INICIAR SESIÓNครั้งแรกที่เธอได้สติก็ตื่นมาบนเตียงของเขา นิยายที่เคยอ่าน ซีรีย์ที่เคยดู มีบางเรื่องคล้ายกันคือนางเอกตื่นมาบนเตียงพระเอก หรือเตียงจะเป็นสิ่งเชื่อมโยงมิติก็ได้ คราวนี้เธอจะลองนอนบนเตียงนี้เผื่อว่าตื่นอีกครั้งจะได้กลับไปโลกปัจจุบัน
คิดได้ตามนี้แล้วย่าหยาก็ปีนขึ้นเตียงนอน จัดหมอนแล้วทิ้งตัวลงนอน เธอหลับตาแต่แสงสว่างที่สาดเข้ามารบกวนการนอน เธอพลิกซ้ายพลิกขวาก็ยังไม่หลับจนต้องลุกขึ้นมานั่ง
‘ทำไมไม่หลับนะ ปกติตอนอยู่โลกโน้น ก็หลับได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะมืดหรือแสงสว่างแค่ไหน ทำไมถึงไม่หลับนะ’
ย่าหยาก่นดาตัวเองแล้วทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง
‘สงบสติอารมณ์หน่อย ผ่อนคลาย คิดถึงบ้าน คิดถึงแม่ คิดถึงงาน คิดถึงนักอ่านที่รอตอนต่อไปของนิยาย เอ๊ะ ! หรือจะไม่มีใครรออ่านนิยายของฉันแล้วนะ แงๆ ไม่เอาสิ คิดมากแบบนี้ก็นอนมไม่หลับนะสิ โอ๊ย! จงหลับ หลับ หลับเดี๋ยวนี้’
สายลมเย็นๆ พลิ้วผ่านม่านหน้าต่าง กลิ่นหอมของดอกไม้ไม่รู้สายพันธุ์โชยมาแตะปลายจมูก ย่าหยาเคลิ้มหลับไปอย่างไม่รู้ตัว เป็นจังหวะเดียวกับบานประตูเปิดออกพร้อมเจ้าของเรือนที่กลับเข้ามา ดวงตาคมปลาบเห็นเงาร่างที่ขดตัวบนเตียง เขาก้าวเดินมาหยุดมองอย่างแปลกใจ
สินธุ์งุนงงที่เห็นร่างเล็กหลับผล็อยบนเตียงของเขา ชายหนุ่มยื่นมือไปหมายจะปลุกหญิงสาวให้ตื่น แต่ปลายนิ้วสัมผัสเส้นผมดำขลับยาวสลวย เขาไม่ค่อยเห็นผู้หญิงไว้ผมยาวเช่นนี้นัก ริมฝีปากอิ่มแลดูจิ้มลิ้มเผยอขึ้นน้อยๆ ขนตายาวงามงอนเป็นแพสวย ผิวขาวผุดผ่องเป็นยองไย ความงามที่แสนเย้ายวนทำให้เขาแทบเสียการควบคุมตนเอง
“ทำไมเธอมาอยู่ที่เตียงของฉันอีกแล้ว”
ความฝัน? ความจริง?
คล้ายอยู่ในความฝัน คล้ายอยู่ในความจริง
สัมผัสแผ่วเบาแต่ปลุกเร้าเลือดในกายให้เดือดพล่าน
หญิงสาวบิดตัวกระสับกระส่าย ยกมือขึ้นปัดป่ายไปมาก่อนที่มือทั้งสองข้างจะถูกรวบไว้เหนือศีรษะ รู้สึกถึงแรงขบเม้มที่กลีบปากเบาๆ แต่กระนั้นมันเหมือนจริงจนเธอบอกตัวเองให้ลืมตา ดวงตากลมกระพริบตาปรับสายตาอยู่ครู่หนึ่งแต่ทำให้เห็นใบหน้าคมเข้มที่อยู่ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อน
“คุณ...คุณ...” ย่าหยาตื่นตกใจ พยายามจะกระถดตัวถอยหนีแต่พบว่าข้อมือถูกรวบไว้เหนือศีรษะ และดวงตาคู่นั้นที่จ้องมองอยู่ก็ราวจะกลืนกินเธอทั้งเป็น “คุณสินธุ์”
“อย่าเพิ่งขยับตัว” น้ำเสียงเขาแห้บพร่าคล้ายข่มกลั้นกดดันอยู่ในที “อยู่นิ่งๆ สักประเดี๋ยว”
บางสิ่งแข็งขันดุนดันอยู่ตรงหว่างขา ใบหน้าหวานจึงเห่อร้อนแดงเรื่อขึ้นมาทันที
“คะ...คุณ...คุณสินธุ์ ทำ...ทำไม มา..มาอยู่ที่...ที่นี่”
“นี่ห้องฉัน ฉันก็ต้องอยู่ที่นี่สิ” เขาขึงตาใส่ “หืม พูดได้ชัดขึ้นแล้ว”
หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่น พยายามไม่ขยับตัวตามที่เขาสั่ง เสียงเขาสูดลมหายใจลึกเฮือกใหญ่ก่อนจะปล่อยข้อมือเธอออกเป็นอิสระ ย่าหยารีบยันกายขึ้นแล้วพลิกตัวลงจากเตียง แต่ปลายเท้ายังไม่ทันแตะพื้น เอวบางก็ถูกรวบกอดจากด้านหลัง
“ว้าย!”
“จะร้องไปไย ฉันกลัวเธอจะตกเตียงเช่นครั้งก่อนอีก” เขาหัวเราะขึ้นเบาๆ แล้วรัดวงแขนแน่นขึ้น “ทำไมชอบมาอยู่บนเตียงฉันนักนะ”
“ปะ...เปล่า” เธอเอี้ยวหน้าไปหมายปฏิเสธแต่แก้มเนียนก็ถูกปลายจมูกโด่งเป็นสันสัมผัสเบาๆ เธอรีบหันหน้ากลับแล้วยกมือขึ้นแกะท่อนแขนที่รัดรอบเอวออก
“เปล่า? แต่เธออยู่บนเตียงของฉันถึงสองครั้งสองคราแล้ว” เขาเย้าแหย่ด้วยการพูดอยู่ริมใบหูที่แดงเรื่อ “หรือว่าชอบฉัน?”
“ไม่ใช่นะ” เธอปฏิเสธแต่เสียงแข็ง “ฉันแค่คิดถึงบ้าน”
“คิดถึงบ้านรึ?” คราวนี้ชายหนุ่มยอมคลายวงแขนออก แล้วพลิกตัวหญิงสาวให้หันมาเผชิญหน้า “อยู่ที่นี่มีคนรังแกหรือไร ไม่มีความสุขหรือ?”
เธอส่ายหน้าไปมา คนที่รังแกเธอได้ก็มีแต่เขานี่แหละ “ฉันแค่คิดถึงบ้าน นอน...นอนที่นี่...เหมือน ดะ ได้นอน...ที่บ้าน”
แววตาและน้ำเสียงใสซื่อไร้เดียงสาทำให้สินธุ์รู้สึกผิด ยิ่งนึกถึงเรื่องพี่ชายเล่าเกี่ยวกับตัวผู้หญิงคนนี้ เขาก็นึกสงสารอยู่มาก
“อย่างไรก็เป็นหญิง ไม่ควรเข้ามาห้องผู้ชายเช่นนี้”
“อืม...เอ่อ...เจ้าค่ะ...”
“หือ?” เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนหัวเราะออกมา “เธอไม่ใช่บ่าวไม่ต้องพูดเช่นนั้นก็ได้”
“แล้ว...ต้องพูด...ยังไง”
“พูดอย่างไร” เขาแก้คำพูดให้เธอใหม่ “พูดช้าๆ ชัดๆ พูด-อย่าง-ไร”
“พูด...พูด อย่าง...ไร”
“ดีมาก” เขาชมเชย “เธอมานอนบนเตียงฉันเช่นนี้ไม่ได้ มันไม่เหมาะไม่ควร ถ้าชอบมากก็เอาเครื่องนอนของฉันไป”
เธอส่ายหน้าไปมา เขาคงเข้าใจไปว่าเธอชอบกลิ่นที่อยู่บนหมอนบนที่นอนละมั้ง? เธอก็แค่มาลองนอนดูเผื่อจะได้กลับบ้านในปีพ.ศ.2567 ต่างหากล่ะ
“ให้เครื่องนอนก็ไม่เอา หรืออยากมานอนที่นี่ ทำเช่นนั้นไม่ได้ เธอเป็นหญิงมันไม่งาม ผู้อื่นมาเห็นเข้าเธอจะเสียหายเอา”
“ไม่...ไม่มาแล้ว” ย่าหยาพูดแล้วเผลออ้าปากหาวออกมา
เป็นผู้หญิงเยี่ยงไรถึงกล้าอ้าปากหาวต่อหน้าผู้อื่นเช่นนี้ แต่เหตุใดเขาไม่รู้สึกรังเกียจ แต่กลับน่าเอ็นดูเหลือเกิน
“เมื่อคืนนอนไม่หลับหรือไร”
ย่าหยาเผลอพยักหน้ารับแล้วพูดขึ้น
“สะ...เสียง..ดัง...คุณ คุณหลวงกับพี่...พี่ยี่สุ่น สะ...เสียงดัง”
“แคกๆๆ” ผู้ชายหน้าหนาอย่างเขา แต่ได้ยินหญิงสาวพูดซื่อๆออกมาก็รู้สึกประดักประเดิกชอบกล สองคนนั้นก็กระไร ไม่คิดว่ามีเด็กอยู่ในเรือนหรืออย่างไรกัน เด็ก...อืม...ก็ไม่เด็กแล้วหนา อายุก็สิบเจ็ดแล้ว ทรวงทรงองค์เอวก็แสนเย้ายวนตา
เพราะพูดไม่ทันคิดแต่เมื่อนึกได้ย่าหยาก็รีบยกมือขึ้นปิดปาก
ปิดปากตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว เขาได้ยินเต็มสองรูหูแล้ว
“ช่างเถิด...เช่นนั้นเจ้าก็นอนที่นี่สักประเดี๋ยว นอนให้พอแล้วค่อยกลับ ฉันจะปลุกเอง”
“ไม่...ไม่นอนแล้ว”
สโรชายิ้มกว้างอย่างดีใจไม่ทันมองสายตาของสาวๆ ในออฟฟิศที่จ้องมองธีรภัทรแทบไม่กะพริบตา เขาสวมเสื้อเชิ้ตผูกไทไม่ได้ใส่เสื้อสูทตัวนอกมาด้วย ดูสบายๆ และโดยเฉพาะรอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าที่มีให้หญิงสาวเพียงคนเดียว “ไม่ว่าอะไรนะ พี่สั่งมาให้ ไม่ได้ถามก่อน” “ไม่เป็นไรค่ะ ของอร่อยทั้งนั้น ลาภปากพวกเราจังเลย” ธัญญ่ายิ้มให้แล้วกระแซะไหล่เพื่อน “จะไม่แนะนำหนุ่มหล่อหรือไงยะ” “อ่อ... นี่พี่ธีร์ค่ะ ธีรภัทรเอ่อ...เป็น...เป็น...” “เป็นอะไรกับหล่อนยะ เป็นพี่ชายหรือเปล่าฉันจะได้จีบ” ธัญญ่าแซวออกนอกหน้า “ไม่ใช่พี่ชาย แต่เป็นสามีต่างหากล่ะ” คำพูดของสโรชาทำให้หัวใจของธีรภัทรพองโต เขายิ้มกว้างอย่างไม่รู้ตัว ออฟฟิศเขาอยู่ห่างจากตึกนี้ไปแค่ไม่กี่ชั่วตึก และแอบหลบงานเดินมาหาเธอที่นี่ แถมสั่งติ่มซำชุดใหญ่ให้มาส่งด้วย ถือว่าคุ้มค่ากับมากกว่าที่คาดคิดเสียอีก เขาเองก็ยังไม่เคยเจอเพื่อนๆของสโรชา ตอนงานแต่งงานทั้งสองก็แต่งงานกันเงียบๆ มีเพียงแค่ญาติฝั่งเขาและพ่อของสโรชามาร่วมงานเท่านั้น “เฮ้ย!สามี! แกแต่งงานเมื่อไหร่ยะ!” สาวๆ ต่างส่งเ
“บัวทำเองดีกว่าของพวกนี้เป็นของแม่บัวค่ะ” เธอยิ้มไม่ได้คิดอะไรมาก มือยังเช็ดอัลบั้มรูปอยู่ เธอสนใจสิ่งนี้มากกว่า ของที่อยู่ในลังอีกหลายชิ้น แต่ดาวฉายอดมองอย่างอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ พอเห็นกล่องไม้เล็กๆ ก็เอื้อมไปหยิบมาเปิดดูโดยไม่ถามเจ้าของ เปิดออกมานึกว่าจะได้เห็นแก้วแหวนเงินทอง แต่กลับเป็นเศษซากดอกไม้เหี่ยวๆ“นี่อะไรคะ”“คงจะเป็นของๆ แม่ค่ะ” เธอยื่นมือไปรับมันดูใกล้ๆ มันแทบดูไม่ออกว่าเป็นอะไร แต่ทำไมเธอกลับคิดว่ามันเป็นดอกกระดังงาก็ไม่รู้‘นึกว่าจะมีสมบัติอะไรเสียอีก’ ดาวฉายแสร้งยิ้มหวานให้ลูกเลี้ยง“น้องบัวอยากกินมื้อเที่ยงอะไรจ๊ะ อาจะให้แม่ครัวจัดให้” เธอพูดอย่างเอาใจ“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวบัวจะไปธุระนอกบ้าน”“ไปไหนละจ๊ะ ช่วงนี่ไม่ค่อยสบายไม่ใช่เหรอ”“ไปออฟฟิศค่ะ” สโรชามองดูนาฬิกาที่แขวนอยู่ที่ผนังแล้วก็ต้องตกใจ “บัวต้องไปอาบน้ำแล้วละคะ มัวแต่ทำโน้นทำนี่เพลินเลยจะลืมเวลาไปเสียนี่”“จ๊ะๆ เดี๋ยวอาให้ไอ้ไม้มันเตรียมรถให้นะ”“ขอบคุณค่ะ” ดาวฉายมองร่างอิ่มเอิมมีน้ำมีนวลของหญิงสาวหมุนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ตอนที่เธออายุ 20 กว่าๆ ก็แบบนี้แหละ สวยสะพรั่ง ผู้ชายหน้าไหนก็แทบคลานเข้ามามุดใต้
“ป๋าขาเมื่อไหร่จะรื้อบ้านหลังนั้นเสียทีละคะ” “ก็ยัยบัวยกให้แล้ว ปล่อยเค้าอยู่กับของๆ แม่สักพักเถอะ”“แล้วถ้าน้องบัวเปลี่ยนใจไม่ยอมรื้อบ้านหลังนั้นละคะ” น้ำเสียงออดอ้อน“ยังไงก็ต้องรื้อ บ้านมันโทรมแล้วจะพังแหล่มิพังแหล่แบบนั้นมันอันตราย”“ก็มันอันตรายแบบนั้น ทำไมไม่รีบๆรื้อละคะ น้องบัวยิ่งไปหลับไปนอนที่นั้นจะเป็นอันตราย ดาวเป็นห่วงน้องบัวค่ะ”“ตาธีร์ไม่ได้ไปดูแลบัวเรอะ”“ไปค่ะ วันนี้ก็ไปตามกลับบ้าน มาถึงก็ขลุกกันอยู่บนห้องนอนยังไม่ลงมาเลยค่ะ”“ดีแล้วหนุ่มๆสาวๆอยู่ด้วยกันแบบนั้น”“ว่าแต่...เรื่องนั้น”“เอาเถอะ ถ้ายัยบัวไม่ยอมจริงๆ เดี๋ยวป๋าจัดการให้เอง”“ดาวรักป๋านะคะ”“รักแล้วต้องทำยังไงล่ะ ฮืม”สโรชาได้ยินเพียงเสียงครางกระเส่า หญิงสาวเดินออกมาให้เบาที่สุด ทำไมดาวฉายถึงอยากให้รื้อบ้านหลังนั้นจัง ยังไงเธอก็ยกให้พ่ออยู่แล้ว แต่เธอแค่อยากรู้ที่มาที่ไปของบ้านหลังนั้น ซึ่งอาจเป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงเธอกับแม่ รู้ว่าแม่ของเธอเป็นยังไง ความทรงจำของเธอกับแม่แทบไม่มีเหลือเลยด้วยซ้ำ หญิงสาวตัดสินใจเดินไปที่ห้องสมุดของบ้าน นอกจากหนังสือสารพัดแล้วยังมีเอกสารเก่าๆ ของที่บ้านนี้ เธอคลับคล้ายคล
สโรชามาเกาะแขนของธีรภัทร เวลาที่เธอกลายเป็นลูกแมวน้อยแบบนี้ ธีรภัทรรู้สึกใจอ่อนยวบ เธอยอมให้เขาประคองเธอออกจากบ้านร้างนี้ไปที่รถของเขาอย่างง่ายดาย ถึงคุณมนตรีจะยอมรับเขาเป็นลูกเขย แต่อย่างไรคนเป็นพ่อก็ตามใจลูกสาวคนเดียวเป็นอย่างมาก เขารักเธออย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับผู้หญิงคนไหนมาก่อน แต่เขาก็มั่นใจว่าเธอไม่ได้รักเขา เพียงแค่ทำตามที่พ่อสั่ง ทว่าเขาหวังว่าความจริงใจที่เขามีจะทำให้เธอรักเขาบ้าง สโรชาหลับตลอดทางกลับบ้าน เมื่อรถมาจอดหน้าบ้าน ธีรภัทรก็มองเสี้ยวหน้ายามหลับใหลของเธอแล้วยิ้มอ่อนโยน เขาก้มลงจูบแก้มเนียนเบาๆ ทำให้สโรชาลืมตาขึ้นมองใบหน้าเขาแล้วยิ้มเขินอาย“อะไรกัน ยังหน้าแดงอีก” ธีรภัทรหยอกล้อเมียสาว แล้วประคองใบหน้าสวยของเธอเพื่อกดริมฝีปากดูดกลืนริมฝีปากของเธอ ค่อยๆเพิ่มความหวานและร้อนแรงขึ้นจนหญิงสาวต้องใช้มือยันแผงอกของเขาไว้“พี่ธีร์”“ทำไมละครับ พี่อยากจูบเมียพี่นี่” เขาขมวดคิ้ว“นี่มันหน้าบ้านนะคะ” สโรชาเขินอายหน้าแดงก่ำ อาการของเธอทำให้ธีรภัทรหัวเราะพอใจ ก่อนหน้านี้เห็นเมียจับไข้เพราะ ‘ครั้งแรก’ ที่เขาตักตวงมาก็กลัวว่าเมียสาวจะไม่ให้เข้าใกล้อีก แต่พอเห็นแบบนี้แล้ว หัวใจ
“คุณหนูจะเอาอะไรอีกไหมขอรับ จะให้กระผมอยู่รับใช้จนคุณเรืองมาหรือไม่”“มะ..ไม่...ไม่ต้องแล้ว รีบออกไปเถอะ” เธอสั่งเขาเสียงสั่น“ขอรับคุณหนู” สโรชาถอนหายใจยาวเมื่อเห็นนายพร้าวคลานออกไปพ้นประตูแล้ว หญิงสาวแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายตัวเอง มือเรียวยกขึ้นทาบอก หัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมานอกอก พอตั้งสติได้ก็รีบเดินไปที่หน้าต่างเห็นเงาร่างของคนรับใช้เดินออกจากเรือนไปแล้ว เธอเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เปิดตู้ดูแล้วก็นึกอยากหัวเราะ ‘คุณหนูแดง’ กับเธอชอบใส่ชุดกระโปรงคล้ายๆ กันกับที่เธอชอบสวม หญิงสาวหยิบชุดนอนเป็นผ้าฝ้ายสีขาวตัวยาวมาผลัดเปลี่ยน เธอแปรงผมยาวสลวยด้วยความเคยชินก่อนจะปีนขึ้นเตียงนอน สโรชาเริ่มอยากรู้ว่า ‘หนูแดง’ เป็นใคร ‘คุณท่าน’ เป็นคือ ‘คุณตา’ ของเธอใช่ไหม? ถ้าใช่ล่ะ? หนูแดงก็อาจจะเป็นแม่ของสโรชาเองก็เป็นได้ กลิ่นหอมของดอกกระดังงาอบอวลราวกับมือที่มองไม่เห็นกำลังโอบกอด เธอหาวออกมาเบาๆ แล้วสติก็เริ่มจะเข้าสู่ภวังค์หลับใหล ขณะที่เธอกำลังจะสู้ห้วงนิทรา ก็รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนขึ้นมานอนซ้อนอยู่ด้านหลัง“เรืองเองเจ้าคะ”“ฮืม” เธอรับคำเหมือนละเมอ คล้ายว่าคุ้นเคยกับการมีเรืองอยู
“ให้อีเรืองทำความสะอาดให้นะเจ้าคะ”“อือ” หญิงสาวได้แต่บิดกายเร่าๆตามจังหวะเร่งเร้าของของปลายนิ้วที่เคลื่อนไหวอย่างชำนาญ เธอไม่ใช่หญิงสาวไม่ประสีประสา ทว่ากลับรู้สึกราวกับไม่เคยผ่านพบเรื่องเช่นนี้มาก่อน ทั้งทรวงอกที่ถูกบีบเคล้นและดอกไม้ที่ถูกแตะต้องก็ทำเอาสโรชากรีดร้องออกมาอย่างสุดจะทนฝืนได้“คุณหนูแดงของอีเรือง” เรืองก้มหน้ามากระซิบด้วยรอยยิ้มพอใจ ยังไงเด็กสาวคนนี้ต้องอยู่ในกำมือเธอเช่นเดียวกับพ่อของเธอเป็นนั้นแหละ ถึงจะมีหน้าเพียงพี่เลี้ยงของคุณหนูแดง แต่ลึกๆ แล้ว ไม่มีใครรู้ว่าอีเรืองอยู่ในฐานะพิเศษที่ไม่มีใครกล้าแตะต้องหรือทำร้ายเธอสโรชาลุกจากอ่างอาบน้ำด้วยความสั่นเทา พี่เลี้ยงของเธอทำเหมือนสิ่งที่ทำนั้นเป็นเรื่องปกติ หญิงสาวหยิบผ้าขนหนูมาซับน้ำตามเรือนกายของตัวเอง แล้วรีบหยิบเสื้อผ้ามาสวมใส่ เรืองช่วยแต่งตัวและแปรงผมให้ เมื่อหญิงสาวสวยงามดีแล้วจึงชวนให้ไปรับประทานอาหารที่เรือนใหญ่ เพื่อที่จะได้แนะนำให้คนรับใช้อื่นๆ รู้จักคุณหนูแดงด้วย เพราะช่วงที่คุณหนูไปเรียนที่ปีนังก็ไม่ได้กลับบ้านมาหลายปี บ่าวไพร่บางคนก็มาใหม่ไม่เคยเห็นหน้าคุณหนูแดงมาก่อนหญิงสาวเดินผ่านชายหนุ่มร่างกาย
เธอพูดแล้วขยับลงจากเตียงอย่างมั่นคงไม่ตกเตียงเช่นครั้งก่อนอีก หญิงสาวรู้สึกขัดเขินจึงเสมองไปทางอื่น แต่สายตาปะทะกับชั้นหนังสือที่ด้านหนึ่งของห้อง จะว่าไปเธอพึ่งสังเกตว่าลักษณะของเรือนแตกต่างจากเรือนหลังอื่น ต้องบอกว่า ‘ทันสมัย’ กว่าน่าจะถูก เรือนที่เธออยู่กับพี่ยี่สุ่นเป็นเรือนไม้ใต้ทุนสูง แต่เรื
“คุณพี่ คุณพี่เจ้าขา” “ชอบหรือไม่” “เบาหน่อยเจ้าคะ อื้อ คุณพี่...อิชั้น...ไม่ไหว” “ทนอีกหน่อย พี่ใกล้แล้ว โอ้ววว” นั้นเป็นเสียงที่ดังมาจากห้องข้างๆ ซึ่งย่าหยาเข้าใจดีว่าเกิดกิจกรรมอะไรในห้องนั้น แต่ไม่คิดว่าหลวงพิชัยที่ดูเงียบขรึมและใจดีจะ
“ให้หนูช่วยนะคะ” ย่าหยารีบเดินตามยายละเอียด บ้านทรงไทยของภาคกลางจะมีหน้าต่างหลายบาน กว่าจะเสร็จเธอก็โดนน้ำฝนสาดใส่จนเสื้อผ้าเปียกชื้นไปหมด “แย่แล้วๆ หนูไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าดีกว่า อยู่แบบนี้จะเป็นหวัดเอา” “หนู...” เธอกอดอกยกมือขึ้นถูกแขนไปมาเพราะเริ่มหนาว
ย่าหยานักเขียนสาวที่ขับรถออกมาหาแรงบันดาลให้งานเขียนชิ้นใหม่ หลังจากที่สมองตันคิดอะไรไม่ออกมาเป็นเดือนแล้ว เธอมีรถเก๋งกลางเก่ากลางใหม่อยู่หนึ่งคันที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของเธอเอง ปกติเธอทำงานอยู่ที่บ้านไม่ค่อยได้ออกไปเจอผู้คนเท่าไหร่ ชีวิตเธอมีแค่งานกับงาน พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เธอยังเล็ก ย่าหยาอ







