Share

บทที่ 3 ยินดีที่ได้รู้จัก

last update Last Updated: 2025-08-25 03:16:31

“No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”

เวลาหนึ่งปีหมุนไปไวเกินกว่าที่ผมจะทำใจรับทัน เมื่อมองปฏิทิน ก็เพิ่งได้พบว่า เหลืออีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ ธารก็ต้องกลับประเทศของตัวเองแล้ว

ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา การได้อยู่กับธารมันทำให้ผมมีความสุขมากเสียจนแทบจะลืมการใช้ชีวิตคนเดียวไปเลย เขาสดใสและมีพลังบวก และมันเผื่อแผ่มาถึงผมเสมอ 

ผมเริ่มตระหนักได้ว่าการมีอยู่ของเขามันมีผลกับผมมากแค่ไหนก็ประมาณช่วงเดือนที่สี่ หลังจากการไปวังหลังด้วยกันในวันนั้น มันทำให้ผมกลับมานั่งตกตะกอนกับตัวเองว่าความรู้สึกที่ลึกซึ้งแบบนี้มันคืออะไรกันแน่ ทั้งความโลภที่อยากครอบครองรอยยิ้มที่แสนสดใสนั้นไว้เพียงคนเดียว ทั้งความคิดที่คอยภาวนาให้รอยยิ้มของเขามาจากผมบ้าง อีกทั้งผมยังมักจะคอยหาเรื่องให้ได้เจอเขาตลอดในทุก ๆ วันอีก จนผมได้คำตอบจากการเฝ้าถามตัวเองซ้ำ ๆ อยู่ร่วมเดือน ว่าผมคงตกหลุมรักแทฮยอน หรือธารเข้าแล้วเสียเต็มเปา

ผมได้แต่เก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจคนเดียว ไม่กล้าเอามันไปเสี่ยงกับเขา เพราะผมไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้กับเพศเดียวกันมันจะถูกต้องแค่ไหน และเขาจะรับมันไว้ได้ไหม ถ้าคำตอบคือไม่ สุดท้ายแล้วมันก็จะมีแต่ทำให้เราต้องอึดอัดกันเปล่า ๆ

.

.

.

“วันที่ 14 เดือนหน้า เราต้องกลับเกาหลีแล้วนะ” ธารบอกผมในระหว่างที่เรากำลังนั่งกินไอศกรีมกันอยู่ใต้ต้นไม้หลังเลิกเรียน

“ครับ ไวเนอะ” ผมตอบกลับไปเพียงเท่านั้น อาจารย์ดาราบอกวันบินของเขาให้ผมได้รับรู้แล้วแหละ และผมไม่กล้าแม้แต่จะกามันไว้บนปฏิทินของตัวเองด้วยซ้ำ เพราะยังไม่อยากยอมรับความจริงเลยว่ามันกำลังจะเกิดขึ้น แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะวันนั้นผมต้องไปส่งเขา และแน่นอนว่าผมจะลืมไม่ได้

“นั่นสิ ไวจัง เหมือนเพิ่งอยู่นี่ได้แค่ไม่กี่เดือนเอง” เขาพูดเสียงหงอย ๆ ผมแอบเห็นว่าเขาได้แต่เอาช้อนคนไอศกรีมในถ้วยไปมา โดยแทบไม่ได้เอามันเข้าปากเลยตั้งแต่เรานั่งกันมา

“ณัฐจะไปส่งเราใช่ไหม” เขาหันมาถามผมตรง ๆ

“ไปสิ ผมไปอยู่แล้วครับ จะพลาดได้ไงกัน” ผมตอบเขายิ้ม ๆ แม้ว่าในใจจะไม่ได้รู้สึกยินดีเลยก็ตาม แค่พยายามไม่ให้บรรยากาศมันกร่อยเท่านั้นเอง

แต่มันก็เท่านั้น เมื่อหลังจากจบประโยคนั้น ทั้งผมและธารต่างก็ก้มหน้าก้มตากินไอศกรีมในมือของตัวเอง ราวกับไม่มีใครอยากพูดถึงหัวข้อการจากลากันอีก

.

.

.

.

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของธารในประเทศไทย ธารบอกผมว่าไฟลท์ออกตอน 10 โมง ซึ่งนั่นหมายความว่าเขาต้องเข้าเกทช้าที่สุดไม่เกิน 8 โมง

เข็มสั้นจากนาฬิกาชี้เข้าใกล้เลข 7 ซึ่งใกล้เวลาที่เรานัดกันไว้เพื่อจะไปขึ้นแท็กซี่ตรงไปสนามบินด้วยกันแล้ว แม้จะต้องเผื่อเวลาในการเดินไปยังตึกหอพักของธารประมาณ 5 นาทีด้วย แต่ผมก็ยังคงลังเลว่าควรจะออกไปเลยดีไหม เพียงเพราะคิดว่า ยิ่งเราเจอกันไวเท่าไหร่ เวลาที่จะจากกันก็คล้ายจะไวขึ้นเท่านั้น ผมยืนทำใจสักพัก ก่อนจะตัดสินใจก้าวขาออกจากห้อง เพื่อตรงไปยังห้องพักของอีกคนที่อยู่ห่างไปไม่กี่ตึก

เมื่อเดินมาถึงตึกหอพักของธาร ผมเห็นเขานั่งรออยู่ที่ม้านั่งใต้ตึก โดยมีกระเป๋าลาก 2 ใบล้อมรอบอยู่ ธารยังคงมองไม่เห็นผม อาจจะเพราะผมยังไม่เอาตัวเองเข้าไปในระยะสายตาของเขา เมื่อคืนก็แทบนอนไม่หลับ เรียกได้ว่าผมนอนทำใจทั้งคืนกับการที่จะต้องส่งคนที่มีอิทธิพลกับใจมากที่สุดกลับประเทศบ้านเกิดของตัวเขาเองไป โดยที่ไม่มีทางรู้เลยว่าจะได้เจอกันอีกหรือไม่

หลังจากที่ยืนมองอีกคนอยู่สักพัก ผมก็เห็นธารโบกไม้โบกมือเรียก คงเห็นผมแล้วล่ะ ผมจึงโบกมือกลับไปเพื่อเป็นสัญญาณว่าผมเองก็เห็นแล้วเช่นกัน ก่อนจะเดินเข้าไปหาอีกคน

ผมช่วยธารยกกระเป๋าขึ้นบนแท็กซี่ ก่อนจะให้คนตัวเล็กเป็นฝ่ายขึ้นรถไปก่อน ก่อนที่ผมจะเอาตัวเองเข้าไปนั่งเบาะหลัง ข้าง ๆ กัน

ไม่มีบทสนทนาใด ๆ เกิดขึ้นในระหว่างทาง ทั้ง ๆ ที่ผมควรจะใช้เวลานี้ให้มีค่ามากที่สุด ด้วยการชวนเขาคุย แต่สมองกลับว่างเปล่า คิดเรื่องที่จะพูดหรือชวนคุยไม่ออกเลยแม้แต่เรื่องเดียว

ธารเองก็ได้แต่มองไปยังหน้าต่าง ผมไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงไม่เปิดประเด็นอะไรสักอย่างขึ้นมาเลย ทั้ง ๆ ที่ปกติเขาจะทำ มันค่อนข้างจะแปลก แต่เดาว่าเจ้าตัวเองก็คงใจหายไม่น้อยไปกว่าผม

ผมถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าจะปล่อยให้ทุกอย่างหลุดลอยไป และปล่อยให้เหตุการณ์ที่ผ่านมามันเป็นแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของความทรงจำเพียงเท่านั้นจริง ๆ เหรอ ถ้าผมไม่ทำอะไรสักอย่าง ผมกับธารก็คงไม่มีโอกาสได้คุยหรือได้เจอกันอีกแน่ ๆ คิดได้ดังนั้นจึงตัดสินใจรวบรวมความกล้าทั้งหมดถามอะไรบางอย่างออกไป

“ผม.. เอ่อ..” ผมยังคงอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ คล้ายยังคงกลัวคำตอบจากอีกคนถ้าถามออกไปแล้ว

ธารหันมาหาผมทันทีที่ได้ยินเสียงผมพูดอะไรบางอย่างขึ้นมา เขาหันมามองผมราวกับกำลังตั้งใจฟังสิ่งที่ผมกำลังจะพูดออกไป

“คือ.. ผมขอที่อยู่ธารไว้ได้ไหมครับ”

“หื้ม” เขาหันมามองผมด้วยความงุนงง เมื่อจู่ ๆ ผมก็โพล่งถามออกไปแบบนั้น

“เอ่อคือ.. ผมแค่คิดว่า เผื่อผมจะได้มีโอกาสเขียนจดหมายถึงคุณบ้าง เป็นครั้งคราว” ผมอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ตอบธารไปด้วยความประหม่า กลัวว่าแท้จริงแล้วเขาจะรู้ว่าผมรู้สึกยังไง

“อ๋อ ได้สิ” ธารยังคงตอบผมพร้อมรอยยิ้ม เขาหยิบสมุดโน้ตเล่มเล็ก ๆ ในกระเป๋าขึ้นมาจดที่อยู่ของตัวเอง ก่อนจะฉีกมันออกและยื่นกระดาษใบนั้นมาให้ผม ผมรับมันไว้และและเอ่ยขอบคุณออกไป

อีกเพียงไม่กี่นาที รถแท็กซี่ก็มาจอดที่ชั้นรับ - ส่งผู้โดยสารขาออก ผมชิงยื่นธนบัตรใบสีเขียวอ่อนพร้อมกับเหรียญอีกสองสามเหรียญตามราคามิเตอร์ให้กับคนขับ ก่อนที่ธารจะทันได้หยิบเงินส่วนตัวมาจ่าย ผมแอบเห็นสายตาของเขาที่มองมาราวกับตั้งใจจะบ่นผมแล้วที่ผมทำหน้าที่จ่ายแทนให้ ผมจึงรีบชิ่งเปิดประตูลงไปยกกระเป๋าออกจากท้ายรถให้ก่อนที่ธารจะได้เอ่ยปาก

“ณัฐจะจ่ายให้เราทำไมกัน วันนี้เรารบกวนณัฐให้มาส่งเราด้วยซ้ำ” ทันทีที่ลงรถแล้วเดินเข้ามาในชานชาลา ธารก็เริ่มเปิดปากกับพฤติกรรมของผมเมื่อสักครู่

“เอาน่า ไม่เป็นไรหรอกครับ ธารจะกลับแล้ว ให้ผมได้ทำอะไรสักอย่างในฐานะเจ้าบ้าน ให้ธารได้ประทับใจหน่อยเถอะครับ”

“จริง ๆ แค่นี้ก็ประทับใจมากแล้ว” ธารพูดเสียงเบาคล้ายไม่ได้ต้องการให้ผมได้ยิน 

“ว่าไงนะครับ” ผมถามย้ำอีกทีเพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่ได้ยินเมื่อกี้ใช่แค่เพียงหูฝาดไป

“อ๋อ ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่จะขอบคุณน่ะ ขอบคุณมาก ๆ นะ” ธารส่งยิ้มบาง

ผมพาธารไปเช็คอินที่เคาท์เตอร์ ตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบ 8 โมงแล้ว ทำให้หลังจากเช็คอินเสร็จ ผมก็ต้องรีบพาธารเดินไปยังทางเข้าเกททันที

เราสองคนเดินมาหยุดที่หน้าทางเข้าเกท ผมมาส่งเขาได้เพียงเท่านี้ เพราะคนนอกที่ไม่ได้มีไฟลท์บินไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่ด้านในอีกแล้ว

ธารละมือจากกระเป๋าลากที่ลากมาตามทางเดิน แล้วหันมาหาผม พร้อมมองผมด้วยสายตาที่ผมก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าเจ้าตัวคิดอะไรอยู่

“ณัฐ เราขอกอดหน่อยได้ไหม” ผมตกใจเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนพูดประโยคนี้ขึ้นมาซะเอง แต่อย่างไรก็ตาม มันก็คือสิ่งที่ผมต้องการเช่นกัน เพียงแค่ผมไม่กล้าที่จะขอก่อนเท่านั้นเอง

หลังจากสมองประมวลผลคำพูดของอีกฝ่ายแล้ว และผมหายตกใจกับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน สองแขนก็อ้าออกทันที คล้ายเป็นการอนุญาตให้อีกฝ่ายได้ทำตามสิ่งที่เพิ่งขอไป

ร่างโปร่งโผเข้าหาผมเต็มอ้อมกอด ผมกระชับตัวอีกคนเข้าหาตัวเองให้แน่นมากยิ่งขึ้น ราวกับต้องการจะบอกความรู้สึกของตัวเองทั้งหมดที่มีผ่านอ้อมกอดนี้ แม้จะรู้ดีว่ามันคงไม่มีทางเป็นไปได้ และคนในอ้อมกอดคงจะไม่มีวันรับรู้เลยก็ตาม

เราทั้งสองคนกอดกันกลมอยู่หลายนาที จนเป็นธารเองที่ผละออกจากผมก่อน

“เราขอบคุณณัฐนะ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างเลย” เขาพูดโดยที่ผมแอบเห็นว่ามีน้ำใส ๆ เริ่มรื้นขึ้นมาที่ขอบตา

“ไม่เป็นไรครับ ผมยินดีทำให้ทุกอย่างเลย” ว่าแล้วผมก็ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้อีกคนเบา ๆ เมื่อเห็นว่าน้ำที่เคยรื้นอยู่ที่ขอบตา กำลังไหลลงมาแปดเปื้อนใบหน้าสวยของคนตรงหน้า

“เราดีใจที่ได้รู้จักณัฐนะ ณัฐเป็นเจ้าบ้านที่ดีมาก ๆ เลยสำหรับเรา”

“ผมก็ยินดีที่ได้รู้จักธารครับ” คราวนี้ผมตอบเขาไปพร้อมรอยยิ้ม เพราะผมหมายความว่าแบบนั้นจริง ๆ แม้ในใจอยากจะบอกเขาแทบตายว่า ความจริงแล้วผมยิ่งกว่ายินดี เพราะเขาเข้ามาเติมเต็มอะไรบางอย่างในหัวใจของผม ให้มันเต็มยิ่งกว่าเดิม คล้ายเป็นตัวต่อที่เคยหล่นหายไป และแม้จะย้อนเวลากลับไปได้อีกสักกี่ครั้ง ผมก็คงจะยังทำกับเขาเหมือนเดิม หรืออาจจะพยายามดีกับเขาให้ได้มากขึ้นกว่าเดิมอีก

“งั้นเราไปแล้วนะ ณัฐอย่าลืมดูแลตัวเองดี ๆ นะ” เขากำชับกับผมโดยที่ยังคงมีน้ำตาคลออยู่เต็มหน่วย

“ครับ ธารก็ต้องดูแลตัวเองดี ๆ นะ ที่นู่นอากาศหนาว อย่าลืมหาเสื้อผ้าอุ่น ๆ ใส่ด้วยนะครับ” ธารพยักหน้าตอบ ก่อนจะหยิบกระเป๋าของตัวเองแล้วเดินไป

ผมมองตามแผ่นหลังของอีกคนไปด้วยแววตาที่แสนเศร้าสร้อย ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาผมเคยมีความสุขมากแค่ไหน มีรอยยิ้มมากแค่ไหน ต่อจากนี้ มันจะยังคงอยู่ไหมนะ ถ้าต้นเหตุของสิ่งนั้นไม่ได้อยู่อีกแล้ว

ยังไม่ทันที่จะลับสายตา ธารหันมาตะโกนบางอย่างให้กับผมอีกครั้ง ซึ่งมันเป็นประโยคที่ทำให้รู้สึกใจชื้นได้ขึ้นมาอีกหน่อย

“อย่าลืมเขียนจดหมายมาหาเราด้วยนะ เราจะรอ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ ราวกับกลัวว่าผมจะไม่ได้ยินและจะลืมสิ่งที่ตั้งใจจะทำไป ผมรีบพยักหน้าตอบรับ ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่มีทางลืมอยู่แล้ว

ธารยิ้มบาง ๆ ให้อีกครั้ง ก่อนจะหันหลังเดินเข้าเกทไป ผมมองตามจนลับสายตา ก่อนจะทำใจเดินออกมาจากสนามบิน พร้อมเรียกแท็กซี่กลับไปยังมหาลัย

TBC.

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ครั้งหนึ่ง.. เรา(เกือบ)เคยรักกัน   บทที่ 5 แค่เพียงสายลมพัดผ่าน

    “No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”ระยะเวลาผ่านไปเกือบทศวรรษ เลขศักราชเปลี่ยนผัน จากยุค 1990s สู่ปี 2000s ภายในระยะเวลาไม่ถึงสิบปี โลกนี้เปลี่ยนแปลงไปมากมายจนบางทีผมก็ตามแทบไม่ทัน ทั้งมือถือที่เล็กลงจนมีขนาดเพียงเท่าฝ่ามือ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในทุก ๆ สำนักงาน อีเมล หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ที่เข้ามาแทนที่การเขียนจดหมาย เพียงเพราะมันส่งถึงปลายทางได้ไว ถึงขั้นที่แม้จะอยู่ห่างกันคนละฝั่งของโลก ก็ยังคงได้รับมันภายในระยะเวลาไม่กี่นาที อีกทั้งตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญที่ค่อย ๆ ทยอยหายไปเรื่อย ๆ นั่นอีก รวมถึงตัวผม ที่เปลี่ยนผ่านจากวัยเรียน เข้าสู่วัยทำงานอย่างเต็มตัว“ขอให้สนุกกับการเที่ยวนะณัฐ” พี่จอย รุ่นพี่ที่ทำงานกล่าวอวยพรผมเมื่อเห็นว่าผมกำลังเก็บกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้านทันทีที่เลิกงาน“ครับพี่จอย” ผมตอบรับยิ้ม ๆ“เจอสาวสวย ๆ ก็อย่าลืมเก็บมาฝากบ้างล่ะณัฐ อย่าเก็บไว้กินคนเดียว” พี่ยอด ผู้คุมตำแหน่งหัวหน้าสูงสุดในแผนกนี้เอ่ยแซวผม ผมฮัมขำเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับไปที“งั้นผมขอตัวนะครับทุกคน อีก 1 สัปดาห์เจอกันครับ”

  • ครั้งหนึ่ง.. เรา(เกือบ)เคยรักกัน   บทที่ 4 จดหมายฉบับแรก

    “No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”“สวัสดีธาร อยู่ทางนั้นเป็นไงบ้าง อากาศหนาวไหม แต่ที่ไทยก็ยังร้อนเหมือนเคย อยากลองไปสัมผัสอากาศที่เกาหลีบ้างเลยว่าจะเป็นยังไง อ้อ อาจารย์ดาราบ่นถึงธารด้วยนะ แต่เป็นการบ่นถึงธารที่พาดพิงผมซะมากกว่า ฮ่า ๆ แกบอกว่าพอธารไม่อยู่แล้วผมก็กลับไปเงียบเหมือนเดิม ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่อย่างที่ธารน่าจะพอรู้ ก็คือปกติผมไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไหร่ พอธารไม่อยู่ ผมเลยไม่รู้จะคุยกับใคร อิจฉาธารเลยที่เป็นคนปฏิสัมพันธ์กับคนเก่ง ถ้าผมทำได้เหมือนธารก็คงจะดีอยู่ที่นั่นก็อย่าลืมดูแลตัวเองดี ๆ นะครับคิดถึงเสมอณัฐ”จดหมายพร้อมโปสการ์ดรูปประเทศไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ถูกปิดผนึกไว้ในซองขาวซองเดียวกัน จ่าหน้าซองถึงคนที่อยู่ห่างไปอีกหลายช่วงเวลา ในใจผมตื่นเต้นลึก ๆ เพราะไม่เคยเขียนจดหมายถึงใครมาก่อน และฉบับนี้เป็นฉบับแรกในชีวิต และมันกำลังจะถูกส่งไปถึงคนที่ผมชอบใจจริงผมอยากจะเขียนไปหาเขาตั้งแต่เดือนแรกแล้วด้วยซ้ำ แต่พยายามเขียนแล้วก็ไม่รู้ว่าจะต้องเขียนว่าอะไร ในหัวมีแต่ความว่างเปล่า ผมรู้แค่ว่าคิดถึงเขา อยากคุยด้วย แต

  • ครั้งหนึ่ง.. เรา(เกือบ)เคยรักกัน   บทที่ 3 ยินดีที่ได้รู้จัก

    “No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”เวลาหนึ่งปีหมุนไปไวเกินกว่าที่ผมจะทำใจรับทัน เมื่อมองปฏิทิน ก็เพิ่งได้พบว่า เหลืออีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ ธารก็ต้องกลับประเทศของตัวเองแล้วตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา การได้อยู่กับธารมันทำให้ผมมีความสุขมากเสียจนแทบจะลืมการใช้ชีวิตคนเดียวไปเลย เขาสดใสและมีพลังบวก และมันเผื่อแผ่มาถึงผมเสมอ ผมเริ่มตระหนักได้ว่าการมีอยู่ของเขามันมีผลกับผมมากแค่ไหนก็ประมาณช่วงเดือนที่สี่ หลังจากการไปวังหลังด้วยกันในวันนั้น มันทำให้ผมกลับมานั่งตกตะกอนกับตัวเองว่าความรู้สึกที่ลึกซึ้งแบบนี้มันคืออะไรกันแน่ ทั้งความโลภที่อยากครอบครองรอยยิ้มที่แสนสดใสนั้นไว้เพียงคนเดียว ทั้งความคิดที่คอยภาวนาให้รอยยิ้มของเขามาจากผมบ้าง อีกทั้งผมยังมักจะคอยหาเรื่องให้ได้เจอเขาตลอดในทุก ๆ วันอีก จนผมได้คำตอบจากการเฝ้าถามตัวเองซ้ำ ๆ อยู่ร่วมเดือน ว่าผมคงตกหลุมรักแทฮยอน หรือธารเข้าแล้วเสียเต็มเปาผมได้แต่เก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจคนเดียว ไม่กล้าเอามันไปเสี่ยงกับเขา เพราะผมไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้กับเพศเดียวกันมันจะถูกต้องแค่ไหน และเขาจะรับมันไว้ได้

  • ครั้งหนึ่ง.. เรา(เกือบ)เคยรักกัน   บทที่ 2 สายลม แสงแดด และคุณ

    “No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”ระยะเวลา 3 เดือนผ่านไปไวราวกับโกหก ผมมีโอกาสได้เรียนคลาสเดียวกับธารบ้างเป็นครั้งคราว แต่ถึงแม้ว่าบางคลาสจะไม่ได้เรียนตรงกัน เราก็ยังคงนัดเจอกันทุกครั้งหลังจากที่เลิกเรียน โชคดีที่ตัวผมเองก็เป็นเด็กหอใน และธารก็ต้องอยู่หอพักของมหาลัยด้วยเช่นกัน จึงทำให้เราได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันค่อนข้างบ่อย อาทิเช่นวันหยุด ก็มักจะพากันออกมาเดินเล่นข้างนอก หรือถ้ามีโอกาส ผมก็พาธารมาเที่ยวบ้าง เพื่อจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนไทยตามที่เจ้าตัวเขาตั้งใจไว้ในการเลือกมาเรียนที่นี่ เช่นวันนี้“เอ๊ะ ทำไมวันนี้มีจักรยานด้วยล่ะ” ธารหันมาถามเมื่อเห็นผมเดินจูงจักรยานมาถึงสองคัน“วันนี้ผมจะพาธารไปหาของกินที่ที่หนึ่งครับ มีอาหารพื้นเมืองเต็มไปหมดเลย ธารต้องชอบแน่ ๆ แล้วเดี๋ยวตอนเย็น เราไปดูพระอาทิตย์ตกที่สะพานพระรามแปดกัน” ผมตอบยิ้ม ๆ แอบตื่นเต้นนิดหน่อยที่ต้องเป็นไกด์นำเที่ยวด้วยจักรยานแบบนี้ แม้ว่ามันจะอันตรายกว่าการขึ้นรถเมล์ แต่ผมคิดว่ามันก็คงสนุกไปอีกแบบ และธารคงจะชอบ ผมคิดว่างั้นนะ“จริงเหรอ!? น่าตื่นเต้นแฮะ แ

  • ครั้งหนึ่ง.. เรา(เกือบ)เคยรักกัน   บทที่ 1 ธาร

    “No matter how far it drifts, the wind always returns—though never with what I’m hoping for.”**Timeline ของเรื่องนี้ ถูกเซตติ้งขึ้นในปี 1999 นะคะ**“ณัฐ” เสียงจากอาจารย์ที่ปรึกษา ที่รับหน้าที่ในการสอนในภาควิชา ทฤษฎีการสื่อสาร เรียกชื่อผมขึ้นก่อนที่ผมจะได้เดินออกจากห้องไป“ครับอาจารย์” ผมขานรับ และเดินไปหาอาจารย์ที่กำลังเก็บของตัวเองออกจากโต๊ะ หลังจากที่เพื่อน ๆ ทุกคนเดินออกจากห้องไปหมดแล้ว“ตามอาจารย์มาที่ห้องหน่อย” อาจารย์ดาราลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินนำผมไปยังห้องพักครูที่ตัวเองประจำอยู่ผมเดินตามแกมาแบบงง ๆ ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดไปหรือเปล่า ถึงได้ถูกเรียกตัวออกมาพบเดี่ยว ๆ แบบนี้ทันทีที่เดินเข้ามาในห้องพักครู ผมก็เห็นเด็กชายคนหนึ่งที่คาดว่าคงจะรุ่นราวคราวเดียวกับผม หรือถ้าห่างก็คงไม่เกินสองสามปี เขาลุกขึ้นราวกับต้อนรับการมาของอาจารย์ดารา“อาจารย์จะฝากให้เธอช่วยดูแลแทฮยอนหน่อย เขาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนมาจากเกาหลี จะมาอยู่ที่นี่ 1 ปี” อาจารย์พูดธุระที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมต้องตามมาถึงที่นี่ ก่อนจะหันไปพูดกับนักเรียนแลกเปลี่ยนคนนั้นเป็นภาษาอังกฤษผมค่อนข้างช็อคที่จู่ ๆ ก็ได้รับบทเป็นพี

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status