Partager

บทที่ 2 สายลม แสงแดด และคุณ

last update Date de publication: 2025-08-25 03:16:27

 


“No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”

ระยะเวลา 3 เดือนผ่านไปไวราวกับโกหก ผมมีโอกาสได้เรียนคลาสเดียวกับธารบ้างเป็นครั้งคราว แต่ถึงแม้ว่าบางคลาสจะไม่ได้เรียนตรงกัน เราก็ยังคงนัดเจอกันทุกครั้งหลังจากที่เลิกเรียน โชคดีที่ตัวผมเองก็เป็นเด็กหอใน และธารก็ต้องอยู่หอพักของมหาลัยด้วยเช่นกัน จึงทำให้เราได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันค่อนข้างบ่อย อาทิเช่นวันหยุด ก็มักจะพากันออกมาเดินเล่นข้างนอก หรือถ้ามีโอกาส ผมก็พาธารมาเที่ยวบ้าง เพื่อจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนไทยตามที่เจ้าตัวเขาตั้งใจไว้ในการเลือกมาเรียนที่นี่ เช่นวันนี้

“เอ๊ะ ทำไมวันนี้มีจักรยานด้วยล่ะ” ธารหันมาถามเมื่อเห็นผมเดินจูงจักรยานมาถึงสองคัน

“วันนี้ผมจะพาธารไปหาของกินที่ที่หนึ่งครับ มีอาหารพื้นเมืองเต็มไปหมดเลย ธารต้องชอบแน่ ๆ แล้วเดี๋ยวตอนเย็น เราไปดูพระอาทิตย์ตกที่สะพานพระรามแปดกัน” ผมตอบยิ้ม ๆ แอบตื่นเต้นนิดหน่อยที่ต้องเป็นไกด์นำเที่ยวด้วยจักรยานแบบนี้ แม้ว่ามันจะอันตรายกว่าการขึ้นรถเมล์ แต่ผมคิดว่ามันก็คงสนุกไปอีกแบบ และธารคงจะชอบ ผมคิดว่างั้นนะ

“จริงเหรอ!? น่าตื่นเต้นแฮะ แค่คิดว่าจะได้ปั่นจักรยานในกรุงเทพก็น่าสนุกแล้ว” นั่นไงล่ะครับ เหมือนที่ผมคาดการณ์ไว้เป๊ะ ผมฮัมขำในลำคอเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู ต้องยอมรับเลยว่าธารเป็นคนสดใสและมีพลังบวกเยอะมาก ๆ ตั้งแต่ได้เจอเขา ผมก็กลายเป็นคนที่ยิ้มง่ายขึ้น และสาเหตุมักจะมาจากเจ้าคนตัวเล็กที่กำลังยืนอยู่หน้าผมตรงนี้นี่แหละ

ผมตัดสินใจให้ธารเป็นคนปั่นนำ และผมอยู่ด้านหลังโดยเยื้องไปไม่เท่าไหร่ เพราะต้องคอยบอกทางเขาด้วย 

แม้ว่าจะมีบ้างที่ดูคล้ายว่ารถบนถนนจะขับปาดจักรยานคันหน้าไปจนผมใจหายวาบไปหลายครา แต่ธารก็ยังคงดูสนุกและไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับความอันตรายที่ค่อนข้างจะใกล้ตัวตรงนี้ ผมเลยได้แต่เก็บความกังวลและเป็นห่วงไว้กับตัวเอง เพราะไม่ต้องการไปทำลายบรรยากาศความสดใสที่อีกคนเป็นคนสร้างขึ้น

จักรยานสองคันหยุดลงที่หน้าชุมชนริมน้ำแห่งหนึ่งที่มีตลาดอยู่ วังหลัง คือสถานที่ที่ผมพาธารมาในวันนี้ มันไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนักในหมู่ชาวต่างชาติ คนในพื้นที่นี้ส่วนมากจึงมักจะมีแต่ชาวบ้าน แต่ผมคิดว่ามันน่าสนใจดีและธารน่าจะสนุกกับการหาของกินพื้นเมืองที่นี่ จึงเลือกที่จะพาเขามาที่นี่แทนการพาไปเดินในห้างใหญ่อย่างมาบุญครอง

และเป็นอีกครั้งที่ธารดูตื่นตาตื่นใจกับบรยากาศรอบตัวมาก เสียงเจื้อยแจ้วจากแม่ค้าแม่ขายที่ร่ำเรียกลูกค้าจากร้านนั้นร้านนี้ดังระงมทั้งซ้ายขวา แม้ตัวผมจะไม่ค่อยชอบเอาตัวเองออกมาในสถานที่แบบนี้สักเท่าไหร่ แต่การได้พานักเรียนแลกเปลี่ยนมาเที่ยวในฐานะผู้นำเที่ยวอย่างวันนี้ก็คงเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่คงจะไม่มีวันลืม และผมต้องทำมันให้ดีที่สุด

“ที่นี่เรียกว่าอะไรเหรอ” เจ้าตัวเล็กเริ่มยิงคำถามใส่ผมทันทีที่เราก้าวลงจากจักรยานของตัวเอง

“วังหลังครับ จะไม่ค่อยมีต่างชาติเข้ามาเที่ยวเพราะยังไม่ได้เป็นที่รู้จักมากขนาดนั้น ที่นี่ก็เลยจะมีแต่ชาวบ้านซะส่วนใหญ่ครับ” ผมอธิบาย

“ดีจังเลย นี่ถ้าไม่มีณัฐนะ เราคงไม่ได้มาที่แบบนี้แน่ ๆ” ธารพูดด้วยสายตาเป็นประกาย ราวกับต้องการสื่อให้ผมรับรู้อกทีทางสายตา ว่าเจ้าตัวกำลังรู้สึกแบบนั้นอยู่จริง ๆ

“ถ้าธารชอบผมก็ดีใจ กังวลแทบแย่ กลัวธารจะไม่ชอบ”

“ไม่หรอกน่า ธารชอบนะ” รอยยิ้มที่แสนสดใสถูกส่งมาให้ผมอีกครั้ง มันสดใสจนผมเผลอมีความคิดอยากครอบครองมันไว้เพียงคนเดียว

“ไปกันเถอะ วันนี้เราจะกินให้เต็มที่เลย” ธารเดินมาคล้องแขนผม ทำให้ผมหลุดจากภวังค์ที่ตัวเองสร้างขึ้นเอง ก่อนจะหันมาโฟกัสกับคนตรงหน้าแล้วพาเขาเดินเข้าตลาดไป

.

.

.

“ธารระวัง!” ผมคว้าตัวคนตัวเล็กเข้ามาในอ้อมอกทันทีเมื่อเห็นว่ามีจักรยานกำลังปั่นสวนมาในระยะประชิด และมันใกล้จนสามารถที่จะชนเข้ากับเขาได้โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลยสักนิด

ธารเบิกตาโตด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่าตัวเองกำลังล้มลงในอ้อมกอดของผม ส่วนตัวผมนั้นกำลังยืนนิ่งเป็นเสา เพื่อไม่ให้เราทั้งสองคนต้องล้มลงกองกับพื้น แต่แม้ว่าร่างกายจะดูนิ่งมากแค่ไหน แต่ใครจะรู้ว่าภายในใจผมมันแทบจะระเบิด เมื่อก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายมันกำลังเต้นรัวจนคล้ายว่าจะหลุดออกมาเสียให้ได้ เพราะระยะห่างในครั้งนี้มันน้อยที่สุดเท่าที่ผมเคยอยู่กับธารมาเลย

เมื่อได้สติ ธารจึงรีบผละออกจากผมทันที

“ขอโทษนะ พอดีจักรยานคันเมื่อกี้มาไวมาก แล้วใกล้ธารมาก ต่อให้หักหลบก็น่าจะไม่ทัน ผมเลยถือวิสาสะคว้าตัวธารมา” ผมเอ่ยขอโทษเมื่อนึกได้ว่าการทำแบบนั้นน่าจะทำให้อีกคนตกใจอยู่ไม่น้อย

“เอ่อ.. ไม่เป็นไรเลย เราโอเค ๆ ขอบคุณนะที่ช่วยเราอ่ะ เราก็.. ดูแต่ของกินจนลืมมองทางเลย ฮ่ะ ๆ” ธารหัวเราะเจื่อน ๆ แต่ผมแอบเห็นริ้วสีแดงขึ้นมาบนแก้มนวลของเขาด้วยแหละ เป็นเพราะอากาศมันร้อนหรือเพราะเหตุการณ์เมื่อกี้กันนะ แต่ลึก ๆ ผมก็ภาวนาให้สาเหตุมันมาจากผมบ้าง

เมื่อพระอาทิตย์เริ่มเคลื่อนย้ายจากด้านบนไปทางทิศตะวันตก ผมจึงตัดสินใจพาธารออกจากวังหลัง และปั่นต่อไปยังสะพานพระรามแปด เพื่อดูพระอาทิตย์ตกดิน

คราวนี้ธารดูระวังตัวมากขึ้น แต่ผมก็ยังคงอดห่วงไม่ได้อยู่ดี และยังคงคอยระวังหลังให้เขาอยู่เหมือนเดิม

“ว้าว สวยจังเลย” ธารเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้นทันทีที่เราเข้าเขตสะพานพระรามแปด และผมพาเขาจอดอยู่ตรงริมสะพาน

ภาพดวงอาทิตย์ที่กำลังเคลื่อนตัวลงสู่น่านน้ำที่เส้นขอบฟ้า ทำให้สีของท้องฟ้าในยามนี้เคลือบไปด้วยแสงสีส้มนวล กลุ่มเมฆเล็ก ๆ ที่กระจายตัวเต็มไปทั่วท้องฟ้ายิ่งทำให้ภาพตรงหน้าคล้ายกับภาพวาดมากขึ้นไปอีก

ผมมองภาพตรงหน้าสักพัก ก่อนจะเบนความสนใจมาที่คนข้าง ๆ ใบหน้าของธารถูกเคลือบด้วยรอยยิ้มที่แสนสดใสเหมือนทุกที เขาดูมีความสุข และบรรยากาศที่เขาสร้างขึ้นด้วยตัวเองแบบนี้ มันก็สามารถเผื่อแผ่มาได้ถึงผู้คนที่อยู่รอบข้างด้วย นั่นก็คือผม

มุมปากทั้งสองข้างค่อย ๆ ยกขึ้น ลักยิ้มทั้งสองข้างเปิดทำการโดยที่ตัวผมก็ยังไม่รู้ตัว

และผมอาจจะจ้องเขานานไปหน่อย ได้สติอีกทีก็ตอนที่ธารเบนสายตาหันมาทางผมและได้รับรู้ว่าตัวเองกำลังตกเป็นเป้าสายตาอยู่ แก้มขาว ๆ ของเขาเริ่มมีเลือดฝาด ซึ่งมันส่งผลโดยตรงกับอัตราการเต้นของหัวใจของผม เมื่อผมรับรู้ได้ถึงจังหวะหัวใจที่กระตุกวูบเพียงเพราะเห็นริ้วแดง ๆ บนแก้มใส ๆ นั่น จังหวะนั้นผมจึงเพิ่งได้รู้ตัวว่า ผมแพ้เขาเข้าแล้วเต็ม ๆ 

ธารค่อย ๆ เสหน้าหันมองไปทางอื่นราวกับไม่อยากสู้สายตาของผม ได้ทีผมจึงละสายตาจากใบหน้าสวยของเขา และหันไปมองในทิศทางเดียวกันกับที่สายตาของอีกคนกำลังจับจ้องอยู่ พร้อมพูดอะไรบางอย่างเพื่อทำลายความเงียบ

“วันนี้ท้องฟ้าสวยเนอะ”

“อือฮึ พระอาทิตย์ก็สวย” ความสนใจถูกดึงกลับมาที่ทิวทัศน์ที่สวยงามราวกับภาพวาดตรงหน้าอีกครั้ง เรายืนอยู่ตรงนั้นนานพอที่จะเห็นพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป ไม่มีบทสนทนาใด ๆ มากมาย มีเพียงความเงียบที่ผมรับรู้ได้ว่ามันไม่ใช่ความเงียบที่แย่หรือไม่ดี กลับกันมันคือความสบายใจของทั้งผมและธาร ที่ต่างก็กำลังดื่มด่ำบรรยากาศริมน้ำกับพระอาทิตย์ที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวลงสู่เส้นขอบฟ้าที่อีกฝั่งของแม่น้ำ

TBC.

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ครั้งหนึ่ง.. เรา(เกือบ)เคยรักกัน   บทที่ 5 แค่เพียงสายลมพัดผ่าน

    “No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”ระยะเวลาผ่านไปเกือบทศวรรษ เลขศักราชเปลี่ยนผัน จากยุค 1990s สู่ปี 2000s ภายในระยะเวลาไม่ถึงสิบปี โลกนี้เปลี่ยนแปลงไปมากมายจนบางทีผมก็ตามแทบไม่ทัน ทั้งมือถือที่เล็กลงจนมีขนาดเพียงเท่าฝ่ามือ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในทุก ๆ สำนักงาน อีเมล หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ที่เข้ามาแทนที่การเขียนจดหมาย เพียงเพราะมันส่งถึงปลายทางได้ไว ถึงขั้นที่แม้จะอยู่ห่างกันคนละฝั่งของโลก ก็ยังคงได้รับมันภายในระยะเวลาไม่กี่นาที อีกทั้งตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญที่ค่อย ๆ ทยอยหายไปเรื่อย ๆ นั่นอีก รวมถึงตัวผม ที่เปลี่ยนผ่านจากวัยเรียน เข้าสู่วัยทำงานอย่างเต็มตัว“ขอให้สนุกกับการเที่ยวนะณัฐ” พี่จอย รุ่นพี่ที่ทำงานกล่าวอวยพรผมเมื่อเห็นว่าผมกำลังเก็บกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้านทันทีที่เลิกงาน“ครับพี่จอย” ผมตอบรับยิ้ม ๆ“เจอสาวสวย ๆ ก็อย่าลืมเก็บมาฝากบ้างล่ะณัฐ อย่าเก็บไว้กินคนเดียว” พี่ยอด ผู้คุมตำแหน่งหัวหน้าสูงสุดในแผนกนี้เอ่ยแซวผม ผมฮัมขำเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับไปที“งั้นผมขอตัวนะครับทุกคน อีก 1 สัปดาห์เจอกันครับ”

  • ครั้งหนึ่ง.. เรา(เกือบ)เคยรักกัน   บทที่ 4 จดหมายฉบับแรก

    “No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”“สวัสดีธาร อยู่ทางนั้นเป็นไงบ้าง อากาศหนาวไหม แต่ที่ไทยก็ยังร้อนเหมือนเคย อยากลองไปสัมผัสอากาศที่เกาหลีบ้างเลยว่าจะเป็นยังไง อ้อ อาจารย์ดาราบ่นถึงธารด้วยนะ แต่เป็นการบ่นถึงธารที่พาดพิงผมซะมากกว่า ฮ่า ๆ แกบอกว่าพอธารไม่อยู่แล้วผมก็กลับไปเงียบเหมือนเดิม ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่อย่างที่ธารน่าจะพอรู้ ก็คือปกติผมไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไหร่ พอธารไม่อยู่ ผมเลยไม่รู้จะคุยกับใคร อิจฉาธารเลยที่เป็นคนปฏิสัมพันธ์กับคนเก่ง ถ้าผมทำได้เหมือนธารก็คงจะดีอยู่ที่นั่นก็อย่าลืมดูแลตัวเองดี ๆ นะครับคิดถึงเสมอณัฐ”จดหมายพร้อมโปสการ์ดรูปประเทศไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ถูกปิดผนึกไว้ในซองขาวซองเดียวกัน จ่าหน้าซองถึงคนที่อยู่ห่างไปอีกหลายช่วงเวลา ในใจผมตื่นเต้นลึก ๆ เพราะไม่เคยเขียนจดหมายถึงใครมาก่อน และฉบับนี้เป็นฉบับแรกในชีวิต และมันกำลังจะถูกส่งไปถึงคนที่ผมชอบใจจริงผมอยากจะเขียนไปหาเขาตั้งแต่เดือนแรกแล้วด้วยซ้ำ แต่พยายามเขียนแล้วก็ไม่รู้ว่าจะต้องเขียนว่าอะไร ในหัวมีแต่ความว่างเปล่า ผมรู้แค่ว่าคิดถึงเขา อยากคุยด้วย แต

  • ครั้งหนึ่ง.. เรา(เกือบ)เคยรักกัน   บทที่ 3 ยินดีที่ได้รู้จัก

    “No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”เวลาหนึ่งปีหมุนไปไวเกินกว่าที่ผมจะทำใจรับทัน เมื่อมองปฏิทิน ก็เพิ่งได้พบว่า เหลืออีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ ธารก็ต้องกลับประเทศของตัวเองแล้วตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา การได้อยู่กับธารมันทำให้ผมมีความสุขมากเสียจนแทบจะลืมการใช้ชีวิตคนเดียวไปเลย เขาสดใสและมีพลังบวก และมันเผื่อแผ่มาถึงผมเสมอ ผมเริ่มตระหนักได้ว่าการมีอยู่ของเขามันมีผลกับผมมากแค่ไหนก็ประมาณช่วงเดือนที่สี่ หลังจากการไปวังหลังด้วยกันในวันนั้น มันทำให้ผมกลับมานั่งตกตะกอนกับตัวเองว่าความรู้สึกที่ลึกซึ้งแบบนี้มันคืออะไรกันแน่ ทั้งความโลภที่อยากครอบครองรอยยิ้มที่แสนสดใสนั้นไว้เพียงคนเดียว ทั้งความคิดที่คอยภาวนาให้รอยยิ้มของเขามาจากผมบ้าง อีกทั้งผมยังมักจะคอยหาเรื่องให้ได้เจอเขาตลอดในทุก ๆ วันอีก จนผมได้คำตอบจากการเฝ้าถามตัวเองซ้ำ ๆ อยู่ร่วมเดือน ว่าผมคงตกหลุมรักแทฮยอน หรือธารเข้าแล้วเสียเต็มเปาผมได้แต่เก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจคนเดียว ไม่กล้าเอามันไปเสี่ยงกับเขา เพราะผมไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้กับเพศเดียวกันมันจะถูกต้องแค่ไหน และเขาจะรับมันไว้ได้

  • ครั้งหนึ่ง.. เรา(เกือบ)เคยรักกัน   บทที่ 2 สายลม แสงแดด และคุณ

    “No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”ระยะเวลา 3 เดือนผ่านไปไวราวกับโกหก ผมมีโอกาสได้เรียนคลาสเดียวกับธารบ้างเป็นครั้งคราว แต่ถึงแม้ว่าบางคลาสจะไม่ได้เรียนตรงกัน เราก็ยังคงนัดเจอกันทุกครั้งหลังจากที่เลิกเรียน โชคดีที่ตัวผมเองก็เป็นเด็กหอใน และธารก็ต้องอยู่หอพักของมหาลัยด้วยเช่นกัน จึงทำให้เราได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันค่อนข้างบ่อย อาทิเช่นวันหยุด ก็มักจะพากันออกมาเดินเล่นข้างนอก หรือถ้ามีโอกาส ผมก็พาธารมาเที่ยวบ้าง เพื่อจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนไทยตามที่เจ้าตัวเขาตั้งใจไว้ในการเลือกมาเรียนที่นี่ เช่นวันนี้“เอ๊ะ ทำไมวันนี้มีจักรยานด้วยล่ะ” ธารหันมาถามเมื่อเห็นผมเดินจูงจักรยานมาถึงสองคัน“วันนี้ผมจะพาธารไปหาของกินที่ที่หนึ่งครับ มีอาหารพื้นเมืองเต็มไปหมดเลย ธารต้องชอบแน่ ๆ แล้วเดี๋ยวตอนเย็น เราไปดูพระอาทิตย์ตกที่สะพานพระรามแปดกัน” ผมตอบยิ้ม ๆ แอบตื่นเต้นนิดหน่อยที่ต้องเป็นไกด์นำเที่ยวด้วยจักรยานแบบนี้ แม้ว่ามันจะอันตรายกว่าการขึ้นรถเมล์ แต่ผมคิดว่ามันก็คงสนุกไปอีกแบบ และธารคงจะชอบ ผมคิดว่างั้นนะ“จริงเหรอ!? น่าตื่นเต้นแฮะ แ

  • ครั้งหนึ่ง.. เรา(เกือบ)เคยรักกัน   บทที่ 1 ธาร

    “No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”**Timeline ของเรื่องนี้ ถูกเซตติ้งขึ้นในปี 1999 นะคะ**“ณัฐ” เสียงจากอาจารย์ที่ปรึกษา ที่รับหน้าที่ในการสอนในภาควิชา ทฤษฎีการสื่อสาร เรียกชื่อผมขึ้นก่อนที่ผมจะได้เดินออกจากห้องไป“ครับอาจารย์” ผมขานรับ และเดินไปหาอาจารย์ที่กำลังเก็บของตัวเองออกจากโต๊ะ หลังจากที่เพื่อน ๆ ทุกคนเดินออกจากห้องไปหมดแล้ว“ตามอาจารย์มาที่ห้องหน่อย” อาจารย์ดาราลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินนำผมไปยังห้องพักครูที่ตัวเองประจำอยู่ผมเดินตามแกมาแบบงง ๆ ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดไปหรือเปล่า ถึงได้ถูกเรียกตัวออกมาพบเดี่ยว ๆ แบบนี้ทันทีที่เดินเข้ามาในห้องพักครู ผมก็เห็นเด็กชายคนหนึ่งที่คาดว่าคงจะรุ่นราวคราวเดียวกับผม หรือถ้าห่างก็คงไม่เกินสองสามปี เขาลุกขึ้นราวกับต้อนรับการมาของอาจารย์ดารา“อาจารย์จะฝากให้เธอช่วยดูแลแทฮยอนหน่อย เขาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนมาจากเกาหลี จะมาอยู่ที่นี่ 1 ปี” อาจารย์พูดธุระที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมต้องตามมาถึงที่นี่ ก่อนจะหันไปพูดกับนักเรียนแลกเปลี่ยนคนนั้นเป็นภาษาอังกฤษผมค่อนข้างช็อคที่จู่ ๆ ก็ได้รับบทเป็นพี

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status