เข้าสู่ระบบใช้เวลารวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงไปคนละทิศละทางกว่าครู่ใหญ่วิญญาณหนุ่มไร้ที่มาที่ไปก็จัดการปิดโคมไฟ ก่อนค่อย ๆ คืบคลานขึ้นไปบนเตียง
ดวงตาวาววับจดจ้องใบหน้าพริ้มเพราเขม็งขณะพยายามเคลื่อนขึ้นคร่อมเหนือร่างกายของเจ้าของห้องอย่างระมัดระวัง
ฉับพลันใบหน้าก็เกิดร้อนวูบวาบขึ้นมาอีกหนเมื่อจู่ ๆ คนที่คิดว่าหลับใหลพลิกกายเปลี่ยนท่า จากเดิมนอนตะแคงข้างมาเป็นนอนหงาย
ส่งผลให้เสี้ยวหน้าเกลี้ยงเกลาเบี่ยงเฉียดปลายจมูกของเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด
"อื้ออ"
เสียงครางบังเกิดขึ้นในลำคอพร้อมแรงขยับไหวของร่างที่อยู่ใต้ผ้าห่ม ยิ่งกดดันให้วิญญาณหนุ่มเครียดเกร็งกว่าเก่า
ดวงตาสีฟ้าอมเทาเบิกกว้าง พร่ำภาวนาขออย่าให้เธอตื่นขึ้นมาก่อนที่เขาจะทันได้ทดลองทำตามคำแนะนำอีกหนึ่งอย่าง
ซึ่งดูเหมือนว่าวันนี้ทุกอย่างจะค่อนข้างเป็นใจ คล้อยหลังเหตุการณ์สุดระทึกขวัญสำหรับเขาไปไม่กี่นาที อีกฝ่ายก็ผ่อนลมหายใจ จมลงสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง
"กะ...เกือบไปแล้วไหมล่ะ"
หากไม่ติดว่ากำลังลอยคร่อมเหนือร่างของหญิงสาวอยู่ล่ะก็ เขาล่ะอยากจะถอนหายใจแรง ๆ ให้สมกับความรู้สึกโล่งอกนี้
ทั้งที่เพิ่งพบกันเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทว่าเธอกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนใช้พลังงานหมดไปค่อนชีวิต แถมยังพาให้ตื่นเต้นตกใจได้ตลอด ประหนึ่งนั่งอยู่บนรถไฟเหาะก็ไม่ปาน
แต่ถามว่าหากเลือกได้เขาอยากพบกับเธออีกไหม เขาก็ตอบได้เต็มปากว่า 'อยาก'
นอกจากเธอจะเป็นคนแรกและเดียวที่สามารถสื่อสารกับเขา และอาจจะช่วยให้เขาได้ค้นพบตัวตนที่ทำหล่นหาย เขายังสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดบางอย่าง
แรงดึงดูดที่เขาเองก็อธิบายไม่ถูกว่ามันคืออะไร รู้เพียงแต่ว่ามันทำให้เขาอยากติดตามและไม่ห่างไปไหน
เพราะฉะนั้นหนทางที่เขาจะได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ เขาจำเป็นต้องยืมร่างของเธอสักระยะ
"มันต้องทำยังไงนะ"
วิญญาณหนุ่มพึมพำถามตัวเอง ในหัวก็นึกทบทวนถึงข้อมูลที่ได้มาจากวิญญาณเรร่อน ซึ่งเป็นตนเดียวกับที่แนะนำวิธีเข้ามายังที่นี่ไปด้วย
"โอเค ตั้งจิตและตั้งใจ แล้วก็โน้มหน้าลงไป แบบนี้..."
โป้ก!
บังเกิดเสียงหน้าผากปะทะกันดังลั่น เมื่อวินาทีที่วิญญาณหนุ่มทิ้งศีรษะลง นอกจากร่างของเขาจะไม่เกิดการวูบหายเข้าไปในร่างกายของหญิงสาวอย่างที่คาดหวังแล้ว ความเจ็บที่ผีไม่ควรรู้สึกยังแผ่ซ่านไปทั่วหน้าผากอีกด้วย
"ไอ้..." เชี้ยเอ้ย!
แม้ใจจะอยากร้องตะโกนสบถออกมาดัง ๆ กระนั้นถ้อยคำตามหลังนั้นเขาทำได้เพียงแค่ครางอึกอักในลำคอ เพราะเกรงว่าจะทำให้เป้าหมายอาจจะรู้สึกตัวตื่น
แต่ดูเหมือนเขาจะลืมไปว่า หากเขายังรู้สึกเจ็บ แล้วเธอจะเหลือเหรอ!
คิ้วเรียวขมวดมุ่นครู่หนึ่งดวงตาคู่สวยก็ปรือเปิด ก่อนจะเบิกโพลงในเวลาต่อมาเมื่อพบกับใบหน้าคมคายของชายในฝันในระยะประชิด
ความตกใจทำให้วรัชญาหลงลืมความเจ็บที่เพิ่งเผชิญไปเสียสนิท เธอกะพริบตาถี่ ๆ เพ่งมองสีหน้าตื่นตกใจที่ลอยอยู่เหนือร่างของเธอเพียงไม่กี่คืบด้วยความสับสนระคนงุนงง
หรือว่านี่จะเป็นฝันซ้อนฝัน?
ครั้นพอเธอจะยกมือขึ้นลองลูบ ๆ คลำ ๆ ร่างกายก็หนักอึ้งจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้ สุดท้ายจึงได้แต่หรี่ตา เพ่งมองผ่านความมืดสลัว
"ฮื่ออ พี่เลย์เหรอ นั่นพี่เหรอ?"
ฉิบหายแล้วไง เรียกแบบนี้ ไม่ใช่แค่ละเมอแล้ว แม่ง เอาไงดีวะ?
ผีมือใหม่เริ่มเลิ่กลั่กลนลาน กลอกตาไปมาอย่างทำตัวไม่ถูก ครั้นพอนึกขึ้นได้ว่าตนเพิ่งฝึกฝนเรื่องการหายตัวก่อนที่จะลองลอบเข้ามา เขาก็รีบเพ่งกระแสจิตแล้วนึกถึงสถานที่ที่ต้องการจะไป
ทันใดนั้นภาพใบหน้าสวยหวานของหญิงสาวก็พลันวูบหายไป กลายเป็นความมืดมิด
มุมปากของวิญญาณหนุ่มยกตัวสูงขึ้นเล็กน้อยด้วยความดีใจกับความสำเร็จ ทว่าเพียงเสี้ยววินาทีเขาก็หลุดอ้าปากค้าง เพราะแทนที่จะย้ายไปปรากฏกายอยู่ด้านนอกห้องพักอย่างที่ใจคิด พลังงานที่มีกลับพาเขาไปได้เพียงแค่ครึ่งทาง
โคตรเซอร์ไพรส์เลย!
วิญญาณหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบตัวแล้วถอยหายใจพรืด สองแขนตวัดขึ้นกอดเข่า สีหน้าเซ็งจัด ได้แต่คิดแล้วก็สงสัยว่าตกลงแล้วเขาทำพลาดที่ตรงไหน
ทว่าจะให้ลองหายตัวอีกรอบก็กลัวไปไม่รอด ทางเลือกเดียวที่มีจึงเหลือแค่เฝ้ารอเวลาให้เจ้าของห้องหลับ เพื่อที่ว่าเขาจะได้แอบย่องออกจากตู้เสื้อผ้าโดยไม่พลาดโดนเธอมองเห็นซ้ำสอง
แม่งเอ้ย รู้ถึงไหนอายถึงนั่น
“จะลองก็ได้นะ ถ้าไม่กลัวพี่หน้ามืดแล้วจับว่านกินแทนข้าว”น้ำเสียงกระเซ้าให้ความรู้สึกเหมือนหยอกเล่น ทว่าแววตาของวิญญาณหนุ่มกลับสื่ออีกแบบ ทำเอาสาวเจ้าของห้องหลบสายตาวูบเจ้าก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายทำงานหนักหน่วงจนเธอนึกหวั่นว่าหากยังคงต่อปากต่อคำกับเขาต่อล่ะก็ ไม่ช้ามันคงได้กระเด้งกระดอนออกมานอกอกแน่!คิดดังนั้นร่างอรชรก็เลิ่กลั่กบิดออกจากอ้อมแขน“หือ จะรีบไปไหนล่ะครับ เรายังหมักหมูไม่ครบสิบห้านาทีเลยนะ”วรัชญาหันมาค้อนทันควัน “มงหมูอะไรว่านไม่หมักแล้ว”แถมเธอจะตีหัวแล้วลากเขาไปหมักทิ้งไว้แถว ๆ ป่าหลังหอนู้นด้วยถ้าเขายังวอแวไม่หยุดเห็นหญิงสาวแยกเขี้ยวขู่ฟ่อ ๆ ทั้งที่หน้าแดงหูแดงเพราะความเขินอายไปหมดวิญญาณหนุ่มก็อมยิ้มขบขัน แกล้งขืนตัวในตอนเธอยื่นมือมาผลักครู่หนึ่งกระทั่งได้รับสายตาขุ่นเขียวและความแสบ ๆ คัน ๆ ที่ต้นแขนจึงยอมถอยออกจากระหว่างสองเรียวขาครั้นพอเห็นเธอทำท่าจะไถลตัวลงจากเคาน์เตอร์อย่างคนใจร้อน วิญญาณหนุ่มก็อดเอ่ยเตือนไม่ได้“ระวังครับ”พร้อมกันนั้นก็ก้าวกลับไปประชิด ยื่นมือเข้าช่วยประคองที่แผ่นหลังบอบบางเพื่อกันไม่ให้เธอเสียหลักลื่นล้ม เรียกรอยยิ้มให้ผุดขึ้นที่มุมปากคนได้รับ
“ว่านว่าถ้าเราหมักหมูสักสิบห้านาที มันจะพอไหมครับ?”จะกี่นาทีเธอก็ไม่หมักแล้ว!ทว่าคำตอบนี้วรัชญาทำได้แค่ตะโกนตอบในใจ เพราะทันทีที่สิ้นเสียงทุ้มพร่าของชายตรงหน้า ริมฝีปากเย็นชืดของเขาก็พุ่งเข้ามาประกบแนบชิดซ้ำยังบดคลึงเร่าร้อนเสียจนพานทำให้เธอวูบวาบไปทั้งร่าง โดยเฉพาะกึ่งกลางกายสาว ที่มันทั้งฉ่ำแฉะ ทั้งกระตุกตอดถี่ยิบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“พะ...พี่ ฮื่อ”วรัชญาครางอึกอัก แม้สติจะเหลือน้อยเต็มทน ทว่าจิตใต้สำนึกก็ยังสั่งให้เธอยกสองมือขึ้นตะปบเข้าที่บ่ากว้างแล้วบีบมันแรง ๆ เพื่อจะปรามให้เขาหยุดใช้ปากและลิ้นมอมเมาเธอเสียทีแต่กลายเป็นว่ายิ่งดิ้นรนขัดขืน ริมฝีปากกลับยิ่งถูกเขาตะโบมดูดดึง ไม่นานคนที่คิดพยศก็ผ่อนแรงต่อต้าน พ่ายแพ้ให้แก่ความปรารถนาตามธรรมชาติของตนในที่สุด“อา~”เสียงครางหวานหูค่อย ๆ ดังขึ้นตามลำดับ ใบหน้าแดงซ่านบิดเอียงไปตามแต่เขาจะชี้นำ ขณะที่ริมฝีปากเผยอขึ้นเปิดทางให้เขารุกล้ำ ตักตวงความสุขได้อีกครั้งตามชอบใจชั่วอึดใจภายในโซนครัวก็ก้องไปด้วยเสียงหอบหายใจกระเส่า เคล้าคลอไปกับเสียงลามกยามทั้งคู่ออกแรงบดจูบกันอย่างเร่าร้อนลึกซึ้ง กระตุ้นให้อารมณ์ปรารถนาพานเตลิดไปไกล“ฮืมม
“ฮื่ออ”เสียงครางเบาหวิวในลำคอระหงกระตุ้นให้ริมฝีปากเย็น ๆ กดแนบกว่าเก่า สองมือดึงให้หญิงสาวพลิกตัวมาหา ก่อนเลื่อนขึ้นประคองใบหน้าหวาน ดันให้เธอแหงนขึ้นรับจูบของเขาได้ถนัดถนี่ทว่ายิ่งได้สัมผัสเธอลึกซึ้งเท่าไร เขากลับยิ่งรู้สึกว่ามันไม่พอ หลังละเลียดขบเม้มกลีบปากนุ่มนิ่มซ้ำ ๆ ครู่หนึ่งวิญญาณหนุ่มก็ไม่อาจหักห้ามใจไหวเขาบีบคางมนแล้วสอดเรียวลิ้นเข้าไปเกี่ยวตวัด ไล่หยอกล้อต่อในโพรงปากอุ่น อึดใจเสียงครางพร่าก็ดังระงมความอุ่นร้อนที่ผิดจากปกติของวิญญาณซึ่งมีเพียงความเย็นชืดเช่นเขา ทำเอารู้สึกดีจนอดร้องคำรามออกมาไม่ได้เช่นเดียวกับวรัชญาที่ตื่นเต้นกับสัมผัสแปลกใหม่จนเผลอไผล เผยอริมฝีปากขึ้นแล้วเริ่มขยับไปตามที่เขานำพา แม้จะเงอะ ๆ งะ ๆ ไม่ประสีประสาไปบ้างทว่าไม่นานเมื่อจับทางได้เธอก็ออกแรงโต้กลับด้วยวิธีเดียวกัน“ฮืมม ว่าน”ความเจ็บจี๊ดที่กลีบปากทำเอาวิญญาณหนุ่มครางกระหึ่ม แววตาที่เคยวาววับเกเร บัดนี้เข้มขึ้นตามแรงอารมณ์ปรารถนาตวัดมองหญิงสาวในอ้อมแขนอย่างคาดโทษก่อนโฉบเข้าขบกัดเธอกลับ ครั้นพอปลายลิ้นได้รสเค็มปนคาวคล้ายเลือด ระดับความรุนแรงก็ลดลงมาเป็นการขบเม้ม หยอกเย้าสองริมฝีปากบดคลึงกันน
สองสายตาสบประสานกันเพียงนิดก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะออกมาพร้อม ๆ กัน ส่งให้บรรยากาศคลายความตึงเครียดลงไปหลายส่วนกระนั้นวรัชญาก็พอมองออกว่าอีกฝ่ายยังคงหนักใจและสับสนกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่พอสมควร เพราะดูอย่างเธอสิวันที่ก้าวเข้ามาในเมืองกรุงพร้อมความฝันและความหวังว่าจะได้อาบน้ำอุ่น นอนบนฟูกนุ่ม ๆ ตากแอร์เย็นฉ่ำให้ชื่นใจสักคืนก่อนเริ่มต้นร่อนใบสมัครงาน หาเงินส่งกลับไปให้ทางบ้านเพราะไม่อยากเห็นพ่อกับแม่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ปักกล้าในนางก ๆ อย่างที่เป็นอยู่แต่พบว่าจู่ ๆ พี่ชายเพียงคนเดียวกลับหายตัวไป ไลน์ไม่อ่านไม่ตอบ โทรไปก็ไม่รับอีกทั้ง ๆ ที่เมื่อคืนก็เพิ่งคุยกันอยู่หยก ๆแถมพอตามไปถึงหอพักที่เคยหลอกถามไว้เมื่อนานมาแล้วก็เจอเซอร์ไพรส์กลับซ้ำสอง เธอถึงกับหูดับ เคว้งคว้างจนไปไหนไม่เป็นอยู่นานสองนานเลยทีเดียวแล้วเขาเล่า จะไม่ยิ่งรู้สึกช็อก รู้สึกตกใจยิ่งกว่าเธอล้านเท่าเลยเหรอในตอนที่รู้ว่าตัวเองได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว ซ้ำร้ายหันไปทางไหนก็ไร้ที่ให้พึ่งพิงเพราะไม่มีใครล่วงรู้ถึงการมีอยู่ดังนั้นไม่แปลกเลยที่พอเธอซึ่งเป็นมนุษย์คนแรกร้องทัก มิหนำซ้ำยังสัมผัสเนื้อตัวเขาได้ เขาถึงได้แสดงสีหน้าตื
คล้ายว่าก้อนหน่วงในอกพลันสลายหายไปในพริบตา ปรากฏรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าของวิญญาณหนุ่ม เขาฉวยมือเรียวมากอบกุมแล้วบีบกระชับแน่น“ต่อให้คราวนี้ว่านไล่ พี่ก็จะไม่ไปไหนแล้ว”พร้อมกันนั้นก็เพิ่มแรงบีบที่มือ ราวกับต้องการสื่อให้เธอรับรู้ว่าเขาทั้งจริงใจและจริงจังกับคำมั่นนี้มากแค่ไหน จะไม่ยอมให้ตัวเองพลาดอีกแล้วทำเอาวรัชญาชะงักงัน เพราะถึงแม้เธอจะเป็นลูกสาวคนสุดท้องของบ้าน ทว่าเพราะด้วยฐานะของทางบ้านที่อยู่ในขั้นพอมีพอกินอีกทั้งยังเกิดมาพร้อมสัมผัสพิเศษ ทำให้ที่ผ่าน ๆ มาเธอเติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูที่ค่อนข้างปล่อยให้ช่วยเหลือตัวเองเป็นหลัก ไม่มีใครคอยมานั่งประคบประหงม เอาอกเอาใจดังนั้นเมื่อได้รับการปกป้อง ได้รับคำปลอบประโลมอันแสนอ่อนหวาน แถมมาจากชายในฝันที่เธอเองก็ชอบพอเขาไม่น้อย หัวใจที่พองโตเป็นทุนเดิมจึงทั้งอุ่นวาบ ทั้งฟู่ฟ่อง สุขล้นอย่างบอกไม่ถูกเธออยากให้เขาอยู่กับเธอแบบนี้ไปตลอดจังเลย~เห็นหญิงสาวไม่หือไม่อือ เงียบไปนานเกือบนาที วิญญาณหนุ่มก็เริ่มกระวนกระวายจนนั่งไม่นิ่ง เขาบีบมือแล้วพูดย้ำอีกครั้งราวกับกลัวเธอจะคิดว่ามันเป็นเพียงลมปาก“จริง ๆ นะ พี่จะไม่ไปไหนแล้ว”“อื้อ ว่านรู้แล้ว”เสี
“หะ..ห้าม ห้ามทิ้งว่าน ปะ..ไปไหนอีกนะ ห้ามหายอีกนะ ฮืออ~”กระแสเว้าวอนในน้ำเสียงสั่นเครือทำเอาวิญญาณหนุ่มใจอ่อนยวบ ทั้งสงสารทั้งรู้สึกผิดเขาช้อนร่างของคนที่กำลังขวัญเสียอย่างหนักขึ้นมาวางบนหน้าตักแล้วโอบกอดเธอกลับ มือหนึ่งลูบศีรษะ อีกมือตบเข้าที่แผ่นหลังสั่นเทิ้มเบา ๆ หวังปลอบประโลมให้เธอคลายความตื่นตระหนก“พี่อยู่นี่แล้วนะ พี่อยู่นี่ สัญญาว่าต่อไปนี้จะคอยอยู่ใกล้ ๆ เธอ ไม่หายไปไหนอีกแล้วนะ”“สะ..สัญญานะ ห้ามทิ้งว่านนะ”“พี่สัญญา”วิญญาณหนุ่มกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้เธอ เขาไม่เคยทิ้ง และไม่แม้แต่จะคิดเลยด้วย ส่วนที่ออกจากห้องไปนั้นก็เพียงต้องการปล่อยให้เธอได้มีเวลาคิดและทบทวนทุกอย่างได้อย่างเต็มที่ระหว่างนั้นเขาจึงแวะไปถามไถ่ความคืบหน้าของเรื่องที่ฝากให้อาชา วิญญาณดวงที่เคยให้คำแนะนำเขาถึงวิธีการเข้ามาที่นี่ ช่วยสืบให้หน่อยว่าโซนนี้มีการเกิดอุบัติเหตุ หรือการทะเลาะวิวาทใด ๆ ในช่วงหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาขึ้นบ้างไหมครั้นพอพบว่าคว้าน้ำเหลวอีกตามเคยเขาก็ลอยตัวกลับมาหาหญิงสาว ไม่คิดเลยว่าไอ้พวกผีร้ายมันจะอาศัยจังหวะที่เขาห่างหาย เข้ามาดักซุ่มถึงด้านในห้องถึงจะพอคาดเดา







