Masuk“โอเค กลุ่มนี้...ซีนที่ 3 ใครเป็นพระเอกนะ?” เสียงอาจารย์ประจำคลาสกำกับการแสดงดังขึ้นในห้องเรียนขนาดย่อมที่ใช้เป็นเวิร์กช็อปซ้อมละคร
ขวัญข้าวเงยหน้าขึ้นก่อนตอบเสียงชัด “ทามม์ค่ะ ทามม์เล่นเป็นพระเอก” “อ้าว งั้นก็จับคู่กับมีนอีกสินะ” ขนาดอาจารย์ก็ยังคุ้นชินกับบัดดี้คู่นี้ “บทนี้ต้องซ้อมกันให้ไหลลื่นมากขึ้นกว่านี้นะ มีดราม่า มีความใกล้ชิดด้วย ไม่งั้นตอนแสดงจริงจะโดนหั่นคะแนนไม่รู้ด้วย” “ค่ะอาจารย์” มีนรดาหันไปมอง “ทามม์” ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แบบงง ๆ เล็กน้อย ไม่ใช่เพราะแปลกใจเรื่องจับคู่...แต่แปลกใจกับสีหน้าท่าทางของเขา นิ่งผิดปกติวิสัยเหมือนกำลังกลั้นหายใจอยู่ตลอดเวลา เขาพยักหน้ารับทราบสั้น ๆ ด้วยท่าทางที่ดูไม่เป็นตัวเอง หลังเลิกคลาส ทุกกลุ่มต้องซ้อมบทกันเอง ที่มุมหนึ่งของคณะ ธีปกรณ์กำลังนั่งมองสคริปต์ในมือ พลางถอนหายใจยาวเหมือนจะระบายทุกความวุ่นวายออกทางจมูก ‘นี่ฉันมาทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย ไอ้ทามม์นะ ไอ้ทามม์ ตื่นขึ้นมาสักทีสิวะ!’ เขาสบถในใจพลางนวดขมับตัวเอง ตอนนี้พี่ชายฝาแฝดของเขานอนนิ่งเหมือนเจ้าชายนิทรา หลังประสบอุบัติเหตุเมื่อเดือนก่อน ร่างกายฟื้นตัวแล้ว...แต่สติกลับยังไม่มา และเพราะคำขอร้องของ “ใครบางคน” กับสถานการณ์ที่ไม่อาจเปิดเผยออกไป ธีปกรณ์ จึงต้องยอมวางวิชาชีพวิศวะไฟฟ้าสุดรักจากอังกฤษ มาแสดงบทบาทชีวิตของใครอีกคนแทน แถมไอ้คนที่เขาต้องสวมรอยอีกคน ใครจะรู้ไหมว่าเขาอัจฉริยะขนาดไหนเพราะนี่คือ “เจ้าของเบื้องหลังระบบซอฟต์แวร์” ของมหาลัยที่นี่อีกต่างหาก ระบบจองห้องเรียนออนไลน์เอย.. ระบบจัดเกรดอัตโนมัติเอย.. ไหนจะไฟอัตโนมัติในตัวอาคารเรียนเอย.. ทั้งหมดมันฝีมือเขาล้วน ๆ ธีปกรณ์ในฐานะน้องฝาแฝดที่เรียนสายวิศวะไฟฟ้าแท้ ๆ ยังเคยพูดกับตัวเองว่า... ‘แม่ง...อัจฉริยะเกินมนุษย์ละ’ ใช่ ผู้คนเขาพูดแบบนั้นจริง ๆ และไม่ได้พูดประชดด้วย เพราะในขณะที่ตัวเขาเรียนพุ่งไวเกินอายุ จนทะลุเพดานอายุหลักสูตร คนในแวดวงเทคโนโลยีระดับโลกยังเอ่ยชื่อเขาออกมาได้โดยไม่ต้องเปิดโปรไฟล์ พี่ชายของเขา...กลับเรียนอยู่คณะนิเทศฯ คณะห่าเหวอะไรไม่รู้ที่ต้องมานั่งเรียนเขียนบท เล่นกล้อง แสดงละคร “พี่กูจะเป็นนักแสดงหรือไงวะ?” เขาบ่นอุบตลอดทางที่เดินเข้าอาคารเรียนของคณะ CA ด้วยความเครียดขั้นสุด และที่เขาต้องกลับมาไทย... ไม่ใช่เพราะคิดถึงบ้าน ไม่ใช่เพราะเสียดายเวลาที่พี่เรียนไม่จบ แต่เพราะธามนาธรที่นอนยังไม่ได้สติในโรงพยาบาลหลังอุบัติเหตุ และถ้าเขาไม่มาทำหน้าที่แทนพี่ชาย ธามนาธรอาจจะดูแย่ในสายตาคนอื่นที่ว่า ไม่มาเรียนก็จบได้ เพราะมีพ่อเป็นถึงเจ้าของที่นี่ แล้วไอ้ความเป็น “บัดดี้กับแม่นั่น” หรือจะอะไรก็ตามแต่ ไอ้เรื่องชื่อเสียงในมหาลัยที่สาว ๆ รุมล้อมก็ช่างมัน แต่เขา ‘ธีปกรณ์’ ต้องสวมบทบาทแทนพี่ชายให้แนบเนียนที่สุด เพื่อไม่ให้ทุกอย่างที่พี่ชายสร้างมาตลอดเกือบ 3 ปี...พัง ซึ่งมันยากมากสำหรับเขา คิดแล้วเขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ คนทั้งคู่หน้าเหมือนกันมาก ถ้าไม่สนิทจริงก็แทบแยกไม่ออก ขนาดเพื่อนไฮสคูลที่ลอนดอนยังเคยทักพวกเขาผิดคน เพราะความเหมือนกันมากๆ พวกเขาเป็นแฝดแท้ ทั้งความสูงเท่ากัน ทั้งสัดส่วนที่เท่ากันเป๊ะราวกับก็อปวางแปะ แม้กระทั่งเสียงพูดก็คล้ายกันจนแยกไม่ออก ถ้าไม่นับนิสัยที่...ต่างคนละขั้วโดยสิ้นเชิง ธีปกรณ์เก็บตัว พูดน้อย เงียบขรึม ไม่ชอบความวุ่นวายเกลียดการแสดงออก เกลียดสังคม เป็นมนุษย์อินโทรเวิร์ดขั้นสุด ฉลาดไหวพริบดี และที่สำคัญ...เขาไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของมนุษย์เท่าไหร่ ในขณะที่พี่ชายเขาน่ะหรอ รายนั้นน่ะเสน่ห์แรง ยิ้มร้ายละลายใจ ใจดีแถมเจ้าคารม มนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยมเข้ากับคนง่าย และรู้จัก “จังหวะ” ที่จะดึงดูดผู้คน นี่ก็ไม่แปลกว่าทำไมสาวๆ ในมหาลัยถึงติดใจพี่ชายเขากันนักกันหนา แค่นึกธีปกรณ์ก็จะเป็นประสาทตายอยู่แล้ว ถ้าไม่นับ “ปานสีดำตรงเอวด้านขวา” ที่เป็นสัญลักษณ์เดียวที่พอจะแยกพวกเขาออกได้ แต่ใครมันจะไปโชว์ปานขนาดนั้นวะ!! ตอนเด็กพ่อกับแม่พวกเขาก็พอจะแยกแยะทั้งคู่ได้จากจุดนี้ นั่นคือสิ่งที่ทำให้ธีปกรณ์ต้องระวัง...ทุกคำพูด ทุกการกระทำ เพราะความผิดพลาดเล็กน้อย...อาจทำให้ทุกอย่างพังไม่เป็นท่า คนที่เป๊ะ ตรงฉินก็เริ่มบ่นงึมงำ “Shit!!... แม่ง!!” คนหน้าหล่อตัวสูงสบถกับตัวเองในห้องน้ำชายชั้นใต้ดิน ที่ไม่มีใครผ่านมา ธีปกรณ์ยืนพิงอ่างล้างหน้า ใบหน้าหล่อจัดที่ตอนนี้ดูเครียดจัดจนแทบจะขึงขัง เหงื่อผุดขึ้นที่ไรผม ทั้งที่ห้องนี้ไม่ได้ร้อนเลยสักนิด เขาสบถซ้ำในใจ มือกำแน่นจนเส้นเอ็นปูด เพราะแค่ “ซ้อมบทละคร” กับมีนรดาเมื่อกี้ เขาก็แทบจะหลุดหลายจังหวะ จับมือเธอ...แล้วเธอมองตาเขานิ่ง ๆ นั่นอีกพระเจ้า เขาแทบจะละลาย ไม่ใช่เพราะเขินแบบผู้ชายหวั่นไหวหรอกนะ แต่เป็นเพราะ...เขาไม่เคยถูก “มองแบบนั้น” มาก่อนในชีวิต “ทามม์ ทำไมมือเหงื่อเยอะแบบนี้ล่ะ ร้อนหรอ? ไม่สบายตรงไหนรึเปล่า?” เสียงหวานๆ ยังคอยดังรบกวน สายตาของเธอมันเต็มไปด้วยความผูกพัน ความห่วงใย ความไว้ใจ มันคือสายตาที่ “เธอมีให้พี่เขา” ซึ่งไม่ใช่เขา และที่ยากที่สุด...คือการแสดงให้เหมือนว่าเขา “รู้สึกแบบเดียวกันกลับไป” ทั้งที่เขาไม่ได้รู้จักเธอเลยด้วยซ้ำ “ให้ตายสิ...นี่กูต้องแกล้งทำหวานใส่เธออีกนานแค่ไหนวะ และนี่กูแม่งเป็นเหี้ยไรวะ!!” เขาวิดน้ำใส่หน้าตนเองแล้วสะบัดแรงๆ สูดหายใจเข้าลึก ฝืนกลืนความอึดอัดทั้งหมดลงคอ แล้วมองหน้าตัวเองในกระจก “นายคือธามนาธร...ต้องมั่นใจ ต้องเจ้าสำอาง ต้องไม่พูดคำว่า ‘แม่ง’ บ่อยๆ เอาหน่า...ไม่นานหรอก นายจะเป็นเงาคนอื่นไม่นานหรอก ทนไว้...” เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะยกมือทึ้งผมตัวเองเล็กน้อย แล้วฝืนยิ้มฝึกสีหน้าหน้ากระจกเหมือนคนเสียสติ แต่ไม่มีรอยยิ้มไหน...ที่เขาเหมือนพี่ชายตัวเองได้เลย หลังจากสงบสติอารมณ์ตัวเองอยู่พักหนึ่ง ธีปกรณ์ก็เดินกลับไปยังโซนซ้อมบท พยายามปรับสีหน้าให้เรียบ ทำสายตาให้มั่นคง สูดลมหายใจเข้าปอดลึก และจัดบุคลิกให้เหมือน “ทามม์” ที่คนทั้งคณะรักนักรักหนา มีนรดานั่งรออยู่ตรงม้านั่งข้างตึก บทละครยังวางอยู่บนตัก สายตาเหม่อลอยเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ทันทีที่เขาเดินเข้ามา เธอก็ยิ้มให้เขาเล็กน้อยอย่างเช่นเคย “โอเคแล้วเหรอ?” คำถามของเธอเรียบง่าย...แต่สำหรับเขา มันคือกับดัก ธีปกรณ์ฝืนยิ้ม “อืม...เมื่อกี้แค่ลืมบทไปนิดหน่อย ขอโทษนะ” มีนรดาเลิกคิ้ว “หือ? นายลืมบทเนี่ยนะ?” เสียงเธอฟังดูแปลกใจจริง ๆ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา “ทามม์” ตัวจริงแทบไม่เคยพลาดเรื่องพวกนี้เลย “ก็...บางทีมันก็มีลืมบ้างแหละ” เขาพยายามหลบตา แต่พลาดตรงที่พูดเร็วไปนิด ผิดจากโทนเสียงทุ้มเนิบแบบธามนาธรไปสักหน่อย เธอเงียบ...แต่ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยิ้มบาง ๆ แล้วเลื่อนบทกลับมาอ่าน “โอเค...งั้นเรามาซ้อมกันใหม่ ฉันว่าเราเริ่มจากซีนที่ต้องสบตากันดีกว่า บทมันจะได้ลื่น” ธีปกรณ์สะดุ้งในใจ “เธอพูดว่าอะไรนะ? สบตา?!!” “ใช่ไง นายโอเคจริงป่ะเนี่ย” แล้วเธอก็ยิ้มหวานให้เขา ทำเอาเจ้าตัวแทบจะหายตัวไปจากตรงนี้ซะให้ได้ ทำไมรอยยิ้มเธอมันน่ารักแบบนี้วะ “เอ่อ...โอเค” เขาฝืนรับบทบาท ก้าวเข้าไปนั่งใกล้จนแทบชิด ระยะประชิดที่ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงแบบไม่เคยเป็นกับใครมาก่อน เธอเงยหน้าขึ้น สบตาเขาช้า ๆ เธอมองเขา...นาน มันนานพอที่เขาเริ่มหายใจติดขัด “ทามม์...” เธอเอ่ยชื่อเขาเสียงแผ่ว สายตานั้นไม่ได้เคลือบแคลง...แต่มันซึมซับด้วยความห่วงใยลึก ๆ “นายโอเคแน่ใช่ไหม?” “….” “ทำไมถามแบบนั้นล่ะ?” เสียงเขาสั่นน้อย ๆ พยายามฝืนให้ฟังดูมั่นคงที่สุดเท่าที่ผู้ชายที่กำลังจะเป็นบ้าได้ เธอยิ้มจาง ๆ “ก็...นายดูเหมือนไม่ใช่นายเลยช่วงนี้น่ะ” คำพูดนั้นมันแทงเข้ากลางอก หญิงสาวเดินเข้ามาใกล้อีกนิด ใกล้เกินกว่าที่หัวใจเขาจะรักษาจังหวะไว้ได้ มือเล็กของเธอยื่นมาแตะเบา ๆ ที่หน้าผากเขา สัมผัสเย็นนิด ๆ แต่กลับร้อนฉ่าข้างใน “ช่วงนี้นายไม่สบายหรือเปล่า...” เธอกระซิบเบา เหมือนพูดกับลมหายใจตัวเอง ธีปกรณ์กลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ ลมหายใจติดขัด มือสองข้างเกร็งแน่นอยู่ข้างลำตัว กลัวว่าถ้าขยับแม้แต่นิดเดียว...เขากลัวว่าตัวเองจะเผลอโอบเธอเอาไว้ ก็กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากผิวเธอ กลิ่นที่ไม่ใช่น้ำหอมราคาแพง แต่เป็นกลิ่นแบบผู้หญิงสะอาด ๆ ที่น่าเข้าใกล้ กลิ่นนี้...ทำให้เขาเริ่มสับสน ‘บ้าชิบ...ไม่ไหวแล้วโว้ย!!’ เขาหลุบตาลงต่ำพยายามหนีสายตาเธอ และถอยหลังช้า ๆ “ฉันไม่เป็นไร แค่...เหนื่อยนิดหน่อย” เธอมองเขา แววตายังคงคล้ายเดิม แต่มีบางอย่างเปลี่ยนไป เหมือนเธอเองก็เริ่มสังเกต เริ่มตั้งคำถาม แต่ก็ยังไม่แน่ใจพอจะพูดออกมา และสิ่งที่เขารู้ว่าเลี่ยงไม่ได้ก็คือ... ### คัท!!! คืนนี้ต้องซ้อมบทต่อถึงเย็น และ... มีบทจูบด้วยนะ ร่างสูงเดินเลี่ยงออกมาเงียบ ๆ หัวใจเต้นตึ้กตั้กราวจะหลุดจากอก ในหัวของเขาเต็มไปด้วยเสียงคำรามของตัวเอง ‘ให้ตายเถอะ...นั่นมันคนที่พี่แกชอบนะเว้ย’ ... ... แล้วช่วงเย็นที่ว่าก็มาถึง... อาจารย์ยืนกลางห้องแล้วพูดเสียงเรียบแบบจริงจัง “บทจูบตอนท้ายถือเป็นซีนสำคัญนะ ใครที่เล่นเป็นพระ-นาง คู่ไหนที่ยังเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ ให้ไปซ้อมกันสองคนเลย จะได้เข้าถึงอารมณ์ ไม่ต้องเขินต่อหน้าคนเยอะ อยากจะจูบจริงจูบปลอมก็ตามใจ” เสียงของอาจารย์ทำเอาทุกคนหลุดขำ มีเสียงอื้ออึงเบา ๆ ในห้องเรียน แต่ทุกคู่ต่างก็พยักหน้าตกลง และทยอยพากันแยกซ้อมตามมุมห้อง มุมบันได บางคนก็ออกไปซ้อมกันข้างนอก รวมถึงพวกเขาด้วย... มมีนรดากับ ธีปกรณ์ เดินมาหยุดที่มุมเวทีซึ่งปิดม่านบางไว้ รอบด้านเงียบ ไม่มีใคร มีแค่เสียงแอร์เบา ๆ กับความเงียบที่ขยายความรู้สึกให้ดังขึ้นในอก “เอ่อ...เริ่มจากช่วงท้ายเลยก็ได้นะ” เธอพูดเบา ๆ ขณะเปิดบทดู ธีปกรณ์พยักหน้าเงียบ ๆ พยายามไม่สบตา เขาขยับยืนห่างจากเธอไปครึ่งก้าวเหมือนสร้างระยะห่างให้ตัวเองหายใจแต่เธอกลับก้าวเข้ามาใกล้อีกนิด ตามบท... บทที่ตัวละครหญิงต้องพูดก่อน “นายรู้ไหม ว่าฉันรอคำตอบนี้จากนายมานานแค่ไหน...” น้ำเสียงของเธอจริงจัง ไม่ใช่แค่อ่านบท แต่รู้สึกไปด้วย และมันกระทบจิตใจเขาอย่างจัง ธีปกรณ์ฝืนพูดตอบกลับไปตามบท “แล้วตอนนี้...เธอพร้อมฟังคำตอบจากฉันหรือยัง” มือของเขาแตะไหล่เธอเบา ๆ สายตาเธอสบตาเขาในระยะประชิด...ระยะที่ใกล้เกินกว่าหัวใจเขาจะปลอดภัย และบทนี้เธอต้องเป็นคนพูดต่อ “พร้อมเสมอ...เพราะหัวใจฉัน...เป็นของนายตั้งนานแล้ว” คำพูดนี้ทำเอาบางคนใจสั่น แทบลืมจังหวะหายใจ และ...ซีนนี้ควรจะต้องตามด้วยการจูบ ไม่ใช่จูบจริงจัง แต่ต้องโน้มหน้าเข้าใกล้ แค่ให้ปากเกือบแตะ ให้อารมณ์มัน ‘ใกล้พอจะใจสั่น’ เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย พร้อมจะเข้าฉาก แต่เขากลับนิ่งไป มือเขาสั่นเบา ๆ ปลายนิ้วข้างหนึ่งเผลอกำชายเสื้อไว้แน่น ริมฝีปากเขาเผยอขึ้นเล็กน้อยเหมือนจะพูดอะไร...แต่กลับไม่มีคำใดหลุดออกมา ...เธอมองตาเขา และเห็นชัดเลยว่าเขากำลังกลัว แต่เธอก็ดูไม่ออกว่าเขากลัวอะไร ระยะห่างระหว่างริมฝีปากของเขากับเธอ...เหลือเพียงลมหายใจ ธีปกรณ์รู้ดีว่าตอนนี้เขาควร “แกล้งโน้มหน้าเข้าไปใกล้” และมันแค่การแสดง เข้าไปใกล้เธอให้มากพอเหมือนจะจูบ แต่ก็ไม่ได้แตะจริงๆ แม้จะบอกตัวเองว่ามันก็แค่บท แต่ตอนนี้เขามันเหมือนคนสติหลุด เสียงหัวใจของเขาดังกลบทุกอย่างในหัว ดังจนเขาไม่ได้ยินคำว่า "ห้าม" เพราะตอนที่เธอเงยหน้าขึ้น มองเขาด้วยแววตานิ่งงัน ริมฝีปากนิ่มนั่นเผยอเล็กน้อยในระยะใกล้ และกลิ่นหอมละมุนจากผิวกายของหญิงสาวก็ห่อหุ้มเขาไว้จนไม่อาจขยับหนี มือเขายกขึ้นช้า ๆ แตะเบา ๆ ที่ข้างแก้มเนียนของเธอ นุ่ม ... อุ่น ... และทำให้เขาไม่อยากปล่อย มีนรดาชะงักเล็กน้อย ถึงจะรู้ว่าการจับใบหน้าต้องสมจริง เธอไม่ได้หลบ เธอมองตาเขา และรู้ในวินาทีนั้นว่า...นี่ไม่ใช่ “การแสดง” และก่อนที่เธอจะทันตั้งคำถาม ริมฝีปากของเขาก็โน้มลงมาหาเธอ ช้า ๆ แผ่วเบา แนบลงมาอย่างแสนอ่อนโยน จูบแรก ... ไม่รีบ ...ไม่เร่ง...ไม่หวือหวา แต่เต็มไปด้วยความรู้สึก เขาไม่ได้จูบเธอเพื่อให้คนอื่นเชื่อว่าเขาเป็นทามม์ เขาไม่ได้จูบเพื่อผ่านฉากซ้อม ...เขาแค่...อยากจูบเธอ…เขาไม่เคยรู้เลยว่าการจูบใครสักคน จะทำให้หัวใจเต้นแรงจนแทบลืมหายใจถึงขนาดนี้ และจูบนี้สำหรับมีนรดานั้นมันไม่เหมือนอะไรเลยที่เธอเคยจินตนาการ ไม่มีความวาบหวามของความเจ้าชู้ ไม่มีคำหยอด ไม่มีแววขำ มีแค่สัมผัสที่อบอุ่นจนใจเธอสั่น และทำให้เธอหลับตาลง...อย่างไม่รู้ตัว เมื่อริมฝีปากผละออกจากกันช้า ๆ ต่างไม่มีใครพูดอะไรสักคำ ธีปกรณ์ถอยออกมานิดหนึ่ง มองเธอด้วยสายตาตื่นตกใจ เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป แต่แทนที่เธอจะโกรธ...หรือพูดอะไร มีนรดากลับยิ้มบาง ๆ แล้วหลุบตาลงต่ำ ใบหน้าของเธอในตอนนี้มันเป็นสีแดงระเรื่อน่ามองชะมัด เธอพูดกับเขาเบา ๆ ราวกับเสียงกระซิบ “ทามม์...นี่มันไม่ใช่การซ้อมไหม” เขาชะงัก หัวใจหยุดเต้นไปวูบหนึ่ง ... แล้วเต้นแรงยิ่งกว่าเดิมกับคำถามของเธอ “เอ่อ... ฉัน...” เสียงนั้นสั่นเล็กน้อย ไม่มั่นคงอย่างที่เคยเป็น มีนรดามองเขานิ่ง ๆ ไม่ได้กดดัน ไม่ได้เร่งเร้า แค่รอคำตอบ...อย่างใจเย็น และอย่างที่รู้สึก ธีปกรณ์เบือนสายตาหลบ เขาควรจะหัวเราะกลบเกลื่อน ควรจะตอบแบบทามม์ ว่า “ก็แค่อินกับบท” หรือ “อย่าไปคิดมากสิ” แต่ปากเขาไม่ยอมทำตามหัวเอาซะเลย “เรา...ขอโทษ” มีนรดาชะงักกับคำตอบนั้น “ขอโทษ?” เธอทวนคำเสียงเบา “เรายังไม่ได้ว่าอะไรทามม์เลยนะ แต่แค่...มันคือจูบแรกของเรา...” คำตอบนั้นทำเอาธีปกรณ์ถึงกับชะงักค้างไปอีกรอบ .... ‘นี่เธอกับทามม์ยังไม่เคยจูบกันอย่างงั้นหรอ!!’“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด!!!”เสียงของขวัญข้าวดังสนั่นลั่นห้องนั่งเล่นในหอพักหญิงจนแม้แต่เสียงนกบนสายไฟยังเงียบกว่าคนที่ดูจะตื่นเต้นจนออกนอกหน้าในตอนนี้“ฉันนึกว่าพวกแกจูบกันตั้งแต่ปีหนึ่งแล้วนะมีน!!! กรี๊ดดด แกปล่อยมานานขนาดนี้ได้ยังไงยะ เก็บซิงไว้ชิงโชค?” เจ้าตัวพูดพลางหยิบหมอนอิงมากอดแล้วทุบเอาๆ อย่างขวยเขินมีนรดาแทบจะมุดเข้าใต้โซฟาไปเดี๋ยวนั้น“แกเบาๆ หน่อย เดี๋ยวคนข้างห้องก็มาได้ยินกันพอดีอ่ะ”“ได้ยินก็ได้ยินไปสิ” ขวัญข้าวยักไหล่อย่างไม่แคร์“เดี๋ยวนี้เด็ก 13-14 บางคนก็ไม่เวอร์จิ้นแล้วนะเว้ย! นี่เราอายุ 21 แล้วนะยะ! โลกมันไปถึงไหนแล้ว!”“หรือแกไม่เวอร์จิ้นแล้ว?”“เปล๊า!!” ขวัญข้าวตอบเพื่อนมีนรดาหันมาหรี่ตาใส่เพื่อนรัก “ขวัญ! เราไม่ได้จะทำแบบนั้นซะหน่อย มันก็แค่... แค่ ...”“แค่หายใจเข้าปากกันสองรอบ แล้วเผลอไปจูบบนเคาน์เตอร์บาร์? แกคิดว่าฉันจะเชื่อแกมั้ย?”“พอได้แล้ว เลิกแซวฉันเลยนะ!!” มีนรดาเอาหมอนทุบเพื่อนคืนบ้าง ก่อนจะงึมงำเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าจะพูดกับเพื่อนซะมากกว่า“ก็เขามัน... เขาไม่เหมือนเดิมอ่ะขวัญ แกจำตอนปีหนึ่งได้มั้ย? เขามั่นใจมาก เจ้าคารมมาก ตอนนี้คือเขาแบบ...เอ่อ...
ภายในห้องครัวเริ่มได้กลิ่นหอมของข้าวสวยร้อน ๆ กับไข่เจียวที่เริ่มขึ้นฟูในกระทะ ลอยคลุ้งไปทั่ว“เอ่อ... น้ำปลาวางอยู่ตรงชั้นบนน่ะ”มีนรดาหยุดมอง มือชะงักและลังเลที่จะเขย่งเพราะมันวางอยู่สูงมาก“เดี๋ยวเราหยิบให้”เสียงทุ้มเบาดังขึ้นจากด้านหลัง ก่อนที่เธอจะทันตั้งตัวร่างสูงของธีปกรณ์ก็ก้าวเข้ามาใกล้เกินกว่าจะตั้งสติ แขนแข็งแรงยื่นเหนือศีรษะเธอเพื่อคว้าน้ำปลาขวดนั้นออกมา เขาเข้ามาใกล้ชิดจนได้ยินลมหายใจอีกคน หัวใจของเธอเต้นแรงถี่อย่างไม่รู้ตัว ขณะที่เขาเอง... ก็หยุดอยู่กับภาพหญิงสาวตรงหน้า ใบหน้าที่อยู่ใกล้กันเพียงไม่กี่เซนติเมตร ดวงตาของทั้งคู่สบกันนิ่งงันเหมือนถูกช่วงเวลานี้กักไว้ไม่ให้เคลื่อนไหวธีปกรณ์กลืนน้ำลายลงคอ ฝ่ามือที่ถือขวดน้ำปลาคล้ายจะอุ่นกว่าปกติ แต่แล้วคนตัวสูง 159 เซนติเมตรจึงเอ่ยตัดบทแก้เขินออกมา“ทำไมนายเอาไว้สูงจังล่ะ”เขาแทบหลุดขำ ก็ปกติเขาเข้าครัวที่ไหน แม้จะจีเนียสเรื่องมันสมอง แต่เรื่องการจัดของยอมรับว่าเขาไม่ได้เรื่องเอาซะเลย ดีนะที่ยังมีพวกวัตถุดิบเหลืออยู่ ไม่รู้ว่ามันหมดอายุไปหรือยังโต๊ะทานอาหารถูกจัดแบบง่าย ๆ พิถีพิถัน กับข้าวมีไม่กี่อย่าง แต่ทั้งหมดล้วนดู “เหม
ประโยคสุดท้ายนั้นเหมือนระเบิดเวลาที่หยุดการหายใจของคนฟังได้ในทันทีธีปกรณ์ชะงักค้าง สายตาบอกอาการที่ว่าไม่ถูก ปกติเขามักจะควบคุมสถานการณ์ได้ทุกครั้ง แต่ตอนนี้กลับเลื่อนลอย เหมือนโลกหยุดหมุนกับสิ่งที่ได้ฟัง “จูบแรก...ของเธอ” อย่างนั้นหรอ!! คำพูดนั้นก้องอยู่ในหัว มันไม่ได้ฟังแค่ผ่านหู แต่มันพุ่งเข้าใส่หัวใจเขาเข้าไปเต็มแรง และเขารู้ทันที...ว่าเขาทำผิดไปไกลกว่าที่คิด เขาไม่ได้แค่ “จูบผิดคน” แต่เขากำลังทำลาย “ครั้งแรก” ที่ควรมีความหมายมากกว่านี้สำหรับเธอ“มีน...” เขาเรียกชื่อเธอครั้งแรกในน้ำเสียงที่แผ่วลงคือฉันไม่ใช่ “จูบเธอ” แบบในบท...และก็ไม่ใช่ “จูบเธอแบบบัดดี้” มันเป็นเสียงในสมองที่ตีกันเพราะเพิ่งรู้ตัวว่า...ตัวเองอาจกำลังทำร้ายเธอโดยไม่ตั้งใจ พูดมันออกไปสิโว้ยไอ้คนขี้ขลาด คนตัวสูงเริ่มโมโหตัวเองในใจเธอยังคงมองเขาด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ บนใบหน้านั้นดูไม่โกรธแต่ในแววตามีบางอย่างซับซ้อนกว่าอารมณ์ใด ๆ“เรารู้ว่าทามม์อินกับบทไปหน่อย…” เธอพูดแก้เขินให้พร้อมกับส่งรอยยิ้มหวานทำเอาคนมองแทบละลายธีปกรณ์เม้มปากแน่น เขาอยากพูดว่า “เราไม่ใช่ทามม์” แต่เขาทำไม่ได้ เพราะเขาเห็นสายตาที่ไว้ใจของเธอมันทำให
“โอเค กลุ่มนี้...ซีนที่ 3 ใครเป็นพระเอกนะ?” เสียงอาจารย์ประจำคลาสกำกับการแสดงดังขึ้นในห้องเรียนขนาดย่อมที่ใช้เป็นเวิร์กช็อปซ้อมละครขวัญข้าวเงยหน้าขึ้นก่อนตอบเสียงชัด “ทามม์ค่ะ ทามม์เล่นเป็นพระเอก”“อ้าว งั้นก็จับคู่กับมีนอีกสินะ” ขนาดอาจารย์ก็ยังคุ้นชินกับบัดดี้คู่นี้ “บทนี้ต้องซ้อมกันให้ไหลลื่นมากขึ้นกว่านี้นะ มีดราม่า มีความใกล้ชิดด้วย ไม่งั้นตอนแสดงจริงจะโดนหั่นคะแนนไม่รู้ด้วย”“ค่ะอาจารย์”มีนรดาหันไปมอง “ทามม์” ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แบบงง ๆ เล็กน้อย ไม่ใช่เพราะแปลกใจเรื่องจับคู่...แต่แปลกใจกับสีหน้าท่าทางของเขา นิ่งผิดปกติวิสัยเหมือนกำลังกลั้นหายใจอยู่ตลอดเวลาเขาพยักหน้ารับทราบสั้น ๆ ด้วยท่าทางที่ดูไม่เป็นตัวเองหลังเลิกคลาส ทุกกลุ่มต้องซ้อมบทกันเอง ที่มุมหนึ่งของคณะ ธีปกรณ์กำลังนั่งมองสคริปต์ในมือ พลางถอนหายใจยาวเหมือนจะระบายทุกความวุ่นวายออกทางจมูก‘นี่ฉันมาทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย ไอ้ทามม์นะ ไอ้ทามม์ ตื่นขึ้นมาสักทีสิวะ!’ เขาสบถในใจพลางนวดขมับตัวเอง ตอนนี้พี่ชายฝาแฝดของเขานอนนิ่งเหมือนเจ้าชายนิทรา หลังประสบอุบัติเหตุเมื่อเดือนก่อนร่างกายฟื้นตัวแล้ว...แต่สติกลับยังไม่มา และเพราะคำขอร้
ตอนนี้ขวัญข้าวพอจะปะติดปะต่อเรื่องได้บ้างคร่าวๆ แล้วว่ายัยถุงแป้งบัดดี้ของเธอน่าจะชอบพอ หรือแอบคลั่งนายหน้าหล่อนี่ก็ว่าได้ แต่แม่เจ้าโว้ย นายนี่ทั้งหล่อ ดูดี ลูกเจ้าของมหาลัย เธอจะเป็นแม่สื่อให้เพื่อนรักได้สมหวังก็ครานี้แหละทั้งสี่นั่งทานข้าวด้วยกัน โดยที่คนตัวสูงนั่งตรงข้ามกับบัดดี้คนสวยของตัวเอง ขวัญข้าวนั่งตรงข้ามกับถุงแป้ง ซึ่งถุงแป้งนั่งข้างๆ เขา และยิ่งถุงแป้งขยับไปหาคนตัวใหญ่เท่าไหร่ เขาก็ยิ่งขยับกายออกถอยห่างออกมากเท่านั้น“ขอชิมนั่นบ้างสิ” คนตัวสูงโน้มหน้าเข้ามาใกล้ มองจานข้าวของหญิงสาวด้วยสายตาอยากรู้อยากลอง เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างเป็นกันเองแต่ชวนใจสั่น เอาจริงๆ เขาก็ไม่ได้รู้จักเมนูอาหารไทยมากเท่าไหร่ แต่อะไรก็ตามที่อยู่ในจานของเธอ...มันย่อมดูน่ากินกว่าจานตัวเองเป็นไหนๆ“ได้สิ” มีนรดายิ้มบางๆ ตอบพลางช้อนสายตาขึ้นมาสบตาเขา แล้วรอตามมารยาทว่าอีกฝ่ายจะยื่นช้อนมารอ...แต่เปล่าเลย เขากลับนั่งเฉย ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด พร้อมสายตาที่บ่งบอกชัดเจนว่า อยากให้เธอตักให้เธอชะงักเล็กน้อย และพอจะเข้าใจได้ว่าเขาคงอยากให้เธอป้อนให้ด้วยซ้ำ หญิงสาวจึงค่อยๆ ใช้ช้อนตักเนื้อเขียวหวานไก่คำเ
ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก ทั้งมีนรดาและขวัญข้าวก็ก้าวออกไปยังโถงทางเดินหน้าห้องเลคเชอร์ชั้น 4 ของตึก Cขวัญข้าวยังคงพูดไม่หยุดตามประสาคนตื่นเต้น แต่มีนรดากลับนิ่งเงียบลงเรื่อย ๆ บรรยากาศชั้นนี้แตกต่างจากข้างล่างโดยสิ้นเชิง สงบกว่า... แต่ก็รู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างที่แผ่ซ่านมาอย่างประหลาดเมื่อทั้งคู่ผลักประตูห้องเลคเชอร์ขนาดใหญ่เข้าไปสายตาหลายคู่ก็หันมามองทันที ราวกับการมาถึงของพวกเธอคือจุดสนใจใหม่ของเช้านี้ แต่สิ่งที่ทำให้มีนรดาชะงักฝีเท้าคือ ชายหนุ่มตัวสูงเด่นใบหน้าหล่อคมที่นั่งอยู่กลางห้อง เขานั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้เอนตัวในท่าทางสบาย ๆ หูฟังโอเวอร์เอียร์ยังสวมอยู่รอบคอ แววตาเรียบนิ่ง...ข้างเขามีเก้าอี้ว่างสองตัว ขวัญข้าวแสยะยิ้ม นี่หมอนี่ท่าจะชอบเพื่อนเธอจริงๆ แฮะเขาเหลือบตามองสองสาวเพียงแวบเดียวเมื่อพวกเธอเดินเข้ามา เขาจ้องจิกแรงที่มีนรดาอีกแล้ว… ขวัญข้าวคิด และเมื่อเดินเข้ามาใกล้เขาเรื่อยๆ ขวัญข้าวนั้นไม่พลาดเรื่องสัญญาณเล็ก ๆ ที่สายตาเขาส่งมา เขาไหวใบหน้าและมองลงที่เก้าอี้ข้างๆ ตัวเองมีนรดาจ้องเขาเชิงคำถาม หรือว่าเขา…“นั่งสิบัดดี้”ทันทีที่ปากหยักหนาได้รูปเอ่ยบอกกัน คนที่กำ







