Masukและไม่ใช่แค่เขาที่ได้ยิน ทับทิมก็ได้ยินเช่นเดียวกัน เพราะหญิงสาวหันไปทางคนพูดทันที เธอเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกับยกมือไหว้ชายคนนั้น แล้วถามว่า
“อ้าวอายิ่ง ทำงานที่นี่เหมือนกันหรือ”
“ทำมาเป็นปีแล้ว ว่าแต่เอ็งเถอะมาทำอะไรที่นี่” ยิ่งยงถาม หากแต่สายตากลับมองที่เจ้านายของตนอย่างเกรงใจ
“หนูก็จะมาทำงานที่นี่เหมือนกัน เฮียวัชกำลังพาเดินดูรอบ ๆ ว่ามีอะไรบ้างน่ะ” เธอเงยหน้ามองนวัชพร้อมกับยิ้มแป้น นวัชยิ้มตอบ แล้วหันไปพยักหน้าให้ยิ่งยง จากนั้นจึงพาทับทิมเดินต่อ
หลังจากเดินผ่านไปประมาณสามบ่อ นวัชสังเกตเห็นทับทิมขมวดคิ้วเล็กน้อยคล้ายครุ่นคิดบางอย่าง จึงถามไปว่า
“ทำไมหรือ สงสัยอะไร”
“หนูสังเกตว่าปลาในบ่อจะตัวเท่ากันหมดเลย ตอนแรกหนูนึกว่าในแต่ละบ่อจะมีทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ปนกันเสียอีก”
“ที่นี่ก็เหมือนฟาร์มเลี้ยงปลาทั่วไปนั่นแหละ จะลงปลาเป็นล็อตน่ะ แต่ละล็อตจะอายุเท่ากันทั้งหมด เพราะตอนที่สั่งซื้อลูกปลาเข้ามาก็จะเอาตัวที่มีอายุครบหนึ่งเดือนแล้ว ถึงจะเอามาปล่อยลงบ่อได้” นวัชอธิบายให้ฟังอย่างใจเย็น
“แล้วกว่าปลาจะโตเท่านี้ต้องเลี้ยงกี่เดือนหรือคะ”
“ประมาณสี่ห้าเดือนถึงจะเริ่มใช้อวนจับปลาทั้งหมดขึ้นมา เห็นบ่อนั้นไหม นั่นแหละ คนงานกำลังคัดแยกปลาอยู่ ลองเดินไปดูก็ได้” เขาชี้ไปยังบ่อที่อยู่ถัดไป ก่อนจะเดินนำเธอไปตรงนั้น เมื่อทั้งคู่เดินไปถึง ทับทิมเห็นคนงานที่ลงไปคัดแยกปลาในบ่อสามารถยืนได้สบาย ๆ เพราะน้ำสูงแค่ระดับเอว หญิงสาวก็ถามยิ้ม ๆ ว่า
“น้ำในบ่อสูงแค่เอวเองหรือคะ หนูนึกว่าจะลึกกว่านี้เสียอีก”
“ใช่ ความลึกระดับนี้กำลังพอดีสำหรับการเลี้ยงปลาพวกนี้น่ะ ลึกมากไปก็ไม่ดี ตื้นมากไปก็ไม่ได้ นั่นเขากำลังคัดปลาตามน้ำหนัก ตัวไหนไม่ถึงหนึ่งกิโลก็แยกไว้ตะกร้าหนึ่ง ตัวไหนเกินหนึ่งกิโลก็แยกไว้อีกตะกร้าหนึ่ง เพราะตอนขาย ราคาจะต่างกัน” นวัชยืนมองเหล่าคนงานที่กำลังคัดแยกปลา ตะกร้าที่ใส่ปลาไว้เต็มแล้วจะถูกนำมาวางไว้บนสันบ่อ ชายหนุ่มจึงพาทับทิมเดินไปดูใกล้ ๆ
“ตะกร้านี้แต่ละตัวไม่ถึงหนึ่งกิโล” นวัชเอ่ยอย่างมั่นใจ
“เฮียรู้ได้ยังไงคะ หนูว่ามันตัวใหญ่จะตายไป น่าจะเกินหนึ่งกิโลนะ” ทับทิมอดแย้งไม่ได้ เพราะปลาทับทิมในตะกร้าตัวใหญ่กว่าฝ่ามือของตนเสียอีก
“เรื่องแบบนี้ต้องอาศัยความชำนาญ เฮียทำฟาร์มปลามาห้าปีแล้ว มองแค่นี้ก็รู้ ยิ่งพวกคนงานที่ทำหน้าที่คัดแยก แค่เขาจับปลาขึ้นมาถือในมือ เขาก็รู้แล้วว่าเกินหรือไม่เกิน” นวัชพาเธอเดินต่อไปบ่อข้างหน้า เพราะเขารู้ดีว่าการมายืนมองลูกน้องทำงานแบบนี้ อาจทำให้พวกคนงานเกร็ง หรือวางตัวไม่ถูกได้
“เมื่อกี้เฮียบอกว่าซื้อลูกปลามาจากที่อื่น ก็แสดงว่าจะมีฟาร์มที่เพาะพันธุ์ปลาพวกนี้ขายต่างหากใช่ไหมคะ”
นวัชยิ้มกับความช่างสังเกตของหญิงสาว การที่เธอถามนั่นถามนี่ไปตลอดทาง ย่อมหมายความว่าเธอเอาใจใส่กับงานตรงหน้า ไม่ได้ฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาเหมือนผู้ใหญ่บางคนที่ปากบอกว่ามาดูงาน แต่กลับไม่ได้ประโยชน์อะไรเข้าหัวกลับไปเลย
“ใช่ จะมีฟาร์มสำหรับเพาะพันธุ์ปลาโดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่เพาะพันธุ์เท่านั้นนะ แต่เขาจะมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้โดยตรงมาพัฒนาสายพันธุ์ของปลาว่าพันธุ์ไหนแข็งแรงและดีที่สุด ทั้งวิเคราะห์วิจัยอะไรกันเยอะแยะไปหมด เขาจะเพาะตั้งแต่ยังเป็นลูกปลาตัวเล็ก ๆ เท่าลูกอ๊อด เลี้ยงจนอายุได้หนึ่งเดือนถึงจะขายต่อมาให้เราได้”
นวัชเอ่ยจบจึงก้มลงมองคนตรงหน้า เห็นเธอเงยหน้าจ้องเขาตาแป๋วอยู่พอดี จึงเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม
“เอ่อ...ไม่มีอะไรหรอกค่ะ หนูแค่รู้สึกว่าเหมือนมาทัศนศึกษาแล้วมีวิทยากรมาบรรยายให้ฟังเลย เพลินดีค่ะ อุ๊ย! อยู่เฉย ๆ สิถุงทอง อย่าดิ้นไปดิ้นมา” หญิงสาวนำกระเป๋าผ้าขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขนแล้วรูดซิปออกจนสุด จากที่ก่อนหน้านี้เธอรูดซิปไว้เพียงครึ่งเดียวเพราะกลัวเจ้าแมวน้อยจะหายใจไม่ออก
“มันคงร้อนละมั้ง ถ้างั้นกลับไปที่สำนักงานกันก่อนดีกว่า จะได้คุยว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง” นวัชพาทับทิมเดินกลับทางเดิม ทั้งที่พาหญิงสาวมาดูได้เพียงครึ่งทางเท่านั้น แต่เพราะแดดร้อนจัดเกินไป อีกทั้งบ่อถัดไปก็ไม่มีอะไรต่างกันมากนัก จึงคิดว่าควรจะกลับไปคุยเรื่องการว่าจ้างได้แล้ว
ทั้งคู่เดินมาถึงสำนักงานในเวลาต่อมา หลังจากเปิดประตูออฟฟิศเข้าไปแล้ว ทับทิมจึงเพิ่งนึกได้ว่าตนยังสวมหมวกคาวบอยของนวัชอยู่ จึงใช้มือข้างหนึ่งแกะเชือกที่ผูกไว้ใต้คาง ส่วนมืออีกข้างอุ้มกระเป๋าที่มีเจ้าถุงทองอยู่ในนั้น
นวัชเห็นพนักงานทุกคนมองมาทางตนกับทับทิมเป็นตาเดียว นราเทพไม่อยู่แล้วเพราะเขาใช้ให้ไปทำธุระบางอย่าง เขาถือโอกาสที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจ ยกมือขึ้นแกะเชือกใต้คางให้หญิงสาว และถอดหมวกออกให้ด้วยตนเอง จากนั้นก็เอ่ยประโยคที่ทำให้บรรดาพนักงานต้องเบิกตากว้าง
“ขึ้นไปนั่งตากแอร์บนห้องทำงานเฮียก่อนดีกว่า จะได้คุยเรื่องงานกันด้วย” เอ่ยจบก็เดินขึ้นบันไดไป โดยมีหญิงสาวหน้าใสเดินตามอยู่ด้านหลังอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวใด ๆ ทั้งสิ้น
คล้อยหลังทั้งคู่แล้ว จันทร์จิรารีบเลื่อนเก้าอี้ไปหาวรวีย์ที่โต๊ะทันที
“แกเห็นเหมือนกันใช่ไหมยายวี เฮียพาน้องคนนั้นขึ้นห้องทำงานด้วย”
วรวีย์พยักหน้าราวกับไม่เชื่อสายตาเช่นกัน เพราะทุกคนที่นี่ต่างรู้กันดีว่า คนที่จะเข้าออกห้องทำงานของนวัชได้นั้น มีเพียงนราเทพคนเดียว ต่อให้เป็นลูกค้าคนสำคัญ หรือผู้หลักผู้ใหญ่ที่มาเยี่ยมเยือน นวัชจะรับรองแขกที่ห้องประชุมเท่านั้น รวมถึงการสัมภาษณ์งานก็เช่นกัน
ตอนนั้นที่ปรีญาดาถือวิสาสะขึ้นไปรอนวัชบนห้องทำงาน ชายหนุ่มยังเชิญอีกฝ่ายให้ลงมาคุยกันที่ห้องประชุมด้วยซ้ำ และเมื่อปรีญาดากลับไป พวกตนจึงถูกเจ้านายตำหนิทันที โทษฐานที่ปล่อยให้คนนอกขึ้นไปยุ่มย่ามในห้องส่วนตัว
แต่กับผู้หญิงที่ชื่อทับทิมคนนี้ เจ้านายกลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนด้วยตนเอง!
“ก็พี่น้ำบอกว่าเด็กเฮีย เฮียจะชวนขึ้นห้องไปคุยกันสองต่อสองก็ไม่เห็นแปลกเลย” ขวัญอุษา พนักงานฝ่ายการตลาดเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่วรวีย์ฟังแล้วกลับยกมือขึ้นทาบอกพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ
“นี่ยายขวัญ คำพูดหล่อนน่ะฟังแล้วชวนให้หวาดเสียวจริงเชียว”
หลายคนพากันหัวเราะคิกคักเบา ๆ กับประโยคชวนคิดลึกของขวัญอุษา เท่านั้นยังไม่พอ เจ้าตัวยังป้องปากเอ่ยทีเล่นทีจริงอีกว่า “ขวัญว่านะ เฮียคบกับคนอายุน้อยกว่ามาก ๆ แบบนี้แหละดีแล้ว ชีวิตจะได้มีสีสันเวลามีเด็กสาว ๆ มาออดอ้อนเอาใจ ขวัญว่าแล้วเชียว ว่าผู้ชายเงียบ ๆ อย่างเฮียน่ะ ถ้าจะมีแฟนก็ต้องน่ารักใส ๆ แบบนี้แหละ ถึงจะเข้ากัน”
“แต่พี่สงสารคุณเปิ้ลน่ะสิ ใคร ๆ เขาก็คิดว่าเฮียกับคุณเปิ้ลเป็นแฟนกันทั้งนั้นแหละ” จันทร์จิราถอนหายใจราวกับกลัดกลุ้มแทนคนที่พูดถึง แต่ขวัญอุษาก็แย้งขึ้นอย่างอดไม่ได้
“ใคร ๆ ที่พี่จุ๋มว่าน่ะคือใครบ้างล่ะ ขวัญคนหนึ่งละที่ไม่เคยคิด เพราะไม่ว่าจะมองยังไง เฮียก็ไม่ได้คิดอะไรกับคุณเปิ้ลเลยสักนิด”
หญิงสาวหลับตาเม้มปากแน่น เพื่อสะกดกลั้นเสียงครวญครางที่อาจเล็ดรอดออกจากปาก ไม่ว่าเขาจะปรนเปรอทำรักให้เธอกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เธอก็ยังรู้สึกขัดเขินเกินกว่าจะเงยหน้าสบตากับเขาได้ยิ่งร่างกายของเธอตอบรับกับปลายลิ้นของเขาอย่างน่าอาย สะโพกแอ่นขึ้น บดส่ายหมุนวนราวกับเร่งเร้าให้เขาส่งเธอให้ฝั่งโดยไว“ใจเย็นสิครับ” เสียงสั่นพร่ากระซิบแผ่วอยู่ตรงจุดอ่อนไหว ร่างอรชรสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมีบางสิ่งค่อย ๆ แทรกเข้าไปในร่องรักอย่างเชื่องช้า และหมุนวนไปมาอยู่ในนั้นเขาถอนนิ้วออกแล้วดันเข้าไปใหม่ เดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้าสลับกันไป จากหนึ่งนิ้วเพิ่มเป็นสองนิ้วราวกับต้องการให้เธอค่อย ๆ เปิดรับ และคุ้นชินกับบางอย่างที่ใหญ่โตกว่านั้น โดยที่ปาก และลิ้นยังคงจดจ่ออยู่กับกลีบดอกไม้และปลายยอดของเกสรไม่ยอมผละห่าง“อ๊ะเฮีย!”ทับทิมครางกระเส่าเมื่อความรู้สึกที่คุ้นเคยเริ่มพุ่งสูงขึ้น ชายหนุ่มเห็นสัญญาณที่หญิงสาวส่งให้
“อะไรกันเฮีย มาไหว้พวกเราทำไม” อรดียกมือรับไหว้แทบไม่ทัน“ผมจะมาขอทับทิมกับอาทั้งสองคนครับ ผมรักทับทิม คิดว่าพวกอาน่าจะรู้อยู่แล้วว่าผมกับทับทิมคบกันอยู่ ก็เลยอยากขออนุญาตให้เป็นเรื่องเป็นราว เพราะตั้งแต่แรกผมเองก็ไม่เคยมีเจตนาจะปกปิดเรื่องนี้ ทุกคนต่างรับรู้ ผมคิดว่าผมเองก็ควรต้องมาบอกเรื่องนี้กับอาทั้งสองคนด้วยตัวเอง”นวัชหันไปยิ้มให้ทับทิมที่ลงมานั่งคุกเข่าอยู่ข้างเขาเช่นกัน“เห็นไหม หนูบอกแล้วว่าเฮียวัชน่ะ ใจดีกับหนูจะตาย แม่ไม่ต้องห่วงหรอก”ทับทิมเอ่ยปากเชียร์แฟนหนุ่มของตนเองเต็มที่ จนอรดีได้แต่อ่อนอกอ่อนใจ เพราะตั้งแต่เจ้าตัวสารภาพว่าคบอยู่กับนวัช ทับทิมก็หมั่นพูดแต่ความดี ความน่ารักของเขาให้บิดามารดาฟังอยู่เสมอสองสามีภรรยาหันมองหน้ากันแล้วได้แต่ยิ้ม เพราะการที่อีกฝ่ายมานั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าพวกตนเพื่อขอคบกับบุตรสาวด้วยตนเอง ก็นับว่ามีความจริงใจในระดับหนึ่งแล้ว
วันนี้นวัชอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก เพราะถูกทับทิมงอนใส่เรื่องที่ปิดบังว่าบิดานำบ้านกับที่ดินมาจำนองไว้ตอนยืมเงิน และตอนนี้ที่ดินกับบ้านหลังนั้นก็เป็นของเขาแล้วตามกฎหมาย เพราะเมื่อครู่ สุชาติเพิ่งมาเซ็นเอกสารการมอบที่ดินผืนนั้นให้ เสร็จเรียบร้อยก็พาลูกเมียออกจากบ้านไป โดยบอกว่าจะไปหาของอร่อย ๆ กินในตัวเมืองตามประสาพ่อแม่ลูกตอนสุชาติมาเซ็นเอกสาร เขายังไม่ได้บอกเรื่องที่ตนคบหากับทับทิม เพราะอยากดูท่าทีของอีกฝ่ายก่อนว่าคิดเห็นอย่างไร เพราะเขาเชื่อว่าสองสามีภรรยาจะต้องรู้เรื่องของเขากับบุตรสาวแล้วเป็นแน่และเป็นไปตามคาด เมื่อสุชาติบอกว่าจะไปเริ่มต้นใหม่ที่กรุงเทพฯ กับภรรยา โดยปล่อยให้ทับทิมอยู่กับเขาที่นี่ และแสร้งทำเป็นว่าไม่รู้ไม่เห็นเรื่องที่บุตรสาวมาคบกับเขา แถมยังบอกให้เขาดูแลเธอเหมือนลูกหลานคนหนึ่งอีกต่างหาก...เหลี่ยมจัดจริง ๆจะว่าไปแล้ว เขากับสุชาติก็เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวไม่ต่างกัน ต่างคนต่างแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ และรอดูว่าใครจะเป็นคนเอ่ยขึ้นก่อน
สุชาติกับบุษราคัมหันมองหน้ากันด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดไม่ถึงว่าจะต้องทำถึงขั้นนี้ แต่กระนั้น หญิงสาวก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนักว่าวิธีนี้ได้ผล“แต่คนส่วนใหญ่เห็นหน้าบุษจากข่าวหมดแล้วนี่คะ ต่อให้เปลี่ยนชื่อ คนก็คงจำหน้าได้อยู่ดี”“ก็ศัลยกรรมเปลี่ยนหน้าซะสิ จะมีอะไรยากกัน ถ้าพวกเธอตกลง ฉันก็จะให้คนไปจัดการให้...เอาเป็นว่าฉันให้เวลาพวกเธอตัดสินใจละกัน”เสี่ยกานต์เอ่ยจบก็ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องรับแขก ปล่อยให้สองสามีภรรยาปรึกษาหารือกัน“ศัลยกรรมเปลี่ยนหน้าหรือ นั่นสินะ ทำไมบุษนึกไม่ถึงเรื่องนี้”“บุษอยากทำไหม ถ้าไม่อยากทำ พวกเราก็หลบไปอยู่ที่อื่นกันสักพัก รอให้เรื่องซาลงแล้วค่อยหางานทำกันก็ได้นะ”สุชาติตามใจภรรยา เพราะถ้าเธอจะเปลี่ยนเป็นอีกหน้าหนึ่งที่เขาไม่เคยรู้จัก อย่างไรเสียเธอก็ยังเป็นคู่ชีวิตของเขาวันยังค่ำ เธอจะสวยน้อยลงก็ช่างมัน ดีเสียอีก จะได้ไม่ต้
สิบสี่ปีก่อนสุชาติเลี้ยวรถเข้าจอดในบังกะโลราคาถูกแห่งหนึ่งช่วงกลางดึก เขามองผ่านกระจกไปตรงเคาน์เตอร์สำหรับติดต่อเข้าพัก เห็นเพียงพนักงานชายสูงวัยคนหนึ่งกำลังนั่งสัปหงกอยู่จึงหันไปบอกกับภรรยาว่า“พี่จะไปติดต่อห้องก่อน บุษกับลูกรอในรถก่อนนะ”บุษราคัมพยักหน้าก่อนหลุบตามองบุตรสาววัยหกขวบที่กำลังนอนหลับตาพริ้มบนตักของตน น้ำตาที่เหือดแห้งไปเริ่มรื้นขึ้นปริ่มขอบตาอีกครั้ง“แม่ขอโทษนะลูก ที่ทำให้หนูต้องมาลำบากไปด้วย”เกือบหนึ่งสัปดาห์แล้ว ที่พวกตนสามคนพ่อแม่ลูกต้องระเหเร่ร่อนนอนตามบังกะโลหรือห้องพักราคาถูก สาเหตุเพราะต้องหนีตำรวจที่ตามหาตัวเธอไปรับโทษในคดีที่ก่อเอาไว้...เธอฆ่าคนตาย!วันที่เกิดเรื่อง หลังจากบุษราคัมใช้หินในห้องน้ำทุบศีรษะนักเลงคุมบ่อนคนหนึ่งที่ตั้งใจจะข่มขืนตนจนตาย ชายผู้นี้ ตนกับสามีต่างก็รู้จักดีเพราะเคยทำงานด้วยกันบนเรือสำราญเมื่อหลายปีก่อน
ทับทิมได้แต่นอนพลิกตัวไปมาเพราะไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ เพราะสมองมันคอยแต่จะผุดภาพวาบหวามที่เพิ่งผ่านพ้นไปขึ้นมาอยู่เสมอ“เฮียบ้า!” มาหลอกให้ใจแตกจนได้ เพียงแค่คืนเดียว เขาก็สอนเธอถึงสองบทเรียนซ้อน!ออรัลเซ็กซ์...หญิงสาวเคยแต่ได้ยิน หรือได้เห็นภาพมา เพิ่งเคยได้สัมผัสประสบการณ์จริงด้วยตนเองก็คราวนี้ความรู้สึกมันหวิวไหวเหมือนใจจะขาดรอน ๆ ยิ่งเขาปฏิบัติกับเธอด้วยความอ่อนโยน ถามไถ่อย่างเอาใจใส่ ทั้งยังทำตามที่รับปากไว้ คือไม่มีการล่วงล้ำสอดใส่หากเธอไม่เต็มใจ ทับทิมก็ยิ่งรู้สึกว่าตนกำลังตกหลุมรักผู้ชายคนนี้ลึกล้ำลงไปทุกทีคราวนี้ใครจะเอาเชือกมาโยนไว้ปากหลุมเพื่อให้เธอปีนขึ้นมา เกรงว่าคงเป็นเธอเสียเองที่จุดไฟเผาเชือกนั้นทิ้งไปดูท่า เธอคงถูกเขาหลอกล่อจนทำให้ติดอกติดใจเสียแล้วกระมังบอกใครก็คงไม่มีใครเชื่อ ว่าคุณนวัช แสนบุศย์ เจ้านายผู้สุขุมนุ่มลึกของทุกคนนั้น แท้จริงแล้







