LOGIN“หมอไม่รู้ใช่ไหมว่าผมเป็นรุก” คริสถามหมอชลออกไปเพราะเขาคิดว่าหมอต้องเข้าใจอะไรผิดไปแน่ๆ
“รู้แต่...นายดูชอบนะ”
“หมอชล...”
“ไปนั่งรอ เดี๋ยวกินข้าวก่อนค่อยกลับ”หมอชลบอกคริสอีกครั้ง
คริสชะงักเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าแบบเสียไม่ได้มือที่ถือผ้าเช็ดผมเลื่อนมากอดอกแน่นราวกับตั้งกำแพงกันตัวเองไว้ กลัวสุด ๆ ว่าหมอจะก้าวเข้ามากดเขาลงเตียงเหมือนเมื่อคืนอีก
ทว่าแทนที่จะถอยหมอชลกลับก้าวเข้ามาใกล้มากขึ้น รอยยิ้มมุมปากที่เจือความเจ้าเล่ห์ทำให้คริสแทบถอยหลังไปติดกำแพง ร่างสูงโน้มลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่น ๆ เป่ารดที่ข้างหูเสียงกระซิบต่ำติดแววล้อเลียนดังขึ้น
“ทำเป็นกลัว ทั้งที่เมื่อคืนครางเสียงดังลั่นห้อง”
ดวงตาคริสเบิกกว้างทันทีใบหน้าร้อนวาบจนแดงขึ้นมาทั้งแถบ เขารีบแยกเขี้ยวใส่หมอเหมือนหมาที่จนตรอกแต่ปากกลับพูดไม่ออกได้แค่กัดฟันแน่น หอบลมหายใจแรง ๆ แล้วเบือนหน้าหนีอย่างเสียเชิงก่อนจะรีบก้าวฉับ ๆ ออกไปจากห้องด้วยท่าทางขุ่นเคืองปนเขินจัด
ร่างสูงอีกคนได้แต่หัวเราะในลำคอเบา ๆ คริสทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาหน้าทีวี หัวใจยังเต้นรัวไม่หยุดมือกำหมอนแล้วกอดแน่นเหมือนกำลังหาที่พึ่ง เขาปล่อยลมหายใจยาวออกมาความอับอายและความเจ็บใจตีกันวุ่นในอก
‘นี่กูเสียตัวครั้งแรกให้หมอหน้าหวานจริง ๆ เหรอวะ…ชีวิตกูแม่งพังแล้ว’ เสียงในใจเขาดังขึ้นไม่หยุดยิ่งคิดยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฝ่ายแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเกม
บรรยากาศรอบข้างเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดคริสนั่งนิ่ง สายตาว่างเปล่ามองทีวีที่ยังปิดสนิทกอดหมอนแน่นราวกับเกราะป้องกัน
และในจังหวะนั้นเองหมอชลก้าวออกมาจากห้องนอนช้า ๆ คราวนี้สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวทับร่างกาย ผ้าขนหนูถูกแทนด้วยกางเกงลำลองเรียบร้อยแต่แววตาไม่ต่างจากเดิมเลย ยังคงจับจ้องมาที่เขาเต็ม ๆ พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์มุมปากที่ทำให้คริสตัวชา
‘กูแม่ง…ไม่น่าพลาดเลย’
กลิ่นกับข้าวที่หอมกรุ่นลอยอบอวลอยู่เต็มห้องอาหารเสียงช้อนกระทบจานดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ คริสนั่งอยู่ตรงข้ามหมอชล ก้มหน้าตักข้าวเข้าปากเหมือนปกติ แต่ความจริงแล้วรสชาติอาหารที่หมอชลทำนั้น คริสไม่ได้รับรู้รสชาติเลยสักนิดเดียวเพราะสมาธิและสายตาของเขาเอาแต่วนเวียนอยู่บนใบหน้าหวานของคนที่นั่งเงียบ ๆ อีกฝั่ง
แววตาคมของคริสแอบเหลือบมองอยู่หลายครั้งคิ้วเข้มของหมอที่ขมวดเล็กน้อยตอนใช้ตะเกียบคีบอาหาร ริมฝีปากบางที่เคี้ยวช้า ๆ ไม่เร่งรีบและรอยยิ้มมุมปากจาง ๆ ที่เหมือนรู้ทันอะไรสักอย่าง คริสได้แต่คิดในใจปนเปไปหมด
‘แม่ง…กูเป็นถึงคาสโนวาตัวพ่อยังไงก็ต้องเป็นฝ่ายรุกสิวะ แล้วดูตอนนี้สิ’
‘กลายเป็น…ให้ผู้ชายหน้าหวานจัดหนักจนเจ็บเอวแทบเดินไม่ไหวโคตรน่าอายเลย!’ มือที่ถือช้อนสั่นน้อย ๆ คริสหายใจแรงกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว
“นายสงสัยอะไรนักหนา…จ้องมองฉันตั้งแต่เริ่มกินแล้วนะ” เสียงเรียบ ๆ ของหมอชลดังขึ้นราวกับอ่านความคิดในใจได้ เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตาเต็ม ๆ ดวงตาคมสงบแต่แฝงร่องรอยขำในที
คริสสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะวางช้อนลงแรง ๆ จนเกิดเสียงดัง กอดอกแน่นแววตาแข็งกร้าวเหมือนจะสู้เอาคืน
“หมอเป็นรุก ทำไมไม่บอกผมก่อนวะ” น้ำเสียงเจือคาดโทษชัดเจน
หมอชลเลิกคิ้วขึ้นนิดเดียวก่อนจะยกไหล่อย่างไม่ใส่ใจ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏที่มุมปาก
“ถ้าบอก…นายจะยอมเสียข้างหลังให้ง่าย ๆ เหรอ”
คำพูดนั้นเล่นเอาคริสแทบสำลักอากาศหน้าแดงก่ำในทันทีเหมือนโดนตบกลางใจ ร่างกายแข็งเกร็งไปหมดสายตาเบี่ยงหนีแทบไม่ทันเพราะอายเกินกว่าจะสบตากลับ
ริมฝีปากเขาสั่นเล็กน้อยพยายามจะพูดแต่ก็กลายเป็นเสียงสบถห้วน ๆ หลุดออกมาแทน
“สัสเอ๊ย…กูดันพลาดซะได้!” ดวงตาของคริสวาวโรจน์ด้วยทั้งความโมโหและความอับอายคละเคล้า ขณะที่หมอชลยังคงนั่งกินอาหารอย่างใจเย็นราวกับคำพูดเสียดแทงของเขาไม่มีผลอะไรเลย มีเพียงรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่ทำให้คนตรงข้ามอยากจะปาอะไรใส่สักอย่างเพื่อกลบเกลื่อนความเสียเชิงตัวเอง
บนโต๊ะอาหารจึงเต็มไปด้วยความอึดอัดราวกับไฟร้อน ๆ กำลังสุมอยู่กลางอกของคริสเพียงฝ่ายเดียว ในขณะที่อีกคนดูผ่อนคลายเกินเหตุจนทำให้เขายิ่งทั้งอายทั้งแค้น แต่ก็ไม่รู้จะระบายออกทางไหนนอกจากกัดฟันแน่นจนขากรรไกรเกร็ง
เสียงช้อนกระทบจานเงียบลงคริสเงยหน้าขึ้นดวงตาแดงก่ำจากความอับอายปนความดื้อดึง เขาเม้มปากแน่นอยู่พักใหญ่เหมือนรวบรวมความกล้าก่อนจะโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย จ้องตรงไปยังหมอชลที่ยังคงทานข้าวด้วยท่าทีไม่สะทกสะท้าน
“หมอชลได้ผมไปแบบนั้นแล้ว…หมอต้องรับผิดชอบผมนะ” เสียงต่ำเอ่ยออกมาไม่ดังมากนักแต่กดหนักชัดเจนเหมือนคำขู่
คริสไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงเอ่ยปากบอกหมอชลแบบนั้นแต่ด้วยความที่หมอชลนิ่งมาจนเขาอยากแกล้งดูท่าทีของหมอชล
หมอชลหยุดชะงักไปเล็กน้อยสายตาที่หันมามองไม่ได้มีแววล้อเลียนหรือเล่นสนุกเหมือนก่อนหน้านี้ สีหน้าของเขายังคงเรียบนิ่งสงบเหมือนสายน้ำ แต่เพียงเสี้ยววินาทีหลังจากนั้น เขาก็พยักหน้าช้า ๆ อย่างไม่ลังเล
“ได้สิ...” หมอชลตอบเสียงเรียบนิ่งและยิ้มออกมาเล้กน้อย
คริสตะลึงไปชั่วครู่ก่อนที่ริมฝีปากจะค่อย ๆ คลี่ยิ้มออกมา รอยยิ้มที่เหมือนยกภูเขาออกจากอก แววตาที่เมื่อครู่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นพลันสว่างขึ้นเหมือนเด็กที่ได้ของเล่นชิ้นใหม่ พร้อมกับคิดในใจว่า ‘เขาต้องได้หมอคืนสักครั้ง’
“งั้น…ผมย้ายมาอยู่กับหมอเลยได้ไหม” น้ำเสียงเหมือนพูดล้อเล่นแต่สายตาที่ส่องตรงไปนั้นจริงจังเกินกว่าจะแค่หยอก
“กินข้าวเสร็จ กินยาแก้ปวดด้วยนะ” หมอชลยื่นมือไปวางแผงยาแก้ปวดให้คริส
“ครับ...”
หมอชลยังคงไม่แสดงสีหน้ามากนักดวงตาคมกริบมองนิ่งเหมือนประเมินอะไรบางอย่าง ก่อนจะพยักหน้าอีกครั้งโดยไม่เสียเวลาพูดอะไร เขาก้มหน้ากลับไปทานข้าวต่ออย่างใจเย็นราวกับเรื่องเมื่อครู่เป็นแค่การตัดสินใจธรรมดา ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องขยายความ
หัวใจของคริสเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาเขาแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเองแต่เพราะได้ยินกับหู ได้เห็นกับตา ความดีใจจึงเอ่อล้นจนแทบจะฉีกยิ้มกว้างเกินควบคุมริมฝีปากที่พยายามเก๊กแข็งในทีแรกกลับยกขึ้นอย่างไม่อายใคร
คริสไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่เขาแสดงออกนั้นมันเป็นความต้องการส่วนลึกในใจของตัวเอง
“เออ…กูกินข้าวจริง ๆ ล่ะทีนี้” คริสพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนรีบก้มหน้าตักข้าวเข้าปากด้วยความตั้งใจแบบไม่เคยเป็นมาก่อนแก้มทั้งสองข้างขึ้นสีแดงจัดเพราะความตื่นเต้นที่กลั้นไว้ไม่อยู่
ในหัวเขาเริ่มวางแผนทันทีว่าจะรีบกลับไปคอนโดขนของทุกชิ้นมาอยู่กับหมอชลให้ไวที่สุด ความคิดที่เต็มไปด้วยความสุขจนลืมไปเลยว่าตัวเองยังเจ็บเอวแทบขยับไม่ไหว
คริสก้มหน้ากินข้าวด้วยรอยยิ้มที่กว้างจนปวดแก้มขณะที่อีกฝั่งหมอชลยังคงกินอย่างสงบเงียบ ราวกับไม่เคยพูดอะไรออกมา
แต่ในหางตาของหมอชลกลับมีประกายขำเจืออยู่บางเบา…เหมือนคนที่รู้อยู่แล้วว่าเกมนี้ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายถูกควบคุม
เสียงช้อนส้อมวางกระทบจานเป็นสัญญาณว่ามื้อเช้าสิ้นสุดลง หมอชลลุกจากเก้าอี้ด้วยท่าทีเรียบง่าย เขากล่าวเพียงสั้น ๆ ว่าจะเปลี่ยนชุดเตรียมเข้าเวร ส่วนคริสที่ยังนั่งพิงพนักเก้าอี้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้น
ทันทีที่ยืดตัวตรงขาเขาเกร็งจนสั่นเล็กน้อย ความปวดตึงจากสะโพกแล่นขึ้นมาอย่างรุนแรงจนต้องกัดฟันแน่น แววตาหงุดหงิดผสมกับสีหน้าบิดเบี้ยวชั่วครู่
“แม่ง…เจ็บเป็นบ้า” เขาสบถในใจก้าวขาไปไม่กี่ก้าวก็แทบอยากทิ้งตัวกลับลงเก้าอี้
“เดี๋ยวผมติดรถหมอไป รพ. หน่อย จะได้เดินต่อไปเอารถที่ผับ” ไม่นานหมอชลก็เดินลงมาพร้อมชุดกะเวรสีน้ำเงินคริสหันไปบอกเสียงขรึม
ชลไม่เอ่ยอะไรแค่พยักหน้าเรียบ ๆ แล้วเดินนำออกไป รถยนต์ถูกสตาร์ต เครื่องยนต์ทำงานเงียบเชียบภายใต้บรรยากาศที่หนักอึ้งภายในห้องโดยสาร
คริสนั่งกอดอกหันหน้ามองออกไปนอกกระจกแต่ดวงตากลับแอบเหลือบมองคนขับข้าง ๆ เป็นระยะ แววตาที่มองมีทั้งความสงสัยกวนใจและความอึดอัดปนกัน เขาอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ริมฝีปากกลับเม้มแน่นเหมือนถูกกดทับด้วยศักดิ์ศรี
ส่วนหมอชลยังคงรักษาความเงียบมือประคองพวงมาลัยมั่นคง ใบหน้าเรียบเฉยไม่มีร่องรอยอารมณ์ แต่หางตาก็เหลือบมองชายหนุ่มที่นั่งข้าง ๆ อยู่เป็นระยะเห็นท่าทางกระสับกระส่ายนั่งไม่ติดเก้าอี้แต่เขาเลือกที่จะไม่ถาม
กระทั่งรถเคลื่อนมาหยุดที่หน้าโรงพยาบาลคริสรีบปลดเข็มขัดก้าวลงไปทันที แต่เพียงสองสามก้าวก็เห็นชัดว่าเดินไม่ปกติ ไหล่ข้างหนึ่งเอียงต่ำท่าทางโซเซเหมือนคนเจ็บขา ดวงตาคมของหมอชลมองตามพลันแฝงด้วยประกายสงสัย แต่เพราะเวลาจำกัดเขาจำต้องหันไปมองตึกเวรของตัวเองก่อนก้าวเร่งเข้าไปไม่หันกลับมาอีก
คริสพยายามเดินให้เร็วที่สุดเท่าที่ร่างกายจะไหว ผ่านถนนไม่กี่ช่วงก็ถึงผับ ร่างสูงทิ้งตัวเข้ามาในบรรยากาศคุ้นเคยทันทีที่ประตูเปิดออก เขาเจอสายตาคมกริบของธีร์ผู้จัดการร้านที่ยืนกอดอกอยู่
“ไปทำอะไรมาพี่ ทำไมเดินแปลก ๆ” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสงสัย
“ธีร์ ไปเอากุญแจรถจากห้องทำงานมาให้หน่อย” คริสชะงักไปวูบหนึ่งแต่รีบปรับสีหน้าเป็นนิ่ง ๆ แล้วโบกมือราวกับไม่ใส่ใจ
ธีร์เลิกคิ้วสูง มองด้วยแววตางง ๆ แต่ก็ไม่ได้ถามซ้ำเพียงพยักหน้ารับแล้วหมุนตัวเดินไปด้านใน ทิ้งให้คริสทรุดนั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่กลางผับ
ทันทีที่ร่างกายสัมผัสเบาะนุ่มเขาก็เอนหลังพิงหอบหายใจแรงเล็กน้อยเหมือนคนหมดแรง ความปวดแปลบที่สะโพกยังคงกัดกินทุกการขยับ ทำให้ใบหน้าที่มักมีรอยยิ้มมั่นใจกลับบิดเบี้ยวปนเขินอาย
“แม่งเอ๊ย…ไม่คิดว่าจะเจ็บขนาดนี้เลยกู” คริสบ่นในใจ พลางยกมือกุมหน้าผาก ปิดบังสีหน้าแดงซ่านที่ไม่รู้ว่ามาจากความเจ็บหรือความเขินกันแน่
ผ่านไปสามอาทิตย์หลังจากคืนดีกันชีวิตคู่ของหมอชลกับคริสก็ยังคงเต็มไปด้วยความอบอุ่นเหมือนเดิมทั้งเสียงหัวเราะในทุกเช้า การงอนง้อเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่กลายเป็นเรื่องน่ารักประจำวันและการใช้เวลาอยู่ด้วยกันจนกลายเป็นความเคยชินที่แสนหวานเช้าวันนี้เป็นวันหยุดยาวที่ทั้งสองคนรอคอยหมอชลลางานไว้ล่วงหน้าเพื่อพาคริสไปเที่ยวพักผ่อนที่ภูเก็ต ทริปนี้เขาตั้งใจจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองตั้งแต่จองตั๋วที่พักจนถึงร้านอาหารที่อีกฝ่ายเคยพูดว่าอยากลองบรรยากาศในสนามบินตอนเช้ายังคึกคักผู้คนเดินขวักไขว่ เสียงประกาศจากลำโพงดังเป็นระยะ ๆ สลับกับเสียงพูดคุยของนักท่องเที่ยวที่ต่างถือกระเป๋าเดินทางคนละใบคริสยืนรออยู่หน้าประตูเช็กอินในชุดลำลองสบาย ๆ เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงขายาวผ้าฝ้าย ดวงตาเปล่งประกายเหมือนเด็กได้ไปเที่ยวครั้งแรกเขามองไปรอบ ๆ อย่างตื่นเต้น ทุกอย่างดูน่าสนใจไปหมด“ไม่ได้ไปเที่ยวมานานแล้วนะเนี่ย” เขาพึมพำกับตัวเองก่อนจะยิ้มกว้างออกมาโดยไม่รู้ตัว มือถือหมวกปีกกว้างที่เพิ่งซื้อมาใหม่หมาด ๆ แกว่งไปมาเบา ๆ ตามจังหวะความตื่นเต้นระหว่างที่รอเขาก็เหลียวซ้ายแลขวามองหาของกินเพราะเสียงท้องร้องเริ่มดังแข่งกับเสียงประก
สวบ!!!“อ๊ะ อ๊ะ อื้อ” คริสครางออกมาขณะที่ค่อยๆ กดปากทางของเขาสอดรับความแข็งขืนของหมอชล"อาส์ แน่นจัง..." หมอชลครางยาว กลั้นความอยากที่จะกระแทกสวนขึ้นรับการกดลงลของคริส สองมือของหมอชลจับเอวคริสแน่น“ขอบคุณครับที่รัก” หมอชลเอ่ยขอบคุณคริสอย่างจริงใจ ในขณะที่หมอชลคิดว่าคริสจะทำสิ่งที่เขาต้องการตั้งแต่แรก แต่เมื่อครู่คริสกลับเลือกทำอีกอย่าง"อ่า... อ๊ะ...อื้อ " คริสครางแทนคำตอบ เขากดรับความแข็งขืนเข้าไปจนสุด นั่งนิ่งชั่วครู่เพื่อปรับตัว ก่อนจะเริ่มขยับสะโพกขึ้นลงช้าๆใบหน้าของคริสในตอนนี้ช่างเย้ายวน แก้มแดงระเรื่อด้วยความเร่าร้อน ริมฝีปากเผยอ ดวงตาเยิ้มหวาน หมอชลมองคริสที่ขยับตัวอยู่เหนือร่างยิ่งน่ารักน่าหลงไหลจนหมอชลอดไม่ไหวที่จะชมออกมา"คริส สวยมาก" หมอชลพึมพำ มือลูบไล้จากเอวไปยังหน้าอกของคริส"อ๊ะ อ๊ะ อาส์..." คริสขยับสะโพกเร็วขึ้น แรงขึ้น จนความรู้สึกอ่อนไหวเริ่มเอ่อล้นหมอชลไม่สามารถทนต่อความอยากที่ต้องการกระแทกสวนขึ้นไปได้ เขาจับเอวของคริสแน่น ก่อนจะกระแทกสวนสะโพกขึ้นรับจังหวะ แรงและเร็วยิ่งขึ้น คริสเหมือนจะโกรธที่หมอชลแย่งการควบคุม แต่ความรู้สึกดีเกินกว่าจะต่อต้าน ยิ่งหมอชลกระแทกต
เช้าในครัวของคอนโดห้องเดิมที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ วันนี้กลับเงียบสงบมีเพียงเสียงขยับมีดกระทบเขียงดังเบา ๆ เป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอคริสในเสื้อยืดตัวหลวมจนไหล่ตกข้างหนึ่งกับกางเกงขาสั้นที่ใส่จนยับเดินง่วนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจับจ้องสูตรอาหารในมือถือสลับกับก้มมองแฮมตรงหน้าเหมือนเด็กกำลังตั้งใจทำการบ้านที่ไม่ถนัดนัก“ใส่เกลือ...นิดนึง แล้วก็หั่นแฮม...” เขาพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความพยายาม เขาอยากลองมีโมเมนต์แบบที่เห็นในซีรีส์ทำอาหารเช้าให้แฟนตื่นมาเห็นก่อนออกไปทำงาน มันดูเรียบง่ายแต่อบอุ่นเหลือเกินมือข้างหนึ่งจับมีดอีกข้างคอยหมุนมือถือดูสูตรแต่เพราะสายตาไม่อยู่กับของตรงหน้า จังหวะต่อมาจึงได้ยินเสียงเฉาะพร้อมความแสบวาบที่ปลายนิ้ว“เฮ้ย!” คริสร้องลั่นดึงมือนั้นขึ้นมาดูเลือดซึมออกจากรอยบาดเป็นเส้นบาง ๆ สีแดงสด เขารีบวิ่งไปเปิดน้ำล้างแผลทันทีน้ำเย็นจัดกระทบเนื้อสด ๆ จนเขาสูดปาก“โธ่...ซวยฉิบหาย! แค่จะทำอาหารเช้าให้สักมื้อ ยังพังเลย” ดวงตาเขาไหววูบด้วยความผิดหวังปนหงุดหงิดมุมปากเบะน้อย ๆ เหมือนเด็กโดนดุทั้งที่ตั้งใจดีเสียงเปิดประตูจากห้องนอนดังขึ้นเบา ๆ หมอชลในเสื
บ่ายแก่ ๆ แสงอาทิตย์สีทองเริ่มอ่อนแรงแสงลอดผ่านต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกเรียงรายหน้าอาคารของโรงพยาบาลส่องต้องพื้นจนเกิดเงาทอดยาวคริสในชุดลำลองง่าย ๆ เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวกับกางเกงยีนส์สีซีดยืนพิงกำแพงข้างประตูทางออก มือหนึ่งถือโทรศัพท์อีกมือซุกกระเป๋ากางเกงไว้คล้ายคนที่พยายามไม่ให้ตัวเองดูใจร้อนปลายนิ้วกดเช็กเวลาในหน้าจอทุก ๆ สองนาทีทั้งที่รู้ดีว่าหมอหมอชลยังไม่ถึงเวลาออกเวรเสียด้วยซ้ำ แต่หัวใจกลับเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่ความรู้สึกตื่นเต้นแบบคนรอใครสักคนที่สำคัญเต็มไปหมดในแววตาสายลมอ่อนพัดผ่านปลายผมของเขาให้ไหวเบา ๆ ดวงตาคมทอดมองประตูอัตโนมัติที่เปิดปิดอยู่เรื่อย ๆ ทุกครั้งที่มีคนเดินผ่าน เขาจะเงยหน้าขึ้นมองแทบทุกครั้ง เหมือนหวังว่าครั้งต่อไปที่บานประตูเลื่อนออกจะปรากฏร่างคุ้นตาของใครคนนั้นริมฝีปากคลี่ยิ้มบางโดยไม่รู้ตัวแววตาเต็มไปด้วยความอบอุ่นและรอคอย มันเป็นภาพเรียบง่ายของคนที่อยู่ในช่วงความรักอิ่มตัวไม่ต้องหวือหวาแค่ได้เจออีกคนก็เพียงพอแล้วระหว่างที่กำลังเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ดูเวลาอีกครั้ง จู่ ๆ ก็มีแรงชนจากด้านข้าง คริสเซไปเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาด้วยความตกใจ“อ้าว ขอโทษครับ” เสีย
ช่วงชีวิตหลังแต่งงาน แสงแดดยามสายค่อย ๆ สาดลอดผ่านผ้าม่านบาง ๆ เข้ามาในห้องนั่งเล่น เสียงนกร้องแผ่วเบาอยู่ข้างนอกทำให้บรรยากาศในบ้านเช้าวันนี้เงียบสงบและอบอุ่นเป็นพิเศษคริสยืนพิงประตูห้องครัวในสภาพชุดนอนขาสั้นเสื้อยืดตัวโคร่งที่หลวมจนไหล่หล่นไปข้างหนึ่งผมยุ่งนิด ๆ จากการเพิ่งตื่น ใบหน้าขาวซีดมีร่องรอยความง่วงปรากฏชัด ดวงตาปรือราวกับคนที่ฝืนตื่นมาเพราะรอใครบางคนเขากอดอกมองร่างสูงที่เพิ่งเดินเข้ามาในคอนโดหมอชลในชุดทำงานของโรงพยาบาล เสื้อกาวน์ถูกพาดไว้บนแขนใบหน้ายังดูมีความเหนื่อยล้าหลงเหลืออยู่แต่ดวงตากลับอบอุ่นทุกครั้งที่มองคริส“ทำงานเหนื่อยไหมอะ...” คริสพูดเสียงงัวเงียคล้ายคนยังอยู่ในโลกกึ่งหลับกึ่งตื่นหมอชลหันมามองดวงตาคมที่มักดูดุในยามปกติกลับอ่อนลง เขาเดินเข้ามาใกล้ ลูบหัวคนง่วงเบา ๆ อย่างเอ็นดู“ไปนอนต่อเถอะ วันนี้ไม่มีธุระที่ไหนไม่ใช่เหรอ”คริสเงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงตาครึ่งปิดครึ่งเปิดพยักหน้าช้า ๆ ก่อนยกตัวปลายเท้าขึ้นหอมแก้มอีกฝ่ายเบา ๆ แบบคนขี้อ้อน กลิ่นสบู่จาง ๆ บนตัวหมอชลแตะจมูกจนรู้สึกผ่อนคลาย“งั้น...ไปนอนก่อนนะ” เขาพูดงึมงำแล้วหมุนตัวเดินเข้าห้องไปอย่างช้า ๆ ผ้าพันคอเส
ซุ้มดอกไม้สีขาวนวลประดับประดาอยู่รอบ ๆ สถานที่จนกลายเป็นฉากหลังที่สมบูรณ์แบบสำหรับวันสำคัญที่สุดในชีวิตของคริสแสงอาทิตย์อ่อน ๆ สาดส่องลงมาทำให้ใบหน้าของเขาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้นและตื้นตัน ใจเต้นแรงกับภาพตรงหน้าที่เกิดขึ้นจริงเขายืนตัวตรงยิ้มบาง ๆ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายทั้งตื้นตันดีใจและความประหม่าเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ตั้มและวินยืนอยู่ข้าง ๆ กอดคอเพื่อนพร้อมหัวเราะล้อคำพูดของตั้มยังดังก้องในหูคริส“ไม่คิดว่าคริสจะได้แต่งงาน เพราะเป็นคนควงไปเรื่อยมาตลอด” คริสได้แต่หัวเราะรับ แบบเขิน ๆ ทั้งความอายและความสุขปะปนกัน รอยยิ้มของเขากว้างขึ้นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงหัวเราะของเพื่อน ๆบรรยากาศรอบ ๆ เต็มไปด้วยความสุขเสียงเชียร์และคำแสดงความยินดีดังขึ้นจากเพื่อน ๆ และญาติผู้ใหญ่ทุกคน ทุกสายตาจับจ้องมาที่คู่รักตรงหน้า แสงแดดที่สาดส่องมากระทบดอกไม้กับใบหน้าทำให้ช่วงเวลานี้ดูอบอุ่นและเป็นเรื่องราวที่น่าจดจำคริสหันไปมองชลที่ยืนรอยยิ้มอบอุ่นอยู่ข้างหน้าท่าทางสงบและมั่นคงของชลทำให้หัวใจเขาสั่นระรัว แม้สายตาจะเต็มไปด้วยความรักแต่ก็มีความสุขและความอบอุ่นที่ปลอดภัยอยู่ในนั้น ชลมองคริส







