“No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”
ระยะเวลาผ่านไปเกือบทศวรรษ เลขศักราชเปลี่ยนผัน จากยุค 1990s สู่ปี 2000s
ภายในระยะเวลาไม่ถึงสิบปี โลกนี้เปลี่ยนแปลงไปมากมายจนบางทีผมก็ตามแทบไม่ทัน ทั้งมือถือที่เล็กลงจนมีขนาดเพียงเท่าฝ่ามือ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในทุก ๆ สำนักงาน อีเมล หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ที่เข้ามาแทนที่การเขียนจดหมาย เพียงเพราะมันส่งถึงปลายทางได้ไว ถึงขั้นที่แม้จะอยู่ห่างกันคนละฝั่งของโลก ก็ยังคงได้รับมันภายในระยะเวลาไม่กี่นาที อีกทั้งตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญที่ค่อย ๆ ทยอยหายไปเรื่อย ๆ นั่นอีก รวมถึงตัวผม ที่เปลี่ยนผ่านจากวัยเรียน เข้าสู่วัยทำงานอย่างเต็มตัว
“ขอให้สนุกกับการเที่ยวนะณัฐ” พี่จอย รุ่นพี่ที่ทำงานกล่าวอวยพรผมเมื่อเห็นว่าผมกำลังเก็บกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้านทันทีที่เลิกงาน
“ครับพี่จอย” ผมตอบรับยิ้ม ๆ
“เจอสาวสวย ๆ ก็อย่าลืมเก็บมาฝากบ้างล่ะณัฐ อย่าเก็บไว้กินคนเดียว” พี่ยอด ผู้คุมตำแหน่งหัวหน้าสูงสุดในแผนกนี้เอ่ยแซวผม ผมฮัมขำเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับไปที
“งั้นผมขอตัวนะครับทุกคน อีก 1 สัปดาห์เจอกันครับ” ผมกล่าวลาพร้อมยกมือไหว้ทั้งสองคนที่อาวุโสกว่าผมทั้งตำแหน่งงานและอายุ ทุกคนอวยพรให้ผมเดินทางปลอดภัย ผมโค้งเล็กน้อยก่อนจะรีบเดินออกมา
ไฟลท์บินของผมเป็นวันพรุ่งนี้ตั้งแต่เช้าตรู่ หกโมงครึ่งเครื่องก็จะออกแล้ว เพราะฉะนั้น ผมจึงต้องไปสนามบินตั้งแต่ตีสาม ผมเลือกบินไฟลท์เช้าเพราะไม่อยากเสียค่าโรงแรมเพิ่มอีกหนึ่งคืน ถ้าไปถึงเช้า ผมก็สามารถเอากระเป๋าไปฝากไว้ที่โรงแรม แล้วเที่ยวต่อได้เลย
จริง ๆ แล้วทริปนี้เป็นทริปต่างประเทศทริปแรกของผมตั้งแต่ทำงานมา การไปเที่ยวต่างประเทศสำหรับพนักงานประจำในตำแหน่ง บรรณาธิการต้นฉบับ ในสำนักพิมพ์เล็ก ๆ ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็พยายามเก็บเงินโดยแยกบางส่วนไว้เผื่อไปเที่ยวพักผ่อนบ้างอยู่เสมอ และจุดหมายปลายทางของผมในทริปนี้ก็คือ เกาหลีใต้
.
.
.
.
ผมลงจากเครื่องในเวลาเกือบ ๆ บ่ายสองของท้องถิ่น แม้การเดินทางจะกินเวลาเกินกว่าครึ่งวัน แต่ผมก็คิดว่า มันยังคงพอมีเวลาเหลือเฟือพอให้ได้เดินเที่ยวในละแวกเมือง หรือบริเวณใกล้ ๆ โรงแรมที่ผมพักอยู่บ้าง
ทันทีที่เข้ามาถึงในตัวเมืองโซล ผมค่อนข้างตื่นเต้นกับบรรยากาศที่นี่ ที่ดูมีความล้ำหน้ามากกว่ากรุงเทพฯ ไปหลายโข ทั้งอินเตอร์เน็ตที่เร็วกว่า ขนส่งสาธารณะหลักก็เป็นรถไฟใต้ดินที่ค่อนข้างจะครอบคลุมทั่วทั้งตัวเมือง ทำให้การเดินทางไปไหนมาไหนค่อนข้างสะดวก แม้ว่าจะคอยอ่านบล็อคการเดินทางมาเที่ยวเกาหลีจากพันทิปมาบ้างแล้ว แต่พอมาเห็นด้วยตามันกลับมีอะไรมากกว่าที่อ่านเจออีกมากมาย
ผมเลือกพักที่ฮงแด ห่างจากใจกลางเมืองมานิดหน่อย เพราะที่พักแถวนี้ราคาไม่แรงมากเท่ากับในตัวเมืองโซล แม้จะต้องเดินทางไปไหนมาไหนไกลหน่อย แต่เพราะมีรถไฟใต้ดิน ทำให้การเดินทางไม่ได้ยากขนาดนั้น
คนท้องถิ่นที่นี่ไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษกัน ทำให้มันค่อนข้างจะลำบากในการทำอะไรหลาย ๆ อย่าง บางทีผมก็ต้องใช้มือและท่าทางช่วยในการพยายามอธิบายหรือถามอะไรบางอย่างกับคนในท้องถิ่น แต่ถือว่ายังโชคดีที่พนักงานต้อนรับของโรงแรมที่ผมเลือกพัก ยังพอสื่อสารภาษาอังกฤษได้บ้าง ทำให้ผมได้ข้อมูลหลาย ๆ อย่างจากเขา ซึ่งหลังจากเช็คอิน และเอากระเป๋าเก็บในห้องเรียบร้อยแล้ว พนักงานต้อนรับก็แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวให้ผมมากมาย แต่ที่น่าสนใจสำหรับผมก็เห็นจะเป็นร้านหนังสือ ฮ่า ๆ อีกแล้วสินะ ณัฐ มาไกลถึงเกาหลีเพื่อเข้าร้านหนังสืองั้นเหรอ
เธอบอกผมว่าสามารถเดินไปได้ แต่เท่าที่สังเกต คนที่นี่ก็ดูจะเดินกันเก่งจริง ๆ อาจจะเพราะอากาศที่ไม่ได้ร้อนเหมือนประเทศไทย ทำให้การเดินจากจุดหมายหนึ่งไปยังจุดหมายหนึ่งในระยะทางไม่เกิน 2-3 กิโล ไม่ได้ทรมานจนเกินไป
ผมโค้งให้พนักงานต้อนรับที่คอยช่วยแนะนำผมเป็นอย่างดีทีหนึ่งก่อนจะเดินออกจากโรงแรมมา แม้ว่ากระแส K-pop จะกำลังมาแรง แต่การแต่งตัวของคนที่นี่กลับไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่เลย ผมไม่ค่อยเห็นชุดแฟชั่นสักเท่าไหร่ ส่วนมากก็จะเป็นเสื้อสีพื้นทั่วไป มีลวดลายบ้างนิดหน่อย แต่เสื้อผ้าเขาก็ดูน่ารักและตามเทรนด์อยู่ดี ติดก็เพียงแต่สี ที่ไม่ค่อยเห็นสีสดใสหรือมีใครใส่สีที่โดดเด่นมากกว่าคนอื่นสักเท่าไหร่เท่านั้น
ผมเดินมาเรื่อย ๆ โดยไม่ได้ดูนาฬิกา เพียงไม่นานก็เจอป้ายขนาดใหญ่ติดอยู่หน้าร้านหนึ่ง ซึ่งแม้จะอ่านไม่ออก แต่ผมก็พอเดาได้ว่ามันคงเป็นร้านหนังสือร้านนั้นที่พนักงานคนนั้นบอกผมมา
ผมเดินเข้าในร้านนั้นทันทีโดยไม่รีรอ ก่อนจะตรงดิ่งไปยังหมวดนวนิยายและ novel ที่ดึงดูดสายตาผมตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา
น่าเสียดายที่นวนิยายต้นฉบับในภาษาอังกฤษไม่ได้มีมากสักเท่าไหร่ ส่วนมากมักจะเป็นนิยายแปลเสียมากกว่า อาจเป็นเพราะสังคมที่นี่ยังไม่ได้เปิดกว้างทางด้านภาษามากขนาดนั้น และร้านหนังสือท้องถิ่นแบบนี้ก็คงมีตัวเลือกไม่มากเท่าห้องสมุดขนาดใหญ่ สุดท้ายผมจึงตัดสินใจเดินออก เพราะอยู่ไปก็คงไม่ได้อะไรกลับไปอยู่ดี
ทันทีที่เดินออกมา สายตาก็เหลือบไปเห็นร้านอาหารขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่อีกฝั่งของถนน จึงตัดสินใจจะไปฝากท้องไว้ที่นั่นในมื้อเย็น โดยผมเดินมาหยุดตรงฟุตบาทเพื่อรอสัญญาณไฟ ทันทีที่ไฟจราจรบนถนนขึ้นสีแดง รถยนต์จากทุกฝั่งของถนนหยุดลง เพื่อเป็นการอนุญาตให้สิ่งมีชีวิตสองเท้าที่ยืนออกันอยู่บนฟุตบาท ก้าวเท้าลงมาเพื่อเดินข้ามไปยังจุดหมายปลายทางของตน ผมเองก็เดินตามคนหมู่มากไปด้วยเช่นกัน
แต่คล้ายกับมีบางอย่างแวบเข้ามาในสายตาของผม คนคนหนึ่งที่ผมรู้สึกคุ้นเคย และเฝ้าคิดถึงตลอดมา คล้ายกับว่าเขากำลังเดินผ่านผมไปเมื่อกี้ ธาร ทันทีที่รู้ตัว ผมก็รีบหันหลังไปมองหาคนที่เดินสวนกันไปเมื่อสักครู่ ก่อนจะกวาดสายตามองหาจนทั่ว แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะเจอ
ผมตัดสินใจหันหลังเดินกลับมายังฝั่งเดิมที่ร้านหนังสือตั้งอยู่ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนที่สัญญาณจะดังขึ้น สีแดงบนไฟจราจรจะเปลี่ยนกลับเป็นสีเขียวเช่นเดิม โดยมีความหวังลึก ๆ ว่าเมื่อกี้ผมคงไม่ได้ตาฝาดไป
แต่จนแล้วจนเล่า กวาดสายตามองจนทั่ว หรือแม้กระทั่งพยายามเดินหาในทิศทางที่คิดว่าเขาอาจจะเดินไป ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเจอเลย จนสุดท้ายผมก็ต้องยอมแพ้ให้กับชะตาอีกครั้ง
เช้าวันต่อมา ผมตื่นมาและอาบน้ำแต่งตัวพอเป็นพิธี ก่อนจะออกมาเดินหาคาเฟ่เล็ก ๆ นั่งจิบกาแฟในตอนเช้า สำหรับทริปนี้ผมไม่ได้มีแพลนเที่ยวอะไรมากมายนัก ตั้งใจไว้เพียงว่าจะมาเปลี่ยนบรรยากาศ และพักผ่อนนอกสถานที่บ้างก็เท่านั้น
บรรยากาศตอนเช้า ๆ ที่พนักงานออฟฟิศต่างก็กรูกันขึ้นรถไฟใต้ดินเพื่อไปยังสถานที่ทำงานของตน คนที่นี่ดูมีไลฟ์สไตล์ที่ค่อนข้างจะเร่งรีบนิดหน่อย หรืออาจจะเป็นเพราะอยู่ในช่วงเข้างานตอนเช้ากันนะ ทุกคนก็เลยดูรีบเร่งกันไปหมด ต่างคนต่างก็ก้าวเดินไม่ได้สนใจใคร
ผมเฝ้ามองบรรยากาศยามเช้าของกรุงโซลผ่านกระจกบานใหญ่ในคาเฟ่เล็ก ๆ โดยไม่ได้สนใจจะดูนาฬิกาเลยแม้แต่น้อย
ติ๊ง
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้น ดึงความสนใจของผมจากกระจกบานใหญ่นี้ไปได้
ชายผู้มาใหม่เป็นผู้ชายเกาหลีตัวสูงโปร่ง ผิวขาวนวล และดูสะอาดสะอ้าน คล้ายกับคนคนหนึ่งในความทรงจำ ‘ธาร’
บทสนทนาภาษาเกาหลีที่ผมเองก็ฟังไม่รู้เรื่องเกิดขึ้นระหว่างชายคนนั้นและบาริสต้า แต่ถึงกระนั้นก็คงไม่พ้นการสั่งเครื่องดื่มอยู่ดี เจ้าของตำแหน่งแคชเชียร์จดเมนูตามสั่ง ก่อนจะรับเงินจากเขาและหันหลังเข้าหาเครื่องทำกาแฟเครื่องใหญ่ที่อยู่ในบาร์ด้านหลัง
ผมเพ่งมองเขาอยู่นาน ตั้งแต่ก้าวเดินเข้ามาจนกระทั่งเขาไปนั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของร้าน ติดกับประตูทางเข้า เพื่อพินิจพิจารณาว่าเขาคือคนที่ผมกำลังนึกถึงอยู่จริง ๆ หรือเปล่า จนมั่นใจว่าใช่ธารแน่ ๆ แต่คล้ายว่ามันคงจะนานเกินไป สุดท้ายเจ้าตัวก็รู้ตัว และเงยหน้าขึ้นมามองผม เล่นเอาผมหลบสายตาเขาแทบไม่ทัน
ผมแอบหวังเล็ก ๆ ว่าเขาจะยังจำผมได้ เหมือนกันกับผม ที่ไม่เคยลืมเขาเลย และถ้าความหวังของผมนั้นมันเป็นความจริง ถ้าเขาเห็นผมแล้ว เขาจะเดินเข้ามาทักผมหรือเปล่า แต่ภวังค์ความคิดก็ต้องสลายไป เมื่อผมแกล้งเสมองไปทางอื่นหลังจากที่เขาหันมาแล้ว แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผมตัดสินใจรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่ผมมี เดินเข้าไปหาเขา ด้วยความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าเขาอาจจะยังจำผมได้
“สวัสดีครับ ใช่ธารหรือเปล่าครับ” ผมถามเขาไปเป็นภาษาอังกฤษ
“ครับ?” แต่คำพูดและสายตาที่ได้รับกลับมากลับทำให้ใจของเขาสลาย เขามั่นใจเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าคนคนนี้คือแทฮยอน หรือธาร ที่เขาคุ้นเคยแน่ ๆ แต่ทำไมแววตานั้นกลับดูห่างเหิน งุนงง และสงสัย ราวกับว่าเขาไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป
“ขอโทษครับ ผมอาจจะจำคนผิด” ผมกล่าวพร้อมกับโค้งให้เล็กน้อยก่อนจะหันหลังเดินออกจากร้านไป
“ธาร.. เหรอ?” ใบหน้าสวยดูงุนงงและสงสัย ก่อนแววตาจะวูบไหวเพียงชั่วครู่ แม้จะไม่รู้ว่ามันคือภาษาอะไร แปลว่าอะไร และเกี่ยวข้องอย่างไร แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยกับคำนี้อย่างบอกไม่ถูก แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าคืออะไรกันแน่
“ถ้าเป็นชื่อ ก็น่ารักดีนะ” เขาเอ่ยพลางยิ้มกับตัวเอง โดยไม่รู้เลยว่ากำลังมีใครอีกคนกำลังเสียน้ำตาเพราะความทรงจำที่หายไปของใครบางคน
ลมเอยลมเจ้าผ่านพัด พาเธอมาให้เจอฉัน
ลมเอ๋ยลมเจ้านั้นก็พัดเธอผ่านไป
คนที่เคยอยู่เคียง แต่วันนี้เค้าอยู่ที่ไหน
เจ้าลมเอ๋ย เจ้าลมพัดไปแห่งใดกันหนา
ชีวิตของคนคนหนึ่งที่ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย แต่จู่ ๆ ลมก็พาใครบางคนเข้ามา เติมเต็มให้ชีวิตเริ่มมีสีสัน ให้ชีวิตเริ่มเข้าใกล้กับคำว่าชีวิต ด้วยคำว่าสนุกสนาน ตื่นเต้น และหลงรัก และวันหนึ่ง ลมก็เป็นคนพรากเขาออกไป โดยไม่มีแม้แต่คำเตือนล่วงหน้า ว่าความสุขที่เคยได้มี จะสั้นได้เพียงนี้
ลมเอยลมเจ้าผ่านพบ เจอผู้คนนับหมื่นพัน
วอนสายลมเจ้านั้นช่วยพัดเธอกลับมา
นานแล้วนานเท่าไหร่ ยังจดจำทุกคำสัญญา
เฝ้ารอคอยสายลมพัดพาเธอมาอีกครั้ง
เขาได้แต่เฝ้าคอย อ้อนวอนกับฟ้าและโชคชะตาในทุกครั้งที่สายลมพัดผ่าน และหวังลึก ๆ ในใจว่าใครอีกคนของฟากฟ้าจะยังคงรู้สึกเหมือนกัน และเฝ้ารอวันที่จะได้กลับมาพบกันอีกเพียงสักครั้งหนึ่ง
ลมเจ้าเอ๋ย ไฉนเลยไม่เคยจะหวนมา
ลมเจ้าขา พัดพาเธอมาได้ไหม
คำขอร้องอ้อนวอนลม ๆ แล้ง ๆ ที่ได้แต่เฝ้ารอให้ใครสักคนได้ยินและเมตตา และพัดพาเขาคนนั้นกลับมาหากันอีกสักครั้ง
ลมเอยลมเจ้าผ่านพัด พาถ้อยคำรักจากฉัน
วอนสายลมเจ้านั้นช่วยพัดไปบอกเธอ
คนที่คอยตรงนี้ ยังคิดถึงเขาคิดถึงเธอ
ว่าเมื่อไหร่เขาจะได้เจอ ได้เจออีกครั้ง
ทั้งความรัก ความคิดถึง และความรำพึงหา หากเพียงใครสักคนรับฟังคำขอของเขา และเมตตา ให้นอกจากเพียงได้พานพบ เรายังคงได้รัก ได้ใกล้ชิด และมีสิทธิ์ที่จะได้ดูแลเฉกเช่นวันวาน
อย่างไรก็ตาม ณัฐได้ค้นพบว่า การรอด้วยความซื่อสัตย์และอดทน ไม่ได้ประสบผลสำเร็จเสมอไป อย่างน้อย ๆ ก็กับเขาคนหนึ่ง แต่ถึงกระนั้น เขาก็จะยังคงเก็บ ธาร คนนั้นไว้ในใจ รักแรกที่แสนจะมีค่าสำหรับเด็กที่ใช้ชีวิตแบบไร้สีสันตลอดมา และไม่เคยนึกรู้สึกเสียใจและเสียดายกับเวลาที่ผ่านไปเลย คิดเสียว่า เขาได้ทำหน้าที่คนแอบรักคนหนึ่งได้อย่างเต็มที่แล้ว
“No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”ระยะเวลาผ่านไปเกือบทศวรรษ เลขศักราชเปลี่ยนผัน จากยุค 1990s สู่ปี 2000s ภายในระยะเวลาไม่ถึงสิบปี โลกนี้เปลี่ยนแปลงไปมากมายจนบางทีผมก็ตามแทบไม่ทัน ทั้งมือถือที่เล็กลงจนมีขนาดเพียงเท่าฝ่ามือ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในทุก ๆ สำนักงาน อีเมล หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ที่เข้ามาแทนที่การเขียนจดหมาย เพียงเพราะมันส่งถึงปลายทางได้ไว ถึงขั้นที่แม้จะอยู่ห่างกันคนละฝั่งของโลก ก็ยังคงได้รับมันภายในระยะเวลาไม่กี่นาที อีกทั้งตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญที่ค่อย ๆ ทยอยหายไปเรื่อย ๆ นั่นอีก รวมถึงตัวผม ที่เปลี่ยนผ่านจากวัยเรียน เข้าสู่วัยทำงานอย่างเต็มตัว“ขอให้สนุกกับการเที่ยวนะณัฐ” พี่จอย รุ่นพี่ที่ทำงานกล่าวอวยพรผมเมื่อเห็นว่าผมกำลังเก็บกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้านทันทีที่เลิกงาน“ครับพี่จอย” ผมตอบรับยิ้ม ๆ“เจอสาวสวย ๆ ก็อย่าลืมเก็บมาฝากบ้างล่ะณัฐ อย่าเก็บไว้กินคนเดียว” พี่ยอด ผู้คุมตำแหน่งหัวหน้าสูงสุดในแผนกนี้เอ่ยแซวผม ผมฮัมขำเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับไปที“งั้นผมขอตัวนะครับทุกคน อีก 1 สัปดาห์เจอกันครับ”
“No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”“สวัสดีธาร อยู่ทางนั้นเป็นไงบ้าง อากาศหนาวไหม แต่ที่ไทยก็ยังร้อนเหมือนเคย อยากลองไปสัมผัสอากาศที่เกาหลีบ้างเลยว่าจะเป็นยังไง อ้อ อาจารย์ดาราบ่นถึงธารด้วยนะ แต่เป็นการบ่นถึงธารที่พาดพิงผมซะมากกว่า ฮ่า ๆ แกบอกว่าพอธารไม่อยู่แล้วผมก็กลับไปเงียบเหมือนเดิม ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่อย่างที่ธารน่าจะพอรู้ ก็คือปกติผมไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไหร่ พอธารไม่อยู่ ผมเลยไม่รู้จะคุยกับใคร อิจฉาธารเลยที่เป็นคนปฏิสัมพันธ์กับคนเก่ง ถ้าผมทำได้เหมือนธารก็คงจะดีอยู่ที่นั่นก็อย่าลืมดูแลตัวเองดี ๆ นะครับคิดถึงเสมอณัฐ”จดหมายพร้อมโปสการ์ดรูปประเทศไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ถูกปิดผนึกไว้ในซองขาวซองเดียวกัน จ่าหน้าซองถึงคนที่อยู่ห่างไปอีกหลายช่วงเวลา ในใจผมตื่นเต้นลึก ๆ เพราะไม่เคยเขียนจดหมายถึงใครมาก่อน และฉบับนี้เป็นฉบับแรกในชีวิต และมันกำลังจะถูกส่งไปถึงคนที่ผมชอบใจจริงผมอยากจะเขียนไปหาเขาตั้งแต่เดือนแรกแล้วด้วยซ้ำ แต่พยายามเขียนแล้วก็ไม่รู้ว่าจะต้องเขียนว่าอะไร ในหัวมีแต่ความว่างเปล่า ผมรู้แค่ว่าคิดถึงเขา อยากคุยด้วย แต
“No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”เวลาหนึ่งปีหมุนไปไวเกินกว่าที่ผมจะทำใจรับทัน เมื่อมองปฏิทิน ก็เพิ่งได้พบว่า เหลืออีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ ธารก็ต้องกลับประเทศของตัวเองแล้วตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา การได้อยู่กับธารมันทำให้ผมมีความสุขมากเสียจนแทบจะลืมการใช้ชีวิตคนเดียวไปเลย เขาสดใสและมีพลังบวก และมันเผื่อแผ่มาถึงผมเสมอ ผมเริ่มตระหนักได้ว่าการมีอยู่ของเขามันมีผลกับผมมากแค่ไหนก็ประมาณช่วงเดือนที่สี่ หลังจากการไปวังหลังด้วยกันในวันนั้น มันทำให้ผมกลับมานั่งตกตะกอนกับตัวเองว่าความรู้สึกที่ลึกซึ้งแบบนี้มันคืออะไรกันแน่ ทั้งความโลภที่อยากครอบครองรอยยิ้มที่แสนสดใสนั้นไว้เพียงคนเดียว ทั้งความคิดที่คอยภาวนาให้รอยยิ้มของเขามาจากผมบ้าง อีกทั้งผมยังมักจะคอยหาเรื่องให้ได้เจอเขาตลอดในทุก ๆ วันอีก จนผมได้คำตอบจากการเฝ้าถามตัวเองซ้ำ ๆ อยู่ร่วมเดือน ว่าผมคงตกหลุมรักแทฮยอน หรือธารเข้าแล้วเสียเต็มเปาผมได้แต่เก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจคนเดียว ไม่กล้าเอามันไปเสี่ยงกับเขา เพราะผมไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้กับเพศเดียวกันมันจะถูกต้องแค่ไหน และเขาจะรับมันไว้ได้
“No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”ระยะเวลา 3 เดือนผ่านไปไวราวกับโกหก ผมมีโอกาสได้เรียนคลาสเดียวกับธารบ้างเป็นครั้งคราว แต่ถึงแม้ว่าบางคลาสจะไม่ได้เรียนตรงกัน เราก็ยังคงนัดเจอกันทุกครั้งหลังจากที่เลิกเรียน โชคดีที่ตัวผมเองก็เป็นเด็กหอใน และธารก็ต้องอยู่หอพักของมหาลัยด้วยเช่นกัน จึงทำให้เราได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันค่อนข้างบ่อย อาทิเช่นวันหยุด ก็มักจะพากันออกมาเดินเล่นข้างนอก หรือถ้ามีโอกาส ผมก็พาธารมาเที่ยวบ้าง เพื่อจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนไทยตามที่เจ้าตัวเขาตั้งใจไว้ในการเลือกมาเรียนที่นี่ เช่นวันนี้“เอ๊ะ ทำไมวันนี้มีจักรยานด้วยล่ะ” ธารหันมาถามเมื่อเห็นผมเดินจูงจักรยานมาถึงสองคัน“วันนี้ผมจะพาธารไปหาของกินที่ที่หนึ่งครับ มีอาหารพื้นเมืองเต็มไปหมดเลย ธารต้องชอบแน่ ๆ แล้วเดี๋ยวตอนเย็น เราไปดูพระอาทิตย์ตกที่สะพานพระรามแปดกัน” ผมตอบยิ้ม ๆ แอบตื่นเต้นนิดหน่อยที่ต้องเป็นไกด์นำเที่ยวด้วยจักรยานแบบนี้ แม้ว่ามันจะอันตรายกว่าการขึ้นรถเมล์ แต่ผมคิดว่ามันก็คงสนุกไปอีกแบบ และธารคงจะชอบ ผมคิดว่างั้นนะ“จริงเหรอ!? น่าตื่นเต้นแฮะ แ
“No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”**Timeline ของเรื่องนี้ ถูกเซตติ้งขึ้นในปี 1999 นะคะ**“ณัฐ” เสียงจากอาจารย์ที่ปรึกษา ที่รับหน้าที่ในการสอนในภาควิชา ทฤษฎีการสื่อสาร เรียกชื่อผมขึ้นก่อนที่ผมจะได้เดินออกจากห้องไป“ครับอาจารย์” ผมขานรับ และเดินไปหาอาจารย์ที่กำลังเก็บของตัวเองออกจากโต๊ะ หลังจากที่เพื่อน ๆ ทุกคนเดินออกจากห้องไปหมดแล้ว“ตามอาจารย์มาที่ห้องหน่อย” อาจารย์ดาราลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินนำผมไปยังห้องพักครูที่ตัวเองประจำอยู่ผมเดินตามแกมาแบบงง ๆ ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดไปหรือเปล่า ถึงได้ถูกเรียกตัวออกมาพบเดี่ยว ๆ แบบนี้ทันทีที่เดินเข้ามาในห้องพักครู ผมก็เห็นเด็กชายคนหนึ่งที่คาดว่าคงจะรุ่นราวคราวเดียวกับผม หรือถ้าห่างก็คงไม่เกินสองสามปี เขาลุกขึ้นราวกับต้อนรับการมาของอาจารย์ดารา“อาจารย์จะฝากให้เธอช่วยดูแลแทฮยอนหน่อย เขาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนมาจากเกาหลี จะมาอยู่ที่นี่ 1 ปี” อาจารย์พูดธุระที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมต้องตามมาถึงที่นี่ ก่อนจะหันไปพูดกับนักเรียนแลกเปลี่ยนคนนั้นเป็นภาษาอังกฤษผมค่อนข้างช็อคที่จู่ ๆ ก็ได้รับบทเป็นพี