เข้าสู่ระบบรถยนต์สีดำคันหนึ่งขับมาจอดอยู่รั้วหน้าบ้านของสุชาติกับอรดี ประตูฝั่งคนขับเปิดออก ตามด้วยร่างผอมสูงของชายฉกรรจ์คนหนึ่งลงมาจากรถ เขาถอดแว่นกันแดดออก ขณะมองผ่านรั้วเข้าไปในตัวบ้าน
“มีใครอยู่ไหม!” ชายหนุ่มตะโกนเรียก แต่ไร้วี่แววเสียงตอบรับ เขาหันไปมองที่นั่งด้านหลังของรถ ซึ่งขณะนี้ลดกระจกลงจนสุด เผยให้เห็นดวงหน้าคมเข้มกับสายตาดุดัน หากแต่ดูภูมิฐานของผู้ชายวัยสามสิบปลาย ชายผู้ที่ยืนอยู่หน้ารั้วจึงรายงานว่า
“ดูเหมือนไม่มีคนอยู่เลยครับนาย”
“ลองเข้าไปดูสิ มันอาจจะหลบอยู่ในบ้านแต่ไม่ยอมออกมาก็ได้” อนันตชัย ผู้ที่ถูกเรียกว่านายสั่งความด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ชายหนุ่มคนนั้นจึงเอามือลอดเข้าไประหว่างซี่รั้วเพื่อยกกลอนขึ้น เมื่อเปิดรั้วได้แล้วจึงเดินเข้าไปยังตัวบ้าน
“พี่ชาติ! เปิดประตูสิวะ” เขาเคาะประตูเสียงดัง ทั้งยังพยายามหมุนลูกบิดประตู แต่มันล็อกเอาไว้ ชายหนุ่มจึงลองเดินไปรอบบ้าน และพยายามสอดส่องมองเข้าไปด้านในจากหน้าต่างที่เป็นบานเกล็ด
หลังจากดูจนแน่ใจว่าเจ้าของบ้านอย่างสุชาติกับอรดีไม่อยู่ที่นี่จริง ๆ จึงเดินกลับมาที่รถ
“ไอ้พี่ชาติมันไม่อยู่ครับนาย ไม่มีใครอยู่เลย” เขารายงานผู้เป็นนายขณะปิดประตูรถ
“งั้นก็กลับกันก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่” อนันตชัยเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ
เมื่อรถเคลื่อนออกจากหน้าบ้านของสุชาติไปได้ไม่นานนัก อนันตชัยก็เปรยขึ้นว่า
“ได้ยินว่าชาติกับเมียมีลูกสาวด้วยนี่...ใช่ไหม”
“ครับ เป็นลูกติดของพี่ชาติ พี่อรเป็นแม่เลี้ยง ถ้าจำไม่ผิดน่าจะโตแล้วนะครับนาย รู้สึกว่าจะเรียนม.ปลายหรือมหาลัยแล้วนี่แหละ ผมก็ไม่แน่ใจนัก เพราะพี่ชาติไม่ค่อยให้ลูกสาวกลับมาที่บ้าน ส่วนใหญ่จะให้อยู่หอใกล้โรงเรียนมากกว่า”
อนันตชัยไม่ได้พูดอะไร แต่หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มเพียงเล็กน้อย ราวกับว่ารู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว เพียงแต่เอ่ยถามเพื่อความแน่ใจเท่านั้น
“ถามจริง! เฮียวัชเลี้ยงต้อยหรือวะไอ้น้ำ” ศุภสิทธิ์ทำตาโตราวกับไม่เชื่อหู ทุกคนในที่นั้นก็เช่นกัน
“อ้าว แล้วคุณเปิ้ลล่ะ ถ้าคุณเปิ้ลรู้ขึ้นมาจะทำยังไง” จันทร์จิราเอ่ยขึ้นเบา ๆ นราเทพเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายแล้วจึงรีบพูดดักคอไว้ว่า
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณเปิ้ลล่ะพี่จุ๋ม เขาไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย อีกอย่างนะ เรื่องนี้ไม่ต้องเอาไปเล่าให้คนนอกฟังด้วย เดี๋ยววันไหนถ้าคุณเปิ้ลมาแล้วเห็นเฮียกระหนุงกระหนิงกับน้องทับทิม เขาก็คงรู้เองนั่นแหละว่าอะไรเป็นอะไร”
“จะไม่ได้เป็นอะไรกันได้ยังไงวะไอ้น้ำ ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าเฮียน่ะสนิทกับคุณเปิ้ลแค่ไหน และตั้งแต่พวกเราทำงานที่นี่มา เคยเห็นเฮียสนิทกับผู้หญิงคนไหนนอกจากคุณเปิ้ลไหมล่ะ” จันทร์จิราแย้งขึ้น
“เขาเรียกว่าสนิทกันตามประสาคนทำธุรกิจไงครับคุณพี่ เฮียจ้างสำนักงานบัญชีของคุณเปิ้ลให้ดูแลเรื่องบัญชีกับภาษีของบริษัทให้ เพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนกันแค่นั้นเอง เรื่องของเฮียใครจะรู้ดีไปกว่าผมเล่า” นราเทพตบอกของตนเองอย่างโอ้อวด แต่ในใจลอบยินดีที่เรื่องนี้จะต้องถูกแพร่กระจายออกไปทั่วฟาร์มตามแผนที่วางไว้แน่
เขารู้ว่าจันทร์จิราต้องโทรศัพท์ไปรายงานเรื่องของทับทิมให้ปรีญาดาทราบแน่นอน เพราะปรีญาดาจงใจตีสนิทกับจันทร์จิราด้วยของฝากมีราคาต่าง ๆ เพื่อให้อีกฝ่ายคอยรายงานเรื่องของนวัชให้รู้
นวัชเองใช่ว่าจะไม่รู้เรื่องนี้ แต่เจ้านายทำปล่อยผ่านเพราะขี้เกียจสนใจเรื่องหยุมหยิม อีกทั้งกิจวัตรประจำวันของนวัชก็ไม่มีอะไรมากมาย ชีวิตมีแต่บ้านกับบ่อปลาแสนบุศย์ นวัชจึงปิดตาข้างหนึ่ง ทำทีเป็นว่าไม่รับรู้เรื่องที่ลูกน้องขายตนให้คนนอก แต่พอปล่อยไว้ ปรีญาดาก็ยิ่งได้ใจ นวัชจึงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเขี่ยอีกฝ่ายไปให้พ้นทาง นราเทพทำงานกับนวัชมานานตั้งแต่เมื่อครั้งที่เจ้านายยังเป็นทนายปราบต์ จึงรู้นิสัยใจคอของผู้เป็นนายดี
นวัชไม่ใช่คนโง่ แต่เป็นคนที่อดทนอดกลั้นเป็นเลิศ ทั้งยังเก่งเรื่องการวางแผนตลบหลังคนได้อย่างเจ็บแสบที่สุด
ถ้าปรีญาดาไม่ล้ำเส้นนวัชมากเกินไป แผนนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น และทับทิมก็ไม่ต้องเป็นไม้กันหมาให้เจ้านาย
เรื่องล้ำเส้นที่ว่า หากเป็นคนอื่นคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่สำหรับนวัช เจ้านายของเขาแล้ว ถือว่ามากเกินไปอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ปรีญาดาเข้าไปนั่งรอนวัชในห้องทำงานส่วนตัวบนชั้นสองโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมไปถึงเรื่องที่หญิงสาวนัดเจ้านายของเขาไปกินข้าวที่ร้านอาหารในโรงแรมห้าดาวที่อยู่ในตัวเมือง โดยไม่ได้บอกล่วงหน้าว่ามื้อนั้นมีบิดามารดา และพี่ชายของปรีญาดาไปร่วมโต๊ะด้วย ซึ่งการทำแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับมัดมือชกเลยแม้แต่น้อย
นวัชพาทับทิมเดินดูบ่อปลาต่าง ๆ ที่ตนลงทุนลงแรงมาร่วมห้าปี เขาศึกษาเรื่องการเลี้ยงปลาทับทิมกับปลากะพงมาสองปีเต็ม กว่าจะลงมือทำอย่างจริงจัง โดยที่ขณะนั้นเขายังเปิดสำนักงานทนายความ และทำงานเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้เสี่ยกวง บิดาของตนอยู่
“ที่นี่เลี้ยงปลาอะไรบ้างคะ” ทับทิมมองดูปลาในบ่ออย่างสนใจ จะว่าไปแล้วขนาดของมันเทียบเท่าสระว่ายน้ำได้เลยทีเดียว ปลานับร้อยนับพันแหวกว่ายอยู่ในน้ำดูแล้วช่างละลานตา
“ตอนนี้ยังมีแค่ปลาทับทิมกับปลากะพงน่ะ” นวัชตอบด้วยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ จะไม่ให้เขาภูมิใจกับมันได้อย่างไร กว่าบ่อปลาแสนบุศย์จะมาถึงจุดนี้ได้ ไม่ง่ายเลย
“แสดงว่าอนาคตอาจมีปลาชนิดอื่นอีกใช่ไหมคะ” เธอถามพลางขยับหมวกให้เข้าที่ เพราะหมวกใบนี้ใหญ่กว่าศีรษะของหญิงสาว มันจึงรั้งลงมาปิดตาของเธออยู่เรื่อย นวัชเห็นอย่างนั้นจึงขยับเข้าไปใกล้ แก้ปมเชือกที่ผูกใต้ปลายคางของเธอออกเพื่อจะมัดให้แน่นกว่าเดิม แต่ทับทิมคงตกใจกับการกระทำของเขา จึงเผลอก้าวถอยหลังไปตามสัญชาตญาณ
“อยู่เฉย ๆ ก่อน เฮียจะผูกเชือกให้ใหม่ มันจะได้ไม่หล่นมาปิดตาเราอีก เงยหน้าขึ้นหน่อยสิ”
ทับทิมเงยหน้าขึ้นตามคำสั่งของเขา แต่กลับไม่กล้าสบตาด้วย ดวงตากลมโตมองไปทางอื่น แววตามีความประหม่าขัดเขินอย่างที่หญิงสาวทั่วไปควรจะมีเสียที นวัชเห็นแล้วได้แต่ลอบยิ้ม ขณะเดียวกันก็ลอบสังเกตท่าทางของลูกน้องในฟาร์มไปด้วย
ซึ่งแน่นอนว่าการกระทำของผู้เป็นเจ้านายกับหญิงสาวแปลกหน้าคนหนึ่ง ล้วนอยู่ในสายตาของลูกจ้างทุกคน นวัชคิดว่าไม่เกินวันพรุ่งนี้ ข่าวเรื่องที่เขาพาเด็กสาวมาที่บ่อปลาแสนบุศย์คงกระจายไปทั่ว
แต่แล้วกลับมีเสียงหนึ่งดังลอดมาเข้าหูของเขา
“เอ๊ะ นั่นใช่ลูกสาวพี่ชาติรึเปล่าวะ พี่สุชาติกับเจ๊อรน่ะ”
หญิงสาวหลับตาเม้มปากแน่น เพื่อสะกดกลั้นเสียงครวญครางที่อาจเล็ดรอดออกจากปาก ไม่ว่าเขาจะปรนเปรอทำรักให้เธอกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เธอก็ยังรู้สึกขัดเขินเกินกว่าจะเงยหน้าสบตากับเขาได้ยิ่งร่างกายของเธอตอบรับกับปลายลิ้นของเขาอย่างน่าอาย สะโพกแอ่นขึ้น บดส่ายหมุนวนราวกับเร่งเร้าให้เขาส่งเธอให้ฝั่งโดยไว“ใจเย็นสิครับ” เสียงสั่นพร่ากระซิบแผ่วอยู่ตรงจุดอ่อนไหว ร่างอรชรสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมีบางสิ่งค่อย ๆ แทรกเข้าไปในร่องรักอย่างเชื่องช้า และหมุนวนไปมาอยู่ในนั้นเขาถอนนิ้วออกแล้วดันเข้าไปใหม่ เดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้าสลับกันไป จากหนึ่งนิ้วเพิ่มเป็นสองนิ้วราวกับต้องการให้เธอค่อย ๆ เปิดรับ และคุ้นชินกับบางอย่างที่ใหญ่โตกว่านั้น โดยที่ปาก และลิ้นยังคงจดจ่ออยู่กับกลีบดอกไม้และปลายยอดของเกสรไม่ยอมผละห่าง“อ๊ะเฮีย!”ทับทิมครางกระเส่าเมื่อความรู้สึกที่คุ้นเคยเริ่มพุ่งสูงขึ้น ชายหนุ่มเห็นสัญญาณที่หญิงสาวส่งให้
“อะไรกันเฮีย มาไหว้พวกเราทำไม” อรดียกมือรับไหว้แทบไม่ทัน“ผมจะมาขอทับทิมกับอาทั้งสองคนครับ ผมรักทับทิม คิดว่าพวกอาน่าจะรู้อยู่แล้วว่าผมกับทับทิมคบกันอยู่ ก็เลยอยากขออนุญาตให้เป็นเรื่องเป็นราว เพราะตั้งแต่แรกผมเองก็ไม่เคยมีเจตนาจะปกปิดเรื่องนี้ ทุกคนต่างรับรู้ ผมคิดว่าผมเองก็ควรต้องมาบอกเรื่องนี้กับอาทั้งสองคนด้วยตัวเอง”นวัชหันไปยิ้มให้ทับทิมที่ลงมานั่งคุกเข่าอยู่ข้างเขาเช่นกัน“เห็นไหม หนูบอกแล้วว่าเฮียวัชน่ะ ใจดีกับหนูจะตาย แม่ไม่ต้องห่วงหรอก”ทับทิมเอ่ยปากเชียร์แฟนหนุ่มของตนเองเต็มที่ จนอรดีได้แต่อ่อนอกอ่อนใจ เพราะตั้งแต่เจ้าตัวสารภาพว่าคบอยู่กับนวัช ทับทิมก็หมั่นพูดแต่ความดี ความน่ารักของเขาให้บิดามารดาฟังอยู่เสมอสองสามีภรรยาหันมองหน้ากันแล้วได้แต่ยิ้ม เพราะการที่อีกฝ่ายมานั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าพวกตนเพื่อขอคบกับบุตรสาวด้วยตนเอง ก็นับว่ามีความจริงใจในระดับหนึ่งแล้ว
วันนี้นวัชอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก เพราะถูกทับทิมงอนใส่เรื่องที่ปิดบังว่าบิดานำบ้านกับที่ดินมาจำนองไว้ตอนยืมเงิน และตอนนี้ที่ดินกับบ้านหลังนั้นก็เป็นของเขาแล้วตามกฎหมาย เพราะเมื่อครู่ สุชาติเพิ่งมาเซ็นเอกสารการมอบที่ดินผืนนั้นให้ เสร็จเรียบร้อยก็พาลูกเมียออกจากบ้านไป โดยบอกว่าจะไปหาของอร่อย ๆ กินในตัวเมืองตามประสาพ่อแม่ลูกตอนสุชาติมาเซ็นเอกสาร เขายังไม่ได้บอกเรื่องที่ตนคบหากับทับทิม เพราะอยากดูท่าทีของอีกฝ่ายก่อนว่าคิดเห็นอย่างไร เพราะเขาเชื่อว่าสองสามีภรรยาจะต้องรู้เรื่องของเขากับบุตรสาวแล้วเป็นแน่และเป็นไปตามคาด เมื่อสุชาติบอกว่าจะไปเริ่มต้นใหม่ที่กรุงเทพฯ กับภรรยา โดยปล่อยให้ทับทิมอยู่กับเขาที่นี่ และแสร้งทำเป็นว่าไม่รู้ไม่เห็นเรื่องที่บุตรสาวมาคบกับเขา แถมยังบอกให้เขาดูแลเธอเหมือนลูกหลานคนหนึ่งอีกต่างหาก...เหลี่ยมจัดจริง ๆจะว่าไปแล้ว เขากับสุชาติก็เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวไม่ต่างกัน ต่างคนต่างแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ และรอดูว่าใครจะเป็นคนเอ่ยขึ้นก่อน
สุชาติกับบุษราคัมหันมองหน้ากันด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดไม่ถึงว่าจะต้องทำถึงขั้นนี้ แต่กระนั้น หญิงสาวก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนักว่าวิธีนี้ได้ผล“แต่คนส่วนใหญ่เห็นหน้าบุษจากข่าวหมดแล้วนี่คะ ต่อให้เปลี่ยนชื่อ คนก็คงจำหน้าได้อยู่ดี”“ก็ศัลยกรรมเปลี่ยนหน้าซะสิ จะมีอะไรยากกัน ถ้าพวกเธอตกลง ฉันก็จะให้คนไปจัดการให้...เอาเป็นว่าฉันให้เวลาพวกเธอตัดสินใจละกัน”เสี่ยกานต์เอ่ยจบก็ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องรับแขก ปล่อยให้สองสามีภรรยาปรึกษาหารือกัน“ศัลยกรรมเปลี่ยนหน้าหรือ นั่นสินะ ทำไมบุษนึกไม่ถึงเรื่องนี้”“บุษอยากทำไหม ถ้าไม่อยากทำ พวกเราก็หลบไปอยู่ที่อื่นกันสักพัก รอให้เรื่องซาลงแล้วค่อยหางานทำกันก็ได้นะ”สุชาติตามใจภรรยา เพราะถ้าเธอจะเปลี่ยนเป็นอีกหน้าหนึ่งที่เขาไม่เคยรู้จัก อย่างไรเสียเธอก็ยังเป็นคู่ชีวิตของเขาวันยังค่ำ เธอจะสวยน้อยลงก็ช่างมัน ดีเสียอีก จะได้ไม่ต้
สิบสี่ปีก่อนสุชาติเลี้ยวรถเข้าจอดในบังกะโลราคาถูกแห่งหนึ่งช่วงกลางดึก เขามองผ่านกระจกไปตรงเคาน์เตอร์สำหรับติดต่อเข้าพัก เห็นเพียงพนักงานชายสูงวัยคนหนึ่งกำลังนั่งสัปหงกอยู่จึงหันไปบอกกับภรรยาว่า“พี่จะไปติดต่อห้องก่อน บุษกับลูกรอในรถก่อนนะ”บุษราคัมพยักหน้าก่อนหลุบตามองบุตรสาววัยหกขวบที่กำลังนอนหลับตาพริ้มบนตักของตน น้ำตาที่เหือดแห้งไปเริ่มรื้นขึ้นปริ่มขอบตาอีกครั้ง“แม่ขอโทษนะลูก ที่ทำให้หนูต้องมาลำบากไปด้วย”เกือบหนึ่งสัปดาห์แล้ว ที่พวกตนสามคนพ่อแม่ลูกต้องระเหเร่ร่อนนอนตามบังกะโลหรือห้องพักราคาถูก สาเหตุเพราะต้องหนีตำรวจที่ตามหาตัวเธอไปรับโทษในคดีที่ก่อเอาไว้...เธอฆ่าคนตาย!วันที่เกิดเรื่อง หลังจากบุษราคัมใช้หินในห้องน้ำทุบศีรษะนักเลงคุมบ่อนคนหนึ่งที่ตั้งใจจะข่มขืนตนจนตาย ชายผู้นี้ ตนกับสามีต่างก็รู้จักดีเพราะเคยทำงานด้วยกันบนเรือสำราญเมื่อหลายปีก่อน
ทับทิมได้แต่นอนพลิกตัวไปมาเพราะไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ เพราะสมองมันคอยแต่จะผุดภาพวาบหวามที่เพิ่งผ่านพ้นไปขึ้นมาอยู่เสมอ“เฮียบ้า!” มาหลอกให้ใจแตกจนได้ เพียงแค่คืนเดียว เขาก็สอนเธอถึงสองบทเรียนซ้อน!ออรัลเซ็กซ์...หญิงสาวเคยแต่ได้ยิน หรือได้เห็นภาพมา เพิ่งเคยได้สัมผัสประสบการณ์จริงด้วยตนเองก็คราวนี้ความรู้สึกมันหวิวไหวเหมือนใจจะขาดรอน ๆ ยิ่งเขาปฏิบัติกับเธอด้วยความอ่อนโยน ถามไถ่อย่างเอาใจใส่ ทั้งยังทำตามที่รับปากไว้ คือไม่มีการล่วงล้ำสอดใส่หากเธอไม่เต็มใจ ทับทิมก็ยิ่งรู้สึกว่าตนกำลังตกหลุมรักผู้ชายคนนี้ลึกล้ำลงไปทุกทีคราวนี้ใครจะเอาเชือกมาโยนไว้ปากหลุมเพื่อให้เธอปีนขึ้นมา เกรงว่าคงเป็นเธอเสียเองที่จุดไฟเผาเชือกนั้นทิ้งไปดูท่า เธอคงถูกเขาหลอกล่อจนทำให้ติดอกติดใจเสียแล้วกระมังบอกใครก็คงไม่มีใครเชื่อ ว่าคุณนวัช แสนบุศย์ เจ้านายผู้สุขุมนุ่มลึกของทุกคนนั้น แท้จริงแล้







