต่างมองมาที่ศัลยแพทย์มือหนึ่งอย่างใจจดใจจ่อ
ฉายาศัลยแพทย์มือทองของหมอจ้าวไม่ใช่ได้มาง่ายๆ ที่ผ่านมาเธอไม่เคยทำการผ่าตัดล้มเหลว ครั้งนี้ก็ต้องผ่านไปได้!
ในที่สุดช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง มือที่นิ่งและแน่วแน่ราวกับหุ่นยนต์ค่อยๆ มัดปมไหมเข็มสุดท้ายก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
การผ่าตัดที่ยาวนานนับสิบชั่วโมงทำให้ร่างกายของทีมผ่าตัดทุกคนอ่อนล้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งศัลยแพทย์มือหนึ่งในห้องผ่าตัดครั้งนี้
“สำเร็จ!”
ถึงแม้ใบหน้าทุกคนจะเหน็ดเหนื่อย แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความดีใจ ในที่สุดเคสผ่าตัดที่ยากก็ได้สิ้นสุดลงแล้ว
“หมอจ้าวคะ วันพรุ่งนี้มีผ่าตัดเคสคุณลุงฉินตอนบ่ายโมงนะคะ”
“อ้อ ฉันรู้แล้วล่ะ”
จ้าวลี่อิงผงกศีรษะในขณะที่ถอดถุงมือออกและเดินไปล้างหน้าที่อ่าง ความเย็นจากน้ำทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมา หวังว่ามันจะทำให้เธอไม่ง่วงจนกระทั่งกลับถึงคอนโด
เธอเหลือบสายตาขึ้นมองนาฬิกาแขวนที่บ่งบอกเวลาเกือบจะเที่ยงคืนแล้วผ่อนลมหายใจ ตั้งแต่เป็นศัลยแพทย์มาเธอก็ไม่เคยได้กลับบ้านก่อนห้าทุ่มเลยสักวันเดียว
พรุ่งนี้ช่วงเช้าเธอต้องสอนนักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิก ตอนบ่ายเข้าห้องผ่าตัด...
แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว
จ้าวลี่อิงทำได้เพียงยอมรับโชคชะตา ชีวิตนี้เธอไม่มีครอบครัวแม้กระทั่งพ่อแม่ สิ่งที่จะทำตัวให้เป็นประโยชน์มากที่สุด ไม่มีเวลาคิดเรื่องไร้สาระ ก็คงหลีกหนีไม่พ้นการเป็นหมอที่งานการยุ่งเหยิงเข้าไว้
เมื่อจัดการธุระต่างๆ จนเสร็จสิ้น หญิงสาวก็ขับรถยนต์ส่วนตัวของตัวเองออกไปท่ามกลางพายุที่กระโชกแรง เสียงฝนที่เทกระหน่ำลงมาทำให้เสียงวิทยุขาดๆ หายๆ ไปบ้าง
‘ตอนนี้พายุดิโน่กำลังเคลื่อนผ่าน คาดว่าจะส่งผลให้มีฝนตกหนักทั่วพื้นที่ ระวังน้ำป่าไหลหลาก ผู้ใช้รถใช้ถนนโปรดขับขี่ด้วยความระมัดระวังด้วยค่ะ’
ถึงแม้หนทางข้างหน้าจะต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการฝ่าสายฝนออกไป แต่จ้าวลี่อิงก็พยายามเพ่งมองอย่างระมัดระวัง
ในขณะที่คอนโดปรากฏเข้ามาสู่สายตา หญิงสาวหยุดรถดูทางแยกที่ไร้สัญญาณจราจรอย่างระมัดระวัง จู่ๆ ก็มีเสียงแตรรถดังขึ้นมาจากด้านหลังพร้อมกับรถที่ลื่นไถลไปตามท้องถนนจนกระทั่งได้ยินเสียงตกน้ำดัง
ตู๊ม!!
จ้าวลี่อิงพยายามดันประตูรถสู้กับแรงดันน้ำเพื่อเอาตัวรอด ตอนนี้เธอไม่ต่างอะไรไปจากปลาตัวน้อยที่แหวกว่ายอยู่ในตู้
แต่เธอไม่สามารถแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนผ่านทางเหงือกเหมือนสัตว์น้ำพวกนั้นได้
แน่นอนว่าสิ่งที่เธอสูดเข้าไปมีแต่น้ำเต็มไปหมด...
“ได้รับแจ้งว่ารถคันนี้เป็นของศัลยแพทย์โรงพยาบาลถิง ตอนนี้ทีมกู้ภัยสามารถนำรถขึ้นมาได้แล้ว แต่ภายในไม่พบร่องรอยของคุณหมอ ตอนนี้ทางทีมนักประดาน้ำกำลังช่วยกันค้นหาร่างของผู้ประสบอุบัติเหตุค่ะ”
---------------------------------------------------------------------------------
แม่ทัพจ้าวถูกตัดสินโทษประหาร สกุลจ้าวล่มสลายแล้ว!
ร่างบอบบางนอนอยู่บนเตียงนิ่งๆ ไม่แม้แต่จะขยับเขยื้อนร่างกาย มีเพียงดวงตาที่ลืมขึ้นมองเพดานและลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่าออกมาเพื่อแสดงให้เห็นว่านางยังมีชีวิตอยู่
“ฮูหยิน...ฮูหยินฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ ฮือๆ”
เสียงร้องโอดครวญน่ารำคาญดังขึ้นข้างหูทำให้หญิงสาวยกมือขึ้นอุดรูหูของตนเองพร้อมกับขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ ในช่วงเวลาที่ร่างกายต้องได้รับการพักผ่อน ใครกันมาร้องห่มร้องไห้อยู่ข้างๆ
ญาติคนไข้หรือ?
ไม่สิ...หลังจากผ่าตัดเคสยากร่วมหลายชั่วโมงเสร็จแล้วเธอรู้สึกง่วงนอนมากและรีบขับรถกลับคอนโด อยากอาบน้ำให้สบายตัวแล้วกระโดดขึ้นเตียงนุ่มๆ หลับอย่างสบายสักที
แต่ดูเหมือนว่าคนที่อยู่ข้างเตียงจะไม่ปล่อยให้นางได้นอนพักอย่างสงบ
“ฮูหยิน ตอนนี้นายท่านถูกสำเร็จโทษแล้ว พวกเราจะทำอย่างไรต่อไปดีเจ้าคะ”
นายท่านที่ว่านั่นก็คือแม่ทัพจ้าวผู้กุมตราทางการทหารกองใหญ่ มีหลักฐานสำคัญจากแม่ทัพมู่ที่ชี้ชัดว่าเขากำลังรวบรวมกำลังก่อการกบฏ
จ้าวลี่อิงเลิกคิ้วขึ้น ได้แต่มองสำรวจไปรอบๆ ก่อนที่สายตาจะหยุดลงที่กล่องดำสัญลักษณ์กากบาทแดงสดโดดเด่น มีรอยหยดน้ำวางอยู่เบื้องล่าง
กล่องพยาบาลที่อยู่บนรถก็นำมาด้วยหรือ?
“ถึงแม้ฮ่องเต้จะละเว้นโทษให้ท่านเพราะท่านครองตำแหน่งฮูหยินจวนแม่ทัพ แต่ข้าน้อยคิดว่า...”
“เธอเป็นเจ้าหน้าที่แผนกไหน” จะจดจำชื่อเอาไว้แล้วรายงานผู้อำนวยการให้ลงโทษหนักๆ โทษฐานที่รบกวนเวลาการนอนของศัลยแพทย์มือหนึ่งในปักกิ่ง!
“โธ่...ฮูหยิน ท่านคงจมน้ำไปนานจนเลอะเลือนเลยหรือเจ้าคะ”
คนตรงหน้ายังคงร้องห่มร้องไห้จนทำให้จ้าวลี่อิงยกมือขึ้นเกาศีรษะของตัวเองแรงๆ
“ฉันว่าเธอควรไปแผนกจิตเวชดีกว่า”
หญิงสาวพูดออกมาก่อนจะขยับตัวลงจากเตียงเตรียมจะพาอีกฝ่ายไปพบจิตแพทย์ คิดว่าคนตรงหน้าอาจจะเป็นคนไข้ที่พลัดหลงมา
หากแต่ยังไม่ทันที่จะได้แตะต้องตัวอีกฝ่าย จู่ๆ ประตูห้องก็ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างชายฉกรรจ์สามคนเดินเข้ามาด้วยท่าทางอุกอาจก่อนที่จะได้ยินเสียงแหลมตะโกนเข้ามา
“จับตัวพวกนางโยนออกไปจากที่นี่”
เจ้าของเสียงคือสตรีร่างอ้วนท้วนผู้หนึ่งก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น ถลึงตามองนางราวกับต้องการสังหารนางให้ตายคามือ
นี่มันเรื่องอะไรกัน...ที่ผ่านมาเคยมีคนไข้หน้าตาแบบนี้ด้วยหรือ?
ยังไม่ทันที่จะคิดอะไรไปมากกว่านั้น ร่างของนางก็ถูกลากลงจากเตียงจนหล่นลงไปกองบนพื้นดัง ตุ๊บ! ตอนนี้เองจ้าวลี่อิงเพิ่งจะรู้ตัวว่าบริเวณขาของตนเองไร้เรี่ยวแรงเหลือเกิน
“ฮูหยิน...เจ็บหรือไม่เจ้าคะ”
เหมยตูรีบคลานเข้ามาหาจ้าวลี่อิงพร้อมกับตระกองกอดเอาไว้แน่น
“ลากตัวนางออกไปนอกจวน แล้วให้คนมาทำความสะอาดห้องนี้ขับไล่สิ่งอัปมงคลออกไปเสีย”
ยังไม่ทันที่จะลุกขึ้นยืน จ้าวลี่อิงก็ถูกลากจูงออกไปจากห้องอย่างรุนแรงท่ามกลางเสียงร้องของเหมยตู หญิงสาวไม่ทันมองอะไรทั้งนั้นเพราะอากาศที่หนาวเหน็บและหิมะที่โปรยปรายลงมาจนขนลุกชูชัน
ทันใดนั้นร่างกายของนางก็รู้สึกเย็นเฉียบ ใบหน้าและริมฝีปากซีดขาวอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่านางลงมานั่งกองอยู่บนพื้นที่ปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งสีขาวละเอียดตั้งแต่เมื่อใด
“พวกเจ้ามิเห็นหรือว่าร่างกายของฮูหยินอ่อนแอเพียงใด เหตุใดพวกเจ้าถึงได้รุนแรงนัก!”
เหมยตูตะคอกออกมาเสียงดังเมื่อเห็นว่าเจ้านายของตนตัวสั่นเทาไปหมดแล้ว
นอกจากจะไม่มีผู้ใดสนใจคำพูดพวกนั้น ดูเหมือนว่าหญิงวัยกลางคนร่างท้วมผู้นั้นจะยังไม่หมดธุระ นางก้าวเดินเข้ามาหาพร้อมกับโยนกระดาษแผ่นหนึ่งตกอยู่เบื้องหน้าของจ้าวลี่อิง
นอกจากหญิงผู้นั้นแล้ว นางยังเห็นร่างกายสูงใหญ่ก้าวเข้ามา เสื้อผ้าสีดำสนิทขับให้ใบหน้าที่ตึงเครียดทวีความดุร้ายเพิ่มขึ้น
“หนังสือหย่าข้ามอบให้เจ้า จากนี้ก็ไสหัวไปให้ไกล อย่าคิดกลับมาระรานสกุลมู่อีก”
อาจจะเป็นเพราะก่อนหน้านี้นางจมอยู่ในน้ำ อุณหภูมิร่างกายยังไม่คงที่ นางถึงได้รู้สึกว่าตัวเองหน้ามืดขึ้นมา แม้กระทั่งสิ่งที่อยู่ตรงหน้ายังเลือนราง
หนังสือหย่าหรือ...นางมีสามีตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่เห็นจะจำได้
“เดี๋ยว” จ้าวลี่อิงขมวดคิ้ว กวักมือเรียกเบาๆ “ข้าวของของฉันล่ะ กล่องปฐมพยาบาลน่ะ”
โครม!
“ของพิสดารเช่นนี้ข้าก็ไม่เก็บเอาไว้ให้รกที่นี่เช่นกัน”
นางเห็นเหมยตูเอื้อมมือไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นและกล่องสีดำมีสัญลักษณ์กากบาทแดงสดมาถือเอาไว้แล้วกอดร่างของเจ้านายตัวเองเอาไว้แน่น
อย่างน้อยก็มีกล่องปฐมพยาบาลเบื้องต้นล่ะนะ
จ้าวลี่อิงคิดอย่างโล่งใจก่อนที่จะรู้สึกว่าเปลือกตาของตัวเองหนักอึ้งเอามากๆ แม้แต่เรี่ยวแรงจะกระดิกตัวยังลำบาก
“...อย่างน้อย...อย่างน้อยพวกเจ้าก็ควรนำผ้าคลุมมาให้นางสักผืน มิเช่นนั้นนางจะต้องแย่แน่ๆ”
นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่นางได้ยินก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดลงไป
หมอนี่กำลังสั่งให้นางเป็นฝ่ายเริ่ม?ผิวเนื้อขาวเนียนรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาหลายส่วน การที่ถอดเสื้อผ้าออกจนหมดเช่นนี้ทำให้กระแสลมพัดผ่านผิวหนังโดยตรงจ้าวลี่อิงไม่เสียเวลาคิดนาน ก่อนที่จะตัวเองจะตากลมจนเป็นหวัด ก็ทิ้งความอับอาย หลับหูหลับตาร่วมหลับนอนกับเขาให้เสร็จโดยเร็วจะดีกว่าหญิงสาวเอื้อมมือออกไปปลดเสื้อผ้าของอีกฝ่ายออกอย่างรวดเร็ว แผ่นอกที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามใกล้ชิดสายตาถึงเพียงนี้ทำให้ปลายนิ้วของนางสั่นคลอนขึ้นมาบ้าง เมื่อครั้งที่ทำการผ่าตัดเขายังไม่ได้มองอย่างใกล้ชิดจนเห็นรูขุมขนขนาดนี้เลยเสื้อตัวนอกหล่นไปบนพื้น ก่อนที่ตัวถัดมาจะตามไป...ไม่เว้นแม้กระทั่งเบื้องล่างที่เผยให้เห็นแท่งหยกแข็งแรงที่เหยียดขยายออกหญิงสาวใช้มือแตะลงเบาๆ ก็ทำให้ร่างสูงใหญ่สะดุ้งเฮือก“ห้ามแตะต้องมัน!”ถ้านางแตะต้องมันตอนนี้ แน่นอนว่าความตั้งใจของเขาต้องพังทลาย ต้องเป็นฝ่ายโยนนางขึ้นเตียงอย่างแน่นอน“แผลผ่าตัดของท่านมิมีสิ่งใดน่าเป็นห่วงแล้ว”จ้าวลี่อิงระบายรอยยิ้มออกมา ในที่สุดก็ปิดการรักษาของเขาได้!ว่าแต่หลังจากนี้ถ้าหากเขายังไม่ทำอะไรสักอย่าง นางจะต้องเริ่มต้นอย่างไร...ตั้งแต่เกิดมานางไม่เคยมีความสัมพันธ
“นางจะผ่าท้องข้า...นางจะผ่าท้องข้า!”ร่างที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงจู่ๆ ก็ลุกพรวดขึ้นมาด้วยใบหน้าแตกตื่น นั่นทำให้มู่หรงเฉินรีบก้าวเข้าไปหาและปลอบประโลมเสียงเบา“ท่านแม่ ข้าเอง”“เฉินเฉิน เจ้าได้ยินหรือไม่ว่านางจะรักษาข้าด้วยการผ่าท้อง นั่นมิใช่การฆ่าคนหรอกหรือ!”ภายในใจของหงจื่อเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาจนขนลุกชูชันไปหมดทั้งตัว สตรีที่กล้ากล่าวเรื่องฆ่าคนได้อย่างหน้าตาเฉยเช่นนั้นเป็นคนเดียวกันกับคนที่เคยอยู่ร่วมกันในจวนแม่ทัพจริงๆ น่ะหรือ“ท่านแม่วางใจเถิด นั่นเป็นวิธีการรักษาอย่างหนึ่ง”“เฉินเฉิน เจ้าสติเลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไร เจ้าควรจะแจ้งทางการว่านางเปิดโรงหมอหลอกลวงผู้คน เหตุใดเจ้าถึงได้เข้าข้างนางเล่า”หงจื่อเอ่ยถามขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจ ก่อนหน้านี้บุตรชายของนางคับแค้นใจคนสกุลจ้าวยิ่งกว่าอะไรดี มิหนำซ้ำยังเป็นฝ่ายออกคำสั่ง ยื่นหนังสือหย่าให้กับสตรีผู้นั้นโดยไม่สนใจชะตากรรมที่รออยู่ตรงหน้าแล้วนี่อะไร...หายออกจากจวนไปไม่กี่วันก็ยอมอ่อนข้อให้นาง แม้แต่สายตาที่มองนางก็ห่างไกลจากความชิงชังมู่หรงเฉินลอบผ่อนลมหายใจออกมา การที่จะอธิบายเป็นคำพูดให้มารดาเชื่อนั้นเห็นทีจะลำบาก เป็นเช่นนั้นเ
“ตอนนี้ผ่านมาสี่วันแล้ว ท่านแม่ทัพยังมิกลับมา ไม่แน่ว่าอาจจะเปลี่ยนใจ...”ยังพูดไม่ทันจบประโยคดีด้วยซ้ำ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงอาชาและฝุ่นคละคลุ้งตลบอบอวล หลังจากนั้นจึงปรากฏให้เห็นรถม้าขนาดใหญ่มาจอดเทียบพร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่กระโดดลงมาเพื่อรอรับร่างของอีกคนจ้าวลี่อิงนั่งขัดสมาธิพร้อมกับยกมือขึ้นกอดอก มองดูร่างที่ดูอ้วนท้วนกว่าแต่ก่อนอยู่บ้างค่อยๆ ลงมา ถึงแม้ผิวพรรณของอีกฝ่ายจะดูผุดผ่องเพราะไม่ได้ตรากตรำทำงาน แต่ใบหน้าของนางกลับดูทุกข์ใจและมีร่องรอยเหี่ยวเฉาตามวัยสตรีผู้นี้ดูแตกต่างจากหญิงที่สั่งให้คนลากนางออกจากห้องอยู่บ้าง แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ผิดตัวแน่“ท่านแม่ทัพ กลับมาแล้วหรือ”จ้าวลี่อิงกระตุกมุมปากขึ้น เป็นฝ่ายเดินเข้าไปหา รู้สึกนึกสนุกอยู่บ้างแน่นอนว่าในทันทีที่หงจื่อมองเห็นคนที่กำลังสาวเท้าเข้ามาอย่างมั่นคงก็ตาหลีตาเหลือก กระตุกชายแขนเสื้อของบุตรชาย“เหตุใดถึงเป็นนาง”“นางก็คือหมอหญิงที่ผู้คนกล่าวถึงขอรับ”มู่หรงเฉินไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายความเป็นมาของนางอย่างไร เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เชื่อถ้าหากไม่ได้เห็นด้วยตาตนเองมาหลายวัน“นางคงหลอกลวงเจ้า คิดจะแก้แค้นพวกเรา”“ถ้าหากไม่มั่
“คุณหนู! คุณหนูเจ้าคะ! พี่หมิงเขียนจดหมายมาแล้ว”“ไหน เอามาให้ข้าดูหน่อย”จ้าวลี่อิงรับจดหมายจากเหมยตูมาเปิดอ่านอย่างตื่นเต้น ทุกครั้งที่หมิงเจ๋อเดินทางไปตามหารากกุหลาบพันปีและมีจดหมายเขียนกลับมาบอกกล่าวความคืบหน้า พวกนางทั้งสองรวมถึงสุนัขหนึ่งตัวก็คอยลุ้นไปตามๆ กัน“เนื้อความในจดหมายมิดีนักใช่หรือไม่เจ้าคะ”เหมยตูถามเสียงอ่อนเมื่อเห็นรอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าของจ้าวลี่อิงค่อยๆ เจื่อนลง“พี่หมิงบอกว่ามีคนนำดอกแก้วพันปีไปแล้ว เขาไปช้าเพียงไม่กี่วันเท่านั้น”“น่าเสียดายเหลือเกินเจ้าค่ะ พี่หมิงลำบากตามหามาตั้งหลายปี คลาดกันอีกจนได้”“เอาไว้วันหลังถ้ามีโอกาส ข้าจะช่วยเขาตามหาอีกแรง”ถึงแม้บทสนทนานี้จะมีเพียงสตรีสองคนที่พูดคุยกัน ทว่าร่างสูงใหญ่ที่ยืนโปรยข้าวให้ไก่อยู่กำลังยืนฟังอย่างเงียบๆ พยายามจับใจความว่าพวกนางกำลังพูดถึงผู้ใดกันแน่ เหตุใดจะต้องแสดงท่าทีดีอกดีใจเมื่อได้รับจดหมายอีกทั้งนางยังตั้งใจช่วยเหลือถึงเพียงนั้นอีกด้วย!“พวกเจ้ากำลังกล่าวถึงใครกัน”ในที่สุดมู่หรงเฉินก็อดถามออกมาไม่ได้ ตั้งแต่ได้ยินนางเอ่ยเรียกชื่อ พี่หมิง ก็ทำให้รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลเขาจำได้ว่านางไ











