Masuk“ถ้าไม่เคยคิด แล้วทำไมถึงคบหาไปไหนมาไหนด้วยกันตั้งหลายปี มันจะเป็นไปได้หรือวะแกที่เฮียจะไม่เคยคิดอะไรกับคุณเปิ้ลเลย” จันทร์จิราเข้าข้างปรีญาดาเต็มที่ เพราะเชียร์คู่นี้ อยากให้ปรีญาดาลงเอยกับเจ้านายของตน
ขวัญอุษาทำทีเป็นถอนหายใจเสียงดัง จนจันทร์จิราหันมามองค้อน
“เจ๊จุ๋มขา จำไม่ได้หรือว่าเฮียน่ะเคยบอกกับพวกเราไว้ว่ายังไง เฮียบอกว่าคุณเปิ้ลเป็นเพื่อน ตอนขวัญมาทำงานที่นี่ใหม่ ๆ ขวัญยังเคยถามพี่น้ำว่าทำไมที่นี่ไม่มีแผนกบัญชี พี่น้ำก็บอกว่าเฮียอยากช่วยอุดหนุนกิจการของเพื่อนเท่านั้นเอง และอีกอย่างนะ พี่น้ำยังบอกด้วยว่าเฮียไม่เคยพาคุณเปิ้ลไปที่บ้านเลย มีแต่คุณเปิ้ลนั่นแหละที่ขับรถไปหาเฮียถึงบ้าน แล้วก็มีอีกหลายเรื่องเลยละ แต่ขวัญขี้เกียจเล่า เดี๋ยวพี่น้ำจะด่าเอาที่ขวัญเอาเรื่องเจ้านายมาเม้าท์น่ะ”
ทุกคนในที่นั้นล้วนเชื่อคำที่ขวัญอุษาหยิบขึ้นมาเล่า เพราะเจ้าตัวเป็นน้องสาวของนราเทพ และนราเทพก็เป็นมือขวาคนสำคัญของนวัช มีเพียงจันทร์จิราที่ขมวดคิ้วเล็กน้อยราวกับไม่อยากยอมรับเรื่องเหล่านั้นสักเท่าไร
เมื่อจันทร์จิราเลื่อนเก้าอี้กลับมานั่งที่โต๊ะของตนได้ หญิงสาวจึงส่งข้อความไปรายงานให้ปรีญาดาทราบเรื่องทันที ว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง
ในห้องทำงานของนวัชมีโต๊ะตัวใหญ่หนึ่งตัวคล้ายกับโต๊ะประชุมที่อยู่ชั้นล่าง บนโต๊ะมีแฟ้มเอกสารวางซ้อนกันไว้อย่างเป็นระเบียบ แต่ทั้งที่โต๊ะกว้างถึงเพียงนี้ เก้าอี้กลับมีเพียงแค่ตัวเดียว เพราะเขาไม่เคยคิดจะใช้ห้องนี้ไว้รับแขก ชายหนุ่มจึงให้ทับทิมนั่งเก้าอี้ของตน ส่วนเขาก็เบี่ยงสะโพกขึ้นนั่งบนโต๊ะแทน
“เท่าที่เดินดูในฟาร์ม คิดว่าเป็นยังไงบ้าง อยากจะทำงานที่นี่รึเปล่า” เขาถามคนที่นั่งอุ้มแมวไว้บนตัก เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาพร้อมกับพยักหน้าหลายครั้ง
“อยากทำค่ะ หนูว่าที่นี่เป็นระบบดี ต่างจากที่หนูคิดไว้เยอะเลย ตอนแรกหนูคิดว่าบ่อปลาจะเป็นเหมือนสระน้ำที่มีปลาเลี้ยงไว้ทั่วไปเหมือนสระน้ำตามทุ่งนาเสียอีก แล้ว...เฮียจะให้หนูทำอะไรบ้างคะ”
“ตอนแรกคิดว่าจะให้ดูพวกเอกสารทั่ว ๆ ไปแล้วก็คอยช่วยพวกพี่ ๆ ข้างล่างเขาทำงานน่ะ แต่เราบอกว่าเรียนบัญชีมา เฮียก็เลยคิดว่าคงจะให้มาช่วยดูบัญชีของที่นี่หน่อย”
นวัชบอกรายละเอียดและขอบเขตงานบัญชีที่ให้สำนักงานบัญชีของปรีญาดาดูแลให้อยู่ว่ามีอะไรบ้าง แต่ทับทิมฟังจบแล้วกลับมีสีหน้ากังวลเล็กน้อย จึงถามว่า
“ทำไมล่ะ กลัวหรือ”
เธอพยักหน้าช้า ๆ “หนูกลัวทำพลาดค่ะ เพราะอย่างที่เคยบอกเฮียไปว่าหนูยังไม่เคยลงมือทำงานบัญชีจริง ๆ จัง ๆ มาก่อน ถ้าเกิดหนูทำผิดขึ้นมา มันต้องแย่แน่ ๆ เลย”
“ในช่วงแรกเฮียจะให้ทับทิมศึกษาบัญชีเดือนที่ผ่านมาของบริษัทไปก่อน เพราะเดือนสองเดือนนี้เฮียจะยังจ้างสำนักงานบัญชีทำให้อยู่ แล้วเราก็ฝึกเอาจากตรงนั้น เทอมหน้าต้องหาที่ฝึกงานใช่ไหม ก็มาทำที่นี่เสียเลย เฮียให้เงินเดือน ไม่ได้ให้ทำเปล่า ๆ”
หญิงสาวได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มกว้าง ยกมือไหว้เขาด้วยความดีใจ “ขอบคุณค่ะเฮีย”
“เริ่มงานได้พรุ่งนี้เลยไหม” เขาถาม เธอพยักหน้าตอบว่า
“พรุ่งนี้ได้เลยค่ะ” ทับทิมยิ้มไม่หุบ เวลาเธอยิ้ม แววตาจะเป็นประกาย พวงแก้มของเธอจะขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อย ทำให้เขาอดมองนานหน่อยไม่ได้ เธออายุเพียงยี่สิบปี ห่างจากเขาเกินหนึ่งรอบ เขาคิดว่าทับทิมคงเห็นเขาเป็นผู้ใหญ่ใจดีคนหนึ่ง ไม่คิดกับเขาในเชิงชู้สาวแน่นอน ไม่อย่างนั้นการกระทำหลายอย่างของเขาในวันนี้ที่แสร้งทำขึ้นเพื่อตบตาคนอื่น เธอคงคิดมาก หรือเผ่นแน่บไปแล้ว คงไม่เดินตามเขาต้อย ๆ ขึ้นมาที่ห้องทำงานเป็นแน่
“ทำไมเฮียถึงจะเลิกจ้างสำนักงานบัญชีล่ะคะ” จู่ ๆ ทับทิมก็ถามเขาเรื่องนี้
“ไม่ดีหรือ เราจะได้มีงานทำไง” เขาพูดยิ้ม ๆ ก่อนจะเอ่ยไปตามตรงว่า
“บ่อปลาแสนบุศย์อยู่มาห้าปีแล้ว ควรจะมีแผนกบัญชีเป็นของตัวเองสักที ทุกอย่างมันจะได้เป็นระบบระเบียบมากขึ้น เราโชคดีนะเนี่ยทับทิม ถือว่าเป็นผู้บุกเบิกแผนกบัญชีของที่นี่เลย”
นวัชละเว้นเรื่องที่ตนต้องการตีตัวออกหากจากปรีญาดาไว้ ไม่เล่าให้ทับทิมฟังเพราะคิดว่าไม่จำเป็น แต่เรื่องที่เขาคิดจะมีแผนกบัญชีในบริษัทขึ้นนั้น เขาคิดมานานแล้ว
เสียงโทรศัพท์มือถือของชายหนุ่มดังขึ้น นวัชมองหมายเลขสิบตัวที่ปรากฏบนหน้าจอจึงลองกดรับสาย เพราะคิดว่าหากเป็นพวกมิจฉาชีพจะได้บล็อกเบอร์นี้เอาไว้ ทว่าปลายสายกลับเป็นคนที่เขาคาดไม่ถึง
นวัชลอบมองทับทิมก่อนจะเดินไปคุยโทรศัพท์ใกล้กับหน้าต่างที่ตรงกับคอมเพรสเซอร์แอร์ เขาเปิดหน้าต่างออกจนเสียงของมันดังเข้ามาในห้อง กดเสียงพูดให้เบาลงโดยอาศัยเสียงจากภายนอกกลบเสียงของตนไว้เพื่อไม่ให้หญิงสาวได้ยิน
ชายหนุ่มคุยไป สองตาก็เผลอมองคนที่เอาลูกแมวมาวางบนโต๊ะแล้วหยอกเย้าเล่นกับมันอย่างไม่วางตา แต่พอเวลาที่ทับทิมหันหน้ามา เขากลับต้องเสมองไปทางอื่นอย่างแนบเนียน
นวัชคุยกับปลายสายเกือบครึ่งชั่วโมงจึงกดวาง เขามอง “ภาระ” ที่ใครบางคนฝากฝังเอาไว้เมื่อครู่แล้วได้แต่ถอนหายใจแผ่ว จะปฏิเสธก็ไม่ได้เพราะตอนนี้ทับทิมไม่มีใครให้พึ่งพา ยังดีที่หญิงสาวบรรลุนิติภาวะแล้ว มิเช่นนั้นเขาคงต้องอยู่ในฐานะผู้ปกครองของเธอแน่นอน
ชายหนุ่มปิดหน้าต่างแล้วเดินมานั่งบนขอบโต๊ะที่เดิม ทับทิมเห็นเขาคุยโทรศัพท์เสร็จแล้วจึงถามว่า
“พรุ่งนี้หนูมา ก็นั่งทำงานข้างล่างเลยใช่ไหมคะ แล้วหนูต้องนั่งตรงไหน”
นวัชได้ยินคำถามก็นิ่งไป เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบไปว่า “ที่นี่! นั่งทำงานในห้องเฮียนี่แหละ”
ทับทิมเลิกคิ้วขึ้น ทำตาโต “หา! ในห้องนี้หรือคะ”
เธอหันมองไปรอบห้อง นอกจากโต๊ะตัวใหญ่ตัวนี้กับเก้าอี้ที่เธอนั่งอยู่ ห้องทำงานของเขาก็มีแต่ตู้เก็บเอกสาร และตู้หนังสือวางเรียงกันเป็นตับจนแทบจะเป็นห้องสมุดขนาดย่อมแล้ว
“ใช่ ห้องนี้แหละ เพราะข้างล่างไม่มีที่ว่างแล้ว เดี๋ยววันนี้เฮียจะให้ลูกน้องเอาโต๊ะทำงานกับเก้าอี้มาวางไว้ให้” เขาหลบตาไม่มองเธอ แต่เบนสายตาไปมองลูกแมวตัวสีส้มที่เดินต้วมเตี้ยมใช้จมูกดมสำรวจแฟ้มเอกสารบนโต๊ะ ลางสังหรณ์บางอย่างผุดขึ้นในหัวทันที
“เอ่อ...เฮียวัชคะ หนูขอพาเจ้าถุงทองมาทำงานด้วยได้ไหมคะ หนูสงสารมันค่ะ ถ้าปล่อยให้อยู่บ้านตัวเดียวต้องเหงาแน่เลย หนูไม่อยากขังมันไว้ในสุ่มไก่ทั้งวันด้วย”
ตามคาด! ลางสังหรณ์ของเขาช่างแม่นยำเสียจริง
หญิงสาวหลับตาเม้มปากแน่น เพื่อสะกดกลั้นเสียงครวญครางที่อาจเล็ดรอดออกจากปาก ไม่ว่าเขาจะปรนเปรอทำรักให้เธอกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เธอก็ยังรู้สึกขัดเขินเกินกว่าจะเงยหน้าสบตากับเขาได้ยิ่งร่างกายของเธอตอบรับกับปลายลิ้นของเขาอย่างน่าอาย สะโพกแอ่นขึ้น บดส่ายหมุนวนราวกับเร่งเร้าให้เขาส่งเธอให้ฝั่งโดยไว“ใจเย็นสิครับ” เสียงสั่นพร่ากระซิบแผ่วอยู่ตรงจุดอ่อนไหว ร่างอรชรสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมีบางสิ่งค่อย ๆ แทรกเข้าไปในร่องรักอย่างเชื่องช้า และหมุนวนไปมาอยู่ในนั้นเขาถอนนิ้วออกแล้วดันเข้าไปใหม่ เดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้าสลับกันไป จากหนึ่งนิ้วเพิ่มเป็นสองนิ้วราวกับต้องการให้เธอค่อย ๆ เปิดรับ และคุ้นชินกับบางอย่างที่ใหญ่โตกว่านั้น โดยที่ปาก และลิ้นยังคงจดจ่ออยู่กับกลีบดอกไม้และปลายยอดของเกสรไม่ยอมผละห่าง“อ๊ะเฮีย!”ทับทิมครางกระเส่าเมื่อความรู้สึกที่คุ้นเคยเริ่มพุ่งสูงขึ้น ชายหนุ่มเห็นสัญญาณที่หญิงสาวส่งให้
“อะไรกันเฮีย มาไหว้พวกเราทำไม” อรดียกมือรับไหว้แทบไม่ทัน“ผมจะมาขอทับทิมกับอาทั้งสองคนครับ ผมรักทับทิม คิดว่าพวกอาน่าจะรู้อยู่แล้วว่าผมกับทับทิมคบกันอยู่ ก็เลยอยากขออนุญาตให้เป็นเรื่องเป็นราว เพราะตั้งแต่แรกผมเองก็ไม่เคยมีเจตนาจะปกปิดเรื่องนี้ ทุกคนต่างรับรู้ ผมคิดว่าผมเองก็ควรต้องมาบอกเรื่องนี้กับอาทั้งสองคนด้วยตัวเอง”นวัชหันไปยิ้มให้ทับทิมที่ลงมานั่งคุกเข่าอยู่ข้างเขาเช่นกัน“เห็นไหม หนูบอกแล้วว่าเฮียวัชน่ะ ใจดีกับหนูจะตาย แม่ไม่ต้องห่วงหรอก”ทับทิมเอ่ยปากเชียร์แฟนหนุ่มของตนเองเต็มที่ จนอรดีได้แต่อ่อนอกอ่อนใจ เพราะตั้งแต่เจ้าตัวสารภาพว่าคบอยู่กับนวัช ทับทิมก็หมั่นพูดแต่ความดี ความน่ารักของเขาให้บิดามารดาฟังอยู่เสมอสองสามีภรรยาหันมองหน้ากันแล้วได้แต่ยิ้ม เพราะการที่อีกฝ่ายมานั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าพวกตนเพื่อขอคบกับบุตรสาวด้วยตนเอง ก็นับว่ามีความจริงใจในระดับหนึ่งแล้ว
วันนี้นวัชอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก เพราะถูกทับทิมงอนใส่เรื่องที่ปิดบังว่าบิดานำบ้านกับที่ดินมาจำนองไว้ตอนยืมเงิน และตอนนี้ที่ดินกับบ้านหลังนั้นก็เป็นของเขาแล้วตามกฎหมาย เพราะเมื่อครู่ สุชาติเพิ่งมาเซ็นเอกสารการมอบที่ดินผืนนั้นให้ เสร็จเรียบร้อยก็พาลูกเมียออกจากบ้านไป โดยบอกว่าจะไปหาของอร่อย ๆ กินในตัวเมืองตามประสาพ่อแม่ลูกตอนสุชาติมาเซ็นเอกสาร เขายังไม่ได้บอกเรื่องที่ตนคบหากับทับทิม เพราะอยากดูท่าทีของอีกฝ่ายก่อนว่าคิดเห็นอย่างไร เพราะเขาเชื่อว่าสองสามีภรรยาจะต้องรู้เรื่องของเขากับบุตรสาวแล้วเป็นแน่และเป็นไปตามคาด เมื่อสุชาติบอกว่าจะไปเริ่มต้นใหม่ที่กรุงเทพฯ กับภรรยา โดยปล่อยให้ทับทิมอยู่กับเขาที่นี่ และแสร้งทำเป็นว่าไม่รู้ไม่เห็นเรื่องที่บุตรสาวมาคบกับเขา แถมยังบอกให้เขาดูแลเธอเหมือนลูกหลานคนหนึ่งอีกต่างหาก...เหลี่ยมจัดจริง ๆจะว่าไปแล้ว เขากับสุชาติก็เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวไม่ต่างกัน ต่างคนต่างแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ และรอดูว่าใครจะเป็นคนเอ่ยขึ้นก่อน
สุชาติกับบุษราคัมหันมองหน้ากันด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดไม่ถึงว่าจะต้องทำถึงขั้นนี้ แต่กระนั้น หญิงสาวก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนักว่าวิธีนี้ได้ผล“แต่คนส่วนใหญ่เห็นหน้าบุษจากข่าวหมดแล้วนี่คะ ต่อให้เปลี่ยนชื่อ คนก็คงจำหน้าได้อยู่ดี”“ก็ศัลยกรรมเปลี่ยนหน้าซะสิ จะมีอะไรยากกัน ถ้าพวกเธอตกลง ฉันก็จะให้คนไปจัดการให้...เอาเป็นว่าฉันให้เวลาพวกเธอตัดสินใจละกัน”เสี่ยกานต์เอ่ยจบก็ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องรับแขก ปล่อยให้สองสามีภรรยาปรึกษาหารือกัน“ศัลยกรรมเปลี่ยนหน้าหรือ นั่นสินะ ทำไมบุษนึกไม่ถึงเรื่องนี้”“บุษอยากทำไหม ถ้าไม่อยากทำ พวกเราก็หลบไปอยู่ที่อื่นกันสักพัก รอให้เรื่องซาลงแล้วค่อยหางานทำกันก็ได้นะ”สุชาติตามใจภรรยา เพราะถ้าเธอจะเปลี่ยนเป็นอีกหน้าหนึ่งที่เขาไม่เคยรู้จัก อย่างไรเสียเธอก็ยังเป็นคู่ชีวิตของเขาวันยังค่ำ เธอจะสวยน้อยลงก็ช่างมัน ดีเสียอีก จะได้ไม่ต้
สิบสี่ปีก่อนสุชาติเลี้ยวรถเข้าจอดในบังกะโลราคาถูกแห่งหนึ่งช่วงกลางดึก เขามองผ่านกระจกไปตรงเคาน์เตอร์สำหรับติดต่อเข้าพัก เห็นเพียงพนักงานชายสูงวัยคนหนึ่งกำลังนั่งสัปหงกอยู่จึงหันไปบอกกับภรรยาว่า“พี่จะไปติดต่อห้องก่อน บุษกับลูกรอในรถก่อนนะ”บุษราคัมพยักหน้าก่อนหลุบตามองบุตรสาววัยหกขวบที่กำลังนอนหลับตาพริ้มบนตักของตน น้ำตาที่เหือดแห้งไปเริ่มรื้นขึ้นปริ่มขอบตาอีกครั้ง“แม่ขอโทษนะลูก ที่ทำให้หนูต้องมาลำบากไปด้วย”เกือบหนึ่งสัปดาห์แล้ว ที่พวกตนสามคนพ่อแม่ลูกต้องระเหเร่ร่อนนอนตามบังกะโลหรือห้องพักราคาถูก สาเหตุเพราะต้องหนีตำรวจที่ตามหาตัวเธอไปรับโทษในคดีที่ก่อเอาไว้...เธอฆ่าคนตาย!วันที่เกิดเรื่อง หลังจากบุษราคัมใช้หินในห้องน้ำทุบศีรษะนักเลงคุมบ่อนคนหนึ่งที่ตั้งใจจะข่มขืนตนจนตาย ชายผู้นี้ ตนกับสามีต่างก็รู้จักดีเพราะเคยทำงานด้วยกันบนเรือสำราญเมื่อหลายปีก่อน
ทับทิมได้แต่นอนพลิกตัวไปมาเพราะไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ เพราะสมองมันคอยแต่จะผุดภาพวาบหวามที่เพิ่งผ่านพ้นไปขึ้นมาอยู่เสมอ“เฮียบ้า!” มาหลอกให้ใจแตกจนได้ เพียงแค่คืนเดียว เขาก็สอนเธอถึงสองบทเรียนซ้อน!ออรัลเซ็กซ์...หญิงสาวเคยแต่ได้ยิน หรือได้เห็นภาพมา เพิ่งเคยได้สัมผัสประสบการณ์จริงด้วยตนเองก็คราวนี้ความรู้สึกมันหวิวไหวเหมือนใจจะขาดรอน ๆ ยิ่งเขาปฏิบัติกับเธอด้วยความอ่อนโยน ถามไถ่อย่างเอาใจใส่ ทั้งยังทำตามที่รับปากไว้ คือไม่มีการล่วงล้ำสอดใส่หากเธอไม่เต็มใจ ทับทิมก็ยิ่งรู้สึกว่าตนกำลังตกหลุมรักผู้ชายคนนี้ลึกล้ำลงไปทุกทีคราวนี้ใครจะเอาเชือกมาโยนไว้ปากหลุมเพื่อให้เธอปีนขึ้นมา เกรงว่าคงเป็นเธอเสียเองที่จุดไฟเผาเชือกนั้นทิ้งไปดูท่า เธอคงถูกเขาหลอกล่อจนทำให้ติดอกติดใจเสียแล้วกระมังบอกใครก็คงไม่มีใครเชื่อ ว่าคุณนวัช แสนบุศย์ เจ้านายผู้สุขุมนุ่มลึกของทุกคนนั้น แท้จริงแล้







