Masukบทที่12
ปุ้มปุ้ยโดนจับหมั้น
หลังจากที่หมอศรุตกลับมาถึงบ้านเขาก็เห็นครอบครัวของอาจารย์แพทย์เดินทางมาที่บ้านด้วยไม่เห็นคุณพ่อบอกว่าวันนี้จะมีแขกแต่คนที่เดินลงจากรถของเขานี่สิแทบจะไม่มองหน้าใครเลย
"มาก็ดีแล้วพ่อมีเรื่องจะคุยด้วย" คุณหมอศรัณย์กวักมือเรียกลูกชายทั้งสองคนให้มานั่งเหล่าแม่บ้านที่แอบมองกันอยู่ด้านข้างต่างซุบซิบกันว่าวันนี้มีแต่คนหล่อ ๆ เข้าบ้านอาชีพสีขาวพวกนี้มีแต่คนหมายปองจริง ๆ
"หนูปุ้มปุ้ยมาช่วยป้าในครัวดีกว่าลูกให้หนุ่ม ๆ เขาคุยกันไป" น่านน้ำเดินมาเรียกคุณหมอปุ้มปุ้ยซึ่งเธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้คุณปู่เมฆรีบดันหลังให้หลานสาวลุกขึ้นอย่างรวดเร็วแม้เธอจะมีท่าทีอิดออดแต่เพื่อรักษามารยาทและหน้าตาของวงตระกูลเธอจึงต้องจำใจลุกขึ้นแล้วเดินเข้ามาในครัว
"คนนี้หรือคะน้องสะใภ้ของหนู^^" ทันทีที่เธอก้าวขาเดินเข้ามาเสียงของหนูใจ๋ก็เอ่ยทักทายเธอเป็นผู้หญิงที่สวยจริง ๆ ปุ้มปุ้ยเคยเห็นเธอหลายครั้งแต่ยิ่งเห็นใกล้ ๆ เธอก็ยิ่งสวย
"ไม่ใช่ค่ะหนูเป็นแค่เพื่อนร่วมงานเฉย ๆ"
"เพื่อนร่วมงานอะไรกันหนูปุ้มปุ้ยหนูรู้ไหมว่าป้าถูกชะตากับหนูมากเจ้าศิลาเนี่ยตาถึงจริงๆ"
ปุ้มปุ้ย Talk
โอ๊ยยยย ใครก็ได้ช่วยปุ้มปุ้ยด้วยปุ้มปุ้ยไม่ขอทนแล้วทำไมทุกคนจับปุ้มปุ้ยมัดมือชกแบบนี้คิดถึงคุณพ่อคิดถึงคุณแม่อยากกลับบ้านไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วปุ้มปุ้ยเหนื่อยปุ้มปุ้ยท้อ ฮือออ
"ทำหน้าเหมือนอยากกลับบ้านเลยนะพี่อุตส่าห์ตั้งใจทำขนมจีนแกงเขียวหวานไก่ดูสิน่าทานไหมอยู่ทานด้วยกันก่อนนะปุ้มปุ้ยอยู่คุยกันก่อน"
ถึงปุ้มปุ้ยอยากกลับบ้านแต่กับข้าววันนี้มันน่ากินมากปุ้มปุ้ยเลยตัดสินใจที่จะอยู่กิน เอ๊ย! อยู่คุยกับทุกคนก่อนค่ะไม่อยากเสียมารยาทเลย
ถึงเวลาทานข้าวปุ้มปุ้ยก็ตั้งใจทานไม่พูดไม่คุยกับใครทั้งนั้นแม้จะถูกสายตาของสัมภเวสีต้นหนึ่งจ้องมองอยู่แต่ปุ้มปุ้ยก็ไม่สนเพราะนี่ปุ้มปุ้ยนะ! ไม่กลัวอะไรหรอกค่ะ
"เธอจะกินอะไรขนาดนั้นเปลืองข้าวบ้านฉันชะมัดเลย!"
"ศิลา" น้ำเสียงของผู้อาวุโสที่นั่งอยู่หน้าทีวีดังมาถึงโต๊ะอาหารหมอศิลาก็หน้าถอดสีทันที
"ปุ้มปุ้ยขอโทษค่ะปุ้มปุ้ยอิ่มแล้วก็ได้ค่ะ"
"ศิลาดูซิเสียงมารยาทพี่ไม่อยากดุหรอกนะแต่ถ้าศิลาเป็นแบบนี้พี่จะไม่คุยด้วยแล้ว!"หนูใจ๋ตวาดน้องชายกลางโต๊ะอาหารทำให้เจ้าตัวห่อเหี่ยวจนเหลือตัวนิดเดียวแต่เมื่อเขาชำเลืองมองผู้หญิงฝั่งตรงข้ามก็ถูกเธอทำหน้าตาลิงหลอกเจ้าแถมยังแลบลิ้นใส่เขาจนซ่อมในมือเขาระริก
"พี่ใจ๋คะไม่ต้องไปดุคุณหมอศิลาแล้วค่ะ ปุ้มปุ้ยรู้ตัวดีว่าตัวเองไม่ควรอยู่ตรงนี้ปุ้มปุ้ยทำใจแล้วค่ะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นปุ้มปุ้ยก็ต้องเดินหน้าต่อเต็มที่ก็แค่ขอย้ายไปอยู่โรงพยาบาลที่เชียงใหม่"
น้ำเสียงที่น่าสงสารทำเอาคุณย่าของคุณหมอศิลารีบลุกมาสวมกอดแล้วลูบหัวคุณหมอปุ้มปุ้ยด้วยความสงสารและเอ็นดู
"หนูไม่ต้องไปไหนทั้งนั้นอยู่ที่นี่แหละย่าไม่ให้ไปไหนในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแบบนี้แล้วย่าจะให้ศิลารับผิดชอบหนู"
"ค่ะ... ฮะ! อะไรนะคะรับผิดชอบอะไรไม่ได้มาคุยงานกันหรือคะ!"
ปุ้มปุ้ยหันไปมองหน้าคุณปู่ซึ่งคุณปู่ทำได้แค่ยิ้มแหย ๆ หมายความว่ายังไงนี่ทุกคนเอาปุ้มปุ้ยมาทำอะไรกันแน่ไหนว่าคุยงานแล้วก็จะคุยเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อขอขมาลาโทษไง
"งานหมั้นของหนูกับเจ้าศิลาจะเกิดขึ้นในอาทิตย์หน้าเตรียมตัวให้พร้อมนะลูก"
ตายทั้งเป็น...
หลังจากนั้นปุ้มปุ้ยก็รู้สึกหูอื้อไม่มีแรงที่จะตักขนมจีนแกงเขียวหวานไก่ที่แสนอร่อยเข้าปาก น้ำเปล่าที่วางอยู่เริ่มขมยิ่งกว่าบอระเพ็ด หลังจากนี้ชีวิตของเธอคงไม่มีทางสงบสุขอีกต่อไป
คุณหมอศิลาเดินไปเดินมาอยู่ในบ้านด้วยความกังวลเขาไม่พร้อมที่จะมีคู่หมั้นไม่พร้อมที่จะมีใครตอนนี้สิ่งเดียวที่เขาอยากมีคืออิสระ
"เป็นอะไรลูกทำไมมายืนอยู่ตรงนี้แม่บ้านจะเก็บของเข้าครัวก็ขวางอยู่ได้"
"คุณแม่ครับผมไม่อยากหมั้น คุณแม่ไปคุยกับคุณปู่ให้ผมหน่อยนะครับ"
"แม่เกรงว่าเรื่องนี้แม่คงช่วยอะไรลูกไม่ได้คุณปู่เรากับคุณปู่ของหนูปุ้มปุ้ยเป็นเพื่อนรักกันลูกต้องเข้าใจนะการที่ลูกพาหลานสาวของเพื่อนสนิทคุณปู่มาบ้านแบบนั้นแถมยังมามีอะไรกันที่บ้านของเราลูกต้องรับผิดชอบไม่อย่างนั้นผู้ใหญ่จะมองหน้ากันไม่ติด"
"แต่ยัยนั่นไม่ใช่คนดีนะครับผมอยากมีคู่ชีวิตที่เป็นคนปกติไม่ใช่ม้าดีดกะโหลกแบบนั้น"
"แล้วลูกรู้ได้ไงว่าหนูปุ้มปุ้ยเป็นม้าดีดกะโหลกถึงเธอจะซุกซนไปบ้างแต่แม่กับสัมผัสได้ว่าหนูปุ้มปุ้ยเป็นเด็กดีเป็นเด็กน่ารักชาติตระกูลก็ดีไม่มีอะไรที่ไม่เหมาะสมกับตระกูลของเราเลย"
เหมือนพูดไปก็เปล่าประโยชน์หมอศิลาจึงขับรถออกมาจากบ้านหวังจะหาที่พึ่งพาแต่กลับไม่มีใครให้ความช่วยเหลือเขาเลยความผิดพลาดของเขาแค่คืนเดียวกำลังทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล
ในระหว่างที่หมอศิลากำลังนั่งดื่มอยู่ริมแม่น้ำเขาก็เห็นน้องสาวฝาแฝดกำลังเดินมาหาเขาด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตรสักเท่าไรแสดงว่าที่บ้านคงสั่งให้น้องสาวแวะมาดูอาการแต่สำหรับมินตราเธอไม่เคยปลอบใจอะไรเขาเลยนอกจากซ้ำเติมเท่านั้น
"มาทำไมกลับไปเลยไป"
"มาดูกลัวว่าจะกระโดดน้ำตายเสียก่อนถ้าจะตายก็ตายที่มันไม่ต้องลำบากคนอื่นกระโดดลงไปเดือดร้อนกู้ภัยนักประดาน้ำต้องมางมหาร่างพี่อีก"
"เฮ้อ.."
"ได้ข่าวว่าจะหมั้นอาทิตย์หน้าแล้วยินดีด้วยนะเป็นหมอที่โรงพยาบาลเราด้วยนี่แบบนี้ก็ดีสิจะได้มีเวลาให้กัน"
"ถามพี่หรือยังว่าพี่อยากมีคู่หมั้นหรือเปล่ายิ่งเป็นยัยนั่นด้วยยิ่งแล้วใหญ่"
"แต่พี่ทำอะไรไว้พี่ก็ควรรับผิดชอบมันก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่หรือไงถ้ามีคนมาทำแบบนั้นกับหนูพี่จะทำยังไง"
หมอศิลาเงยหน้ามองน้องสาวด้วยความสงสัยเพราะเสียงของน้องสาวมันดูสั่นเครือแปลก ๆ
"เป็นอะไรมีอะไรก็พูดมา"
มินตราส่ายหน้าแล้วเก็บซ่อนความรู้สึกเอาไว้ "เปล่าหนูไม่ได้เป็นอะไรกลับบ้านกันเถอะนี่หนูนั่งแท็กซี่มานะรถจอดทิ้งเอาไว้ที่บริษัทจ่ายค่าแท็กซี่ให้ด้วยล่ะ"
"มีอะไรก็บอกอย่าให้พี่มารู้ทีหลังถ้ามันเป็นเรื่องดีพี่จะไม่ว่าอะไรแต่ถ้ามันเป็นเรื่องไม่ดีขึ้นมารู้ใช่ไหมว่าอะไรจะเกิดขึ้น?"
"หนูรู้แต่ช่างเถอะเรื่องนี้หนูจัดการเองได้เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ"
"ไปกลับก็กลับอยากกินอะไรไหมจะแวะให้"
"ไม่อะ หนูอยากกลับไปกินขนมจีนแกงเขียวหวานไก่อร่อยมากเลยใช่ไหม?"
"อืม"
ถึงจะตีกันบ่อยสักแค่ไหนแต่สุดท้ายพี่น้องก็คือพี่น้องกันอยู่ดีมีปัญหาก็คุยกันปลอบใจกันแปลก ๆ อาจจะเป็นเพราะว่าทั้งสองเป็นฝาแฝดกันเวลาคนหนึ่งไม่สบายใจอีกคนจะสัมผัสได้โดยสัญชาตญาณ
บทที่ 53ตอนพิเศษ เจ้านายกับน้องคนนั้นในช่วงวันหยุดยาวของนักศึกษาแพทย์อย่างเจ้านายเขาเลือกที่จะเที่ยวพักผ่อนอยู่ที่อเมริกาวันนี้เขามานั่งอยู่ที่สวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์คนิวยอร์ก ที่นี่เป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในนิวยอร์กที่นี่มีสวนสัตว์ โรงละครกลางแจ้ง ลานน้ำพุ สนามกอล์ฟเป็นที่เที่ยวเดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจโดยเฉพาะในฤดูใบไม้ร่วงแบบนี้อากาศค่อนข้างเย็นสบายอุณหภูมิอยู่ที่ 10-18 องศาใบไม้ต่างพร้อมใจกันเปลี่ยนสีช่างเป็นภาพที่สวยงามจนนักศึกษาแพทย์อย่างเจ้านายอดที่จะถ่ายรูปเก็บไว้ไม่ได้ในขณะที่เขารัวชัตเตอร์อยู่นั้นภาพในเฟรมก็ทำให้เขาต้องหยุดชะงักเมื่อเขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยืนถ่ายรูปใบไม้เปลี่ยนสีก่อนจะเดินหายเข้าไปในกลุ่มผู้คนมากมายสองขาที่ยืนอยู่กับที่ก็เผลอก้าวตามไปอย่างไม่รู้ตัวเจ้านายเดินมาเรื่อย ๆ จนเห็นแผ่นหลังของผู้หญิงคนนั้นจู่ ๆ เขาก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้สติของตัวเองกลับมาทำไมเขาต้องสนใจว่าเธอเป็นใครแล้วทำไมเขาต้องเดินตามเธอมาขนาดนี้เมื่อคิดได้เจ้านายก็หันหลังเดินกลับไปตามทางที่เขาเดินมาเมื่อครู่วันนี้ทั้งวันเจ้านายเดินเล่นอยู่แถว ๆ สวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์คจนตะวันใกล้จะตกดินเข
บทที่52เปียโนสวยแซ่บกับมินนี่สุดเรียบร้อยมินนี่กับเปียโนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยคณะบริหารธุรกิจด้วยกันทั้งสองเป็นเพื่อนรักเรียนอยู่คณะเดียวกันและยังอยู่กลุ่มเดียวกันอีกแต่นิสัยและไลฟ์สไตล์ของทั้งสองต่างกันสุดขั้วคนนึงสวยแซ่บส่วนอีกคนก็เรียบร้อยเพราะเป็นลูกคุณหนู ส่วนตอนนี้เจ้านายก็ย้ายไปเรียนที่อเมริกาเรียบร้อยแล้วนาน ๆ ถึงจะได้คุยกันแต่ก็ยังติดต่อทักหากันอยู่ตลอด"มินนี่ได้โปรดล่ะเธอช่วยทำอะไรให้มันกระฉับกระเฉงหน่อยได้ไหมเดินขึ้นตึกเรียนชั้น 4 นะ" เปียโนหันไปบ่นลูกพี่ลูกน้องของตนเองมินนี่เป็นคนทำอะไรเชื่องช้าแต่ก็ไม่คิดว่าจะช้าขนาดนี้"ฉันก็รีบที่สุดแล้วเปียโนคราวหลังเธอก็ตื่นให้มันเช้า ๆ หน่อยสิ""แรงมากเธอกล้าว่าฉันตื่นสายงั้นเหรอ""ก็ฉันพูดจริง ๆ เธอตื่นสายทำให้มาเรียนสาย ถ้ามาเช้ากว่านี้ป่านนี้คงนั่งรออาจารย์สบาย ๆ แล้ว"มินนี่รีบเดินนำขึ้นไปถึงเปียโนจะขี้หงุดหงิดแต่เธอก็ไม่กล้าที่จะโกรธหรือว่าอะไรมินนี่ทั้งนั้นเพราะทั้งสองโตมาด้วยกันจึงรู้นิสัยใจคอกันเป็นอย่างดี นี่แค่เรียนปี 1 เปียโนก็สร้างวีรกรรมมากมายรุ่นพี่คนไหนไม่พอใจหรือแขวะว่าเธอ เธอจะไม่เดินหนีเหมือนที่มิเท้าเอวนี่ทำแต่เธ
บทที่ 51เจ้านายกับรุ่นน้องคนนั้นหลายปีผ่านไปตอนนี้เจ้านายกำลังเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ในงานปัจฉิมนิเทศของวันนี้เขาเดินตรงไปหาเพื่อนอย่างคิวที่กำลังคุยกับรุ่นน้องสาว ๆ อยู่ใต้ต้นจามจุรีและหนึ่งในนั้นก็คือเด็กผู้หญิงที่เคยตามเอาขนมมาให้เขาแต่หลังจากที่ถูกเขาต่อว่าเธอก็ถอยห่างไม่มายุ่งวุ่นวายกับเขาอีกเลย"ไงครับว่าที่นายแพทย์สุดหล่อมาร่ำลาน้อง ๆ หน่อยสิน้อง ๆ ครับเดี๋ยวไอ้เจ้านายเพื่อนของพี่มันจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศแล้วนะ""จริงเหรอคะน่าอิจฉาจังเลยได้ไปต่างประเทศด้วยยินดีด้วยนะคะพี่เจ้านายแบบนี้พี่ต้องไปหลายปีเลยใช่ไหม" รุ่นน้องเอ่ยถามทุกคนต่างเห็นเจ้านายเป็นไอดอลทั้งนั้นเขาเป็นคนดังของโรงเรียนจนทำให้สาว ๆ ในโรงเรียนรวมถึงสาว ๆ ต่างโรงเรียนตบตีกันเพื่อแย่งเขาแต่เขาไม่เคยสนใจใครเลยวัน ๆ เอาแต่สิงอยู่ในห้องสมุด"ก็หลายปีอยู่""ถ้าอย่างนั้นพวกพี่ไปก่อนนะครับน้อง ๆ พอดีวันนี้พี่มีนัดปาร์ตี้เลี้ยงส่งวันที่ห้องดนตรีใครว่างก็ไปได้นะ"ทั้งคุณครูและเพื่อน ๆ ต่างจัดงานเลี้ยงส่งให้นักเรียนดีเด่นอย่างเจ้านายเพราะเขาเป็นคนเดียวที่ได้ไปเรียนต่อต่างประเทศโดยไม่ได้ใช้ทุนของโรงเรียนเลยเพราะเขายอมเสียสล
บทที่ 50 คุณหนูมินนี่กับงานวงการบันเทิงมาทางฝั่งของคุณหมอทิวไผ่และมินตราทั้งสองยังคงถือคติมีลูกคนเดียวนี่แหละสบายใจสุดแล้ว วันนี้คุณหนูมินนี่ได้มาเป็นนางแบบโลชั่นทาผิวสูตรน้ำนมกว่าจะถ่ายงานเสร็จก็ปาไปเกือบ 2 ทุ่มคุณหมอทิวไผ่จึงมานั่งรอลูกสาวที่กองถ่ายโดยมีมินตราคอยดูเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมของลูกสาวด้วยตนเอง"คุณแม่คะเราจะเดินทางไปจันทบุรีคืนนี้เลยหรือคะ?" "ใช่แล้วลูกส่วนเดือนหน้าเราค่อยบินไปเชียงใหม่กันตอนนี้เราต้องไปดูแลกิจการที่จันทบุรีได้ข่าวว่าทุเรียนกำลังได้ที่เลยนะ""งั้นเราไปกันเลยค่ะขอพูดถึงทุเรียนมินนี่รู้สึกหิวมากอยากได้กลิ่นหอม ๆ ของมันแล้วค่ะ^^"สองแม่ลูกชอบทานทุเรียนเป็นชีวิตจิตใจส่วนคุณพ่อทิวไผ่นั้นขอส่ายหน้าอย่างเดียวระหว่างขับรถมินนี่ก็พูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่เพื่ออยู่เป็นเพื่อนพวกท่านแต่จู่ ๆ เสียงของเธอก็เงียบไปคุณหมอทิวไผ่มองกระจกหลังเห็นลูกสาวคนสวยนอนหลับปุ๋ยไปแล้วเขาก็อดไม่ได้ที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแอบถ่ายรูปลูกสาวเอาไว้ลงหน้า facebook ขำ ๆ"ดูแล้วลูกสาวของเราไม่มีทางเป็นหมอแน่นอนคุณว่าไหม?" คุณหมอทิวไผ่หันมามองภรรยาของตนเอง"แน่นอนอยู่แล้วล่ะลูกเหมือนฉันมากยังไงก็ไม
บทที่ 49เปียโนไม่อยากเป็นเด็กวัดวันนี้คุณหมอศิลากับคุณหมอปุ้มปุ้ยมีประชุมทำให้เธอต้องฝากลูกสาวกับลูกชายเอาไว้กับคุณตาปริญญ์แค่บอกว่าจะฝากลูกเอาไว้คุณตาปริญญ์ก็รีบขับรถมารับหลานทั้งสองตั้งแต่เช้ายิ่งช่วงปิดเทอมแบบนี้สถานที่ที่เหมาะที่สุดจะเป็นที่ไหนได้ถ้าไม่ใช่ วัด "คุณตาขาอีกแล้วนะคะตอนนี้เปียโนอายุ 15 โตเป็นสาวสวยมากแต่เปียโนต้องมาทำความสะอาดวัดถ้าคุณพ่อรู้คุณพ่อคงบ่นหูชา" เจ้าหนูเปียโนนึกถึงตัวเองในวัย 5 ขวบช่วงนั้นเธอเรียนอนุบาลคุณตาปริญญ์สอนแต่สิ่งดี ๆ ยามที่เธอกลับมาจากโรงเรียนคุณตามักจะถามว่าเธอได้อะไรกลับมาบ้างและสิ่งที่เธอได้มามันไม่ใช่ความรู้แต่มันคือดินสอ สีเทียน ยางลบแม้กระทั่งลิปสติกสีแดงของคุณครูเธอก็หยิบใส่กระเป๋ากลับมา'วันนี้หนูได้ลิปสติกสีแดงมาฝากคุณแม่ด้วยค่ะพอดีว่าคุณครูเผลอหนูเลยหยิบใส่กระเป๋ามาด้วย'หลังจากวันนั้นปริญญ์จึงถูกอบรมสั่งสอนโดยลูกสาวของตนเองและลูกชายที่เข้ามาสมทบ สอนหลานแบบนั้นมันไม่ได้แทนที่จะสอนสิ่งดี ๆ กับสอนให้หลานเป็นมิจฉาชีพตั้งแต่เด็กปริมในวัย 9 ขวบเริ่มรู้ประสีประสา มีเพื่อนเป็นเด็กวัดอนาคตยังไม่รู้ว่าจะเป็นอะไรตอนนี้คบเด็กวัดเป็นเพื่อนสบา
บทที่ 48เจ้านายวัยขบเผาะเวลาผ่านไปหลายปีตอนนี้เด็ก ๆ ทุกคนกำลังเรียนมัธยมคุณหมอศรุตมีลูกสาวอีก 1 คน ชื่อว่าน้องจ๊ะจ๋าตอนนี้จ๊ะจ๋าอายุ 10 ขวบแล้ว ส่วนเจ้านายอายุ 15 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้นม 3 ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมสองพี่น้องกำลังเรียนซัมเมอร์ทั้งสองคนเรียนเก่งหัวไวซึ่งเจ้านายก็เอนไปทางคุณหมอมีความคิดที่อยากเป็นคุณหมอตั้งแต่เด็กคุณหมอศรุตจึงโล่งใจอย่างน้อยลูกก็เดินตามความฝันของครอบครัวส่วนจ๊ะจ๋าลึก ๆ เธอก็อยากเป็นคุณหมอแต่ก็ชอบเรื่องบริหารไม่ต่างกันอนาคตไม่แน่ไม่นอนอยากจะเป็นอะไรหนูใจ๋ก็ไม่ว่าเธอตามใจและเข้าใจลูกทั้งสองคนเป็นอย่างดีซึ่งคุณหมอศรุตก็ยอมปล่อยวางเขาเคารพการตัดสินใจของลูกแล้ว"คุณพ่อครับพรุ่งนี้ผมขอไปเตะบอลกับเพื่อนนะครับอาจจะกลับสัก 21:00 น คุณพ่อสะดวกไปรับผมไหมครับ""ได้ครับเดี๋ยว 21:00 น เข้าไปรับแล้วไปเตะบอลกันที่ไหน""สนามหญ้าเทียมใกล้ ๆ โรงเรียนครับตอนแรกจะใช้สนามของโรงเรียนแต่เผอิญโรงเรียนเตรียมจัดงานต้อนรับผู้อำนวยการคนใหม่เลยต้องใช้สถานที่""แล้วเรื่องเรียนซัมเมอร์เป็นยังไงบ้างมีปัญหาอะไรหรือเปล่า" "เรื่องเรียนไม่มีปัญหาอะไรครับคุณพ่อ"สองพ่อลูกคุยกันถึงเรื่องเรีย
บทที่9ขอกินน้ำNCคืนนี้ศรุตขับรถพาหนูใจ๋มาที่ผับของญาติเขามาถึงก็เห็นน้องชายกำลังนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่คนเดียว สาว ๆ ก็ไม่เรียกมาบริการเขาเดินนำหน้าหนูใจ๋เข้ามาก่อนจะนั่งอยู่ข้างกันโดยที่ศิลาไม่ได้สงสัยอะไรในตัวเขากับหนูใจเลย"เป็นยังไงบ้างศิลาพี่เป็นห่วงแทบแย่" หนูใจ๋ถามด้วยความเป็นห่วงหมอศิลาจึ
บทที่13สารภาพวันนี้คุณหมอศรุตเริ่มมีอาการแปลก ๆ เพราะน้องชายกำลังจะหมั้นแต่ตัวเองนั้นยังไม่มีวี่แววและท่าทีที่หนูใจ๋จะยอมเปิดตัวเลย อาการของเขาที่มันเสียสมาธิทุก ๆ อย่างแม้แต่ตอนอ่านหนังสือเขาก็ถอนหายใจทิ้งเป็นว่าเล่นจนคุณปู่และคุณพ่อชำเลืองมองเป็นระยะปกติแล้วศรุตเป็นคนที่มีสมาธิเด็ดเดี่ยวไม่เคยเ
บทที่11หายนะNCคุณหมอศิลาจัดการสาวสวยที่เขาพามาด้วยเธอเองก็ตอบสนองเขาทุกอย่างไม่ว่าจะจูบปากแลกลิ้นแม้กระทั่งอมแท่งร้อนของเขาเธอก็ทำให้เขาถูกอกถูกใจ เธอดูสดใหม่แกะกล่องแต่ก็มีความมั่นใจตัวเองสูง"ครั้งแรกก็จะขึ้นพี่เลยหรือคะหนูจ๋า~""คนอย่างหนูไม่เคยก้มหัวให้ใครค่ะ~"ปึก!คุณหมอศิลาสัมผัสได้ถึงอะไร
บทที่10คุณหมอกินดุ NC"อ๊าาา~""พี่อยากกินน้ำอีกขอพี่กินน้ำของศรุตได้ไหมคะ~""ก็กินไปสิ จะกินทั้งคืนผมก็ไม่ได้ว่าอะไร อ่าา~"ปากเล็ก ๆ เริ่มทำหน้าที่อย่างหนักหน่วงเธอดูดแท่งร้อนของหมอศรุตหวังจะกินน้ำปรารถนาของเขาสายตาของศรุตจ้องมองคนตัวเล็กที่ทำหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดีไม่ว่าเธอจะก้มหรือเงยหน้าใ







