Mag-log inถึงแม้การลากกระเป๋าเดินทางขนาดยี่สิบแปดนิ้วขึ้นรถประจำทางจะทุลักทุเลอยู่บ้าง ทว่ามันก็ไม่เกินความสามารถของวรัชญาผู้ทนและถึกได้
หลังผ่านการต่อรถถึงสองรอบและใช้บริหารเรือโดยสารไปอีกสามป้าย ในที่สุดเธอก็มาถึงย่านพระรามห้าโดยสวัสดิภาพ
"ฮึบ"
หญิงสาวส่งเสียงประกอบสลับกับอ้าปากหอบหายใจถี่ ๆ ขณะพยายามทั้งฉุดทั้งกระชากเจ้ากระเป๋าคู่ทุกข์คู่ยากซึ่งตอนนี้เริ่มประท้วงด้วยเสียงล้อที่ส่งเสียงขลุกขลักไปตามฟุตบาท
ให้ตายเถอะ! งบหมดหรือยังไง ทำไมพื้นมันถึงได้ขรุขระ ไม่ต่างจากถนนลูกรังหน้าบ้านที่เธอจากมาสักเท่าไร เอ๊ะ หรือบางทีมันอาจจะแย่ยิ่งกว่าด้วยซ้ำ
หวนนึกถึงความทรงจำครั้งก่อนที่เคยเผลอเหยียบพวกมันในช่วงหน้าฝน ทำให้ความสกปรกที่ซุกซ่อนอยู่ด้านในพุ่งพรวดเข้าใส่ ฝากรอยเลอะเป็นด่างดวงบนกางเกงยีนตัวเก่งซึ่งแถมพ่วงมาด้วยกลิ่นเหม็นเน่า เธอก็เบ้หน้า ทำท่าขนลุกขนพอง
บอกตามตรงว่าหากไม่มีพี่ชายและจำนวนอาชีพที่สามารถสร้างเม็ดเงินให้เธอนำมาจุนเจือครอบครัวได้ล่ะก็ ที่นี่ก็คงไม่มีอะไรดึงดูดใจให้เธอย้ายมาอยู่นาน
ปึก!
"อ๊ะ"
เสียงคล้ายบางอย่างกระแทกกับปูนดังลั่น พร้อมกันนั้นตัวกระเป๋าก็เกิดเอนเอียง ส่งผลให้ผู้เป็นเจ้าของเบิกตากว้าง ร้องอุทานเสียงหลง
แต่ก่อนที่เธอจะทันได้ตั้งตัว น้ำหนักอันมาจากของที่อัดแน่นอยู่ด้านในก็ส่งผลให้ตัวกระเป๋าพลิกตลบไปอีกด้านในตอนล้อข้างหนึ่งดันตกลงไปในร่องระหว่างอิฐตัวหนอน
และแน่นอนว่านอกจากมันจะพลิกคว่ำแล้ว เธอก็ยังถูกมันดึงรั้งให้เสียหลัก เซล้มตามไปด้วย!
"ว๊ายยย อึก!"
ความเจ็บแล่นพล่านไปทั่วสะโพกซีกซ้าย ทำเอาใบหน้าหวานบิดเบ้ เจ็บจนน้ำตารื้น แต่ที่มากกว่านั้นคือความอาย มันคงดีกว่านี่ถ้าเธอไม่ล้มตรงหน้าร้านข้าวที่มีคนนั่งอยู่หลายชีวิต
ฮือออ มากรุงเทพรอบนี้ เจ็บทั้งกายเจ็บทั้งใจเลยโว้ย!
"น้อง ไหวไหมเนี้ย?"
เสียงทุ้มเจือด้วยความขบขันดังขึ้นเหนือหัว ก่อนที่อึดใจต่อมาเรียวแขนของวรัชญาจะสัมผัสได้ถึงแรงดึงรั้ง
ถึงจะไม่ชอบให้คนแปลกหน้ามาแตะต้องเนื้อตัว แต่เพราะสถานการณ์บีบบังคับ อีกทั้งจะห้ามปรามก็ไม่ทันการ สุดท้ายเธอจึงจำใจรับความช่วยเหลือจากชายร่างร่างสูงซึ่งมีเสื้อกั๊กสีส้มสดเป็นเครื่องบ่งบอกอาชีพอย่างไม่มีทางเลือก
"ขอบคุณจ้ะ"
เมื่อลุกขึ้นยืนได้อย่างมั่นคงแล้วเธอก็หันไปยกมือไหว้ชายหนุ่ม เธอหน้าม้านไปครู่ในตอนเห็นอีกฝ่ายผงะ ทำหน้าเหวอ ๆ แต่เพียงอึดใจเขาส่งรอยยิ้มเป็นมิตรกลับมา เธอจึงคลายกังวลว่าตัวเองไม่ได้เผลอทำอะไรเปิ่น ๆ อีก
"ขนของมาเยอะแยะแบบนี้ ย้ายห้องมาล่ะสิ?"
"ใช่จ้ะ อ๊ะ พอดีเลย นี่ ๆ ว่านกำลังจะไปที่นี่จ้ะ พี่พอรู้จักไหม?"
ว่าแล้วก็รีบดึงเอาใบปลิวยับยู่ยี่มายื่นให้ เพราะถึงแผนที่จะนำพาเธอมาจนถึงปากซอยอันเป็นที่ตั้งของหอพัก
แต่ถ้าให้ลากของเดินเท้าเข้าไปต่อเธอก็ไม่ไหวแล้ว หมดแรง! ตอนนี้ตัวเปียกหลังเปียกไปหมดแล้วด้วย ขอใช้เงินแก้ปัญหาสักรอบเถอะ!
"เอ่อ น้อง น้องจะไปที่นี่เหรอ?"
"จ้ะ"
หลังฟังคำตอบของเธอ ความฉงนระคนแปลกใจบนใบหน้าคมคร้ามก็ยิ่งฉายชัดขึ้น ทำเอารอยยิ้มดีใจที่ว่าจะได้คนขับรถไปส่งถึงที่เริ่มจืดเจื่อน
"ทำไมเหรอจ๊ะ ว่านมาผิดที่เหรอจ๊ะ?"
"เปล่า ๆ แต่มันอยู่เกือบสุดซอยนู้นไง ถ้าจะไปคงต้องเรียกแท็กซี่เอานะ มอไซค์พี่ไปไม่หมดหรอก กระเป๋ามันใหญ่ไป"
"อ้อ จ้ะ ขอบคุณนะจ๊ะ"
วรัชญายกมือไหว้หนุ่มวินผู้ใจดีอีกครั้ง แววตาเป็นประกายเมียงมองไปทางซอยที่อีกฝ่ายชี้บอกแล้วเอื้อมมือไปตบเพื่อนร่วมทางแรง ๆ
"อดทนหน่อยนะน้องจี้ อีกนิดก็ถึงแล้ว"
สร้างแรงฮึกเหิมให้กันแล้วเธอก็หอบกระเป๋าที่ตอนนี้แสนสะบักสะบอม เต็มไปด้วยรอยถลอก แถมล้อข้างนั้นก็หนีตามอิฐตัวหนอนไปแล้วขึ้นรถยนต์สีเหลืองคาดเขียวซึ่งได้พี่วินคนดีคนเดิมช่วยโบกเรียกให้
"สุดซอยเลยพี่"
สิ้นเสียงตะโกน ประตูรถก็ถูกเหวี่ยงปิด วรัชญาจึงได้แต่ส่งยิ้มไปให้แม้รู้ดีว่าอีกฝ่ายมองไม่เห็น
แต่ขณะเดียวกันเธอก็ไม่ได้ยินในสิ่งที่อีกฝ่ายพึมพำด้วยความขบขันระคนไม่เข้าใจด้วยเช่นกันว่า
"ไม่ยักรู้ว่าเพิงขายไก่ย่างมันทำใบปลิวด้วย ว่าแต่ ... น้องมันเป็นหลานคนขายเหรอวะ หน้าโคตรไม่เหมือนกันเลย"
“จะลองก็ได้นะ ถ้าไม่กลัวพี่หน้ามืดแล้วจับว่านกินแทนข้าว”น้ำเสียงกระเซ้าให้ความรู้สึกเหมือนหยอกเล่น ทว่าแววตาของวิญญาณหนุ่มกลับสื่ออีกแบบ ทำเอาสาวเจ้าของห้องหลบสายตาวูบเจ้าก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายทำงานหนักหน่วงจนเธอนึกหวั่นว่าหากยังคงต่อปากต่อคำกับเขาต่อล่ะก็ ไม่ช้ามันคงได้กระเด้งกระดอนออกมานอกอกแน่!คิดดังนั้นร่างอรชรก็เลิ่กลั่กบิดออกจากอ้อมแขน“หือ จะรีบไปไหนล่ะครับ เรายังหมักหมูไม่ครบสิบห้านาทีเลยนะ”วรัชญาหันมาค้อนทันควัน “มงหมูอะไรว่านไม่หมักแล้ว”แถมเธอจะตีหัวแล้วลากเขาไปหมักทิ้งไว้แถว ๆ ป่าหลังหอนู้นด้วยถ้าเขายังวอแวไม่หยุดเห็นหญิงสาวแยกเขี้ยวขู่ฟ่อ ๆ ทั้งที่หน้าแดงหูแดงเพราะความเขินอายไปหมดวิญญาณหนุ่มก็อมยิ้มขบขัน แกล้งขืนตัวในตอนเธอยื่นมือมาผลักครู่หนึ่งกระทั่งได้รับสายตาขุ่นเขียวและความแสบ ๆ คัน ๆ ที่ต้นแขนจึงยอมถอยออกจากระหว่างสองเรียวขาครั้นพอเห็นเธอทำท่าจะไถลตัวลงจากเคาน์เตอร์อย่างคนใจร้อน วิญญาณหนุ่มก็อดเอ่ยเตือนไม่ได้“ระวังครับ”พร้อมกันนั้นก็ก้าวกลับไปประชิด ยื่นมือเข้าช่วยประคองที่แผ่นหลังบอบบางเพื่อกันไม่ให้เธอเสียหลักลื่นล้ม เรียกรอยยิ้มให้ผุดขึ้นที่มุมปากคนได้รับ
“ว่านว่าถ้าเราหมักหมูสักสิบห้านาที มันจะพอไหมครับ?”จะกี่นาทีเธอก็ไม่หมักแล้ว!ทว่าคำตอบนี้วรัชญาทำได้แค่ตะโกนตอบในใจ เพราะทันทีที่สิ้นเสียงทุ้มพร่าของชายตรงหน้า ริมฝีปากเย็นชืดของเขาก็พุ่งเข้ามาประกบแนบชิดซ้ำยังบดคลึงเร่าร้อนเสียจนพานทำให้เธอวูบวาบไปทั้งร่าง โดยเฉพาะกึ่งกลางกายสาว ที่มันทั้งฉ่ำแฉะ ทั้งกระตุกตอดถี่ยิบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“พะ...พี่ ฮื่อ”วรัชญาครางอึกอัก แม้สติจะเหลือน้อยเต็มทน ทว่าจิตใต้สำนึกก็ยังสั่งให้เธอยกสองมือขึ้นตะปบเข้าที่บ่ากว้างแล้วบีบมันแรง ๆ เพื่อจะปรามให้เขาหยุดใช้ปากและลิ้นมอมเมาเธอเสียทีแต่กลายเป็นว่ายิ่งดิ้นรนขัดขืน ริมฝีปากกลับยิ่งถูกเขาตะโบมดูดดึง ไม่นานคนที่คิดพยศก็ผ่อนแรงต่อต้าน พ่ายแพ้ให้แก่ความปรารถนาตามธรรมชาติของตนในที่สุด“อา~”เสียงครางหวานหูค่อย ๆ ดังขึ้นตามลำดับ ใบหน้าแดงซ่านบิดเอียงไปตามแต่เขาจะชี้นำ ขณะที่ริมฝีปากเผยอขึ้นเปิดทางให้เขารุกล้ำ ตักตวงความสุขได้อีกครั้งตามชอบใจชั่วอึดใจภายในโซนครัวก็ก้องไปด้วยเสียงหอบหายใจกระเส่า เคล้าคลอไปกับเสียงลามกยามทั้งคู่ออกแรงบดจูบกันอย่างเร่าร้อนลึกซึ้ง กระตุ้นให้อารมณ์ปรารถนาพานเตลิดไปไกล“ฮืมม
“ฮื่ออ”เสียงครางเบาหวิวในลำคอระหงกระตุ้นให้ริมฝีปากเย็น ๆ กดแนบกว่าเก่า สองมือดึงให้หญิงสาวพลิกตัวมาหา ก่อนเลื่อนขึ้นประคองใบหน้าหวาน ดันให้เธอแหงนขึ้นรับจูบของเขาได้ถนัดถนี่ทว่ายิ่งได้สัมผัสเธอลึกซึ้งเท่าไร เขากลับยิ่งรู้สึกว่ามันไม่พอ หลังละเลียดขบเม้มกลีบปากนุ่มนิ่มซ้ำ ๆ ครู่หนึ่งวิญญาณหนุ่มก็ไม่อาจหักห้ามใจไหวเขาบีบคางมนแล้วสอดเรียวลิ้นเข้าไปเกี่ยวตวัด ไล่หยอกล้อต่อในโพรงปากอุ่น อึดใจเสียงครางพร่าก็ดังระงมความอุ่นร้อนที่ผิดจากปกติของวิญญาณซึ่งมีเพียงความเย็นชืดเช่นเขา ทำเอารู้สึกดีจนอดร้องคำรามออกมาไม่ได้เช่นเดียวกับวรัชญาที่ตื่นเต้นกับสัมผัสแปลกใหม่จนเผลอไผล เผยอริมฝีปากขึ้นแล้วเริ่มขยับไปตามที่เขานำพา แม้จะเงอะ ๆ งะ ๆ ไม่ประสีประสาไปบ้างทว่าไม่นานเมื่อจับทางได้เธอก็ออกแรงโต้กลับด้วยวิธีเดียวกัน“ฮืมม ว่าน”ความเจ็บจี๊ดที่กลีบปากทำเอาวิญญาณหนุ่มครางกระหึ่ม แววตาที่เคยวาววับเกเร บัดนี้เข้มขึ้นตามแรงอารมณ์ปรารถนาตวัดมองหญิงสาวในอ้อมแขนอย่างคาดโทษก่อนโฉบเข้าขบกัดเธอกลับ ครั้นพอปลายลิ้นได้รสเค็มปนคาวคล้ายเลือด ระดับความรุนแรงก็ลดลงมาเป็นการขบเม้ม หยอกเย้าสองริมฝีปากบดคลึงกันน
สองสายตาสบประสานกันเพียงนิดก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะออกมาพร้อม ๆ กัน ส่งให้บรรยากาศคลายความตึงเครียดลงไปหลายส่วนกระนั้นวรัชญาก็พอมองออกว่าอีกฝ่ายยังคงหนักใจและสับสนกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่พอสมควร เพราะดูอย่างเธอสิวันที่ก้าวเข้ามาในเมืองกรุงพร้อมความฝันและความหวังว่าจะได้อาบน้ำอุ่น นอนบนฟูกนุ่ม ๆ ตากแอร์เย็นฉ่ำให้ชื่นใจสักคืนก่อนเริ่มต้นร่อนใบสมัครงาน หาเงินส่งกลับไปให้ทางบ้านเพราะไม่อยากเห็นพ่อกับแม่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ปักกล้าในนางก ๆ อย่างที่เป็นอยู่แต่พบว่าจู่ ๆ พี่ชายเพียงคนเดียวกลับหายตัวไป ไลน์ไม่อ่านไม่ตอบ โทรไปก็ไม่รับอีกทั้ง ๆ ที่เมื่อคืนก็เพิ่งคุยกันอยู่หยก ๆแถมพอตามไปถึงหอพักที่เคยหลอกถามไว้เมื่อนานมาแล้วก็เจอเซอร์ไพรส์กลับซ้ำสอง เธอถึงกับหูดับ เคว้งคว้างจนไปไหนไม่เป็นอยู่นานสองนานเลยทีเดียวแล้วเขาเล่า จะไม่ยิ่งรู้สึกช็อก รู้สึกตกใจยิ่งกว่าเธอล้านเท่าเลยเหรอในตอนที่รู้ว่าตัวเองได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว ซ้ำร้ายหันไปทางไหนก็ไร้ที่ให้พึ่งพิงเพราะไม่มีใครล่วงรู้ถึงการมีอยู่ดังนั้นไม่แปลกเลยที่พอเธอซึ่งเป็นมนุษย์คนแรกร้องทัก มิหนำซ้ำยังสัมผัสเนื้อตัวเขาได้ เขาถึงได้แสดงสีหน้าตื
คล้ายว่าก้อนหน่วงในอกพลันสลายหายไปในพริบตา ปรากฏรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าของวิญญาณหนุ่ม เขาฉวยมือเรียวมากอบกุมแล้วบีบกระชับแน่น“ต่อให้คราวนี้ว่านไล่ พี่ก็จะไม่ไปไหนแล้ว”พร้อมกันนั้นก็เพิ่มแรงบีบที่มือ ราวกับต้องการสื่อให้เธอรับรู้ว่าเขาทั้งจริงใจและจริงจังกับคำมั่นนี้มากแค่ไหน จะไม่ยอมให้ตัวเองพลาดอีกแล้วทำเอาวรัชญาชะงักงัน เพราะถึงแม้เธอจะเป็นลูกสาวคนสุดท้องของบ้าน ทว่าเพราะด้วยฐานะของทางบ้านที่อยู่ในขั้นพอมีพอกินอีกทั้งยังเกิดมาพร้อมสัมผัสพิเศษ ทำให้ที่ผ่าน ๆ มาเธอเติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูที่ค่อนข้างปล่อยให้ช่วยเหลือตัวเองเป็นหลัก ไม่มีใครคอยมานั่งประคบประหงม เอาอกเอาใจดังนั้นเมื่อได้รับการปกป้อง ได้รับคำปลอบประโลมอันแสนอ่อนหวาน แถมมาจากชายในฝันที่เธอเองก็ชอบพอเขาไม่น้อย หัวใจที่พองโตเป็นทุนเดิมจึงทั้งอุ่นวาบ ทั้งฟู่ฟ่อง สุขล้นอย่างบอกไม่ถูกเธออยากให้เขาอยู่กับเธอแบบนี้ไปตลอดจังเลย~เห็นหญิงสาวไม่หือไม่อือ เงียบไปนานเกือบนาที วิญญาณหนุ่มก็เริ่มกระวนกระวายจนนั่งไม่นิ่ง เขาบีบมือแล้วพูดย้ำอีกครั้งราวกับกลัวเธอจะคิดว่ามันเป็นเพียงลมปาก“จริง ๆ นะ พี่จะไม่ไปไหนแล้ว”“อื้อ ว่านรู้แล้ว”เสี
“หะ..ห้าม ห้ามทิ้งว่าน ปะ..ไปไหนอีกนะ ห้ามหายอีกนะ ฮืออ~”กระแสเว้าวอนในน้ำเสียงสั่นเครือทำเอาวิญญาณหนุ่มใจอ่อนยวบ ทั้งสงสารทั้งรู้สึกผิดเขาช้อนร่างของคนที่กำลังขวัญเสียอย่างหนักขึ้นมาวางบนหน้าตักแล้วโอบกอดเธอกลับ มือหนึ่งลูบศีรษะ อีกมือตบเข้าที่แผ่นหลังสั่นเทิ้มเบา ๆ หวังปลอบประโลมให้เธอคลายความตื่นตระหนก“พี่อยู่นี่แล้วนะ พี่อยู่นี่ สัญญาว่าต่อไปนี้จะคอยอยู่ใกล้ ๆ เธอ ไม่หายไปไหนอีกแล้วนะ”“สะ..สัญญานะ ห้ามทิ้งว่านนะ”“พี่สัญญา”วิญญาณหนุ่มกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้เธอ เขาไม่เคยทิ้ง และไม่แม้แต่จะคิดเลยด้วย ส่วนที่ออกจากห้องไปนั้นก็เพียงต้องการปล่อยให้เธอได้มีเวลาคิดและทบทวนทุกอย่างได้อย่างเต็มที่ระหว่างนั้นเขาจึงแวะไปถามไถ่ความคืบหน้าของเรื่องที่ฝากให้อาชา วิญญาณดวงที่เคยให้คำแนะนำเขาถึงวิธีการเข้ามาที่นี่ ช่วยสืบให้หน่อยว่าโซนนี้มีการเกิดอุบัติเหตุ หรือการทะเลาะวิวาทใด ๆ ในช่วงหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาขึ้นบ้างไหมครั้นพอพบว่าคว้าน้ำเหลวอีกตามเคยเขาก็ลอยตัวกลับมาหาหญิงสาว ไม่คิดเลยว่าไอ้พวกผีร้ายมันจะอาศัยจังหวะที่เขาห่างหาย เข้ามาดักซุ่มถึงด้านในห้องถึงจะพอคาดเดา







