LOGINเพชรไพลิน เจ้าแม่แห่งวงการเครื่องสำอาง เธอจะทำอย่างไร เมื่ออุบัติเหตุไม่คาดฝันครั้งนั้น ทำให้เธอต้องตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ในร่างของผู้หญิงอีกคน ผู้ซึ่งกำลังถูกคู่หมั้นถอนหมั้นอย่างไม่ไยดีเพราะมีคนอื่น แต่เธอไม่แยแส เพราะสิ่งที่ทำให้ช็อกยิ่งกว่านั่นคือการที่ได้รู้ว่า ร่างของเธอตายแล้ว และกำลังจะถูกเผา! เธอจะทำอย่างไรเมื่อต้องติดอยู่ในร่างนี้ตลอดไป และเธอจะทำอย่างไร เมื่ออดีตคู่หมั้นที่ถอนหมั้นไปแล้ว กลับคอยมาปั่นป่วนหัวใจให้ต้องทำงานหนักกันอีกครั้ง รวินทร์ นายหัวหนุ่มมาดเข้มแห่งเหมืองฤทธิเทพ ต้องถูกหมั้นหมายกับหญิงที่ไม่ได้รัก เพียงเพราะผลประโยชน์ทางธุรกิจ เขาทำทุกวิถีทางเพื่อหาทางถอนหมั้นมาโดยตลอด แต่จู่ๆ คู่หมั้นก็ยอมถอนหมั้นแต่โดยดี หนำซ้ำท่าทีที่เธอเคยมีต่อเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สายตาที่เคยมองเขาอย่างรักใคร่หลงใหล ก็เปลี่ยนไป ทั้งเมิน ทั้งเชิดใส่...ทำราวกับไม่เคยมีเขาอยู่ในสายตา เขาได้แต่สงสัย การกระทำหลายอย่างของเธอทำให้เขาต้องค้นหา กว่าจะรู้ตัวก็ละสายตาจากเธอไม่ได้แล้ว มาลุ้นไปกับการค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังอุบัติเหตุ ไปพร้อมกับการลุ้นว่า...รวินทร์จะทำให้อดีตคู่หมั้น กลับมาหมั้นกันอีกครั้งได้หรือไม่
View Moreเพชรไพลินมองชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่กำลังลากเก้าอี้แล้วหย่อนนั่งลงฝั่งตรงข้ามอย่างประเมิน ผู้ชายคนนี้หน้าตาหล่อเหลา คิ้วเข้มดกเรียงตัวสวยรับกันดีกับดวงตาคมกริบ จมูกโด่งเป็นสัน แต่ริมฝีปากสีเข้มนั้นกลับบางเฉียบจนมองผิวเผินแล้วคล้ายคนต่างชาติ ไรเคราเขียวครึ้มที่ขึ้นตามแนวกรามส่งผลให้ใบหน้ายิ่งเฉียบคมดุดัน บุคลิกลักษณะแบบนี้นี่เอง เธอจึงไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมเขาถึงดูแลและบริหารงานในอดีตเหมืองขนาดใหญ่แห่งนั้นได้
นี่น่ะหรือคู่หมั้นของเจ้าของร่างนี้
เธออยู่ในร่างของกัญญพัชรมาหลายวันแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเพิ่งได้เห็นรวินทร์ คู่หมั้นหนุ่มที่หลายคนพูดถึง แม้ตอนที่เธอนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ผู้ชายซึ่งรั้งตำแหน่งคู่หมั้นคนนี้ก็ไม่เคยโผล่หน้าไปให้เห็นแม้แต่วันเดียว
“วันนี้พี่วินทร์นึกยังไงคะ ถึงได้นัดพัชออกมากินมื้อเที่ยง”
เธอไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เวลาที่กัญญพัชรพูดคุยกับรวินทร์จะแสดงสีหน้าแววตาอย่างไรบ้าง แต่จากความฝันที่ผุดขึ้นมาในช่วงเวลาที่เธอหลับก็พอรู้ได้ว่า เจ้าของร่างนี้รักใคร่หลงใหลผู้ชายตรงหน้ามากแค่ไหน...ทว่าเธอทำไม่ได้เพราะไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาเลยแม้แต่น้อย
รวินทร์มองหน้าเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “กินข้าวกันให้เสร็จก่อนดีกว่า แล้วค่อยคุยธุระของเรา”
“ไม่จำเป็นหรอกค่ะ คุยไปกินไปดีกว่า พัชไม่อยากเสียเวลา เพราะเดี๋ยวต้องรีบกลับไปทำงานที่บริษัทต่อ” เพชรไพลินลอบถอนหายใจ นี่เขาคิดว่าเธอว่างมากหรืออย่างไรกัน
ชายหนุ่มมีสีหน้าอึ้งไป ก่อนจะตั้งสติได้แล้วพยักหน้าช้าๆ
“ก็ดีเหมือนกัน...พี่อยากคุยเรื่องถอนหมั้น”
เพชรไพลินเลิกคิ้วขึ้นพลางมองหน้าเขานิ่ง จากเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดมาในความฝัน เธอก็พอเดาออกว่ารวินทร์ไม่ได้พิศวาสอะไรในตัวกัญญพัชรสักนิด มีแต่กัญญพัชรที่รักเขาข้างเดียวจนแทบหูหนวกตาบอด
“เหตุผลล่ะคะ” เธออยากรู้ว่าเขาจะใช้เหตุผลอะไรมาบอกถอนหมั้นกับเธอ เขามีความเป็นลูกผู้ชายพอที่จะพูดความจริงหรือไม่ และเขาก็ไม่ทำให้เธอผิดหวัง
“ก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าเราสองคนต้องหมั้นกันเพราะผู้ใหญ่เห็นชอบ แต่พี่ไม่ได้รักพัช เพราะพี่มีผู้หญิงที่รักอยู่แล้ว”
“อ้อ...มีแฟนแล้วว่างั้น” หญิงสาวพยักหน้าช้าๆ ทำท่าเหมือนเข้าใจเขาเสียเต็มประดา ก่อนจะลองพูดแหย่เขาดู
“แต่พี่ก็รู้ว่าพัชรักพี่มาตลอด” เธอแสร้งตีหน้าเศร้า แต่เขากลับกลอกตามองไปทางอื่นราวกับทนมองไม่ได้
“พัช...พี่ไม่เคยคิดเกินเลยกับพัชมากไปกว่าน้องสาวคนหนึ่ง ข้อนี้พัชก็รู้ดี...”
“โอเคค่ะ ถอนก็ถอน แล้วนี่เราต้องทำอะไรบ้างคะ พัชต้องคืนของหมั้นใช่ไหม อ๊ะ! จริงสิ คืนแหวนก่อน” หญิงสาวพูดพลางถอดแหวนหมั้นส่งคืนให้ด้วยการวางไว้ตรงหน้าเขา
รวินทร์อึ้งไปอีกครั้ง เพราะคาดไม่ถึงว่าเธอจะมีปฏิกิริยาแบบนี้ ทั้งที่เขาเตรียมใจมาเป็นอย่างดีว่ากัญญพัชรจะต้องร้องไห้โวยวายจนอับอายผู้คนไปทั่ว ฉะนั้นเขาจึงได้เลือกร้านอาหารที่มีมุมส่วนตัวและค่อนข้างห่างจากโต๊ะอื่นๆ
“อ้าว ตกลงว่ายังไงคะ เอาอย่างนี้ก็แล้วกันค่ะ พัชจะให้คนเอาของหมั้นไปคืนให้ที่บ้านดีกว่า เพราะพัชเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีอะไรบ้าง คงต้องกลับไปถามคุณพ่อคุณแม่แล้วละ” เธอเห็นเขายังคงอึ้งไม่หายจึงเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องเอามาคืนหรอก เพราะพี่เป็นฝ่ายขอถอนหมั้น...” เขายังพูดไม่ทันจบ หญิงสาวก็โพล่งขัดขึ้นเสียก่อน
“ไม่ได้หรอกค่ะ พัชเองก็ไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม ไม่ใช่ของของพัชสักหน่อย ทำไมพี่วินทร์มองพัชอย่างนั้นล่ะคะ”
“พี่คิดว่าพัชจะ...” เขาไม่ได้พูดต่อ กระนั้นเพชรไพลินก็รู้ดีว่าเขาหมายถึงอะไร
“พี่วินทร์คิดว่าพัชจะร้องไห้ฟูมฟายหรือคะ โอ๊ย! ไม่หรอกค่ะ พัชน่ะชิลๆ ถอนหมั้นไปก็ดีค่ะ เราจะได้มีอิสระ จากนี้เราก็ติดต่อกันเฉพาะเรื่องงานอย่างเดียวก็พอ ดีไหมคะ” เธอเห็นเขามองเธอเหมือนมองคนแปลกหน้าก็อดขำไม่ได้
“พัชน่ะเหมือนคนที่เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ก็เลยรู้สึกว่าชีวิตนี้มีอะไรให้น่าค้นหา น่าลงมือทำอีกตั้งเยอะแยะ ดีกว่ามาคอยวิ่งตามผู้ชายที่เขาไม่ได้รู้สึกอะไรด้วย อีกอย่างนะคะ พี่วินทร์คลุกคลีอยู่กับเพชรกับพลอยก็น่าจะรู้ดีไม่ใช่หรือคะว่า หากเพชรหรือพลอยชิ้นไหนที่มันไม่ได้คุณภาพหรือด้อยราคา เราก็ควรจะคัดแยกมันออกไป...พัชก็เหมือนกันค่ะ อะไรที่ไม่ดีหรือไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับชีวิต พัชก็ควรจะตัดมันทิ้งไปเหมือนกัน”
เพชรไพลินคลี่ยิ้มหวานหยด ขณะที่คนฟังอย่างรวินทร์ถึงกับขบกรามกรอดด้วยความไม่พอใจ
นี่เธอหาว่าเขาเป็นสิ่งไร้ประโยชน์จนต้องกำจัดทิ้งเชียวหรือ!
“อ้าว พี่วินทร์จะไปไหนล่ะคะ ไม่อยู่กินข้าวด้วยกันหรือ” เธอรีบถามเมื่อเห็นเขาผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว และหยิบแหวนหมั้นบนโต๊ะไปกำไว้แน่น
“พี่มีธุระด่วนต้องรีบไปจัดการ ขอบคุณสำหรับเรื่องถอนหมั้น” น้ำเสียงแข็งกระด้างของเขาทำเอาหญิงสาวเกือบกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่
“ไม่เป็นไรค่ะ เรื่องแค่นี้เอง พัชยินดีและเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง เดินดีๆ นะคะ พัชเป็นห่วง”
รวินทร์จ้ำพรวดๆ ไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามอง ขณะที่เพชรไพลินหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียวบนโต๊ะ
“เฮ้อ...เธอนี่ช่างตาต่ำจริงๆ เลยนะกัญญพัชรที่ไปหลงใหลได้ปลื้มผู้ชายคนนี้เสียได้” แค่ได้คุยกันไม่กี่ประโยคเธอก็รู้สึกแล้วว่าผู้ชายคนนี้ไม่คู่ควร
ทันทีที่รถจอด เพชรไพลินก็เดินเข้ามาในบ้านแล้วตรงดิ่งไปยังห้องนั่งเล่นอย่างรวดเร็ว หญิงสาววางกระเป๋าสะพายไว้บนพื้น ก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากถุงพลาสติกหูหิ้วของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง“จ๊ะเอ๋ น้องอัญขา ดูซิว่าคุณแม่ซื้ออะไรมาฝากด้วยละ” เธอชูกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ ลายคิตตี้ให้อัญพัชร์ บุตรสาวตัวน้อยวัยขวบกว่าดูเด็กหญิงเอื้อมมือป้อมๆ ไปรับมาดูแล้วทำท่าจะสะพายบนไหล่ แต่ยังทำไม่เป็น ผู้เป็นมารดาจึงช่วยจัดให้“สวยจังเลยลูกสาวแม่ เอาไว้สะพายไปเที่ยวกันเนอะ ของหนูมีหนึ่งใบ ของคุณแม่ก็มีหนึ่งใบ เราสะพายกันคนละใบ”เพชรไพลินยิ้มแย้มอย่างถูกใจ ตั้งแต่มีบุตรสาวเธอก็ขยันชอปปิงแต่เสื้อผ้าสวยๆ และของใช้ของเล่นสำหรับเด็กเล็กเสมอ การจับเจ้าตัวน้อยแต่งตัวเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่เธอชื่นชอบเอามากๆหนูน้อยอัญพัชร์มองกระเป๋าหนังแกะใบละสามแสนกว่าบาทของมารดาที่วางอยู่ตรงหน้าก็ดึงกระเป๋าลายคิตตี้ของตั
แต่คนฟังทำปากยื่นด้วยความเสียดายที่ตอนนั้นตัดสินใจไม่ช่วยงานกัญญพัชร นั่นเพราะภาพลักษณ์ของบุตรสาวเจ้านายเมื่อก่อนนั้นดูอย่างไรก็ไม่น่าจะนำพากิจการให้เจริญรุ่งเรืองได้ ทว่ามาถึงตอนนี้ก็ต้องยอมรับแล้วว่าคนเราตัดสินกันที่ภายนอกไม่ได้เลยจริงๆ“นี่หล่อน...อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิยะ ไม่เคยได้ยินหรือว่าแข่งเรือแข่งพายน่ะแข่งได้ แต่อย่ามาแข่งวาสนากัน ตอนนี้เส้นวาสนาของฉันน่ะพุ่งสูงปรี๊ดดด...จนเกือบทะลุนิ้วกลางอยู่แล้ว แบบว่าคนมันโชคดีน่ะนะ”จีราวัฒน์ผายมือออกทั้งสองข้างพร้อมกับยักไหล่เลียนแบบท่าทางของกัญญพัชร เจ้านายสาวสวย แต่คนมองกลับเห็นแล้วทั้งหมั่นไส้และขำจนต้องขยำกระดาษเป็นก้อนกลมๆ แล้วปาใส่ศีรษะของเจ้าตัว“อิจฉาเว้ย ไปอวดไกลๆ เลยไป๊”เพชรไพลินนั่งก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ในห้องนอนเช่นเคย ระหว่างที่กำลังเปรียบเทียบยอดขายตลอดสองเดือนที่ผ่านมานั้น จู่ๆ ก็มีเสียงคนเคาะประตูจึงเงยหน้าขึ้นจากค
พุฒิพงศ์ค้อมศีรษะให้หญิงสาวเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกไปจากบริเวณงาน ซึ่งพอชายหนุ่มเดินไป รวินทร์ก็เดินเข้ามาหาเพชรไพลินทันที หญิงสาวมองเขายิ้มๆ ครู่หนึ่งโดยไม่ได้พูดอะไร ขณะที่เขามองช่อดอกไม้ของพุฒิพงศ์ที่เธอถืออยู่“โทษทีนะที่ไม่มีช่อดอกไม้ ซื้อไม่ทันน่ะ” กว่าเขาจะขับรถมาถึงกรุงเทพฯ ก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว ไหนจะต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อมางานให้ทันเวลาอีก จึงไม่สามารถไปสั่งช่อดอกไม้ที่ร้านได้“ไม่เป็นไรค่ะ มีเยอะแล้ว แค่นี้ก็ไม่รู้จะเอาไปเก็บไว้ที่ไหนแล้วค่ะ”พูดจบหญิงสาวก็มองชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าด้วยนัยน์ตาแพรวพราวระยิบระยับ แม้ใบหน้าของเขาจะมีร่องรอยความเหนื่อยล้าและใต้ตาดำคล้ำ แต่เขาก็ยังดูดี เพิ่งรู้ว่าเวลาที่เขาสวมสูทเต็มยศอย่างนี้แล้วจะดูภูมิฐานกว่าที่คิดเอาไว้มาก นี่ขนาดไม่ได้ผูกไทมาด้วยเขาก็ยังดูโดดเด่นกว่าผู้ชายหลายคนในงาน อาจเป็นเพราะรูปร่างสูงใหญ่ของเขากระมังที่ทำให้เธอเห็นแล้วยังต้องมองด้วยความชื่นชม
เพชรไพลินยิ้มให้ตัวเองในกระจกหลังจากให้ช่างแต่งหน้าทำผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันนี้เป็นวันที่ต้องเดินแฟชั่นโชว์ และเป็นการเปิดตัวเครื่องประดับน้องใหม่ภายใต้แบรนด์ใหญ่อย่างปัตถาเจมส์ เสียงจอแจภายนอกห้องแต่งตัวทำให้อดประหม่าไม่ได้ เนื่องจากเวทีอยู่กลางลานกิจกรรมของห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ใจกลางเมือง คนมาดูย่อมแน่นขนัดเป็นธรรมดา ดังนั้นความกดดันจึงเริ่มตามมาเพราะงานนี้เธอจะพลาดไม่ได้เด็ดขาดเสียงพิธีกรกล่าวเปิดงานโดยมีหนังโฆษณาความยาวประมาณสองนาทีฉายอยู่บนจอแอลซีดีขนาดใหญ่กลางเวที ซึ่งเนื้อหาของโฆษณานั้นก็เป็นไปตามที่เพชรไพลินต้องการ นั่นคือการบอกเล่าเรื่องราวของเครื่องประดับแต่ละชิ้นว่ากว่าจะมาเป็นแหวนหนึ่งวง หรือต่างหูหนึ่งคู่นั้นต้องผ่านขั้นตอนอะไรมาบ้าง นั่นจึงทำให้คนดูที่อยู่ ณ บริเวณนั้นต่างให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก เพราะน้อยคนที่จะได้เห็นขั้นตอนการทำอย่างนี้และเมื่อโฆษณาจบลง บรรดานางแบบที่เตรียมพร้อมอยู่หลังเวทีก็ทยอยเดินขึ้นมาอวดโฉมบนฟลอร์ คอนเซปต์ของแฟชั่นชุดนี้คือสาววัยทำงานและความคล่อง