“No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”
ระยะเวลา 3 เดือนผ่านไปไวราวกับโกหก ผมมีโอกาสได้เรียนคลาสเดียวกับธารบ้างเป็นครั้งคราว แต่ถึงแม้ว่าบางคลาสจะไม่ได้เรียนตรงกัน เราก็ยังคงนัดเจอกันทุกครั้งหลังจากที่เลิกเรียน โชคดีที่ตัวผมเองก็เป็นเด็กหอใน และธารก็ต้องอยู่หอพักของมหาลัยด้วยเช่นกัน จึงทำให้เราได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันค่อนข้างบ่อย อาทิเช่นวันหยุด ก็มักจะพากันออกมาเดินเล่นข้างนอก หรือถ้ามีโอกาส ผมก็พาธารมาเที่ยวบ้าง เพื่อจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนไทยตามที่เจ้าตัวเขาตั้งใจไว้ในการเลือกมาเรียนที่นี่ เช่นวันนี้
“เอ๊ะ ทำไมวันนี้มีจักรยานด้วยล่ะ” ธารหันมาถามเมื่อเห็นผมเดินจูงจักรยานมาถึงสองคัน
“วันนี้ผมจะพาธารไปหาของกินที่ที่หนึ่งครับ มีอาหารพื้นเมืองเต็มไปหมดเลย ธารต้องชอบแน่ ๆ แล้วเดี๋ยวตอนเย็น เราไปดูพระอาทิตย์ตกที่สะพานพระรามแปดกัน” ผมตอบยิ้ม ๆ แอบตื่นเต้นนิดหน่อยที่ต้องเป็นไกด์นำเที่ยวด้วยจักรยานแบบนี้ แม้ว่ามันจะอันตรายกว่าการขึ้นรถเมล์ แต่ผมคิดว่ามันก็คงสนุกไปอีกแบบ และธารคงจะชอบ ผมคิดว่างั้นนะ
“จริงเหรอ!? น่าตื่นเต้นแฮะ แค่คิดว่าจะได้ปั่นจักรยานในกรุงเทพก็น่าสนุกแล้ว” นั่นไงล่ะครับ เหมือนที่ผมคาดการณ์ไว้เป๊ะ ผมฮัมขำในลำคอเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู ต้องยอมรับเลยว่าธารเป็นคนสดใสและมีพลังบวกเยอะมาก ๆ ตั้งแต่ได้เจอเขา ผมก็กลายเป็นคนที่ยิ้มง่ายขึ้น และสาเหตุมักจะมาจากเจ้าคนตัวเล็กที่กำลังยืนอยู่หน้าผมตรงนี้นี่แหละ
ผมตัดสินใจให้ธารเป็นคนปั่นนำ และผมอยู่ด้านหลังโดยเยื้องไปไม่เท่าไหร่ เพราะต้องคอยบอกทางเขาด้วย
แม้ว่าจะมีบ้างที่ดูคล้ายว่ารถบนถนนจะขับปาดจักรยานคันหน้าไปจนผมใจหายวาบไปหลายครา แต่ธารก็ยังคงดูสนุกและไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับความอันตรายที่ค่อนข้างจะใกล้ตัวตรงนี้ ผมเลยได้แต่เก็บความกังวลและเป็นห่วงไว้กับตัวเอง เพราะไม่ต้องการไปทำลายบรรยากาศความสดใสที่อีกคนเป็นคนสร้างขึ้น
จักรยานสองคันหยุดลงที่หน้าชุมชนริมน้ำแห่งหนึ่งที่มีตลาดอยู่ วังหลัง คือสถานที่ที่ผมพาธารมาในวันนี้ มันไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนักในหมู่ชาวต่างชาติ คนในพื้นที่นี้ส่วนมากจึงมักจะมีแต่ชาวบ้าน แต่ผมคิดว่ามันน่าสนใจดีและธารน่าจะสนุกกับการหาของกินพื้นเมืองที่นี่ จึงเลือกที่จะพาเขามาที่นี่แทนการพาไปเดินในห้างใหญ่อย่างมาบุญครอง
และเป็นอีกครั้งที่ธารดูตื่นตาตื่นใจกับบรยากาศรอบตัวมาก เสียงเจื้อยแจ้วจากแม่ค้าแม่ขายที่ร่ำเรียกลูกค้าจากร้านนั้นร้านนี้ดังระงมทั้งซ้ายขวา แม้ตัวผมจะไม่ค่อยชอบเอาตัวเองออกมาในสถานที่แบบนี้สักเท่าไหร่ แต่การได้พานักเรียนแลกเปลี่ยนมาเที่ยวในฐานะผู้นำเที่ยวอย่างวันนี้ก็คงเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่คงจะไม่มีวันลืม และผมต้องทำมันให้ดีที่สุด
“ที่นี่เรียกว่าอะไรเหรอ” เจ้าตัวเล็กเริ่มยิงคำถามใส่ผมทันทีที่เราก้าวลงจากจักรยานของตัวเอง
“วังหลังครับ จะไม่ค่อยมีต่างชาติเข้ามาเที่ยวเพราะยังไม่ได้เป็นที่รู้จักมากขนาดนั้น ที่นี่ก็เลยจะมีแต่ชาวบ้านซะส่วนใหญ่ครับ” ผมอธิบาย
“ดีจังเลย นี่ถ้าไม่มีณัฐนะ เราคงไม่ได้มาที่แบบนี้แน่ ๆ” ธารพูดด้วยสายตาเป็นประกาย ราวกับต้องการสื่อให้ผมรับรู้อกทีทางสายตา ว่าเจ้าตัวกำลังรู้สึกแบบนั้นอยู่จริง ๆ
“ถ้าธารชอบผมก็ดีใจ กังวลแทบแย่ กลัวธารจะไม่ชอบ”
“ไม่หรอกน่า ธารชอบนะ” รอยยิ้มที่แสนสดใสถูกส่งมาให้ผมอีกครั้ง มันสดใสจนผมเผลอมีความคิดอยากครอบครองมันไว้เพียงคนเดียว
“ไปกันเถอะ วันนี้เราจะกินให้เต็มที่เลย” ธารเดินมาคล้องแขนผม ทำให้ผมหลุดจากภวังค์ที่ตัวเองสร้างขึ้นเอง ก่อนจะหันมาโฟกัสกับคนตรงหน้าแล้วพาเขาเดินเข้าตลาดไป
.
.
.
“ธารระวัง!” ผมคว้าตัวคนตัวเล็กเข้ามาในอ้อมอกทันทีเมื่อเห็นว่ามีจักรยานกำลังปั่นสวนมาในระยะประชิด และมันใกล้จนสามารถที่จะชนเข้ากับเขาได้โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลยสักนิด
ธารเบิกตาโตด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่าตัวเองกำลังล้มลงในอ้อมกอดของผม ส่วนตัวผมนั้นกำลังยืนนิ่งเป็นเสา เพื่อไม่ให้เราทั้งสองคนต้องล้มลงกองกับพื้น แต่แม้ว่าร่างกายจะดูนิ่งมากแค่ไหน แต่ใครจะรู้ว่าภายในใจผมมันแทบจะระเบิด เมื่อก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายมันกำลังเต้นรัวจนคล้ายว่าจะหลุดออกมาเสียให้ได้ เพราะระยะห่างในครั้งนี้มันน้อยที่สุดเท่าที่ผมเคยอยู่กับธารมาเลย
เมื่อได้สติ ธารจึงรีบผละออกจากผมทันที
“ขอโทษนะ พอดีจักรยานคันเมื่อกี้มาไวมาก แล้วใกล้ธารมาก ต่อให้หักหลบก็น่าจะไม่ทัน ผมเลยถือวิสาสะคว้าตัวธารมา” ผมเอ่ยขอโทษเมื่อนึกได้ว่าการทำแบบนั้นน่าจะทำให้อีกคนตกใจอยู่ไม่น้อย
“เอ่อ.. ไม่เป็นไรเลย เราโอเค ๆ ขอบคุณนะที่ช่วยเราอ่ะ เราก็.. ดูแต่ของกินจนลืมมองทางเลย ฮ่ะ ๆ” ธารหัวเราะเจื่อน ๆ แต่ผมแอบเห็นริ้วสีแดงขึ้นมาบนแก้มนวลของเขาด้วยแหละ เป็นเพราะอากาศมันร้อนหรือเพราะเหตุการณ์เมื่อกี้กันนะ แต่ลึก ๆ ผมก็ภาวนาให้สาเหตุมันมาจากผมบ้าง
เมื่อพระอาทิตย์เริ่มเคลื่อนย้ายจากด้านบนไปทางทิศตะวันตก ผมจึงตัดสินใจพาธารออกจากวังหลัง และปั่นต่อไปยังสะพานพระรามแปด เพื่อดูพระอาทิตย์ตกดิน
คราวนี้ธารดูระวังตัวมากขึ้น แต่ผมก็ยังคงอดห่วงไม่ได้อยู่ดี และยังคงคอยระวังหลังให้เขาอยู่เหมือนเดิม
“ว้าว สวยจังเลย” ธารเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้นทันทีที่เราเข้าเขตสะพานพระรามแปด และผมพาเขาจอดอยู่ตรงริมสะพาน
ภาพดวงอาทิตย์ที่กำลังเคลื่อนตัวลงสู่น่านน้ำที่เส้นขอบฟ้า ทำให้สีของท้องฟ้าในยามนี้เคลือบไปด้วยแสงสีส้มนวล กลุ่มเมฆเล็ก ๆ ที่กระจายตัวเต็มไปทั่วท้องฟ้ายิ่งทำให้ภาพตรงหน้าคล้ายกับภาพวาดมากขึ้นไปอีก
ผมมองภาพตรงหน้าสักพัก ก่อนจะเบนความสนใจมาที่คนข้าง ๆ ใบหน้าของธารถูกเคลือบด้วยรอยยิ้มที่แสนสดใสเหมือนทุกที เขาดูมีความสุข และบรรยากาศที่เขาสร้างขึ้นด้วยตัวเองแบบนี้ มันก็สามารถเผื่อแผ่มาได้ถึงผู้คนที่อยู่รอบข้างด้วย นั่นก็คือผม
มุมปากทั้งสองข้างค่อย ๆ ยกขึ้น ลักยิ้มทั้งสองข้างเปิดทำการโดยที่ตัวผมก็ยังไม่รู้ตัว
และผมอาจจะจ้องเขานานไปหน่อย ได้สติอีกทีก็ตอนที่ธารเบนสายตาหันมาทางผมและได้รับรู้ว่าตัวเองกำลังตกเป็นเป้าสายตาอยู่ แก้มขาว ๆ ของเขาเริ่มมีเลือดฝาด ซึ่งมันส่งผลโดยตรงกับอัตราการเต้นของหัวใจของผม เมื่อผมรับรู้ได้ถึงจังหวะหัวใจที่กระตุกวูบเพียงเพราะเห็นริ้วแดง ๆ บนแก้มใส ๆ นั่น จังหวะนั้นผมจึงเพิ่งได้รู้ตัวว่า ผมแพ้เขาเข้าแล้วเต็ม ๆ
ธารค่อย ๆ เสหน้าหันมองไปทางอื่นราวกับไม่อยากสู้สายตาของผม ได้ทีผมจึงละสายตาจากใบหน้าสวยของเขา และหันไปมองในทิศทางเดียวกันกับที่สายตาของอีกคนกำลังจับจ้องอยู่ พร้อมพูดอะไรบางอย่างเพื่อทำลายความเงียบ
“วันนี้ท้องฟ้าสวยเนอะ”
“อือฮึ พระอาทิตย์ก็สวย” ความสนใจถูกดึงกลับมาที่ทิวทัศน์ที่สวยงามราวกับภาพวาดตรงหน้าอีกครั้ง เรายืนอยู่ตรงนั้นนานพอที่จะเห็นพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป ไม่มีบทสนทนาใด ๆ มากมาย มีเพียงความเงียบที่ผมรับรู้ได้ว่ามันไม่ใช่ความเงียบที่แย่หรือไม่ดี กลับกันมันคือความสบายใจของทั้งผมและธาร ที่ต่างก็กำลังดื่มด่ำบรรยากาศริมน้ำกับพระอาทิตย์ที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวลงสู่เส้นขอบฟ้าที่อีกฝั่งของแม่น้ำ
TBC.
“No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”ระยะเวลาผ่านไปเกือบทศวรรษ เลขศักราชเปลี่ยนผัน จากยุค 1990s สู่ปี 2000s ภายในระยะเวลาไม่ถึงสิบปี โลกนี้เปลี่ยนแปลงไปมากมายจนบางทีผมก็ตามแทบไม่ทัน ทั้งมือถือที่เล็กลงจนมีขนาดเพียงเท่าฝ่ามือ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในทุก ๆ สำนักงาน อีเมล หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ที่เข้ามาแทนที่การเขียนจดหมาย เพียงเพราะมันส่งถึงปลายทางได้ไว ถึงขั้นที่แม้จะอยู่ห่างกันคนละฝั่งของโลก ก็ยังคงได้รับมันภายในระยะเวลาไม่กี่นาที อีกทั้งตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญที่ค่อย ๆ ทยอยหายไปเรื่อย ๆ นั่นอีก รวมถึงตัวผม ที่เปลี่ยนผ่านจากวัยเรียน เข้าสู่วัยทำงานอย่างเต็มตัว“ขอให้สนุกกับการเที่ยวนะณัฐ” พี่จอย รุ่นพี่ที่ทำงานกล่าวอวยพรผมเมื่อเห็นว่าผมกำลังเก็บกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้านทันทีที่เลิกงาน“ครับพี่จอย” ผมตอบรับยิ้ม ๆ“เจอสาวสวย ๆ ก็อย่าลืมเก็บมาฝากบ้างล่ะณัฐ อย่าเก็บไว้กินคนเดียว” พี่ยอด ผู้คุมตำแหน่งหัวหน้าสูงสุดในแผนกนี้เอ่ยแซวผม ผมฮัมขำเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับไปที“งั้นผมขอตัวนะครับทุกคน อีก 1 สัปดาห์เจอกันครับ”
“No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”“สวัสดีธาร อยู่ทางนั้นเป็นไงบ้าง อากาศหนาวไหม แต่ที่ไทยก็ยังร้อนเหมือนเคย อยากลองไปสัมผัสอากาศที่เกาหลีบ้างเลยว่าจะเป็นยังไง อ้อ อาจารย์ดาราบ่นถึงธารด้วยนะ แต่เป็นการบ่นถึงธารที่พาดพิงผมซะมากกว่า ฮ่า ๆ แกบอกว่าพอธารไม่อยู่แล้วผมก็กลับไปเงียบเหมือนเดิม ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่อย่างที่ธารน่าจะพอรู้ ก็คือปกติผมไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไหร่ พอธารไม่อยู่ ผมเลยไม่รู้จะคุยกับใคร อิจฉาธารเลยที่เป็นคนปฏิสัมพันธ์กับคนเก่ง ถ้าผมทำได้เหมือนธารก็คงจะดีอยู่ที่นั่นก็อย่าลืมดูแลตัวเองดี ๆ นะครับคิดถึงเสมอณัฐ”จดหมายพร้อมโปสการ์ดรูปประเทศไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ถูกปิดผนึกไว้ในซองขาวซองเดียวกัน จ่าหน้าซองถึงคนที่อยู่ห่างไปอีกหลายช่วงเวลา ในใจผมตื่นเต้นลึก ๆ เพราะไม่เคยเขียนจดหมายถึงใครมาก่อน และฉบับนี้เป็นฉบับแรกในชีวิต และมันกำลังจะถูกส่งไปถึงคนที่ผมชอบใจจริงผมอยากจะเขียนไปหาเขาตั้งแต่เดือนแรกแล้วด้วยซ้ำ แต่พยายามเขียนแล้วก็ไม่รู้ว่าจะต้องเขียนว่าอะไร ในหัวมีแต่ความว่างเปล่า ผมรู้แค่ว่าคิดถึงเขา อยากคุยด้วย แต
“No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”เวลาหนึ่งปีหมุนไปไวเกินกว่าที่ผมจะทำใจรับทัน เมื่อมองปฏิทิน ก็เพิ่งได้พบว่า เหลืออีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ ธารก็ต้องกลับประเทศของตัวเองแล้วตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา การได้อยู่กับธารมันทำให้ผมมีความสุขมากเสียจนแทบจะลืมการใช้ชีวิตคนเดียวไปเลย เขาสดใสและมีพลังบวก และมันเผื่อแผ่มาถึงผมเสมอ ผมเริ่มตระหนักได้ว่าการมีอยู่ของเขามันมีผลกับผมมากแค่ไหนก็ประมาณช่วงเดือนที่สี่ หลังจากการไปวังหลังด้วยกันในวันนั้น มันทำให้ผมกลับมานั่งตกตะกอนกับตัวเองว่าความรู้สึกที่ลึกซึ้งแบบนี้มันคืออะไรกันแน่ ทั้งความโลภที่อยากครอบครองรอยยิ้มที่แสนสดใสนั้นไว้เพียงคนเดียว ทั้งความคิดที่คอยภาวนาให้รอยยิ้มของเขามาจากผมบ้าง อีกทั้งผมยังมักจะคอยหาเรื่องให้ได้เจอเขาตลอดในทุก ๆ วันอีก จนผมได้คำตอบจากการเฝ้าถามตัวเองซ้ำ ๆ อยู่ร่วมเดือน ว่าผมคงตกหลุมรักแทฮยอน หรือธารเข้าแล้วเสียเต็มเปาผมได้แต่เก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจคนเดียว ไม่กล้าเอามันไปเสี่ยงกับเขา เพราะผมไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้กับเพศเดียวกันมันจะถูกต้องแค่ไหน และเขาจะรับมันไว้ได้
“No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”ระยะเวลา 3 เดือนผ่านไปไวราวกับโกหก ผมมีโอกาสได้เรียนคลาสเดียวกับธารบ้างเป็นครั้งคราว แต่ถึงแม้ว่าบางคลาสจะไม่ได้เรียนตรงกัน เราก็ยังคงนัดเจอกันทุกครั้งหลังจากที่เลิกเรียน โชคดีที่ตัวผมเองก็เป็นเด็กหอใน และธารก็ต้องอยู่หอพักของมหาลัยด้วยเช่นกัน จึงทำให้เราได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันค่อนข้างบ่อย อาทิเช่นวันหยุด ก็มักจะพากันออกมาเดินเล่นข้างนอก หรือถ้ามีโอกาส ผมก็พาธารมาเที่ยวบ้าง เพื่อจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนไทยตามที่เจ้าตัวเขาตั้งใจไว้ในการเลือกมาเรียนที่นี่ เช่นวันนี้“เอ๊ะ ทำไมวันนี้มีจักรยานด้วยล่ะ” ธารหันมาถามเมื่อเห็นผมเดินจูงจักรยานมาถึงสองคัน“วันนี้ผมจะพาธารไปหาของกินที่ที่หนึ่งครับ มีอาหารพื้นเมืองเต็มไปหมดเลย ธารต้องชอบแน่ ๆ แล้วเดี๋ยวตอนเย็น เราไปดูพระอาทิตย์ตกที่สะพานพระรามแปดกัน” ผมตอบยิ้ม ๆ แอบตื่นเต้นนิดหน่อยที่ต้องเป็นไกด์นำเที่ยวด้วยจักรยานแบบนี้ แม้ว่ามันจะอันตรายกว่าการขึ้นรถเมล์ แต่ผมคิดว่ามันก็คงสนุกไปอีกแบบ และธารคงจะชอบ ผมคิดว่างั้นนะ“จริงเหรอ!? น่าตื่นเต้นแฮะ แ
“No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”**Timeline ของเรื่องนี้ ถูกเซตติ้งขึ้นในปี 1999 นะคะ**“ณัฐ” เสียงจากอาจารย์ที่ปรึกษา ที่รับหน้าที่ในการสอนในภาควิชา ทฤษฎีการสื่อสาร เรียกชื่อผมขึ้นก่อนที่ผมจะได้เดินออกจากห้องไป“ครับอาจารย์” ผมขานรับ และเดินไปหาอาจารย์ที่กำลังเก็บของตัวเองออกจากโต๊ะ หลังจากที่เพื่อน ๆ ทุกคนเดินออกจากห้องไปหมดแล้ว“ตามอาจารย์มาที่ห้องหน่อย” อาจารย์ดาราลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินนำผมไปยังห้องพักครูที่ตัวเองประจำอยู่ผมเดินตามแกมาแบบงง ๆ ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดไปหรือเปล่า ถึงได้ถูกเรียกตัวออกมาพบเดี่ยว ๆ แบบนี้ทันทีที่เดินเข้ามาในห้องพักครู ผมก็เห็นเด็กชายคนหนึ่งที่คาดว่าคงจะรุ่นราวคราวเดียวกับผม หรือถ้าห่างก็คงไม่เกินสองสามปี เขาลุกขึ้นราวกับต้อนรับการมาของอาจารย์ดารา“อาจารย์จะฝากให้เธอช่วยดูแลแทฮยอนหน่อย เขาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนมาจากเกาหลี จะมาอยู่ที่นี่ 1 ปี” อาจารย์พูดธุระที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมต้องตามมาถึงที่นี่ ก่อนจะหันไปพูดกับนักเรียนแลกเปลี่ยนคนนั้นเป็นภาษาอังกฤษผมค่อนข้างช็อคที่จู่ ๆ ก็ได้รับบทเป็นพี