Masukช่วงเย็นวันเดียวกัน
คริสแตะคีการ์ดเข้าห้องหมอชลพร้อมกับเสียงลากกระเป๋าดังก้องตามพื้นหินอ่อนของคอนโดหรูขนาดสองชั้นของหมอชล คริสยกกระเป๋าใบใหญ่ขึ้นวางลงบนโซฟาอย่างแรงพลางถอนหายใจยาว ๆ รู้สึกเหนื่อยล้าแต่ก็พอใจ ร่างสูงนั่งไขว่ห้างบนโซฟาแผ่ร่างตัวเองเหมือนเจ้าของห้องเปิดทีวีดูหนังอย่างสบายใจ
“กูว่าที่นี่แม่งน่าจะสบายกว่าคอนโดกูอีก” คริสคิดในใจ พลางมองรอบห้องที่จัดเรียงอย่างเรียบร้อย ทุกมุมสะอาดสะอ้านมีแสงไฟอุ่น ๆ สาดเข้ามาจากหน้าต่างสูงทำให้บรรยากาศอบอุ่นกว่าที่คิด
ไม่ทันไรประตูห้องดังเปิดหมอชลเดินกลับจากเวรด้วยชุดกะเวร สายตาเหลือบมองคริสนั่งเฉิดฉายบนโซฟาราวกับเป็นเจ้าของห้องตัวจริง ชลส่ายหน้าเบา ๆ แต่ออกแรงห้ามสีหน้าหงุดหงิดไม่ทัน
‘เฮ้อ…ยังไงฉันก็ได้ให้เขาเข้ามาแล้ว’ ชลคิดในใจสายตายังคงจับจ้องร่างสูงที่กำลังก้มหน้าเล่นมือถือ แอบส่องสาว ๆ ในเฟสบุ๊กเหมือนชีวิตเป็นปกติไม่สนใจเจ้าของห้องแม้แต่น้อย
คริสเลื่อนสายตาขึ้นมาเห็นหมอชลเพิ่งเดินเข้าห้อง เขายิ้มเจ้าเล่ห์ปัดมือถือเลื่อนเล่นต่ออย่างไม่เกรงใจพลางทำท่าตัวใหญ่เต็มโซฟา
“กลับมาแล้วเหรอ หมอเหนื่อยไหม วันนี้เวรเป็นไง”
หมอชลนิ่งแค่ก้าวเข้ามาวางกระเป๋าแล้วสอดส่ายสายตาไปรอบห้องเห็นแก้วน้ำตั้งระเกะระกะบนโต๊ะเล็ก และเศษขนมปังอยู่ตรงมุมพื้น ชลยักไหล่เบา ๆ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรพลางคิดว่า
‘นี่แหละ…ความต่างของเราสองคน’ หมอชลกำลังคิดแบบนั้น
คริสที่นั่งเฉย ๆ ทำหน้าไม่สนใจแต่อย่างน้อยก็สังเกตแววตาของหมอชลที่คอยจับผิดเขาอยู่บ้าง แม้จะไม่ได้เอ่ยอะไรแต่เพียงสายตานิ่ง ๆ ของชลก็ทำให้คริสรู้สึกเหมือนโดนจ้องตรวจสอบเขาอยู่
บรรยากาศเต็มไปด้วยความแตกต่างแต่กลับไม่ตึงเครียดเกินไป คริสนั่งทอดสายตามองรอบห้อง พลางคิดว่าที่นี่น่าจะเป็นบ้านอีกหลังของเขาได้เหมือนกัน ขณะที่ชลมองร่างสูงด้วยสายตานิ่งแต่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง ทั้งคู่ต่างพยายามปรับตัวไปพร้อมกัน โดยที่ความคุ้นเคยยังไม่เกิดขึ้นเต็มที่แต่ก็ไม่ได้ห่างเหินจนเกินไป
หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยชลตรงไปยังครัวทันที ร่างสูงเรียบเรียงวัตถุดิบและเครื่องปรุงต่าง ๆ ด้วยท่าทางสงบนิ่งมือขยับอย่างชำนาญ คริสนั่งมองอยู่สักพักก่อนจะเอ่ยเสียงกล้า ๆ
“ผมช่วยทำได้นะหมอ” ชลเหลือบตามองคริสเพียงครั้งเดียว ก่อนพยักหน้ารับแบบเงียบ ๆ
คริสก้าวเข้ามาในครัวพยายามหยิบมีดหั่นผักแต่มือสั่นจนผักกระเด็นเต็มโต๊ะ แล้ววางถ้วยชามไม่เป็นที่เป็นทางจนหมอชลต้องหันมามองด้วยสายตาดุดันเบา ๆ
“เอ่อ…อันนี้หั่นแบบนี้ถูกไหมครับ” คริสถามเสียงตะกุกตะกักมือยกชิ้นผักขึ้นให้ดู ชลยักคิ้วมองด้วยแววตาเฉียบคมร่างสูงสงบนิ่งไม่พูดอะไร แต่เพียงสายตาก็ทำให้คริสรู้สึกเหมือนถูกสั่งสอน คริสยิ้มแห้ง ๆ ขำตัวเองแล้วถอยออกจากเคาน์เตอร์
“งั้นผมรอกินฝีมือหมออย่างเดียวละกันนะหมอ” เขานั่งลงที่เก้าอี้ พลางจับแขนตัวเองไว้ราวกับกลัวจะทำอะไรเลอะเทอะอีก
คริสก็ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องรู้สึกเกรงใจหมอชลมากมายขนาดนี้ มากกว่าที่เขาเคยรู้สึกมาก่อนในชีวิตเพราะแค่สายตาที่หมอชลมาเขาก็รู้สึกว่าเขาเหมือนเด็กที่กำลังถูกเอ็ดโดนผู้ใหญ่ใจดีคนหนึ่งอยู่
สักพักชลก็จัดอาหารเสร็จเรียบร้อยทั้งคู่ได้โอกาสนั่งกินข้าวด้วยกัน แสงไฟอุ่น ๆ สาดลงบนโต๊ะทำให้บรรยากาศเงียบสงบคริสมองจานอาหารแล้วเอ่ยออกไปตรง ๆ
“ผมไม่เคยกินข้าวเย็นกับใครแบบนี้เลยปกติเวลานี้อยู่ผับตลอด” หมอชลเงียบแค่พยักหน้ารับพลางแอบมองคริสที่กำลังพยายามเคี้ยวอาหารอย่างเรียบร้อย แม้จะเห็นเขามองจานไปมาแบบไม่มั่นใจแต่ก็อดยิ้มในใจไม่ได้
หลังจากมื้ออาหารคริสลุกขึ้นอาสาล้างจานด้วยท่าทางจริงใจเพื่อชดเชยความผิดพลาดในการทำอาหารแต่ทันทีที่เขาเริ่มล้างหมอชลก็เงยหน้ามองด้วยสายตาที่บ่งบอกว่า
“ระวังหน่อย” เพราะมือคริสค่อย ๆ ทำให้น้ำกระเด็นไปทั่วเคาน์เตอร์
คริสส่ายหน้าเบา ๆ ขำตัวเองก้มหน้าก้มตาเช็ดไปเรื่อย ๆ แอบสังเกตหมอชลที่นั่งพิงโต๊ะคอยมองด้วยแววตานิ่งแต่แฝงความเอ็นดู จนกระทั่งคริสล้างจานชามเรียบร้อย
บรรยากาศเต็มไปด้วยความเขินอายปนสนุกเล็ก ๆ ครอบครัวเล็ก ๆ ของสองคนนี้เริ่มเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ แต่ก็ดูเป็นธรรมชาติอย่างเหลือเชื่อ
เพล้ง!
เสียงจานใบสุดท้ายหล่นดังทำให้คริสสะดุ้งโหยงมือสั่นเพราะตกใจจนเกือบจะล้มตามเศษจานที่แตกกระจายเต็มพื้น หมอชลที่กำลังเดินออกจากห้องนั่งเล่นพร้อมถือหนังสือแพทย์เหลือบตามองภาพตรงหน้าเพียงชั่วเสี้ยววินาทีแล้วเท้าเอวยืนมองเขา
“เชี่ย…นี่กูจะโดนเขาลากคอออกจากคอนโดไหมเนี่ย” คริสก้มหน้ารับผิดก้มเก็บเศษจานด้วยสีหน้าแหย ๆ ใจเต้นแรง ความคิดวิ่งไปไกล
ชลถอนหายใจเบา ๆ แค่เพียงยักไหล่และกลับไปนั่งอ่านหนังสือต่อราวกับว่าเหตุการณ์เมื่อกี้ไม่ได้ทำให้เขาโกรธอะไร คริสเก็บเศษจานจนเรียบร้อยหอบเหนื่อยเบา ๆ แต่ก็ไม่อยากเอ่ยปากพูดอะไร
เมื่อเสร็จเขาเดินไปทิ้งตัวลงข้าง ๆ หมอชลบนโซฟาเงยหน้ามองแว๊บหนึ่งเห็นหมอชลจ้องไอแพดด้วยท่าทางเรียบสงบ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะชะโงกหน้าแกล้งแนบแก้มกับแขนของหมอชล ความอบอุ่นจากกล้ามเนื้อแน่นทำให้คริสเผลอคิดในใจ
‘หมอแม่งหน้าหวานแต่ตัวแน่นใช้ได้เลยนี่หว่า…’ แววตาของเขาเป็นประกายเจือความเขินอายแต่ก็เต็มไปด้วยความพอใจ
หมอชลเหลือบตามองคริสเล็กน้อยแต่ไม่ได้พูดอะไรเพียงเอามือวางทาบลงบนแขนอีกข้างเบา ๆ เพื่อเป็นสัญญาณความใกล้ชิด
เวลาผ่านไปคริสค่อย ๆ เผลอหลับไปบนเตียง ชลเองก็วางไอแพดลงแล้วเหลือบตามองคริสที่นอนหนุนแขนตนเอง สายตานิ่งสงบแต่ลึก ๆ มีความอุ่นใจผสมความสับสนอยู่เล็กน้อย
เขาแอบยิ้มเบา ๆ ในใจความคิดย้อนกลับไปเมื่อคืนจนถึงตอนเช้าที่เขายังคงมีความกังวลอยู่ว่าคนเด็กกว่าจะต้องถอยห่างออกไปเพราะประโยคที่คริสถามเขาว่า
‘หมอไม่รู้เหรอว่าผมเป็นรุก’ หลังจากนั้นประโยคที่คริสบอก ‘ขอให้รับผิดชอบและขอมาอยู่ด้วย’ มันทำให้เขายิ้มในใจอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้ใบหน้าของเขาจะเรียบนิ่งก็ตามแต่ตอนนี้หมอชลกลับรู้สึกโล่งใจเพราะคนเด็กกว่านอนบนเตียงของเขาอีกครั้ง
‘ต่อจากนี้…เขาคงไม่เหงาอีกแล้ว’
บรรยากาศในห้องเงียบสงบมีเพียงเสียงลมหายใจของคริสที่สม่ำเสมอกับแสงไฟอุ่น ๆ ภายในห้องชวนให้รู้สึกว่า…
…คืนนี้เป็นคืนแรกของความสัมพันธ์ใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม...
ผ่านไปสามอาทิตย์หลังจากคืนดีกันชีวิตคู่ของหมอชลกับคริสก็ยังคงเต็มไปด้วยความอบอุ่นเหมือนเดิมทั้งเสียงหัวเราะในทุกเช้า การงอนง้อเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่กลายเป็นเรื่องน่ารักประจำวันและการใช้เวลาอยู่ด้วยกันจนกลายเป็นความเคยชินที่แสนหวานเช้าวันนี้เป็นวันหยุดยาวที่ทั้งสองคนรอคอยหมอชลลางานไว้ล่วงหน้าเพื่อพาคริสไปเที่ยวพักผ่อนที่ภูเก็ต ทริปนี้เขาตั้งใจจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองตั้งแต่จองตั๋วที่พักจนถึงร้านอาหารที่อีกฝ่ายเคยพูดว่าอยากลองบรรยากาศในสนามบินตอนเช้ายังคึกคักผู้คนเดินขวักไขว่ เสียงประกาศจากลำโพงดังเป็นระยะ ๆ สลับกับเสียงพูดคุยของนักท่องเที่ยวที่ต่างถือกระเป๋าเดินทางคนละใบคริสยืนรออยู่หน้าประตูเช็กอินในชุดลำลองสบาย ๆ เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงขายาวผ้าฝ้าย ดวงตาเปล่งประกายเหมือนเด็กได้ไปเที่ยวครั้งแรกเขามองไปรอบ ๆ อย่างตื่นเต้น ทุกอย่างดูน่าสนใจไปหมด“ไม่ได้ไปเที่ยวมานานแล้วนะเนี่ย” เขาพึมพำกับตัวเองก่อนจะยิ้มกว้างออกมาโดยไม่รู้ตัว มือถือหมวกปีกกว้างที่เพิ่งซื้อมาใหม่หมาด ๆ แกว่งไปมาเบา ๆ ตามจังหวะความตื่นเต้นระหว่างที่รอเขาก็เหลียวซ้ายแลขวามองหาของกินเพราะเสียงท้องร้องเริ่มดังแข่งกับเสียงประก
สวบ!!!“อ๊ะ อ๊ะ อื้อ” คริสครางออกมาขณะที่ค่อยๆ กดปากทางของเขาสอดรับความแข็งขืนของหมอชล"อาส์ แน่นจัง..." หมอชลครางยาว กลั้นความอยากที่จะกระแทกสวนขึ้นรับการกดลงลของคริส สองมือของหมอชลจับเอวคริสแน่น“ขอบคุณครับที่รัก” หมอชลเอ่ยขอบคุณคริสอย่างจริงใจ ในขณะที่หมอชลคิดว่าคริสจะทำสิ่งที่เขาต้องการตั้งแต่แรก แต่เมื่อครู่คริสกลับเลือกทำอีกอย่าง"อ่า... อ๊ะ...อื้อ " คริสครางแทนคำตอบ เขากดรับความแข็งขืนเข้าไปจนสุด นั่งนิ่งชั่วครู่เพื่อปรับตัว ก่อนจะเริ่มขยับสะโพกขึ้นลงช้าๆใบหน้าของคริสในตอนนี้ช่างเย้ายวน แก้มแดงระเรื่อด้วยความเร่าร้อน ริมฝีปากเผยอ ดวงตาเยิ้มหวาน หมอชลมองคริสที่ขยับตัวอยู่เหนือร่างยิ่งน่ารักน่าหลงไหลจนหมอชลอดไม่ไหวที่จะชมออกมา"คริส สวยมาก" หมอชลพึมพำ มือลูบไล้จากเอวไปยังหน้าอกของคริส"อ๊ะ อ๊ะ อาส์..." คริสขยับสะโพกเร็วขึ้น แรงขึ้น จนความรู้สึกอ่อนไหวเริ่มเอ่อล้นหมอชลไม่สามารถทนต่อความอยากที่ต้องการกระแทกสวนขึ้นไปได้ เขาจับเอวของคริสแน่น ก่อนจะกระแทกสวนสะโพกขึ้นรับจังหวะ แรงและเร็วยิ่งขึ้น คริสเหมือนจะโกรธที่หมอชลแย่งการควบคุม แต่ความรู้สึกดีเกินกว่าจะต่อต้าน ยิ่งหมอชลกระแทกต
เช้าในครัวของคอนโดห้องเดิมที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ วันนี้กลับเงียบสงบมีเพียงเสียงขยับมีดกระทบเขียงดังเบา ๆ เป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอคริสในเสื้อยืดตัวหลวมจนไหล่ตกข้างหนึ่งกับกางเกงขาสั้นที่ใส่จนยับเดินง่วนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจับจ้องสูตรอาหารในมือถือสลับกับก้มมองแฮมตรงหน้าเหมือนเด็กกำลังตั้งใจทำการบ้านที่ไม่ถนัดนัก“ใส่เกลือ...นิดนึง แล้วก็หั่นแฮม...” เขาพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความพยายาม เขาอยากลองมีโมเมนต์แบบที่เห็นในซีรีส์ทำอาหารเช้าให้แฟนตื่นมาเห็นก่อนออกไปทำงาน มันดูเรียบง่ายแต่อบอุ่นเหลือเกินมือข้างหนึ่งจับมีดอีกข้างคอยหมุนมือถือดูสูตรแต่เพราะสายตาไม่อยู่กับของตรงหน้า จังหวะต่อมาจึงได้ยินเสียงเฉาะพร้อมความแสบวาบที่ปลายนิ้ว“เฮ้ย!” คริสร้องลั่นดึงมือนั้นขึ้นมาดูเลือดซึมออกจากรอยบาดเป็นเส้นบาง ๆ สีแดงสด เขารีบวิ่งไปเปิดน้ำล้างแผลทันทีน้ำเย็นจัดกระทบเนื้อสด ๆ จนเขาสูดปาก“โธ่...ซวยฉิบหาย! แค่จะทำอาหารเช้าให้สักมื้อ ยังพังเลย” ดวงตาเขาไหววูบด้วยความผิดหวังปนหงุดหงิดมุมปากเบะน้อย ๆ เหมือนเด็กโดนดุทั้งที่ตั้งใจดีเสียงเปิดประตูจากห้องนอนดังขึ้นเบา ๆ หมอชลในเสื
บ่ายแก่ ๆ แสงอาทิตย์สีทองเริ่มอ่อนแรงแสงลอดผ่านต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกเรียงรายหน้าอาคารของโรงพยาบาลส่องต้องพื้นจนเกิดเงาทอดยาวคริสในชุดลำลองง่าย ๆ เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวกับกางเกงยีนส์สีซีดยืนพิงกำแพงข้างประตูทางออก มือหนึ่งถือโทรศัพท์อีกมือซุกกระเป๋ากางเกงไว้คล้ายคนที่พยายามไม่ให้ตัวเองดูใจร้อนปลายนิ้วกดเช็กเวลาในหน้าจอทุก ๆ สองนาทีทั้งที่รู้ดีว่าหมอหมอชลยังไม่ถึงเวลาออกเวรเสียด้วยซ้ำ แต่หัวใจกลับเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่ความรู้สึกตื่นเต้นแบบคนรอใครสักคนที่สำคัญเต็มไปหมดในแววตาสายลมอ่อนพัดผ่านปลายผมของเขาให้ไหวเบา ๆ ดวงตาคมทอดมองประตูอัตโนมัติที่เปิดปิดอยู่เรื่อย ๆ ทุกครั้งที่มีคนเดินผ่าน เขาจะเงยหน้าขึ้นมองแทบทุกครั้ง เหมือนหวังว่าครั้งต่อไปที่บานประตูเลื่อนออกจะปรากฏร่างคุ้นตาของใครคนนั้นริมฝีปากคลี่ยิ้มบางโดยไม่รู้ตัวแววตาเต็มไปด้วยความอบอุ่นและรอคอย มันเป็นภาพเรียบง่ายของคนที่อยู่ในช่วงความรักอิ่มตัวไม่ต้องหวือหวาแค่ได้เจออีกคนก็เพียงพอแล้วระหว่างที่กำลังเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ดูเวลาอีกครั้ง จู่ ๆ ก็มีแรงชนจากด้านข้าง คริสเซไปเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาด้วยความตกใจ“อ้าว ขอโทษครับ” เสีย
ช่วงชีวิตหลังแต่งงาน แสงแดดยามสายค่อย ๆ สาดลอดผ่านผ้าม่านบาง ๆ เข้ามาในห้องนั่งเล่น เสียงนกร้องแผ่วเบาอยู่ข้างนอกทำให้บรรยากาศในบ้านเช้าวันนี้เงียบสงบและอบอุ่นเป็นพิเศษคริสยืนพิงประตูห้องครัวในสภาพชุดนอนขาสั้นเสื้อยืดตัวโคร่งที่หลวมจนไหล่หล่นไปข้างหนึ่งผมยุ่งนิด ๆ จากการเพิ่งตื่น ใบหน้าขาวซีดมีร่องรอยความง่วงปรากฏชัด ดวงตาปรือราวกับคนที่ฝืนตื่นมาเพราะรอใครบางคนเขากอดอกมองร่างสูงที่เพิ่งเดินเข้ามาในคอนโดหมอชลในชุดทำงานของโรงพยาบาล เสื้อกาวน์ถูกพาดไว้บนแขนใบหน้ายังดูมีความเหนื่อยล้าหลงเหลืออยู่แต่ดวงตากลับอบอุ่นทุกครั้งที่มองคริส“ทำงานเหนื่อยไหมอะ...” คริสพูดเสียงงัวเงียคล้ายคนยังอยู่ในโลกกึ่งหลับกึ่งตื่นหมอชลหันมามองดวงตาคมที่มักดูดุในยามปกติกลับอ่อนลง เขาเดินเข้ามาใกล้ ลูบหัวคนง่วงเบา ๆ อย่างเอ็นดู“ไปนอนต่อเถอะ วันนี้ไม่มีธุระที่ไหนไม่ใช่เหรอ”คริสเงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงตาครึ่งปิดครึ่งเปิดพยักหน้าช้า ๆ ก่อนยกตัวปลายเท้าขึ้นหอมแก้มอีกฝ่ายเบา ๆ แบบคนขี้อ้อน กลิ่นสบู่จาง ๆ บนตัวหมอชลแตะจมูกจนรู้สึกผ่อนคลาย“งั้น...ไปนอนก่อนนะ” เขาพูดงึมงำแล้วหมุนตัวเดินเข้าห้องไปอย่างช้า ๆ ผ้าพันคอเส
ซุ้มดอกไม้สีขาวนวลประดับประดาอยู่รอบ ๆ สถานที่จนกลายเป็นฉากหลังที่สมบูรณ์แบบสำหรับวันสำคัญที่สุดในชีวิตของคริสแสงอาทิตย์อ่อน ๆ สาดส่องลงมาทำให้ใบหน้าของเขาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้นและตื้นตัน ใจเต้นแรงกับภาพตรงหน้าที่เกิดขึ้นจริงเขายืนตัวตรงยิ้มบาง ๆ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายทั้งตื้นตันดีใจและความประหม่าเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ตั้มและวินยืนอยู่ข้าง ๆ กอดคอเพื่อนพร้อมหัวเราะล้อคำพูดของตั้มยังดังก้องในหูคริส“ไม่คิดว่าคริสจะได้แต่งงาน เพราะเป็นคนควงไปเรื่อยมาตลอด” คริสได้แต่หัวเราะรับ แบบเขิน ๆ ทั้งความอายและความสุขปะปนกัน รอยยิ้มของเขากว้างขึ้นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงหัวเราะของเพื่อน ๆบรรยากาศรอบ ๆ เต็มไปด้วยความสุขเสียงเชียร์และคำแสดงความยินดีดังขึ้นจากเพื่อน ๆ และญาติผู้ใหญ่ทุกคน ทุกสายตาจับจ้องมาที่คู่รักตรงหน้า แสงแดดที่สาดส่องมากระทบดอกไม้กับใบหน้าทำให้ช่วงเวลานี้ดูอบอุ่นและเป็นเรื่องราวที่น่าจดจำคริสหันไปมองชลที่ยืนรอยยิ้มอบอุ่นอยู่ข้างหน้าท่าทางสงบและมั่นคงของชลทำให้หัวใจเขาสั่นระรัว แม้สายตาจะเต็มไปด้วยความรักแต่ก็มีความสุขและความอบอุ่นที่ปลอดภัยอยู่ในนั้น ชลมองคริส







