Masukเช้าวันจันทร์...
อากาศในมหาวิทยาลัยสดใสเหมือนเคย แต่สำหรับธีปกรณ์แล้ว ทุกอย่างกลับดูหม่นกว่าปกติ แม้เขาจะยืนอยู่ท่ามกลางเพื่อนร่วมชั้นในคลาสใหญ่ของวิชา Communication Strategy แต่ในหัวกลับว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่คำบรรยายของอาจารย์ที่เข้าสู่โสตประสาทแม้แต่นิด มีนรดานั่งอยู่ข้าง ๆ เช่นเคย รอยยิ้มของเธอยังสดใสเหมือนเดิม กลิ่นแชมพูที่คุ้นเคยหอมจางๆ ลอยมาจากเส้นผมสีดำขลับที่สะบัดเบา ๆ เวลาขยับตัว ดวงตากลมโตภายใต้แว่นตาสีใสที่เธอสวมใส่บางวันก็ไม่เห็นเธอใส่มัน แต่วันนี้...ธีปกรณ์กลับไม่กล้าหันไปมองกันตรงๆ ‘พี่ฟื้นแล้ว...และอยู่ในช่วงกายภาพบำบัด’ มันควรเป็นเรื่องน่ายินดี...ใช่ มันควรใช่ แต่ทำไม…ความรู้สึกเสียดายกลับตีตื้นขึ้นมาอย่างไม่หยุด ‘ถ้าพี่ดีขึ้นแล้ว…เราก็ต้องหายไปจากชีวิตเธอสินะ!!’ คำถามนั้นวนเวียนในหัวเขาเป็นพันรอบ จนเผลอปล่อยให้ความนิ่งกลายเป็นความเย็นชาโดยไม่รู้ตัว “นายโอเคไหม?” เสียงหวานเรียกเขาเบา ๆ ในช่วงพักเบรก ธีปกรณ์หันมาช้า ๆ มองใบหน้าเล็กนั่นด้วยสายตาที่อ่อนลง “ก็...โอเคมั้ง” เขาพยายามฝืนยิ้ม ทั้งที่นัยน์ตาดูเศร้า “แน่ใจ?” เธอถามต่อ “นายดูเหม่อลอยแปลกๆ” ธีปกรณ์กลั้นหายใจ ก่อนจะตอบเสียงเบา “บางที...เราก็แค่กำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่” มีนรดาเงียบไป ไม่เซ้าซี้ต่อ เธอหยิบขนมออกจากกระเป๋ายื่นให้ “ถ้านายไม่พูด ก็เคี้ยวอะไรเลยนะ จะได้ไม่เงียบจนเกินไป” เธอยิ้ม ยื่นขนมมาให้เขาด้วยแววตาอ่อนโยน คำพูดของเธอทำเอาพ่อหนุ่ม introvert ถึงกับหลุดขำเขารับขนมมาอย่างเงียบ ๆ ปลายนิ้วแตะกันแผ่วเบา...แค่เพียงเสี้ยววินาที แต่กลับเป็นสัมผัสที่เขาไม่อยากลืม แล้วความรู้สึกวาบหวามตอนที่จูบกับเธอก็ผุดลอยขึ้นมา ‘เรากำลังจะไม่มีโอกาสแตะเธอแบบนี้อีกแล้วใช่ไหม’ ช่วงบ่ายที่ต้องจับกลุ่มพรีเซนต์กันอีกครั้ง แน่นอนว่ามีนรดากับ “ทามม์” ยังคงเป็นคู่กันเสมอเหมือนที่ผ่านมา แต่วันนี้...เขากลับตอบสนองช้ากว่าปกติ เขาลังเล ไม่กล้าจ้องหน้าเธอนาน ไม่แม้แต่จะขยับมาใกล้เหมือนที่เคยทำ และนั่นก็ทำให้มีนรดาเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติของเขาอย่างเห็นได้ชัด “ทามม์...” เสียงเธอเรียกเขาแผ่วเบา ขณะที่กำลังช่วยกันเรียงสคริปต์ในห้องซ้อม เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ “ถ้านายเหนื่อย...หรือมีอะไรในใจ นายบอกเราได้นะ นายพูดได้ทุกเรื่องเลย เราพร้อมที่จะรับฟัง” เธอยิ้มบางให้เขา แล้วก้มลงเขียนสคริปต่อ ธีปกรณ์กัดฟันแน่น เขาเกือบจะพูดออกไปแล้ว “มีน...เราไม่ใช่ทามม์” แต่เสียงนั้นติดอยู่ในลำคอ ‘ถ้าเราพูดไปตอนนี้...เธอจะเสียใจไหม’ เขาเอื้อมมือไปแตะแขนเธอเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยเพียงว่า... “มีน...ถ้าสักวันหนึ่ง ถ้าเรา...ไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว เธอจะ...คิดถึงเราไหม?” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างงง ๆ “พูดอะไรของนายเนี่ย...พูดเหมือนจะหายไปไหน!!” ธีปกรณ์ยิ้มเจื่อนก่อนจะส่ายหน้า “ไม่มีอะไรหรอก...แค่ถามไว้เฉย ๆ” แต่ในใจเขาตะโกนแทบบ้า...เพราะวันนั้น...มันใกล้เข้ามาแล้ว “เลิกคลาสแล้วไปหาอะไรกินกันมั้ย?” เธอเอ่ยถามเพราะเห็นอาการไม่สู้ดีของบัดดี้เท่าไหร่นัก “....” “....” “เราขี้เกียจอ่ะ” เขาเงียบไปสักพักก่อนเสนออะไรบางอย่างออกมา “ไปทำอะไรกินที่ห้องเราได้มั้ย...” หญิงสาวมองเขาครู่หนึ่งก่อนส่งยิ้มหวาน แม้ในใจจะไหวแปลกๆ เธอกลัวจะไปจูบเขาอีกสินะ “ได้สิ เราทำกับข้าวอร่อยนายก็รู้” “งั้นเราแวะซื้อของที่ตลาด แล้วมีนก็โชว์ฝีมือจัดเต็มเลยนะ” เขาอยากกินอาหารฝีมือเธอสักครั้ง ในตอนที่ยังมีโอกาส “อื้ม...ได้สิ” ... รถยนต์หรูเคลื่อนตัวผ่านถนนเส้นหลัก แสงแดดท้ายวันส่องลอดเข้ามาตามกระจกบานข้าง มีนรดานั่งกอดถุงของสดไว้ในอ้อมแขน พลางพลิกดูรายการของที่ต้องซื้อจากมือถืออีกครั้ง ‘ของครบ’ เธอทวนรายการ “ไม่ลืมอะไรใช่มั้ย?” เขาถามขณะหันไปมองเธอแวบหนึ่ง “ก็...ดูเหมือนครบแล้วล่ะ เหลือแค่ลงมือทำ” เธอหันมายิ้มให้ ใบหน้าเปื้อนเหงื่อเล็กน้อยจากการเดินตลาด แต่กลับดูน่ารักจนใจเขาแทบละลาย คนตัวสูงฝืนตัวเองให้หันมองทางและตั้งใจขับรถต่อ คอนโดหรูชั้นบนสุด... กลิ่นเครื่องเทศเริ่มลอยตลบอบอวลไปทั่วห้อง ในขณะที่เครื่องฟอกอากาศก็ทำงานสูดเอากลิ่นแปลกปลอมให้คลุ้งกระจาย เสียงกระทะเจียวกระเทียมดังแผ่ว ๆ สลับกับเสียงหัวเราะของหญิงสาวที่ยืนผูกผ้ากันเปื้อนหน้ารูปหมี เธอดูคล่องแคล่ว และสดใสราวราวกับเด็กๆ ได้เล่นขายของ “ทำไมถึงอยากให้เราทำอาหารให้ล่ะวันนี้?” เธอถามพลางหั่นผัก จังหวะมือไม่สะดุด ธีปกรณ์ที่นั่งพิงเคาน์เตอร์ มองเธอแล้วตอบเรียบ ๆ “เพราะเราอยากจำ...ว่าเธอทำอาหารเก่งแค่ไหน” หญิงสาวหัวเราะ “แล้วก่อนหน้านี้กินแล้วนายไม่จำหรือไง?” เขายิ้ม ไม่ตอบ ... “เมื่อก่อนเราทำกินกันที่ไหนหรอ” เขาอยากถามคำถามนี้ออกไปมาก แม้ความจริงคือ...เขาทำไม่ได้ อีกอย่างเขายังไม่เคยกินฝีมือเธอสักครั้ง ชายหนุ่มอยากเก็บทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเธอไว้ในความทรงจำ เพื่อเตรียมลาจากโดยที่เธอไม่รู้ ไม่นานนัก อาหารสามอย่างก็ถูกจัดเรียงอยู่บนโต๊ะกลางห้อง “ทานได้แล้วค่า~” เสียงเธอสดใสราวกับบ้านนี้เป็นของเธอ ธีปกรณ์นั่งลงตรงข้าม ก่อนจะคีบคำแรกเข้าปาก... “อืม...อร่อยจริงด้วย” พูดพร้อมสบตาหวานซึ้งอีกแล้ว “แน่นอนอยู่แล้ว” เธอเชิดหน้าตอบอย่างภูมิใจ ชายหนุ่มมองเธอเงียบ ๆ มองเธอนานกว่าที่ควรจะเป็น แล้วพูดประโยคหนึ่งขึ้นเบา ๆ “เราจะไม่มีวันลืมรสชาติของวันนี้เลย” หญิงสาวชะงักเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มแหย ๆ แล้วพูดติดตลก “พูดเหมือนจะไม่ได้กินอีกแล้วเลยนะ...พูดดี ๆ เดี๋ยวแม่จะป๊าบเข้าให้” ว่าแล้วเธอก็ลุกขึ้นทำท่าทางจะป๊าบเขาเข้าให้จริงๆ ธีปกรณ์หัวเราะตาม เสียงหัวเราะนั้นเจือความเศร้าไว้ข้างในลึก ๆ ที่เธอไม่มีวันได้ยิน เขาจับมือหญิงสาวที่ทำทีว่าจะทุบเขา แล้วทั้งคู่ก็สบสายตากันอีกครั้งอย่างนิ่งงัน แต่แล้วเขาก็เลือกจะพูดบางอย่างเพื่อทำลายความเงียบ “เราอยากดื่มกับมีนด้วย ได้มั้ย?” เขาหันมาสบตากัน และรอคำตอบ “นึกยังไงอยากดื่มเนี่ย” เธอเงียบคิด “ก็เอาสิ” ใช่ว่าเธอจะไม่เคยลองของพวกนี้ ขวัญข้าวเคยชวนเธอดื่มมาบ้าง ธีปกรณ์หัวเราะเบา ๆ ในลำคออย่างโล่งใจ ก่อนจะลุกเดินไปยังมุมบาร์ จากนั้นก็เลือกหยิบขวดไวน์แดงเก่าแก่ที่เคยเก็บไว้ขึ้นมา แล้วเทใส่แก้วคริสตัลสองใบ “ไวน์แดงนะ ยี่ห้อนี้ไม่แรงมากมั้ง แต่อุ่นเร็ว” เขาหันมาบอกขณะเดินกลับมาหาเธอ มีนรดารับแก้วมาไว้ในมือเบา ๆ เธอจิบมันช้า ๆ รสขมนิด ๆ แทรกกลิ่นผลไม้และความขมปลายลิ้นแบบที่เธอไม่ค่อยคุ้น แต่ก็ไม่ได้ติดอะไร มาติดตรงคำที่ ‘ไม่แรงมากมั้ง’ ของเขานี่แหละ “อื้ม...มันก็โอเคกว่าที่คิด” เธอยิ้ม แล้วเหลือบมองเขา “แต่นายแน่ใจนะ ว่าจะไม่เมา?” “ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน...” ธีปกรณ์พูดติดตลกแต่สายตาไม่ได้หลบ ก่อนจะยกแก้วขึ้นดื่มตามเธอไป ... บรรยากาศรอบห้องเต็มไปด้วยแสงไฟสลัว ๆ จากโคมวอร์มไลต์ เสียงเพลงแจ๊สบรรเลงคลอเบา ๆ จากลำโพงอัจฉริยะ ทุกอย่างดูผ่อนคลาย...แต่ใจของเขากลับร้อนรนแทบบ้า เธอเริ่มหน้าแดงนิด ๆ แล้วก็ดูเงียบลงกว่าปกติ มือเล็กหมุนแก้วไปมา ก่อนจะเอ่ยถามเสียงอ้อมแอ้ม “นายเคยดื่มกับใครแบบนี้มั้ย?” ธีปกรณ์ส่ายหน้าเบา ๆ “ถ้าไม่นับตอนที่ต้องเนียนเป็นพี่ชาย...ก็ไม่เคยเลย” เขาเกือบเผลอหลุดปาก แต่มีนรดาไม่ได้ทันสังเกตนัก “แปลกดีเนอะ...อยู่กับนายทีไร เรารู้สึกว่าโลกมันเงียบดี” เธอพูดราวกับพึมพำ แล้วเอนตัวพิงพนักเบา ๆ “เงียบ...แต่ก็ไม่อึดอัดใช่ไหม?” เขาถามเสียงทุ้มต่ำ หญิงสาวพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบาง “อื้ม...ใช่...มันเหมือน...เราไม่ต้องฝืนอะไรเลยตอนอยู่กับนาย เงียบสงบ แต่ไม่อึดอัด” เธอคิดก่อนจะพูดต่อ “แต่มีช่วงหลังซัมเมอร์นะ ที่เราแอบอึดอัด” ทั้งคู่หัวเราะ “ก็นายเล่นทำตัวแปลกๆ” หัวใจของธีปกรณ์เต้นแรงขึ้นอีกครั้ง มือเขาเผลอเอื้อมไปแตะมือเธอที่วางอยู่ข้างแก้วไวน์ ร่างบางชะงักเล็กน้อยแต่ไม่ได้ผละหนี “มีน...” เขาเรียกชื่อเธอแผ่วเบา ดวงตาเขาสบกับดวงตาเธอเหมือนต้องการจะจดจำเธอไว้ให้ลึกที่สุด “เราขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม…” หญิงสาวเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มยังคงอยู่บนใบหน้า แม้ดวงตาจะเริ่มมึนเล็กน้อยจากฤทธิ์ไวน์ “อะไรเหรอ?” ธีปกรณ์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมา “คืนนี้...อย่าคิดว่าเราเป็นทามม์เลยนะ” แต่เขาไม่ได้พูดมันออกมา “คืนนี้เต็มที่เลยนะ พรุ่งนี้ไม่มีเรียน ค้างที่นี่ได้” เมื่อเห็นว่าหญิงสาวเงียบเขาเลยพูดขึ้นว่า “คอนโดเรามีสามห้องนอนแหนะ มีนค้างที่นี่ได้” แล้วเสียงของขวัญข้าวก็ลอยมา ‘แกจะเก็บซิงไว้ชิงโชคหรอวะ อีกอย่างผู้ชายปล่อยไว้นานขนาดนั้นโดยที่เขายังไม่แตะต้องแก ก็เพราะเขาให้เกียรติป่ะว่ะ แต่เกียรติ มันกินไม่ได้นะเว้ย แกก็เห็นๆ อยู่ว่าทามม์มันฮ็อตฮิตขนาดไหน เฟรชชี่ปีไหนๆ เข้ามาก็เรียกหาแต่พี่ทามม์ๆ สักวันเถอะเล่นตัวมากๆ หมาจะคาบไปแดก’....“มีน ..!!” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกกันกี่ครั้งแล้วก็ไม่รู้“ห่ะ...ห๊ะ!! เมื่อกี้ทามม์ว่าอะไรนะ?”คนตัวสูงมองใบหน้าเธอที่เหม่อลอยอย่างชัดเจน เขาอยากรู้เหลือเกินว่าในหัวของเธอกำลังคิดอะไรอยู่ กำลังลังเล? กำลังกลัว? หรือว่ากำลังรู้สึกผิด...ที่อยู่กับคนที่เธอคิดว่าเขาเป็นใครอีกคน“เราแค่บอกว่า...พรุ่งนี้ไม่มีเรียน ถ้ามีนจะค้างที่นี่ก็ได้ ห้องนอนมีสามห้อง สะดวกสบาย ปลอดภัย” เขาย้ำคำสุดท้ายอย่างตั้งใจ “ปลอดภัยแน่นอน”เพราะเขาอยากให้เธอไว้ใจ แม้จะรู้ตัวเองดีว่า ความจริงทั้งหมดที่เขาซ่อนอยู่...ยังจะปลอดภัยสำหรับเธอจริงๆ หรือเปล่ามีนรดานิ่งไปก่อนจะค่อยๆ พยักหน้า “อื้ม...ก็ได้ งั้นเราค้างก็ได้” เธอไม่ได้ตอบเพราะเมาหรอกนะ แต่เพราะหัวใจของเธอมันต้องการแบบนั้นต่างหากธีปกรณ์พยายามสะกดกลั้นตัวเองเอาไว้ เพราะคำว่า “ก็ได้” ของเธอมันไม่ต่างจากไฟที่จุดเผาใจเขาให้ร้อนวาบ มันคือการยอมให้อยู่ด้วยกันนานขึ้นอีกนิด และเขากำลังกลัว...กลัวว่าจะเสพติดที่มีเธออยู่ข้างๆ มากไปกว่านี้“อยากอาบน้ำไหม เดี๋ยวเราเตรียมผ้าเช็ดตัวไว้ให้” เสียงเขาติดนุ่ม แฝงความเอาใจใส่ที่มีแต่เจ้าของตัวจริงเท่านั้นที่จะมองทะลุได้ว่ามัน ‘
เช้าวันจันทร์...อากาศในมหาวิทยาลัยสดใสเหมือนเคย แต่สำหรับธีปกรณ์แล้ว ทุกอย่างกลับดูหม่นกว่าปกติ แม้เขาจะยืนอยู่ท่ามกลางเพื่อนร่วมชั้นในคลาสใหญ่ของวิชา Communication Strategy แต่ในหัวกลับว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่คำบรรยายของอาจารย์ที่เข้าสู่โสตประสาทแม้แต่นิดมีนรดานั่งอยู่ข้าง ๆ เช่นเคย รอยยิ้มของเธอยังสดใสเหมือนเดิม กลิ่นแชมพูที่คุ้นเคยหอมจางๆ ลอยมาจากเส้นผมสีดำขลับที่สะบัดเบา ๆ เวลาขยับตัว ดวงตากลมโตภายใต้แว่นตาสีใสที่เธอสวมใส่บางวันก็ไม่เห็นเธอใส่มัน แต่วันนี้...ธีปกรณ์กลับไม่กล้าหันไปมองกันตรงๆ‘พี่ฟื้นแล้ว...และอยู่ในช่วงกายภาพบำบัด’ มันควรเป็นเรื่องน่ายินดี...ใช่ มันควรใช่ แต่ทำไม…ความรู้สึกเสียดายกลับตีตื้นขึ้นมาอย่างไม่หยุด ‘ถ้าพี่ดีขึ้นแล้ว…เราก็ต้องหายไปจากชีวิตเธอสินะ!!’คำถามนั้นวนเวียนในหัวเขาเป็นพันรอบ จนเผลอปล่อยให้ความนิ่งกลายเป็นความเย็นชาโดยไม่รู้ตัว“นายโอเคไหม?” เสียงหวานเรียกเขาเบา ๆ ในช่วงพักเบรกธีปกรณ์หันมาช้า ๆ มองใบหน้าเล็กนั่นด้วยสายตาที่อ่อนลง “ก็...โอเคมั้ง” เขาพยายามฝืนยิ้ม ทั้งที่นัยน์ตาดูเศร้า“แน่ใจ?” เธอถามต่อ “นายดูเหม่อลอยแปลกๆ”ธีปกรณ์กลั้นหายใจ ก่อนจะ
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด!!!”เสียงของขวัญข้าวดังสนั่นลั่นห้องนั่งเล่นในหอพักหญิงจนแม้แต่เสียงนกบนสายไฟยังเงียบกว่าคนที่ดูจะตื่นเต้นจนออกนอกหน้าในตอนนี้“ฉันนึกว่าพวกแกจูบกันตั้งแต่ปีหนึ่งแล้วนะมีน!!! กรี๊ดดด แกปล่อยมานานขนาดนี้ได้ยังไงยะ เก็บซิงไว้ชิงโชค?” เจ้าตัวพูดพลางหยิบหมอนอิงมากอดแล้วทุบเอาๆ อย่างขวยเขินมีนรดาแทบจะมุดเข้าใต้โซฟาไปเดี๋ยวนั้น“แกเบาๆ หน่อย เดี๋ยวคนข้างห้องก็มาได้ยินกันพอดีอ่ะ”“ได้ยินก็ได้ยินไปสิ” ขวัญข้าวยักไหล่อย่างไม่แคร์“เดี๋ยวนี้เด็ก 13-14 บางคนก็ไม่เวอร์จิ้นแล้วนะเว้ย! นี่เราอายุ 21 แล้วนะยะ! โลกมันไปถึงไหนแล้ว!”“หรือแกไม่เวอร์จิ้นแล้ว?”“เปล๊า!!” ขวัญข้าวตอบเพื่อนมีนรดาหันมาหรี่ตาใส่เพื่อนรัก “ขวัญ! เราไม่ได้จะทำแบบนั้นซะหน่อย มันก็แค่... แค่ ...”“แค่หายใจเข้าปากกันสองรอบ แล้วเผลอไปจูบบนเคาน์เตอร์บาร์? แกคิดว่าฉันจะเชื่อแกมั้ย?”“พอได้แล้ว เลิกแซวฉันเลยนะ!!” มีนรดาเอาหมอนทุบเพื่อนคืนบ้าง ก่อนจะงึมงำเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าจะพูดกับเพื่อนซะมากกว่า“ก็เขามัน... เขาไม่เหมือนเดิมอ่ะขวัญ แกจำตอนปีหนึ่งได้มั้ย? เขามั่นใจมาก เจ้าคารมมาก ตอนนี้คือเขาแบบ...เอ่อ...
ภายในห้องครัวเริ่มได้กลิ่นหอมของข้าวสวยร้อน ๆ กับไข่เจียวที่เริ่มขึ้นฟูในกระทะ ลอยคลุ้งไปทั่ว“เอ่อ... น้ำปลาวางอยู่ตรงชั้นบนน่ะ”มีนรดาหยุดมอง มือชะงักและลังเลที่จะเขย่งเพราะมันวางอยู่สูงมาก“เดี๋ยวเราหยิบให้”เสียงทุ้มเบาดังขึ้นจากด้านหลัง ก่อนที่เธอจะทันตั้งตัวร่างสูงของธีปกรณ์ก็ก้าวเข้ามาใกล้เกินกว่าจะตั้งสติ แขนแข็งแรงยื่นเหนือศีรษะเธอเพื่อคว้าน้ำปลาขวดนั้นออกมา เขาเข้ามาใกล้ชิดจนได้ยินลมหายใจอีกคน หัวใจของเธอเต้นแรงถี่อย่างไม่รู้ตัว ขณะที่เขาเอง... ก็หยุดอยู่กับภาพหญิงสาวตรงหน้า ใบหน้าที่อยู่ใกล้กันเพียงไม่กี่เซนติเมตร ดวงตาของทั้งคู่สบกันนิ่งงันเหมือนถูกช่วงเวลานี้กักไว้ไม่ให้เคลื่อนไหวธีปกรณ์กลืนน้ำลายลงคอ ฝ่ามือที่ถือขวดน้ำปลาคล้ายจะอุ่นกว่าปกติ แต่แล้วคนตัวสูง 159 เซนติเมตรจึงเอ่ยตัดบทแก้เขินออกมา“ทำไมนายเอาไว้สูงจังล่ะ”เขาแทบหลุดขำ ก็ปกติเขาเข้าครัวที่ไหน แม้จะจีเนียสเรื่องมันสมอง แต่เรื่องการจัดของยอมรับว่าเขาไม่ได้เรื่องเอาซะเลย ดีนะที่ยังมีพวกวัตถุดิบเหลืออยู่ ไม่รู้ว่ามันหมดอายุไปหรือยังโต๊ะทานอาหารถูกจัดแบบง่าย ๆ พิถีพิถัน กับข้าวมีไม่กี่อย่าง แต่ทั้งหมดล้วนดู “เหม
ประโยคสุดท้ายนั้นเหมือนระเบิดเวลาที่หยุดการหายใจของคนฟังได้ในทันทีธีปกรณ์ชะงักค้าง สายตาบอกอาการที่ว่าไม่ถูก ปกติเขามักจะควบคุมสถานการณ์ได้ทุกครั้ง แต่ตอนนี้กลับเลื่อนลอย เหมือนโลกหยุดหมุนกับสิ่งที่ได้ฟัง “จูบแรก...ของเธอ” อย่างนั้นหรอ!! คำพูดนั้นก้องอยู่ในหัว มันไม่ได้ฟังแค่ผ่านหู แต่มันพุ่งเข้าใส่หัวใจเขาเข้าไปเต็มแรง และเขารู้ทันที...ว่าเขาทำผิดไปไกลกว่าที่คิด เขาไม่ได้แค่ “จูบผิดคน” แต่เขากำลังทำลาย “ครั้งแรก” ที่ควรมีความหมายมากกว่านี้สำหรับเธอ“มีน...” เขาเรียกชื่อเธอครั้งแรกในน้ำเสียงที่แผ่วลงคือฉันไม่ใช่ “จูบเธอ” แบบในบท...และก็ไม่ใช่ “จูบเธอแบบบัดดี้” มันเป็นเสียงในสมองที่ตีกันเพราะเพิ่งรู้ตัวว่า...ตัวเองอาจกำลังทำร้ายเธอโดยไม่ตั้งใจ พูดมันออกไปสิโว้ยไอ้คนขี้ขลาด คนตัวสูงเริ่มโมโหตัวเองในใจเธอยังคงมองเขาด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ บนใบหน้านั้นดูไม่โกรธแต่ในแววตามีบางอย่างซับซ้อนกว่าอารมณ์ใด ๆ“เรารู้ว่าทามม์อินกับบทไปหน่อย…” เธอพูดแก้เขินให้พร้อมกับส่งรอยยิ้มหวานทำเอาคนมองแทบละลายธีปกรณ์เม้มปากแน่น เขาอยากพูดว่า “เราไม่ใช่ทามม์” แต่เขาทำไม่ได้ เพราะเขาเห็นสายตาที่ไว้ใจของเธอมันทำให
“โอเค กลุ่มนี้...ซีนที่ 3 ใครเป็นพระเอกนะ?” เสียงอาจารย์ประจำคลาสกำกับการแสดงดังขึ้นในห้องเรียนขนาดย่อมที่ใช้เป็นเวิร์กช็อปซ้อมละครขวัญข้าวเงยหน้าขึ้นก่อนตอบเสียงชัด “ทามม์ค่ะ ทามม์เล่นเป็นพระเอก”“อ้าว งั้นก็จับคู่กับมีนอีกสินะ” ขนาดอาจารย์ก็ยังคุ้นชินกับบัดดี้คู่นี้ “บทนี้ต้องซ้อมกันให้ไหลลื่นมากขึ้นกว่านี้นะ มีดราม่า มีความใกล้ชิดด้วย ไม่งั้นตอนแสดงจริงจะโดนหั่นคะแนนไม่รู้ด้วย”“ค่ะอาจารย์”มีนรดาหันไปมอง “ทามม์” ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แบบงง ๆ เล็กน้อย ไม่ใช่เพราะแปลกใจเรื่องจับคู่...แต่แปลกใจกับสีหน้าท่าทางของเขา นิ่งผิดปกติวิสัยเหมือนกำลังกลั้นหายใจอยู่ตลอดเวลาเขาพยักหน้ารับทราบสั้น ๆ ด้วยท่าทางที่ดูไม่เป็นตัวเองหลังเลิกคลาส ทุกกลุ่มต้องซ้อมบทกันเอง ที่มุมหนึ่งของคณะ ธีปกรณ์กำลังนั่งมองสคริปต์ในมือ พลางถอนหายใจยาวเหมือนจะระบายทุกความวุ่นวายออกทางจมูก‘นี่ฉันมาทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย ไอ้ทามม์นะ ไอ้ทามม์ ตื่นขึ้นมาสักทีสิวะ!’ เขาสบถในใจพลางนวดขมับตัวเอง ตอนนี้พี่ชายฝาแฝดของเขานอนนิ่งเหมือนเจ้าชายนิทรา หลังประสบอุบัติเหตุเมื่อเดือนก่อนร่างกายฟื้นตัวแล้ว...แต่สติกลับยังไม่มา และเพราะคำขอร้







