“No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”
เวลาหนึ่งปีหมุนไปไวเกินกว่าที่ผมจะทำใจรับทัน เมื่อมองปฏิทิน ก็เพิ่งได้พบว่า เหลืออีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ ธารก็ต้องกลับประเทศของตัวเองแล้ว
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา การได้อยู่กับธารมันทำให้ผมมีความสุขมากเสียจนแทบจะลืมการใช้ชีวิตคนเดียวไปเลย เขาสดใสและมีพลังบวก และมันเผื่อแผ่มาถึงผมเสมอ
ผมเริ่มตระหนักได้ว่าการมีอยู่ของเขามันมีผลกับผมมากแค่ไหนก็ประมาณช่วงเดือนที่สี่ หลังจากการไปวังหลังด้วยกันในวันนั้น มันทำให้ผมกลับมานั่งตกตะกอนกับตัวเองว่าความรู้สึกที่ลึกซึ้งแบบนี้มันคืออะไรกันแน่ ทั้งความโลภที่อยากครอบครองรอยยิ้มที่แสนสดใสนั้นไว้เพียงคนเดียว ทั้งความคิดที่คอยภาวนาให้รอยยิ้มของเขามาจากผมบ้าง อีกทั้งผมยังมักจะคอยหาเรื่องให้ได้เจอเขาตลอดในทุก ๆ วันอีก จนผมได้คำตอบจากการเฝ้าถามตัวเองซ้ำ ๆ อยู่ร่วมเดือน ว่าผมคงตกหลุมรักแทฮยอน หรือธารเข้าแล้วเสียเต็มเปา
ผมได้แต่เก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจคนเดียว ไม่กล้าเอามันไปเสี่ยงกับเขา เพราะผมไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้กับเพศเดียวกันมันจะถูกต้องแค่ไหน และเขาจะรับมันไว้ได้ไหม ถ้าคำตอบคือไม่ สุดท้ายแล้วมันก็จะมีแต่ทำให้เราต้องอึดอัดกันเปล่า ๆ
.
.
.
“วันที่ 14 เดือนหน้า เราต้องกลับเกาหลีแล้วนะ” ธารบอกผมในระหว่างที่เรากำลังนั่งกินไอศกรีมกันอยู่ใต้ต้นไม้หลังเลิกเรียน
“ครับ ไวเนอะ” ผมตอบกลับไปเพียงเท่านั้น อาจารย์ดาราบอกวันบินของเขาให้ผมได้รับรู้แล้วแหละ และผมไม่กล้าแม้แต่จะกามันไว้บนปฏิทินของตัวเองด้วยซ้ำ เพราะยังไม่อยากยอมรับความจริงเลยว่ามันกำลังจะเกิดขึ้น แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะวันนั้นผมต้องไปส่งเขา และแน่นอนว่าผมจะลืมไม่ได้
“นั่นสิ ไวจัง เหมือนเพิ่งอยู่นี่ได้แค่ไม่กี่เดือนเอง” เขาพูดเสียงหงอย ๆ ผมแอบเห็นว่าเขาได้แต่เอาช้อนคนไอศกรีมในถ้วยไปมา โดยแทบไม่ได้เอามันเข้าปากเลยตั้งแต่เรานั่งกันมา
“ณัฐจะไปส่งเราใช่ไหม” เขาหันมาถามผมตรง ๆ
“ไปสิ ผมไปอยู่แล้วครับ จะพลาดได้ไงกัน” ผมตอบเขายิ้ม ๆ แม้ว่าในใจจะไม่ได้รู้สึกยินดีเลยก็ตาม แค่พยายามไม่ให้บรรยากาศมันกร่อยเท่านั้นเอง
แต่มันก็เท่านั้น เมื่อหลังจากจบประโยคนั้น ทั้งผมและธารต่างก็ก้มหน้าก้มตากินไอศกรีมในมือของตัวเอง ราวกับไม่มีใครอยากพูดถึงหัวข้อการจากลากันอีก
.
.
.
.
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของธารในประเทศไทย ธารบอกผมว่าไฟลท์ออกตอน 10 โมง ซึ่งนั่นหมายความว่าเขาต้องเข้าเกทช้าที่สุดไม่เกิน 8 โมง
เข็มสั้นจากนาฬิกาชี้เข้าใกล้เลข 7 ซึ่งใกล้เวลาที่เรานัดกันไว้เพื่อจะไปขึ้นแท็กซี่ตรงไปสนามบินด้วยกันแล้ว แม้จะต้องเผื่อเวลาในการเดินไปยังตึกหอพักของธารประมาณ 5 นาทีด้วย แต่ผมก็ยังคงลังเลว่าควรจะออกไปเลยดีไหม เพียงเพราะคิดว่า ยิ่งเราเจอกันไวเท่าไหร่ เวลาที่จะจากกันก็คล้ายจะไวขึ้นเท่านั้น ผมยืนทำใจสักพัก ก่อนจะตัดสินใจก้าวขาออกจากห้อง เพื่อตรงไปยังห้องพักของอีกคนที่อยู่ห่างไปไม่กี่ตึก
เมื่อเดินมาถึงตึกหอพักของธาร ผมเห็นเขานั่งรออยู่ที่ม้านั่งใต้ตึก โดยมีกระเป๋าลาก 2 ใบล้อมรอบอยู่ ธารยังคงมองไม่เห็นผม อาจจะเพราะผมยังไม่เอาตัวเองเข้าไปในระยะสายตาของเขา เมื่อคืนก็แทบนอนไม่หลับ เรียกได้ว่าผมนอนทำใจทั้งคืนกับการที่จะต้องส่งคนที่มีอิทธิพลกับใจมากที่สุดกลับประเทศบ้านเกิดของตัวเขาเองไป โดยที่ไม่มีทางรู้เลยว่าจะได้เจอกันอีกหรือไม่
หลังจากที่ยืนมองอีกคนอยู่สักพัก ผมก็เห็นธารโบกไม้โบกมือเรียก คงเห็นผมแล้วล่ะ ผมจึงโบกมือกลับไปเพื่อเป็นสัญญาณว่าผมเองก็เห็นแล้วเช่นกัน ก่อนจะเดินเข้าไปหาอีกคน
ผมช่วยธารยกกระเป๋าขึ้นบนแท็กซี่ ก่อนจะให้คนตัวเล็กเป็นฝ่ายขึ้นรถไปก่อน ก่อนที่ผมจะเอาตัวเองเข้าไปนั่งเบาะหลัง ข้าง ๆ กัน
ไม่มีบทสนทนาใด ๆ เกิดขึ้นในระหว่างทาง ทั้ง ๆ ที่ผมควรจะใช้เวลานี้ให้มีค่ามากที่สุด ด้วยการชวนเขาคุย แต่สมองกลับว่างเปล่า คิดเรื่องที่จะพูดหรือชวนคุยไม่ออกเลยแม้แต่เรื่องเดียว
ธารเองก็ได้แต่มองไปยังหน้าต่าง ผมไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงไม่เปิดประเด็นอะไรสักอย่างขึ้นมาเลย ทั้ง ๆ ที่ปกติเขาจะทำ มันค่อนข้างจะแปลก แต่เดาว่าเจ้าตัวเองก็คงใจหายไม่น้อยไปกว่าผม
ผมถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าจะปล่อยให้ทุกอย่างหลุดลอยไป และปล่อยให้เหตุการณ์ที่ผ่านมามันเป็นแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของความทรงจำเพียงเท่านั้นจริง ๆ เหรอ ถ้าผมไม่ทำอะไรสักอย่าง ผมกับธารก็คงไม่มีโอกาสได้คุยหรือได้เจอกันอีกแน่ ๆ คิดได้ดังนั้นจึงตัดสินใจรวบรวมความกล้าทั้งหมดถามอะไรบางอย่างออกไป
“ผม.. เอ่อ..” ผมยังคงอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ คล้ายยังคงกลัวคำตอบจากอีกคนถ้าถามออกไปแล้ว
ธารหันมาหาผมทันทีที่ได้ยินเสียงผมพูดอะไรบางอย่างขึ้นมา เขาหันมามองผมราวกับกำลังตั้งใจฟังสิ่งที่ผมกำลังจะพูดออกไป
“คือ.. ผมขอที่อยู่ธารไว้ได้ไหมครับ”
“หื้ม” เขาหันมามองผมด้วยความงุนงง เมื่อจู่ ๆ ผมก็โพล่งถามออกไปแบบนั้น
“เอ่อคือ.. ผมแค่คิดว่า เผื่อผมจะได้มีโอกาสเขียนจดหมายถึงคุณบ้าง เป็นครั้งคราว” ผมอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ตอบธารไปด้วยความประหม่า กลัวว่าแท้จริงแล้วเขาจะรู้ว่าผมรู้สึกยังไง
“อ๋อ ได้สิ” ธารยังคงตอบผมพร้อมรอยยิ้ม เขาหยิบสมุดโน้ตเล่มเล็ก ๆ ในกระเป๋าขึ้นมาจดที่อยู่ของตัวเอง ก่อนจะฉีกมันออกและยื่นกระดาษใบนั้นมาให้ผม ผมรับมันไว้และและเอ่ยขอบคุณออกไป
อีกเพียงไม่กี่นาที รถแท็กซี่ก็มาจอดที่ชั้นรับ - ส่งผู้โดยสารขาออก ผมชิงยื่นธนบัตรใบสีเขียวอ่อนพร้อมกับเหรียญอีกสองสามเหรียญตามราคามิเตอร์ให้กับคนขับ ก่อนที่ธารจะทันได้หยิบเงินส่วนตัวมาจ่าย ผมแอบเห็นสายตาของเขาที่มองมาราวกับตั้งใจจะบ่นผมแล้วที่ผมทำหน้าที่จ่ายแทนให้ ผมจึงรีบชิ่งเปิดประตูลงไปยกกระเป๋าออกจากท้ายรถให้ก่อนที่ธารจะได้เอ่ยปาก
“ณัฐจะจ่ายให้เราทำไมกัน วันนี้เรารบกวนณัฐให้มาส่งเราด้วยซ้ำ” ทันทีที่ลงรถแล้วเดินเข้ามาในชานชาลา ธารก็เริ่มเปิดปากกับพฤติกรรมของผมเมื่อสักครู่
“เอาน่า ไม่เป็นไรหรอกครับ ธารจะกลับแล้ว ให้ผมได้ทำอะไรสักอย่างในฐานะเจ้าบ้าน ให้ธารได้ประทับใจหน่อยเถอะครับ”
“จริง ๆ แค่นี้ก็ประทับใจมากแล้ว” ธารพูดเสียงเบาคล้ายไม่ได้ต้องการให้ผมได้ยิน
“ว่าไงนะครับ” ผมถามย้ำอีกทีเพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่ได้ยินเมื่อกี้ใช่แค่เพียงหูฝาดไป
“อ๋อ ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่จะขอบคุณน่ะ ขอบคุณมาก ๆ นะ” ธารส่งยิ้มบาง
ผมพาธารไปเช็คอินที่เคาท์เตอร์ ตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบ 8 โมงแล้ว ทำให้หลังจากเช็คอินเสร็จ ผมก็ต้องรีบพาธารเดินไปยังทางเข้าเกททันที
เราสองคนเดินมาหยุดที่หน้าทางเข้าเกท ผมมาส่งเขาได้เพียงเท่านี้ เพราะคนนอกที่ไม่ได้มีไฟลท์บินไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่ด้านในอีกแล้ว
ธารละมือจากกระเป๋าลากที่ลากมาตามทางเดิน แล้วหันมาหาผม พร้อมมองผมด้วยสายตาที่ผมก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าเจ้าตัวคิดอะไรอยู่
“ณัฐ เราขอกอดหน่อยได้ไหม” ผมตกใจเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนพูดประโยคนี้ขึ้นมาซะเอง แต่อย่างไรก็ตาม มันก็คือสิ่งที่ผมต้องการเช่นกัน เพียงแค่ผมไม่กล้าที่จะขอก่อนเท่านั้นเอง
หลังจากสมองประมวลผลคำพูดของอีกฝ่ายแล้ว และผมหายตกใจกับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน สองแขนก็อ้าออกทันที คล้ายเป็นการอนุญาตให้อีกฝ่ายได้ทำตามสิ่งที่เพิ่งขอไป
ร่างโปร่งโผเข้าหาผมเต็มอ้อมกอด ผมกระชับตัวอีกคนเข้าหาตัวเองให้แน่นมากยิ่งขึ้น ราวกับต้องการจะบอกความรู้สึกของตัวเองทั้งหมดที่มีผ่านอ้อมกอดนี้ แม้จะรู้ดีว่ามันคงไม่มีทางเป็นไปได้ และคนในอ้อมกอดคงจะไม่มีวันรับรู้เลยก็ตาม
เราทั้งสองคนกอดกันกลมอยู่หลายนาที จนเป็นธารเองที่ผละออกจากผมก่อน
“เราขอบคุณณัฐนะ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างเลย” เขาพูดโดยที่ผมแอบเห็นว่ามีน้ำใส ๆ เริ่มรื้นขึ้นมาที่ขอบตา
“ไม่เป็นไรครับ ผมยินดีทำให้ทุกอย่างเลย” ว่าแล้วผมก็ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้อีกคนเบา ๆ เมื่อเห็นว่าน้ำที่เคยรื้นอยู่ที่ขอบตา กำลังไหลลงมาแปดเปื้อนใบหน้าสวยของคนตรงหน้า
“เราดีใจที่ได้รู้จักณัฐนะ ณัฐเป็นเจ้าบ้านที่ดีมาก ๆ เลยสำหรับเรา”
“ผมก็ยินดีที่ได้รู้จักธารครับ” คราวนี้ผมตอบเขาไปพร้อมรอยยิ้ม เพราะผมหมายความว่าแบบนั้นจริง ๆ แม้ในใจอยากจะบอกเขาแทบตายว่า ความจริงแล้วผมยิ่งกว่ายินดี เพราะเขาเข้ามาเติมเต็มอะไรบางอย่างในหัวใจของผม ให้มันเต็มยิ่งกว่าเดิม คล้ายเป็นตัวต่อที่เคยหล่นหายไป และแม้จะย้อนเวลากลับไปได้อีกสักกี่ครั้ง ผมก็คงจะยังทำกับเขาเหมือนเดิม หรืออาจจะพยายามดีกับเขาให้ได้มากขึ้นกว่าเดิมอีก
“งั้นเราไปแล้วนะ ณัฐอย่าลืมดูแลตัวเองดี ๆ นะ” เขากำชับกับผมโดยที่ยังคงมีน้ำตาคลออยู่เต็มหน่วย
“ครับ ธารก็ต้องดูแลตัวเองดี ๆ นะ ที่นู่นอากาศหนาว อย่าลืมหาเสื้อผ้าอุ่น ๆ ใส่ด้วยนะครับ” ธารพยักหน้าตอบ ก่อนจะหยิบกระเป๋าของตัวเองแล้วเดินไป
ผมมองตามแผ่นหลังของอีกคนไปด้วยแววตาที่แสนเศร้าสร้อย ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาผมเคยมีความสุขมากแค่ไหน มีรอยยิ้มมากแค่ไหน ต่อจากนี้ มันจะยังคงอยู่ไหมนะ ถ้าต้นเหตุของสิ่งนั้นไม่ได้อยู่อีกแล้ว
ยังไม่ทันที่จะลับสายตา ธารหันมาตะโกนบางอย่างให้กับผมอีกครั้ง ซึ่งมันเป็นประโยคที่ทำให้รู้สึกใจชื้นได้ขึ้นมาอีกหน่อย
“อย่าลืมเขียนจดหมายมาหาเราด้วยนะ เราจะรอ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ ราวกับกลัวว่าผมจะไม่ได้ยินและจะลืมสิ่งที่ตั้งใจจะทำไป ผมรีบพยักหน้าตอบรับ ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่มีทางลืมอยู่แล้ว
ธารยิ้มบาง ๆ ให้อีกครั้ง ก่อนจะหันหลังเดินเข้าเกทไป ผมมองตามจนลับสายตา ก่อนจะทำใจเดินออกมาจากสนามบิน พร้อมเรียกแท็กซี่กลับไปยังมหาลัย
TBC.
“No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”ระยะเวลาผ่านไปเกือบทศวรรษ เลขศักราชเปลี่ยนผัน จากยุค 1990s สู่ปี 2000s ภายในระยะเวลาไม่ถึงสิบปี โลกนี้เปลี่ยนแปลงไปมากมายจนบางทีผมก็ตามแทบไม่ทัน ทั้งมือถือที่เล็กลงจนมีขนาดเพียงเท่าฝ่ามือ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในทุก ๆ สำนักงาน อีเมล หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ที่เข้ามาแทนที่การเขียนจดหมาย เพียงเพราะมันส่งถึงปลายทางได้ไว ถึงขั้นที่แม้จะอยู่ห่างกันคนละฝั่งของโลก ก็ยังคงได้รับมันภายในระยะเวลาไม่กี่นาที อีกทั้งตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญที่ค่อย ๆ ทยอยหายไปเรื่อย ๆ นั่นอีก รวมถึงตัวผม ที่เปลี่ยนผ่านจากวัยเรียน เข้าสู่วัยทำงานอย่างเต็มตัว“ขอให้สนุกกับการเที่ยวนะณัฐ” พี่จอย รุ่นพี่ที่ทำงานกล่าวอวยพรผมเมื่อเห็นว่าผมกำลังเก็บกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้านทันทีที่เลิกงาน“ครับพี่จอย” ผมตอบรับยิ้ม ๆ“เจอสาวสวย ๆ ก็อย่าลืมเก็บมาฝากบ้างล่ะณัฐ อย่าเก็บไว้กินคนเดียว” พี่ยอด ผู้คุมตำแหน่งหัวหน้าสูงสุดในแผนกนี้เอ่ยแซวผม ผมฮัมขำเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับไปที“งั้นผมขอตัวนะครับทุกคน อีก 1 สัปดาห์เจอกันครับ”
“No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”“สวัสดีธาร อยู่ทางนั้นเป็นไงบ้าง อากาศหนาวไหม แต่ที่ไทยก็ยังร้อนเหมือนเคย อยากลองไปสัมผัสอากาศที่เกาหลีบ้างเลยว่าจะเป็นยังไง อ้อ อาจารย์ดาราบ่นถึงธารด้วยนะ แต่เป็นการบ่นถึงธารที่พาดพิงผมซะมากกว่า ฮ่า ๆ แกบอกว่าพอธารไม่อยู่แล้วผมก็กลับไปเงียบเหมือนเดิม ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่อย่างที่ธารน่าจะพอรู้ ก็คือปกติผมไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไหร่ พอธารไม่อยู่ ผมเลยไม่รู้จะคุยกับใคร อิจฉาธารเลยที่เป็นคนปฏิสัมพันธ์กับคนเก่ง ถ้าผมทำได้เหมือนธารก็คงจะดีอยู่ที่นั่นก็อย่าลืมดูแลตัวเองดี ๆ นะครับคิดถึงเสมอณัฐ”จดหมายพร้อมโปสการ์ดรูปประเทศไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ถูกปิดผนึกไว้ในซองขาวซองเดียวกัน จ่าหน้าซองถึงคนที่อยู่ห่างไปอีกหลายช่วงเวลา ในใจผมตื่นเต้นลึก ๆ เพราะไม่เคยเขียนจดหมายถึงใครมาก่อน และฉบับนี้เป็นฉบับแรกในชีวิต และมันกำลังจะถูกส่งไปถึงคนที่ผมชอบใจจริงผมอยากจะเขียนไปหาเขาตั้งแต่เดือนแรกแล้วด้วยซ้ำ แต่พยายามเขียนแล้วก็ไม่รู้ว่าจะต้องเขียนว่าอะไร ในหัวมีแต่ความว่างเปล่า ผมรู้แค่ว่าคิดถึงเขา อยากคุยด้วย แต
“No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”เวลาหนึ่งปีหมุนไปไวเกินกว่าที่ผมจะทำใจรับทัน เมื่อมองปฏิทิน ก็เพิ่งได้พบว่า เหลืออีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ ธารก็ต้องกลับประเทศของตัวเองแล้วตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา การได้อยู่กับธารมันทำให้ผมมีความสุขมากเสียจนแทบจะลืมการใช้ชีวิตคนเดียวไปเลย เขาสดใสและมีพลังบวก และมันเผื่อแผ่มาถึงผมเสมอ ผมเริ่มตระหนักได้ว่าการมีอยู่ของเขามันมีผลกับผมมากแค่ไหนก็ประมาณช่วงเดือนที่สี่ หลังจากการไปวังหลังด้วยกันในวันนั้น มันทำให้ผมกลับมานั่งตกตะกอนกับตัวเองว่าความรู้สึกที่ลึกซึ้งแบบนี้มันคืออะไรกันแน่ ทั้งความโลภที่อยากครอบครองรอยยิ้มที่แสนสดใสนั้นไว้เพียงคนเดียว ทั้งความคิดที่คอยภาวนาให้รอยยิ้มของเขามาจากผมบ้าง อีกทั้งผมยังมักจะคอยหาเรื่องให้ได้เจอเขาตลอดในทุก ๆ วันอีก จนผมได้คำตอบจากการเฝ้าถามตัวเองซ้ำ ๆ อยู่ร่วมเดือน ว่าผมคงตกหลุมรักแทฮยอน หรือธารเข้าแล้วเสียเต็มเปาผมได้แต่เก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจคนเดียว ไม่กล้าเอามันไปเสี่ยงกับเขา เพราะผมไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้กับเพศเดียวกันมันจะถูกต้องแค่ไหน และเขาจะรับมันไว้ได้
“No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”ระยะเวลา 3 เดือนผ่านไปไวราวกับโกหก ผมมีโอกาสได้เรียนคลาสเดียวกับธารบ้างเป็นครั้งคราว แต่ถึงแม้ว่าบางคลาสจะไม่ได้เรียนตรงกัน เราก็ยังคงนัดเจอกันทุกครั้งหลังจากที่เลิกเรียน โชคดีที่ตัวผมเองก็เป็นเด็กหอใน และธารก็ต้องอยู่หอพักของมหาลัยด้วยเช่นกัน จึงทำให้เราได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันค่อนข้างบ่อย อาทิเช่นวันหยุด ก็มักจะพากันออกมาเดินเล่นข้างนอก หรือถ้ามีโอกาส ผมก็พาธารมาเที่ยวบ้าง เพื่อจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนไทยตามที่เจ้าตัวเขาตั้งใจไว้ในการเลือกมาเรียนที่นี่ เช่นวันนี้“เอ๊ะ ทำไมวันนี้มีจักรยานด้วยล่ะ” ธารหันมาถามเมื่อเห็นผมเดินจูงจักรยานมาถึงสองคัน“วันนี้ผมจะพาธารไปหาของกินที่ที่หนึ่งครับ มีอาหารพื้นเมืองเต็มไปหมดเลย ธารต้องชอบแน่ ๆ แล้วเดี๋ยวตอนเย็น เราไปดูพระอาทิตย์ตกที่สะพานพระรามแปดกัน” ผมตอบยิ้ม ๆ แอบตื่นเต้นนิดหน่อยที่ต้องเป็นไกด์นำเที่ยวด้วยจักรยานแบบนี้ แม้ว่ามันจะอันตรายกว่าการขึ้นรถเมล์ แต่ผมคิดว่ามันก็คงสนุกไปอีกแบบ และธารคงจะชอบ ผมคิดว่างั้นนะ“จริงเหรอ!? น่าตื่นเต้นแฮะ แ
“No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”**Timeline ของเรื่องนี้ ถูกเซตติ้งขึ้นในปี 1999 นะคะ**“ณัฐ” เสียงจากอาจารย์ที่ปรึกษา ที่รับหน้าที่ในการสอนในภาควิชา ทฤษฎีการสื่อสาร เรียกชื่อผมขึ้นก่อนที่ผมจะได้เดินออกจากห้องไป“ครับอาจารย์” ผมขานรับ และเดินไปหาอาจารย์ที่กำลังเก็บของตัวเองออกจากโต๊ะ หลังจากที่เพื่อน ๆ ทุกคนเดินออกจากห้องไปหมดแล้ว“ตามอาจารย์มาที่ห้องหน่อย” อาจารย์ดาราลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินนำผมไปยังห้องพักครูที่ตัวเองประจำอยู่ผมเดินตามแกมาแบบงง ๆ ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดไปหรือเปล่า ถึงได้ถูกเรียกตัวออกมาพบเดี่ยว ๆ แบบนี้ทันทีที่เดินเข้ามาในห้องพักครู ผมก็เห็นเด็กชายคนหนึ่งที่คาดว่าคงจะรุ่นราวคราวเดียวกับผม หรือถ้าห่างก็คงไม่เกินสองสามปี เขาลุกขึ้นราวกับต้อนรับการมาของอาจารย์ดารา“อาจารย์จะฝากให้เธอช่วยดูแลแทฮยอนหน่อย เขาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนมาจากเกาหลี จะมาอยู่ที่นี่ 1 ปี” อาจารย์พูดธุระที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมต้องตามมาถึงที่นี่ ก่อนจะหันไปพูดกับนักเรียนแลกเปลี่ยนคนนั้นเป็นภาษาอังกฤษผมค่อนข้างช็อคที่จู่ ๆ ก็ได้รับบทเป็นพี