LOGIN"เรียบร้อยค่ะคุณลูกค้า"
เสียงเจื้อยแจ้วของพนักงานต้อนรับคนใหม่ในช่วงสายของวันใหม่ปลุกให้คนงัวเงียเพราะนอนน้อยสะดุ้ง ปรือตาขึ้นมามองแล้วส่งยิ้มหวาน
"ขอบคุณค่ะ"
จากนั้นก็คว้าใบเสร็จซึ่งเขียนด้วยมือพร้อมเงินทอนมาเก็บลงกระเป๋า ก่อนลากกระเป๋า พากายหยาบออกมาหยุดยืนโงนเงนที่หน้าทางเข้าของโรงแรม
ดวงตาเจือด้วยความง่วงงุนเหลือบไปทางซ้ายทีขวาที มือยกขึ้นป้องปากหาวหวอด ๆ ถึงเมื่อคืนวรัชญาจะพยายามกล่อมตัวเองว่าจงหลับตา เลิกสนใจและทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นต่อไป
แต่ยิ่งเธอนิ่งเสียงกดสวิชต์ไฟก็ยิ่งลอยเข้ากระทบโสตประสาทถี่ขึ้น... ถี่ขึ้น...
หากเป็นคนอื่นคงสติแตกแล้ววิ่งเตลิดออกจากห้อง แต่เธอผู้เจอเรื่องพวกนี้มาหลายปีจึงออกแนวชินชา แต่! ถ้ามันเยอะไปเธอก็รำคาญไง!
อดทนได้ถึงนาทีที่สิบเธอก็ผุดลุกขึ้นมานั่งด่าสลับเทศนาตัวต้นเหตุ แถมตบท้ายด้วยคำข่มขู่แสนเกรี้ยวกราดว่า
'ถ้ายังแกล้ง ยังทำเสียงดังอีกแอ๊ะเดียว นอกจากจะไม่ทำบุญไปให้แล้ว ฉันจะแช่งไม่ให้ได้ไปผุดไปเกิดด้วยนะ'
ถึงแม้ใจจริงเธอจะไม่เคยคิดทำอย่างที่ลั่นวาจา ด้วยเพราะไม่อยากผูกบ่วงกรรมกับใคร แต่บางครั้งอีกฝ่ายก็ดื้อด้านเกินจะทน ฮึ้ย!
ดีหน่อยที่รอบนี้ดวงวิญญาณดวงนี้ไม่ได้มีจิตปองร้าย ที่ซุกซนเกินเหตุคงเป็นเพราะนานทีปีหนจะเจอคนที่คลื่นจิตตรงกันจึงทำให้กระตือรือร้นในการสื่อสารมากเป็นพิเศษ ดังนั้นพอเห็นเธอหัวเสียและมีทีท่าเอาจริงอีกฝ่ายจึงยอมเลิกราแต่โดยดี
เฮ้อ เหนื่อยใจเหนื่อยกายจริง ๆ
ใบหน้าสวยหวานแหงนหน้ารับไอร้อนและแสงแดดเจิดจ้า ชั่วอึดใจเธอก็ตื่นเต็มตา และสิ่งแรกที่เธอเลือกทำก็คือจรดปลายนิ้วลงบนรายชื่อของ 'พี่วุฒิ'
'หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้....'
ถึงไม่ผิดไปจากที่คาดคิดเท่าไร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอทั้งหงุดหงิดและผิดหวัง
เสียงพรูลมหายใจแรง ๆ ดังถี่ ๆ ในอกเริ่มคุกรุ่น อุณหภูมิสูงว่าอากาศรอบตัวเมื่อพบว่าความพยายามติดต่อพี่ชายนั้นล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า
พี่วุฒิหายไปไหน แล้วแบบนี้เธอควรไปทางไหนต่อ ญาติก็ไม่มี งานก็ไม่มี ให้ค้างโรงแรมแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ก็ไม่ไหวหรอกนะ เธอเสียดายเงิน!
พลันดวงตาก็เบิกกว้าง ทอประกายมีความหวัง ถ้าจำไม่ผิดก่อนเธอขึ้นรถแท็กซี่มา เธอหยิบใบปลิวที่เจอตรงป้ายรถเมล์ติดมือมาด้วยนี่หว่า
คิดดังนั้นมือเรียวก็ลนลานสอดเข้าไปในกระเป๋าสะพายพลางลูบคลำหาสิ่งที่จำได้ว่าเหน็บซ่อนไว้แถว ๆ ช่องกระเป๋าด้านหน้า
"อ๊ะ เจอแล้ว"
และเมื่อเช็กเส้นทางแล้วพบว่าจากจุดที่ยืนอยู่ มันมีทางลัดที่สามารถพาไปสู่ถนนเส้นหลักได้โดยไม่ต้องเสียเงินสาวบ้านนอกเข้ากรุงก็ตัดสินใจลากกระเป๋า เดินลัดเลาะตามตรอกซอกซอยเล็ก ๆ แทนการโบกเรียกวินมอเตอร์ไซค์
ใช้เวลาเพียงสิบนาทีเธอก็มาโผล่หน้าปากซอยซึ่งมีป้ายรถประจำทางตั้งอยู่
อ๊าย มีที่นั่งพอดีเลย!
ร่างอรชรยิ้มร่า ถลาเข้าไปจับจองที่นั่งในตำแหน่งที่แดดเจิดจ้าในช่วงสิบเอ็ดนาฬิกาสาดมาไม่ถึง ก่อนจะหยิบใบปลิวนั้นออกมากางอ่านทุกอย่างโดยละเอียด ขณะที่มือก็ถือโทรศัพท์ซึ่งเปิดภาพแผนที่ค้างไว้
"หอกลิ่นผกาอยู่แถว ๆ พระรามห้า ส่วนตรงนี้ที่เราอยู่เรียกว่าอะไรวะ อ้อ จตุจักร เพราะงั้นพอกรอกต้นทางกับปลายทางเสร็จแล้วก็ต้องกดตรงนี้"
ปากพึมพำ ปลายนิ้วก็จรดลงพิมพ์ข้อความก่อนเลือกกดดูเส้นทางสำหรับรถสาธารณะ และทันทีที่ข้อมูลทุกอย่างปรากฏบนหน้าจอ รอยยิ้มบนใบหน้าหวานก็พลันกว้างขึ้นอีกเท่าตัว
"มีรถเมล์วิ่งผ่านป้ายนี้พอดีเลย หู้ว อย่างน้อย ๆ วันพระรอบนี้ คนบนฟ้าก็ใจดี ไม่ซ้ำเติมให้นังว่านต้องเจียดค่าข้าวไปจ่ายค่ารถอีกหลายร้อยวุ้ย"
เอาละ ขั้นตอนวางแผนการเดินทางสำเร็จเสร็จแล้ว ต่อไปก็ถึงขั้นตอนลุย!
หลังพ้นประตูห้องออกมาได้การจับจูงก็เปลี่ยนมาเป็นการโอบประคอง พาเดินเข้าลิฟต์ ซึ่งแม้วรัชญาจะพยายามขืนตัวแล้วบิดกายออกทว่าอีกคนก็มือเหนียวเหลือหลาย หากแต่สิ่งที่ทำให้เธอจำต้องหยุดกลับเป็นประโยคที่เขาโน้มเข้ามากระซิบข้าง ๆ หู“อย่าดิ้นแรงครับ เดี๋ยวลูกตกใจ”“ลูกเพิ่งเดือนกว่าเองมั้งคะ จะตกใจได้ยังไง”“นั่นไง แสดงว่ารู้ตัวมาก่อนใช่ไหมว่าหนูท้องน่ะ ทำไมไม่บอกพี่ละครับ”เท่านี้คนเผลอหลุดปากพูดเองก็รีบตะปบปิดปาก ครั้นพอสบเข้ากับแววตาระยับระยับของคนเจ้าเล่ห์เธอก็ค้อนขวับ“พี่หลอกให้หนูพูด”“พี่หลอกตอนไหน หนูหลุดพูดเองทั้งนั้น แล้วถามจริงเถอะ ถ้าไม่เพราะป้านิ่มไปบังเอิญเห็นไอ้นี่ในถังขยะเมื่อเช้าแล้วเอามาให้พี่ดู หนูคิดจะบอกพี่เมื่อไรกันฮึ”ณัฐวีร์ทำเสียงขึ้นจมูกใส่ นาทีที่รู้ว่าไอ้ขีดแดง ๆ สองขีดมันแปลว่าอะไร เขาถึงกับเข่าอ่อน ความรู้สึกมากมายตีรวนในช่องอก ทั้งดีใจที่กำลังจะได้เป็นพ่อคนทั้งห่วงใยว่าป่านนี้ว่าที่คุณแม่จะแอบไปเวียนหัวคลื่นไส้ที่ไหน ทั้งน้อยใจที่ทำไมรู้ผลแล้วเก็บเงียบ แถมยังออกจากบ้านไปก่อน ทิ้งไว้เพียงข้อความหนึ่งประโยคว่า ‘เจอกันที่ออฟฟิตนะคะ จุ๊บ’“หนูตั้งใจจะเก็บไว้เซอ
“เอ่อ ทะ..ท่านประธานคะ”วรัชญาร้องเรียกพลางพยายามบิดกายออก อีกฝ่ายกลับกระชับวงแขนแน่นขึ้นจนเธอนิ่วหน้า หายใจลำบาก“ไม่เอาคำนี้แล้ว”ไม่เอาคำนี้แล้วจะเอาคำไหน ถ้าจะเอาคำที่เรียกประจำ ช่วยรอตอนอยู่กันแค่สองคน ไม่ใช่อยู่กันทั้งแผนกแบบนี้ได้ไหมวรัชญาโอดครวญในใจแล้วแบะปากอยากจะร้องไห้ มือก็ลนลานตบเอวชายหนุ่มเป็นการใหญ่“พี่เลย์ ปล่อยหนูก่อนค่ะ มีอะไรค่อยกลับไปคุยกันที่บ้านนะ”เหมือนจะได้ผล คนใจร้อนยอมคลายวงแขนหากกลับยังโอบเธอไว้ไม่ยอมปล่อย ดวงตาแดง ๆ ฉ่ำรื้นไปด้วยน้ำตาจนคนถูกจ้องหัวใจหล่นวูบ ร้อนรนตามไปด้วย“พี่...”“เมื่อไรหนูถึงจะบอกพี่ครับ?”“คะ?”เห็นหญิงสาวหน้าฉงนอย่างไม่ได้แสร้งทำ ณัฐวีร์ก็พรูลมหายใจแรง แล้วยกสิ่งที่ทำให้เขามาหาเธอถึงที่นี่ ดึงเธอมากอดอย่างไม่แคร์สายตาใครขึ้นสูง“นี่ไง เมื่อไรจะบอกพี่ หรือต้องรอให้ถึงวันคลอดก่อน?”เท่านั้นเสียงอุทานก็ดังระงมอีกหน เพราะแม้จะมองเห็นเจ้าแท่งสีขาวคาดชมพูในมือของท่านประธานไม่ชัด ทว่าสองหูนั้นได้ยินคำพูดชายหนุ่มอย่างชัดเจน ไม่มีตกหล่นสักคำนานหลายวินาทีทีเดียวกว่าวรัชญาจะรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงให้เข้าที่ได้ และเมื่อตระหนักได้ว่าตอนนี้พ
สังสรรค์กันได้ราวสองชั่วโมงว่าที่คุณแม่ก็ขอตัวกลับไปก่อน ภายในร้านคนเริ่มบางตาจนเหลือเพียงไม่กี่โต๊ะเท่านั้น“พี่เลย์”น้ำเสียงอ่อนหวานและสัมผัสนุ่มนิ่มที่ขยับเข้ามาบดเบียดดึงให้ณัฐวีร์ละสายตาจากผืนน้ำสีเข้มมาหาคนของใจ ครั้นพอเห็นสิ่งที่รออยู่ รอยยิ้มที่มีก็กว้างจนเกือบถึงใบหู ลืมข้อกังขาในใจไปเสียสนิท“อะ อ้าม~”หญิงสาวทำเสียงน่ารักใส่ ชายหนุ่มเองก็เต็มใจอ้าปากรับข้าวเหนียวมะม่วงที่เธอบรรจงป้อนให้แล้วเคี้ยวช้า ๆ ราวกับต้องการดื่มด่ำกับความหวานหอมของมันจวบจนวินาทีสุดท้ายถึงค่อยกลืนมันลงไป“อร่อยใช่ไหมคะ?”“ก็โอครับ”“ตอบซะข้าวเหนียวมะม่วงน้อยใจเลย”วรัชญาท้วงปนหัวเราะคิกคัก“แต่แบบนี้แสดงว่าพี่เลย์ต้องเคยกินอันที่อร่อยกว่านี้มาสิคะ ที่ไหนอะ พาหนูไปกินบ้างสิ”“งั้นหนูก็ต้องกินตัวเองแล้วสิ”หญิงสาวนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งอย่างตั้งรับไม่ทัน ครั้นพอเข้าใจในมุกหยอดใบหน้าก็เห่อร้อนขึ้นมาทันควัน เธอผินหน้าหนีอย่างเขินอาย แต่เพียงครู่เดียวก็ถูกเขาจับหันให้กลับมารับจูบหนัก ๆ“ฮื่อ พี่เลย์ อายคนอื่นเขาค่ะ”ดวงตาคู่สวยถลึงดุ แต่คงเป็นเพราะตอนนี้มันซับสีแดงไปทั้งหน้าทั้งใบหู ภาพที่ออกมาจึงน่าเอ็นดูมาก
ลมทะเลพัดโบกจนผมเงาสลวยพลิ้วสะบัดหากผู้เป็นเจ้าของกลับไม่นึกรำคาญ ใบหน้าหวานเกลื่อนด้วยรอยยิ้ม สะท้อนถึงความสุขจนคนมองพลอยยิ้มไม่หุบตามไปด้วย“เอาอีกไหมครับ?”ณัฐวีร์เอ่ยถามเสียงหวาน แววตาเปี่ยมด้วยเอ็นดูขณะทอดมองคนข้างกายอ้าปากรับเอากุ้งเผาตัวที่เท่าไรเขาก็ไม่ได้นับเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ย ๆ แก้มพองหญิงสาวยิ้มจนตาหยี พยักหน้าแรง ๆ แทนคำตอบว่าเอาเพราะปากไม่ว่าง เขาเลยหยิบตัวใหม่ขึ้นมาแกะรอโดยไม่สนใจเลยว่าตอนนี้ภาพตอนเขาเอาอกเอาใจแฟนสาวกำลังตกอยู่เป็นเป้าสายตากี่คู่ไม่สนใจด้วยว่าจะถูกมองว่าเป็นพวกคลั่งรัก เพราะที่เขาทำก็เพราะอยากทำ อยากเห็นคนที่รักมีรอยยิ้มและความสุข“อะ อ้า~”ทว่าในจังหวะที่ยื่นไปจ่อหลังจุ่มกุ้งตัวโตลงในน้ำจิ้มรสเด็ดที่หญิงสาวชื่นชอบแล้ว อีกฝ่ายกลับไม่ยอมอ้าปาก เธอคว้าหมับเข้าที่ข้อมือแล้วดันให้กุ้งย้อนกลับมาชิดปากของคนแกะแทน“ป้อนตัวเองบ้างสิคะ อย่ามัวแต่ป้อนหนู”“แต่พี่ไม่อยากกินกุ้งตัวนี้นี่ครับ พี่อยากกินตัวนี้มากกว่า”ประโยคแรกทำเอาใบหน้าหวานหงิกงอ แต่พอได้ยินประโยคหลังซึ่งมาพร้อมการตวัดเลียไปตามเรียวนิ้วและแววตาร้อนแรง หญิงสาวก็หน้าร้อนฉ่า ลนลานหดมือที่ถูกโจมตีแ
ตอนสองเท้าแตะพื้นที่สนามบินว่าตื่นเต้นมากแล้ว หากก็ยังเทียบไม่ติดเลยกับตอนได้เห็นที่พักเต็ม ๆ ตา“พี่เลย์ นะ..นี่ นี่คือห้องที่เราจะพักกันคืนนี้เหรอคะ?”วรัชญาเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจนักเพราะจำได้ว่าตอนกดจองมาเป็นห้องพักบนตึก ทว่ารถกอล์ฟของโรงแรมกลับพาพวกเธอมาส่งที่หน้าพลูวิลล่าติดริมทะเลครั้นพอได้คำตอบเป็นการพยักหน้าพร้อมผลักประตูอย่างเชื้อเชิญ เธอก็หวีดร้องออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่มือเรียวโยนกระเป๋าใบเล็กที่ถือติดมือทิ้งไว้ตรงโซฟาก่อนวิ่งเหยาะ ๆ ออกไปเกาะขอบระเบียง โอ๊ย สวยจัง สวยแบบไม่รู้จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดยังไงดีหญิงสาวระบายยิ้มกว้าง ดวงตาทอประกายระยิบระยับพอ ๆ กับผืนน้ำที่ต้องแสงสีส้มของดวงอาทิตย์ซึ่งคล้อยลงต่ำจนเกือบแตะเส้นขอบฟ้า ยามมีสายลมพัดเอากลิ่นอายมาปะทะผิวกายก็หรี่โค้ง สะท้อนถึงความสุขที่ล้นปรี่และยิ่งสุขขึ้นไปอีกเมื่อได้รับอ้อมกอดอบอุ่นจากคนด้านหลัง“เป็นไงครับ ที่รักชอบไหม?”“ชอบค่ะ ชอบมาก ๆ เลยค่ะ ว่าแต่พี่เลย์เอาห้องนี้มาได้ยังไงคะ หนูจำได้ว่าวันนั้นกดจองห้องอีกแบบ แถมพลูวิลล่าที่นี่ก็เต็มหมดเลยด้วย”“พี่ใช้เงินแก้ปัญหาครับ”ได้ยินแบบนั้นวรัชญาก็หัวเราะร่วน ณัฐวีร์เลย
หญิงสาวค้อนอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนจะโค้งตัวลงไปหาหน้าท้องที่บัดนี้นูนกลมจนสามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า“โตวันโตคืนนะลูก โอ๊ะ!”ฉับพลันดวงตาคู่สวยก็เบิกกว้าง ทอประกายวาววับเมื่อได้รับแรงแตะตอบกลับมา“นะ..น้อง น้องแตะว่านด้วยอะพี่หยี!”วรัชญาตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ ยอบกายลงนั่งประชิดหน้าท้องนูนแล้วพูดหยอกล้ออีกหลายคำ ซึ่งเธอได้การตอบกลับทุกคำ กระทั่งหนที่ห้าว่าที่คุณแม่ก็งอตัว ก้าวถอยเป็นเชิงว่าไม่ไหว“พี่จุก”“โอ๊ะ ขอโทษทีจ้ะ ว่านลืมคิดไป” วรัชญายิ้มแหย ยอมผละห่างหากแต่สายตายังคงไม่ละไปไหน “ว่าแต่ธุระหนนี้เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายจ๊ะ?”“ยังไม่รู้เลย รอลุ้นเอาวันคลอด”ว่าที่คุณแม่ตอบพลางลูบหน้าท้องนูนป่องอย่างทะนุถนอม น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความสุขจนคนฟังยังสัมผัสได้ พลอยทำให้วรัชญาเผลอเลื่อนมือขึ้นมาวางทาบบนหน้าท้องแบนราบของตัวเองด้วยเช่นกัน“หือ อย่านะว่าว่าน...”ยาหยีทำหน้าตื่นเต้น แต่เพียงไม่กี่วินาทีทุกความคาดหวังก็ถูกดับลงเมื่อวรัชญาอมยิ้มแล้วส่ายหน้า“ยังหรอกจ้ะ ว่านยังไม่พร้อม”พร้อมของเธอในที่นี้คือเพียบพร้อมด้วยทรัพย์สิน เวลา และวุฒิภาวะ เพื่อที่เจ้าตัวน้อยของเธอจะได้เติบโตขึ้นมาท







