LOGIN“โอเค กลุ่มนี้...ซีนที่ 3 ใครเป็นพระเอกนะ?” เสียงอาจารย์ประจำคลาสกำกับการแสดงดังขึ้นในห้องเรียนขนาดย่อมที่ใช้เป็นเวิร์กช็อปซ้อมละคร
ขวัญข้าวเงยหน้าขึ้นก่อนตอบเสียงชัด “ทามม์ค่ะ ทามม์เล่นเป็นพระเอก” “อ้าว งั้นก็จับคู่กับมีนอีกสินะ” ขนาดอาจารย์ก็ยังคุ้นชินกับบัดดี้คู่นี้ “บทนี้ต้องซ้อมกันให้ไหลลื่นมากขึ้นกว่านี้นะ มีดราม่า มีความใกล้ชิดด้วย ไม่งั้นตอนแสดงจริงจะโดนหั่นคะแนนไม่รู้ด้วย” “ค่ะอาจารย์” มีนรดาหันไปมอง “ทามม์” ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แบบงง ๆ เล็กน้อย ไม่ใช่เพราะแปลกใจเรื่องจับคู่...แต่แปลกใจกับสีหน้าท่าทางของเขา นิ่งผิดปกติวิสัยเหมือนกำลังกลั้นหายใจอยู่ตลอดเวลา เขาพยักหน้ารับทราบสั้น ๆ ด้วยท่าทางที่ดูไม่เป็นตัวเอง หลังเลิกคลาส ทุกกลุ่มต้องซ้อมบทกันเอง ที่มุมหนึ่งของคณะ ธีปกรณ์กำลังนั่งมองสคริปต์ในมือ พลางถอนหายใจยาวเหมือนจะระบายทุกความวุ่นวายออกทางจมูก ‘นี่ฉันมาทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย ไอ้ทามม์นะ ไอ้ทามม์ ตื่นขึ้นมาสักทีสิวะ!’ เขาสบถในใจพลางนวดขมับตัวเอง ตอนนี้พี่ชายฝาแฝดของเขานอนนิ่งเหมือนเจ้าชายนิทรา หลังประสบอุบัติเหตุเมื่อเดือนก่อน ร่างกายฟื้นตัวแล้ว...แต่สติกลับยังไม่มา และเพราะคำขอร้องของ “ใครบางคน” กับสถานการณ์ที่ไม่อาจเปิดเผยออกไป ธีปกรณ์ จึงต้องยอมวางวิชาชีพวิศวะไฟฟ้าสุดรักจากอังกฤษ มาแสดงบทบาทชีวิตของใครอีกคนแทน แถมไอ้คนที่เขาต้องสวมรอยอีกคน ใครจะรู้ไหมว่าเขาอัจฉริยะขนาดไหนเพราะนี่คือ “เจ้าของเบื้องหลังระบบซอฟต์แวร์” ของมหาลัยที่นี่อีกต่างหาก ระบบจองห้องเรียนออนไลน์เอย.. ระบบจัดเกรดอัตโนมัติเอย.. ไหนจะไฟอัตโนมัติในตัวอาคารเรียนเอย.. ทั้งหมดมันฝีมือเขาล้วน ๆ ธีปกรณ์ในฐานะน้องฝาแฝดที่เรียนสายวิศวะไฟฟ้าแท้ ๆ ยังเคยพูดกับตัวเองว่า... ‘แม่ง...อัจฉริยะเกินมนุษย์ละ’ ใช่ ผู้คนเขาพูดแบบนั้นจริง ๆ และไม่ได้พูดประชดด้วย เพราะในขณะที่ตัวเขาเรียนพุ่งไวเกินอายุ จนทะลุเพดานอายุหลักสูตร คนในแวดวงเทคโนโลยีระดับโลกยังเอ่ยชื่อเขาออกมาได้โดยไม่ต้องเปิดโปรไฟล์ พี่ชายของเขา...กลับเรียนอยู่คณะนิเทศฯ คณะห่าเหวอะไรไม่รู้ที่ต้องมานั่งเรียนเขียนบท เล่นกล้อง แสดงละคร “พี่กูจะเป็นนักแสดงหรือไงวะ?” เขาบ่นอุบตลอดทางที่เดินเข้าอาคารเรียนของคณะ CA ด้วยความเครียดขั้นสุด และที่เขาต้องกลับมาไทย... ไม่ใช่เพราะคิดถึงบ้าน ไม่ใช่เพราะเสียดายเวลาที่พี่เรียนไม่จบ แต่เพราะธามนาธรที่นอนยังไม่ได้สติในโรงพยาบาลหลังอุบัติเหตุ และถ้าเขาไม่มาทำหน้าที่แทนพี่ชาย ธามนาธรอาจจะดูแย่ในสายตาคนอื่นที่ว่า ไม่มาเรียนก็จบได้ เพราะมีพ่อเป็นถึงเจ้าของที่นี่ แล้วไอ้ความเป็น “บัดดี้กับแม่นั่น” หรือจะอะไรก็ตามแต่ ไอ้เรื่องชื่อเสียงในมหาลัยที่สาว ๆ รุมล้อมก็ช่างมัน แต่เขา ‘ธีปกรณ์’ ต้องสวมบทบาทแทนพี่ชายให้แนบเนียนที่สุด เพื่อไม่ให้ทุกอย่างที่พี่ชายสร้างมาตลอดเกือบ 3 ปี...พัง ซึ่งมันยากมากสำหรับเขา คิดแล้วเขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ คนทั้งคู่หน้าเหมือนกันมาก ถ้าไม่สนิทจริงก็แทบแยกไม่ออก ขนาดเพื่อนไฮสคูลที่ลอนดอนยังเคยทักพวกเขาผิดคน เพราะความเหมือนกันมากๆ พวกเขาเป็นแฝดแท้ ทั้งความสูงเท่ากัน ทั้งสัดส่วนที่เท่ากันเป๊ะราวกับก็อปวางแปะ แม้กระทั่งเสียงพูดก็คล้ายกันจนแยกไม่ออก ถ้าไม่นับนิสัยที่...ต่างคนละขั้วโดยสิ้นเชิง ธีปกรณ์เก็บตัว พูดน้อย เงียบขรึม ไม่ชอบความวุ่นวายเกลียดการแสดงออก เกลียดสังคม เป็นมนุษย์อินโทรเวิร์ดขั้นสุด ฉลาดไหวพริบดี และที่สำคัญ...เขาไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของมนุษย์เท่าไหร่ ในขณะที่พี่ชายเขาน่ะหรอ รายนั้นน่ะเสน่ห์แรง ยิ้มร้ายละลายใจ ใจดีแถมเจ้าคารม มนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยมเข้ากับคนง่าย และรู้จัก “จังหวะ” ที่จะดึงดูดผู้คน นี่ก็ไม่แปลกว่าทำไมสาวๆ ในมหาลัยถึงติดใจพี่ชายเขากันนักกันหนา แค่นึกธีปกรณ์ก็จะเป็นประสาทตายอยู่แล้ว ถ้าไม่นับ “ปานสีดำตรงเอวด้านขวา” ที่เป็นสัญลักษณ์เดียวที่พอจะแยกพวกเขาออกได้ แต่ใครมันจะไปโชว์ปานขนาดนั้นวะ!! ตอนเด็กพ่อกับแม่พวกเขาก็พอจะแยกแยะทั้งคู่ได้จากจุดนี้ นั่นคือสิ่งที่ทำให้ธีปกรณ์ต้องระวัง...ทุกคำพูด ทุกการกระทำ เพราะความผิดพลาดเล็กน้อย...อาจทำให้ทุกอย่างพังไม่เป็นท่า คนที่เป๊ะ ตรงฉินก็เริ่มบ่นงึมงำ “Shit!!... แม่ง!!” คนหน้าหล่อตัวสูงสบถกับตัวเองในห้องน้ำชายชั้นใต้ดิน ที่ไม่มีใครผ่านมา ธีปกรณ์ยืนพิงอ่างล้างหน้า ใบหน้าหล่อจัดที่ตอนนี้ดูเครียดจัดจนแทบจะขึงขัง เหงื่อผุดขึ้นที่ไรผม ทั้งที่ห้องนี้ไม่ได้ร้อนเลยสักนิด เขาสบถซ้ำในใจ มือกำแน่นจนเส้นเอ็นปูด เพราะแค่ “ซ้อมบทละคร” กับมีนรดาเมื่อกี้ เขาก็แทบจะหลุดหลายจังหวะ จับมือเธอ...แล้วเธอมองตาเขานิ่ง ๆ นั่นอีกพระเจ้า เขาแทบจะละลาย ไม่ใช่เพราะเขินแบบผู้ชายหวั่นไหวหรอกนะ แต่เป็นเพราะ...เขาไม่เคยถูก “มองแบบนั้น” มาก่อนในชีวิต “ทามม์ ทำไมมือเหงื่อเยอะแบบนี้ล่ะ ร้อนหรอ? ไม่สบายตรงไหนรึเปล่า?” เสียงหวานๆ ยังคอยดังรบกวน สายตาของเธอมันเต็มไปด้วยความผูกพัน ความห่วงใย ความไว้ใจ มันคือสายตาที่ “เธอมีให้พี่เขา” ซึ่งไม่ใช่เขา และที่ยากที่สุด...คือการแสดงให้เหมือนว่าเขา “รู้สึกแบบเดียวกันกลับไป” ทั้งที่เขาไม่ได้รู้จักเธอเลยด้วยซ้ำ “ให้ตายสิ...นี่กูต้องแกล้งทำหวานใส่เธออีกนานแค่ไหนวะ และนี่กูแม่งเป็นเหี้ยไรวะ!!” เขาวิดน้ำใส่หน้าตนเองแล้วสะบัดแรงๆ สูดหายใจเข้าลึก ฝืนกลืนความอึดอัดทั้งหมดลงคอ แล้วมองหน้าตัวเองในกระจก “นายคือธามนาธร...ต้องมั่นใจ ต้องเจ้าสำอาง ต้องไม่พูดคำว่า ‘แม่ง’ บ่อยๆ เอาหน่า...ไม่นานหรอก นายจะเป็นเงาคนอื่นไม่นานหรอก ทนไว้...” เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะยกมือทึ้งผมตัวเองเล็กน้อย แล้วฝืนยิ้มฝึกสีหน้าหน้ากระจกเหมือนคนเสียสติ แต่ไม่มีรอยยิ้มไหน...ที่เขาเหมือนพี่ชายตัวเองได้เลย หลังจากสงบสติอารมณ์ตัวเองอยู่พักหนึ่ง ธีปกรณ์ก็เดินกลับไปยังโซนซ้อมบท พยายามปรับสีหน้าให้เรียบ ทำสายตาให้มั่นคง สูดลมหายใจเข้าปอดลึก และจัดบุคลิกให้เหมือน “ทามม์” ที่คนทั้งคณะรักนักรักหนา มีนรดานั่งรออยู่ตรงม้านั่งข้างตึก บทละครยังวางอยู่บนตัก สายตาเหม่อลอยเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ทันทีที่เขาเดินเข้ามา เธอก็ยิ้มให้เขาเล็กน้อยอย่างเช่นเคย “โอเคแล้วเหรอ?” คำถามของเธอเรียบง่าย...แต่สำหรับเขา มันคือกับดัก ธีปกรณ์ฝืนยิ้ม “อืม...เมื่อกี้แค่ลืมบทไปนิดหน่อย ขอโทษนะ” มีนรดาเลิกคิ้ว “หือ? นายลืมบทเนี่ยนะ?” เสียงเธอฟังดูแปลกใจจริง ๆ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา “ทามม์” ตัวจริงแทบไม่เคยพลาดเรื่องพวกนี้เลย “ก็...บางทีมันก็มีลืมบ้างแหละ” เขาพยายามหลบตา แต่พลาดตรงที่พูดเร็วไปนิด ผิดจากโทนเสียงทุ้มเนิบแบบธามนาธรไปสักหน่อย เธอเงียบ...แต่ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยิ้มบาง ๆ แล้วเลื่อนบทกลับมาอ่าน “โอเค...งั้นเรามาซ้อมกันใหม่ ฉันว่าเราเริ่มจากซีนที่ต้องสบตากันดีกว่า บทมันจะได้ลื่น” ธีปกรณ์สะดุ้งในใจ “เธอพูดว่าอะไรนะ? สบตา?!!” “ใช่ไง นายโอเคจริงป่ะเนี่ย” แล้วเธอก็ยิ้มหวานให้เขา ทำเอาเจ้าตัวแทบจะหายตัวไปจากตรงนี้ซะให้ได้ ทำไมรอยยิ้มเธอมันน่ารักแบบนี้วะ “เอ่อ...โอเค” เขาฝืนรับบทบาท ก้าวเข้าไปนั่งใกล้จนแทบชิด ระยะประชิดที่ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงแบบไม่เคยเป็นกับใครมาก่อน เธอเงยหน้าขึ้น สบตาเขาช้า ๆ เธอมองเขา...นาน มันนานพอที่เขาเริ่มหายใจติดขัด “ทามม์...” เธอเอ่ยชื่อเขาเสียงแผ่ว สายตานั้นไม่ได้เคลือบแคลง...แต่มันซึมซับด้วยความห่วงใยลึก ๆ “นายโอเคแน่ใช่ไหม?” “….” “ทำไมถามแบบนั้นล่ะ?” เสียงเขาสั่นน้อย ๆ พยายามฝืนให้ฟังดูมั่นคงที่สุดเท่าที่ผู้ชายที่กำลังจะเป็นบ้าได้ เธอยิ้มจาง ๆ “ก็...นายดูเหมือนไม่ใช่นายเลยช่วงนี้น่ะ” คำพูดนั้นมันแทงเข้ากลางอก หญิงสาวเดินเข้ามาใกล้อีกนิด ใกล้เกินกว่าที่หัวใจเขาจะรักษาจังหวะไว้ได้ มือเล็กของเธอยื่นมาแตะเบา ๆ ที่หน้าผากเขา สัมผัสเย็นนิด ๆ แต่กลับร้อนฉ่าข้างใน “ช่วงนี้นายไม่สบายหรือเปล่า...” เธอกระซิบเบา เหมือนพูดกับลมหายใจตัวเอง ธีปกรณ์กลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ ลมหายใจติดขัด มือสองข้างเกร็งแน่นอยู่ข้างลำตัว กลัวว่าถ้าขยับแม้แต่นิดเดียว...เขากลัวว่าตัวเองจะเผลอโอบเธอเอาไว้ ก็กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากผิวเธอ กลิ่นที่ไม่ใช่น้ำหอมราคาแพง แต่เป็นกลิ่นแบบผู้หญิงสะอาด ๆ ที่น่าเข้าใกล้ กลิ่นนี้...ทำให้เขาเริ่มสับสน ‘บ้าชิบ...ไม่ไหวแล้วโว้ย!!’ เขาหลุบตาลงต่ำพยายามหนีสายตาเธอ และถอยหลังช้า ๆ “ฉันไม่เป็นไร แค่...เหนื่อยนิดหน่อย” เธอมองเขา แววตายังคงคล้ายเดิม แต่มีบางอย่างเปลี่ยนไป เหมือนเธอเองก็เริ่มสังเกต เริ่มตั้งคำถาม แต่ก็ยังไม่แน่ใจพอจะพูดออกมา และสิ่งที่เขารู้ว่าเลี่ยงไม่ได้ก็คือ... ### คัท!!! คืนนี้ต้องซ้อมบทต่อถึงเย็น และ... มีบทจูบด้วยนะ ร่างสูงเดินเลี่ยงออกมาเงียบ ๆ หัวใจเต้นตึ้กตั้กราวจะหลุดจากอก ในหัวของเขาเต็มไปด้วยเสียงคำรามของตัวเอง ‘ให้ตายเถอะ...นั่นมันคนที่พี่แกชอบนะเว้ย’ ... ... แล้วช่วงเย็นที่ว่าก็มาถึง... อาจารย์ยืนกลางห้องแล้วพูดเสียงเรียบแบบจริงจัง “บทจูบตอนท้ายถือเป็นซีนสำคัญนะ ใครที่เล่นเป็นพระ-นาง คู่ไหนที่ยังเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ ให้ไปซ้อมกันสองคนเลย จะได้เข้าถึงอารมณ์ ไม่ต้องเขินต่อหน้าคนเยอะ อยากจะจูบจริงจูบปลอมก็ตามใจ” เสียงของอาจารย์ทำเอาทุกคนหลุดขำ มีเสียงอื้ออึงเบา ๆ ในห้องเรียน แต่ทุกคู่ต่างก็พยักหน้าตกลง และทยอยพากันแยกซ้อมตามมุมห้อง มุมบันได บางคนก็ออกไปซ้อมกันข้างนอก รวมถึงพวกเขาด้วย... มมีนรดากับ ธีปกรณ์ เดินมาหยุดที่มุมเวทีซึ่งปิดม่านบางไว้ รอบด้านเงียบ ไม่มีใคร มีแค่เสียงแอร์เบา ๆ กับความเงียบที่ขยายความรู้สึกให้ดังขึ้นในอก “เอ่อ...เริ่มจากช่วงท้ายเลยก็ได้นะ” เธอพูดเบา ๆ ขณะเปิดบทดู ธีปกรณ์พยักหน้าเงียบ ๆ พยายามไม่สบตา เขาขยับยืนห่างจากเธอไปครึ่งก้าวเหมือนสร้างระยะห่างให้ตัวเองหายใจแต่เธอกลับก้าวเข้ามาใกล้อีกนิด ตามบท... บทที่ตัวละครหญิงต้องพูดก่อน “นายรู้ไหม ว่าฉันรอคำตอบนี้จากนายมานานแค่ไหน...” น้ำเสียงของเธอจริงจัง ไม่ใช่แค่อ่านบท แต่รู้สึกไปด้วย และมันกระทบจิตใจเขาอย่างจัง ธีปกรณ์ฝืนพูดตอบกลับไปตามบท “แล้วตอนนี้...เธอพร้อมฟังคำตอบจากฉันหรือยัง” มือของเขาแตะไหล่เธอเบา ๆ สายตาเธอสบตาเขาในระยะประชิด...ระยะที่ใกล้เกินกว่าหัวใจเขาจะปลอดภัย และบทนี้เธอต้องเป็นคนพูดต่อ “พร้อมเสมอ...เพราะหัวใจฉัน...เป็นของนายตั้งนานแล้ว” คำพูดนี้ทำเอาบางคนใจสั่น แทบลืมจังหวะหายใจ และ...ซีนนี้ควรจะต้องตามด้วยการจูบ ไม่ใช่จูบจริงจัง แต่ต้องโน้มหน้าเข้าใกล้ แค่ให้ปากเกือบแตะ ให้อารมณ์มัน ‘ใกล้พอจะใจสั่น’ เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย พร้อมจะเข้าฉาก แต่เขากลับนิ่งไป มือเขาสั่นเบา ๆ ปลายนิ้วข้างหนึ่งเผลอกำชายเสื้อไว้แน่น ริมฝีปากเขาเผยอขึ้นเล็กน้อยเหมือนจะพูดอะไร...แต่กลับไม่มีคำใดหลุดออกมา ...เธอมองตาเขา และเห็นชัดเลยว่าเขากำลังกลัว แต่เธอก็ดูไม่ออกว่าเขากลัวอะไร ระยะห่างระหว่างริมฝีปากของเขากับเธอ...เหลือเพียงลมหายใจ ธีปกรณ์รู้ดีว่าตอนนี้เขาควร “แกล้งโน้มหน้าเข้าไปใกล้” และมันแค่การแสดง เข้าไปใกล้เธอให้มากพอเหมือนจะจูบ แต่ก็ไม่ได้แตะจริงๆ แม้จะบอกตัวเองว่ามันก็แค่บท แต่ตอนนี้เขามันเหมือนคนสติหลุด เสียงหัวใจของเขาดังกลบทุกอย่างในหัว ดังจนเขาไม่ได้ยินคำว่า "ห้าม" เพราะตอนที่เธอเงยหน้าขึ้น มองเขาด้วยแววตานิ่งงัน ริมฝีปากนิ่มนั่นเผยอเล็กน้อยในระยะใกล้ และกลิ่นหอมละมุนจากผิวกายของหญิงสาวก็ห่อหุ้มเขาไว้จนไม่อาจขยับหนี มือเขายกขึ้นช้า ๆ แตะเบา ๆ ที่ข้างแก้มเนียนของเธอ นุ่ม ... อุ่น ... และทำให้เขาไม่อยากปล่อย มีนรดาชะงักเล็กน้อย ถึงจะรู้ว่าการจับใบหน้าต้องสมจริง เธอไม่ได้หลบ เธอมองตาเขา และรู้ในวินาทีนั้นว่า...นี่ไม่ใช่ “การแสดง” และก่อนที่เธอจะทันตั้งคำถาม ริมฝีปากของเขาก็โน้มลงมาหาเธอ ช้า ๆ แผ่วเบา แนบลงมาอย่างแสนอ่อนโยน จูบแรก ... ไม่รีบ ...ไม่เร่ง...ไม่หวือหวา แต่เต็มไปด้วยความรู้สึก เขาไม่ได้จูบเธอเพื่อให้คนอื่นเชื่อว่าเขาเป็นทามม์ เขาไม่ได้จูบเพื่อผ่านฉากซ้อม ...เขาแค่...อยากจูบเธอ…เขาไม่เคยรู้เลยว่าการจูบใครสักคน จะทำให้หัวใจเต้นแรงจนแทบลืมหายใจถึงขนาดนี้ และจูบนี้สำหรับมีนรดานั้นมันไม่เหมือนอะไรเลยที่เธอเคยจินตนาการ ไม่มีความวาบหวามของความเจ้าชู้ ไม่มีคำหยอด ไม่มีแววขำ มีแค่สัมผัสที่อบอุ่นจนใจเธอสั่น และทำให้เธอหลับตาลง...อย่างไม่รู้ตัว เมื่อริมฝีปากผละออกจากกันช้า ๆ ต่างไม่มีใครพูดอะไรสักคำ ธีปกรณ์ถอยออกมานิดหนึ่ง มองเธอด้วยสายตาตื่นตกใจ เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป แต่แทนที่เธอจะโกรธ...หรือพูดอะไร มีนรดากลับยิ้มบาง ๆ แล้วหลุบตาลงต่ำ ใบหน้าของเธอในตอนนี้มันเป็นสีแดงระเรื่อน่ามองชะมัด เธอพูดกับเขาเบา ๆ ราวกับเสียงกระซิบ “ทามม์...นี่มันไม่ใช่การซ้อมไหม” เขาชะงัก หัวใจหยุดเต้นไปวูบหนึ่ง ... แล้วเต้นแรงยิ่งกว่าเดิมกับคำถามของเธอ “เอ่อ... ฉัน...” เสียงนั้นสั่นเล็กน้อย ไม่มั่นคงอย่างที่เคยเป็น มีนรดามองเขานิ่ง ๆ ไม่ได้กดดัน ไม่ได้เร่งเร้า แค่รอคำตอบ...อย่างใจเย็น และอย่างที่รู้สึก ธีปกรณ์เบือนสายตาหลบ เขาควรจะหัวเราะกลบเกลื่อน ควรจะตอบแบบทามม์ ว่า “ก็แค่อินกับบท” หรือ “อย่าไปคิดมากสิ” แต่ปากเขาไม่ยอมทำตามหัวเอาซะเลย “เรา...ขอโทษ” มีนรดาชะงักกับคำตอบนั้น “ขอโทษ?” เธอทวนคำเสียงเบา “เรายังไม่ได้ว่าอะไรทามม์เลยนะ แต่แค่...มันคือจูบแรกของเรา...” คำตอบนั้นทำเอาธีปกรณ์ถึงกับชะงักค้างไปอีกรอบ .... ‘นี่เธอกับทามม์ยังไม่เคยจูบกันอย่างงั้นหรอ!!’ความรักของคนเราไม่เคยเป็นเรื่องง่าย…ยิ่งเป็นความสัมพันธ์ที่มีมากกว่าคนสองคน มันยิ่งซับซ้อนและเปราะบาง พวกเขาทั้งสามต่างรู้ดีว่า ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่ทุกวันจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความเข้าใจบางครั้งก็มีงอน มีน้อยใจ มีคำถามว่า…ใครรักใครมากกว่า หรือใครอาจเริ่มห่างไปโดยไม่รู้ตัว แต่ทุกครั้งที่เกิดรอยร้าว พวกเขาก็จับมือกันไว้แน่นขึ้นอีกครั้ง และเรียนรู้ที่จะเติบโตไปพร้อมกัน พวกเขาผ่านช่วงวัยรุ่นอันร้อนแรง และยังคงรักษาความผูกพันนั้นไว้ แม้ไฟรักจะไม่พลุ่งพล่านเหมือนวันแรก ๆ…แต่อย่างหนึ่งที่ไม่เคยจางหายไป นั่นคือ ความรู้สึกว่า ‘เรายังเลือกกันอยู่’ ทุกวัน พวกเขายังคงเลือกที่จะใช้ชีวิตด้วยกันอย่างไม่ลังเลและในที่สุด ทั้ง รศ.ดร.กัลยาณี และ ศ.ดร.เรวัตร ก็ยอมรับผู้หญิงคนนั้นได้…ผู้หญิงที่ไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก “มีนรดา” ที่ลูกชายทั้งสองคนต่างรักนักรักหนา ไม่ใช่เพราะเธอสวยหรือฉลาดล้ำเลิศ แต่เพราะเธอเป็นผู้หญิงที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อความรักเธอไม่เคยแยกพวกเขาออกจากกัน แต่กลับยินดีประคองหัวใจทั้งสองไว้ด้วยความเข้าใจและอ่อนโยนช่วงบ่ายวันจันทร์ที่บริษัทTAKORN MEDIA GROUPเสียงประชุมออนไลน์เพิ่งจบลงใน
นี่ก็ผ่านมาสามปีแล้วทุกคนต่างมีหน้าที่การงานที่ดี โดยที่มีนรดาก็มาทำงานเป็นผู้จัดการดารา ภายใต้บริษัทของ ธามนาธร ส่วนธีปกรณ์ก็เข้ามาดูแลเรื่องระบบซอฟต์แวร์วงจรไฟฟ้าอย่างเต็มระบบที่ไทย ตอนนี้ รศ.ดร.กัลยาณี ยอมพ่ายแพ้ต่อเด็กทั้งสาม พวกเขาจัดการตัวเองได้ดี แม้จะไปไหนด้วยกันสามคน แต่ก็ไม่เคยมีข่าวอะไรเสียๆ หายๆ ออกมาเสียงนาฬิกาบนผนังห้องประชุมชั้น 38 ของบริษัท AK Group ดังติ๊ก…ติ๊ก…อย่างเป็นจังหวะมีนรดาในชุดสูทลำลองเรียบหรู นั่งไขว่ห้างอยู่ข้างบอสใหญ่ที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าเขาคือเจ้าพ่อธุรกิจบันเทิงหน้าใหม่มาแรงแห่งยุค ‘ธามนาธร อัครไพศาลกุล'ข้าง ๆ เธออีกคนก็ไม่ใช่ใครอื่น ‘ธีปกรณ์ อัครไพศาลกุล' วิศวกรหนุ่มสุดเนิร์ดที่กำลังเป็นหัวหน้าฝ่ายระบบเทคโนโลยีไฟฟ้าและซอฟต์แวร์ของบริษัทในเครือทั้งสามนั่งอยู่เคียงกัน เหมือนเป็นทีมทำงานธรรมดา…หากแต่ใครจะรู้ ว่าเมื่อม่านทำงานปิดลง และประตูบานใหญ่ของเพนต์เฮาส์ชั้นบนสุดของตึกนี้ถูกปิดสนิท…พวกเขาคืออีก “เวอร์ชันหนึ่ง” ที่ไม่เคยเปิดเผยให้ใครเห็น“เลิกงานแล้วไปกินกันมั้ย?”ธามนาธรเอนตัวเข้ามากระซิบเบา ๆ ข้างใบหูเธอ ขณะที่มือก็วางบนต้นขาเนียนใต้โต๊ะประชุม มีนรด
หลังจากความอึดอัดผ่านพ้นไป ทั้งสามต่างโล่งใจมากขึ้น ตอนแรกที่กะว่าจะพากันออกไปฉลองที่ร้านไหนสักแห่ง สุดท้ายก็ฉลองกันที่เพนต์เฮาส์ของสองแฝด เพราะที่นั่นมีความเป็นส่วนตัวสูง และอีกอย่างจะได้ทำอะไรประเจิดประเจ้อได้ตามใจ สองพ่อครัวจำเป็น และหนึ่งผู้ช่วยสาวสวยต่างพากันทำอาหารอย่างขะมักเขม้นกลิ่นหอมของเนยกระทะร้อนลอยอบอวลไปทั่วห้องเสียงหั่นผักกรอบ ๆ ดังเคล้ากับเสียงหัวเราะเบา ๆ จากสามคนที่ยืนล้อมเคาน์เตอร์ครัวมีนรดายืนอยู่ตรงกลางระหว่างสองร่างสูงเธอสวมเสื้อเชิ้ตผู้ชายตัวใหญ่ที่ยืมมาใส่แทนผ้ากันเปื้อน ผมถูกรวบลวก ๆ ไว้ด้านหลัง ขณะที่กำลังหั่นแครอทอย่างตั้งใจ แต่ดูเหมือนสมาธิของเธอจะโดนรบกวนทุกสามวินาที...จุ๊บ!“อ๊ะ...”เธอสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อโดนข้างแก้ม คนที่ยืนอยู่ข้างขวา ธีปกรณ์หอมเธอเบา ๆ แล้วก็รีบยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น“เหมือนจะซอยเก่งขึ้นนะ...” เขากระซิบใกล้ใบหู คำว่าซอยเก่งขึ้นที่เขาจงใจพูด ทำเธอขนลุกซู่“แกล้งกันเหรอ...” เธอบ่นอุบเบา ๆ แต่ก็ยังยิ้มไม่หุบยังไม่ทันหันไปไหน อีกฝั่งก็เริ่ม… มือหนาของธามนาธรยื่นมาช่วยจับมือเธอให้มั่นช่วยหั่น ก่อนจะก้มลงหอมผมเธอเบาๆฟอด ...“อยากกิ
“แม่ครับ...”ธามนาธรพูดเสียงนิ่ง“ผมรักมีน”“ผมเองก็รักเธอ”ธีปกรณ์พูดต่อในทันที“โอ้ยฉันอยากจะเป็นลม” กัลยาณีถึงกับเข่าแทบทรุดคำพูดของสองหนุ่มทำให้มีนรดาถึงกับนิ่งอึ้ง มือเล็กของเธอบีบเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว หัวใจเต้นแรงเหมือนกำลังถูกบีบจากทุกทิศ เธอจ้องมองแค่โต๊ะไม้โอ๊คตรงหน้า ไม่กล้าสบตาใคร...แม้แต่เขาสองคนที่เพิ่งเอ่ยคำนั้นออกมารศ.ดร.กัลยาณี ถอนหายใจยาว เธอพิงตัวเล็กน้อยกับพนักเก้าอี้ แววตาไม่ใช่ความโกรธ แต่คือความผิดหวัง...ปนความหวาดกลัวของคนเป็นแม่ ก็มันมีที่ไหนกันที่ลูกชายจะชอบผู้หญิงคนเดียวกัน และกำลังช่วยกันเถียงแทนเธอ“พวกลูกยังเด็กเกินไป ทามม์ ไทป์”“พวกลูกอาจยังแยกไม่ออก...ระหว่างความรัก กับความใคร่” น้ำเสียงของเธอไม่ได้ดุ ไม่ได้เข้ม แต่นั่นกลับยิ่งทำให้บรรยากาศในห้องหนักอึ้งกว่าที่เคย“อีกอย่าง...” เธอพูดต่อ“วัยหนุ่มสาว...ความรู้สึกมักซับซ้อน รุนแรง แล้วก็เปราะบาง” “บางครั้งสิ่งที่คิดว่าใช่ มันอาจจะไม่ใช่เลยก็ได้”ธามนาธรขมวดคิ้วเล็กน้อยธีปกรณ์กำมือแน่นมีนรดาเม้มปากแน่น ก่อนจะหลุบตาต่ำ“ฉันไม่ได้เกลียดหนูนะมีน แค่อยากให้หนูลองคิดในมุมของความเป็นจริง”“ฉันรู้...หนูเ
ข่าวลือเป็นเหมือนควัน…มันลอยไปเร็วกว่าเสียง และตอนนี้ควันที่ชื่อว่า “เรื่องลูกชายเจ้าของมหาวิทยาลัยกับเด็กทุนสาวน้อย” กำลังลอยถึงกรุงเทพฯแล้วห้องทำงานขนาดใหญ่ในบ้านทรงไทยประยุกต์กลางเมืองหลวง เงียบสงัดจนได้ยินเสียงนาฬิกาดิจิตอลทำงานศ.ดร.เรวัตร นั่งไขว้ขาอยู่ตรงปลายโต๊ะ กระดาษแฟ้มสีเทาถูกวางไว้เบื้องหน้า ข้างในเต็มไปด้วยภาพถ่ายส่วนใหญ่เป็นภาพจากกล้องซูมไกล รายละเอียดคมชัดพอจะเห็นรอยยิ้มระหว่าง มีนรดา ธามนาธร และธีปกรณ์...รวมถึงภาพที่ “ผู้เป็นพ่อมองแล้วแทบคลั่ง” ชายสูงวัยหยิบภาพขึ้นดูเงียบ ๆ แล้วหันไปมองชายคนสนิทที่รายงานอยู่“แน่ใจนะว่าไม่ใช่หนูถุงแป้งกับหนูไอรดา?”เสียงของ ศ.ดร.เรวัตร ยังคงนิ่งเย็น แต่น้ำเสียงใต้คำถามนั้นคือความเคลือบแคลงปนไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดเลขาส่วนตัวพยักหน้าอย่างมั่นใจ“ครับ ไม่ใช่แน่นอน ภาพนี้ถ่ายตอนตีหนึ่งจากรีสอร์ต”“มีผู้หญิงสองคนครับที่คุณทามม์กับคุณไทป์หิ้วปีกไป แต่ภาพอีกชุดที่ได้จากกล้องฝั่งขวาของรีสอร์ตนั้น...”เขาหยิบภาพอีกใบจากแฟ้มมาวางลงตรงหน้า“...คุณทามม์กับคุณไทป์พาผู้หญิงเข้าไปในห้องด้วยกันแค่คนเดียวครับ”เสียงในห้องเงียบลงทันที ราวกับอากาศเย็น
แสงแดดอ่อน ๆ สาดลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องพักหรูริมดอย บรรยากาศเงียบสงบมีเพียงเสียงสายลมจากด้านนอกที่ยังคงมีหมอกหนา กับเสียงหายใจของทั้งสามที่ประสานกันอยู่ใต้ผ้าห่มผืนใหญ่มีนรดาเพิ่งขยับตัวเล็กน้อยก็รู้สึกได้ทันทีถึงสัมผัสหนัก ๆ ที่โอบอยู่ทั้งสองข้าง แขนแกร่งของธีปกรณ์ยังคงกอดเอวเธอไว้แน่น ส่วนธามนาธรก็ซุกใบหน้าอยู่ที่ซอกคอเธอ พร้อมมือหนาที่พาดอยู่เหนือหน้าอกด้านหนึ่งอย่างเจ้าของตัวจริง แล้วก็พานนึกไปถึงเรื่องเมื่อคืน เธอเมา เธอเมาแหละ แต่ก็มีสติมากพอที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร พอนึกมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกใบหน้าร้อนเห่อขึ้นมา ‘จะมาอายอะไรกันตอนนี้ห๊ะยัยมีน’ขาทั้งสองข้างยังเมื่อยล้าจากกิจกรรมที่ยาวนานจนถึงตีห้า ร่างกายเปลือยเปล่าของเธอแนบชิดกับผิวกายอุ่นร้อนของทั้งสองอย่างแนบแน่น ในขณะที่เอวข้างขวารู้สึกเหมือนมีแท่งอุ่นร้อนบดเบียดจนแน่น และในขณะที่หน้าขาอีกฝั่งก็เหมือนจะถูกเจ้าแท่งหนาร้อนทิ่มแทงบดเบียดไม่ต่างกัน คนคิดลามกยิ่งหน้าเห่อร้อนไปกันใหญ่เธอขยับตัวช้า ๆ พยายามจะลุกขึ้นโดยไม่ปลุกใคร... แต่พอผละออกเบา ๆ ก็มีเสียงงัวเงียตามมา“จะไปไหน…” เสียงทุ้มของธีปกรณ์ยังติดงัวเงีย“กลับห้อง...เดี๋ยว
ธีปกรณ์ไม่ได้ไปอังกฤษอย่างที่แพลนเอาไว้ เพราะ ศ.ดร.เรวัตร รู้ทุกเรื่องและก็เป็นห่วงความรู้สึกลูกชายคนเล็ก ธีปกรณ์เป็น introvert ที่เข้าข่ายเสี่ยงเป็นซึมเศร้าได้สูง ด้วยความที่มีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนแค่สองคน ผู้เป็นพ่อจึงพยายามแนะนำลูกสาวของคนในแวดวงให้ทั้งสองแฝดได้รู้จักพวกเขาห่างกันกับมีนรดาได้สัก
หลังจากบทสนทนาที่เงียบงันราวโลกหยุดหมุน ธีปกรณ์ก็วางแก้วเปล่าลงบนโต๊ะ แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาเหลือบตามองหญิงสาว ก่อนจะก้าวออกจากห้องไปเงียบ ๆ“นั่นนายจะไปไหน?” เธอหันมองตามไม่มีคำตอบใดตอบกลับมา เมื่อเขาไม่พูดอะไรเธอแค่มองแผ่นหลังกว้างของเขาที่เดินหายออกไปจนลับตาห้องทั้งห้องกลับมาเงียบงันอีก
ห้องทั้งห้องเงียบสนิท มีเพียงเสียงกล่องปฐมพยาบาลที่ถูกเปิดออก กับเสียงลมหายใจสะอื้นเบา ๆ ของหญิงสาวที่ยังไม่สามารถทำใจรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้มีนรดานั่งลงข้าง ๆ ชายหนุ่มที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ เลือดที่มุมปากยังคงซึมออกเล็กน้อย เธอเอื้อมมือไปแตะสำลีชุบน้ำเกลือเบา ๆ แล้วค่อย ๆ ซับเลือดออกจากผิวเขาโ
“ไปกับเรา”“ไปไหนทามม์”“เดี๋ยวก็รู้”“แต่เรามีเรียนนะ และวันนี้พวกเราก็ต้องเสนอหัวข้อสำคัญแล้วด้วย”เขาไม่พูด ไม่ฟัง และไม่สนใจ ตอนนี้ความหึงหวงมันบดบังตาเขาไปเสียหมด มิน่าล่ะไอ้ไทป์ถึงมีอาการแปลกๆ นี่มันแอบชอบเธอด้วยใช่มั้ยวะ แล้วระหว่างที่เขาไม่ได้สติ ไอ้ไทป์มันทำอะไรเธอไปบ้าง ความโมโหเริ่มพลุ่ง
![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






