Masuk
จางเจิ้งจีหัวหน้ามือปราบหน่วยที่สามถึงกับขมวดคิ้วขณะมองดูศพของบุรุษสองคนที่นอนหงายอยู่คนละฟากของห้องพักในโรงเตี๊ยมแห่งนี้
ดูแล้ว....ช่างชวนให้ตกใจ คนทั้งสองเสื้อผ้าหลุดรุ่ย บนเตียงยับยู่ยี่ บุรุษคนแรกมีเสื้อผ้าหรูหรางดงาม เครื่องประดับในตัวล้วนเป็นของราคาแพง ส่วนอีกคนเครื่องแต่งกายธรรมดาดูละม้ายบัณฑิตตกยาก
‘ดูจากท่าทางของพวกเขาสองคน คล้ายจะมีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดาเสียด้วย’
“เหล่าเฉิน เจ้าสืบดูชัดเจนแล้วหรือ”
“ขอรับ เป็นสามีของใต้เท้าหลัว ขุนนางขั้นห้า[1]กรมคลังจริงๆ บ่าวรับใช้ที่กำลังตามหาเขา มายืนยันตัวแล้ว”
“เอ๋ ใช่สกุลหลัวเจ้าของร้านยาสมุนไพรหวนเจี่ยหรือไม่ ”
เฉินหรงรีบพยักหน้ารับ “ขอรับ”
จางเจิ้งจีถึงกับขมวดคิ้ว “คนสกุลหลัวยังไม่ทราบใช่หรือไม่”
“ขอรับ ข้ากักตัวบ่าวรับใช้สองคนเอาไว้ก่อน สอบสวนเสร็จค่อยปล่อยตัว”
“เช่นนั้น ส่งคนไปแจ้งใต้เท้าหลัวที”
หวังหวั่นมือปราบหญิงมองสภาพศพแล้วเงยหน้าขึ้นมองหัวหน้าหน่วยของตน “หัวหน้าจาง ถ้าเช่นนั้นให้ข้าเป็นคนสืบหาบุรุษอีกคนก็แล้วกันเจ้าค่ะ”
จางเจิ้งจีเป็นสามีของหวังหวั่น ทั้งสองทำงานอยู่ในหน่วยเดียวกัน ในยามออกปฏิบัติหน้าที่ หวังหวั่นต้องเรียกสามีว่า ‘หัวหน้าจาง’
ชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้ารีบพยักหน้า “เจ้ารีบไปเถิด หากนี่คือสามีใต้เท้าหลัวจริง มาเสียชีวิตสภาพน่าอนาถ คดีนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เสียแล้วล่ะ”
ร้านยาสมุนไพร “หวนเจี่ย” เป็นร้านยาขนาดใหญ่มีอยู่สี่สาขาในเมืองหลวง เป็นหนึ่งในร้านเก่าแก่ที่ตั้งมานาน
สกุลหลัวนับว่ามีฐานะดีในระดับหนึ่งในห้าสิบของคหบดีใหญ่ในเมืองหลวง หลัวเผิงเผิงเป็นบุตรสาวคนโต นางเป็นขุนนางหญิงที่เก่งกาจผู้หนึ่งของแคว้น
หลัวเผิงเผิงนางสอบแข่งขันติดอันดับหนึ่งในสามของการสอบคัดเลือกบัณฑิตใหญ่ นางจึงได้เป็นขุนนางขั้นห้ากรมคลัง นับว่าเป็นขุนนางหญิงอายุน้อยที่สุดในแคว้นที่ดำรงตำแหน่งขุนนางในระดับนี้
หวังหวั่นมือปราบหญิงอดีตนักฆ่าสำนักคุณธรรมควบม้าไปยังบ้านเดิมของเตียวซืออินสามีของใต้เท้าหลัวหรือหลัวเผิงเผิงที่อยู่ย่านตะวันตกของเมือง
พอได้รับการแจ้งข่าวการตายของบุตรชาย มารดาของเตียวซืออินก็ล้มทั้งยืน
“ไม่นะ เยียนเอ๋อร์ ไม่ตาย! ไม่ใช่ลูกชายข้าแน่”
บิดากับพี่ชายของผู้ตายพากันแตกตื่นตกใจรีบไปดูศพยังสำนักมือปราบ
หวังหวั่นบอกให้สหายมือปราบพาคนของสกุลเตียวไปดูศพโดยที่ตัวนางขอเรียกคนในบ้านที่เหลือออกมาสอบสวน
“พวกเจ้ามาช่วยกันดูสิว่า ผู้ใดรู้จักคนผู้นี้บ้าง”
บ่าวรับใช้ของสกุลเตียวเมื่อได้เห็นศพบุรุษที่นอนอยู่ในห้องเดียวกันกับคุณชายของตนต่างพากันบอกเล่าสิ่งที่ตนรู้เห็นออกมาจนหมด
หวังหวั่นก็สรุปได้ว่า...บุรุษทั้งสองสนิทสนมกันอย่างมากและนัดพบกันหลายครั้ง
คดีอัปยศของสามีใต้เท้าหลัวทำให้มือปราบระดับสูงสองคนหนักใจยิ่งนัก
หลัวเผิงเผิงเพิ่งจะแต่งงานกับเตียวซืออินได้เพียงหกเดือน สามีรูปงามกลับนัดแนะชู้รักที่เป็นบุรุษแอบพบกันที่โรงเตี๊ยมเล็กๆ แห่งหนึ่ง ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นข้างในห้องนั้น
“ข้าว่าบุรุษผู้นี้เป็นคนแทงคุณชายเตียวจนตายแล้วค่อยฆ่าตัวตายตาม” หัวหน้าโหยวอีรองผู้บัญชาการสำนักมือปราบหันไปพูดกับหัวหน้าจาง
“ท่านแน่ใจหรือขอรับ ไม่มีการฆ่าอำพรางแน่นะ”
“หัวหน้าจาง เรื่องนี้ข้ามั่นใจ เจ้าก็ดูสิ ไม่มีรอยงัดแงะแม้เท่ารอยแมวข่วน พยานก็ยืนยันว่าพวกเขามาเข้าห้องพักด้วยกัน ซ้ำยังพักอยู่ด้วยกันตั้งสองวัน” โหยวอียืนยัน
รองผู้บัญชาการสำนักมือปราบเมืองหลวงแซ่โหยวนามอี[2]ผู้นี้ เคยถูกภรรยาที่เพิ่งแต่งงานหนีไป จนต้องออกตามหาตัวโกลาหลอยู่พักหนึ่ง เมื่อเห็นคดีเช่นนี้ก็รู้สึกสะเทือนใจ
จางเจิ้งจีจึงเรียกให้คนในหน่วยงานตนเองมาลงบันทึกพร้อมทั้งวาดภาพขณะเกิดเหตุเอาไว้ ก่อนจะทำการเก็บศพไปชันสูตร
คนสกุลเตียวมาถึงก็ร้องไห้ฟูมฟาย ส่วนคนสกุลหลัวรู้ข่าวแล้วก็รีบไปแจ้งหลัวเผิงเผิงที่กรมคลัง ใต้เท้าหญิงคนงามรู้ข่าวก็ตามมาดูศพของสามีตนที่สำนักมือปราบ
“หากเป็นข้ามาเจอศพสามีกับชู้รักเช่นนี้ อย่าว่าแต่จะเสียใจเลย อยากจะเงื้อดาบมาแทงซ้ำมากกว่า” โหยวอีกัดฟันกรอด แม้เขาจะไม่ได้รู้จักกับหลัวเผิงเผิง เป็นการส่วนตัวแต่เห็นใจอีกฝ่ายมาก
นางเป็นขุนนางหญิงผู้โด่งดัง กลับต้องมาถูกสามีทำลายชื่อเสียงด้วยการลอบคบหากับบุรุษ เป็นเรื่องน่าอัปยศอดสูมากเลยทีเดียว
“หัวหน้าจาง บุรุษผู้นั้นแท้จริงคือคนรักเก่าของเตียวซืออิน ขอรับชื่อซุยจี้เซิง สาวใช้สองคนเคยเห็นคนผู้นี้บ่อยๆ พวกเขามักจะนัดพบกันที่โรงน้ำชา แต่ภายหลังเตียวซืออิน ต้องการจะแต่งงานกับหลัวเผิงเผิง จึงได้บอกเลิกกับคนผู้นี้” หวังหวั่นเอ่ยบอกหัวหน้าหน่วยของตน
“เลิก แต่กลับนัดพบกันอีกเช่นนี้ จะเรียกว่าเลิกได้อย่างไร” จางเจิ้งจีส่ายศีรษะ
“หลังแต่งงานกับหลัวเผิงเผิง พวกเขายังนัดพบกันอีกหรือ” โหยวอีหันมาถาม งานนี้เขาในฐานะรองผู้บัญชาการสำนักมือปราบได้ลงมาช่วยจางเจิ้งจีตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ
“ขอรับ พวกเขาเคยนัดพบกันสองครั้ง”
“ถ้าอย่างนั้น พฤติกรรมของคุณชายเตียวก็ไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ซ้ำดูจากคราบบนเตียง พวกเขาน่าจะเพิ่งร่วมรักกันได้ไม่นานด้วยซ้ำ”
“พวกเขานัดพบกันที่ใดบ้าง” จางเจิ้งจี้หันมาหาหวังหวั่น
“บ่าวรับใช้ผู้หนึ่งของสกุลหลัวอ้างว่าเขาถูกนายท่านหลัวสั่งให้คอยจับตามองซุยจี้เซิงเอาไว้ พบว่าคนผู้นี้เคยไปพบกับเตียวซืออิน ที่โรงน้ำชาแถวๆ ประตูเมืองตะวันตกอยู่คราหนึ่งเจ้าค่ะ” หวังหวั่นตอบอย่างฉะฉาน
“บ้านของซุยจี้เซิงเล่า ”
“บ้านเขาอยู่ใกล้บ้านสกุลเตียวเจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้เตียวซืออิน เคยติดต่อกับบัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งที่เดินทางมาจากเมืองไท่หยาง จากนั้นซุยจี้เซิงมาพักอยู่บนถนนเดียวกัน ซุยจี้เจิงรูปหน้าตาดีและคารมดีมากกว่า เขาจึงเลิกติดต่อกับบัณฑิตหนุ่มคนก่อน” หวังหวั่นเม้มปากน้อยๆ ปมความตายของเตียวซืออิน เกี่ยวพันกับบุรุษหลายคนเหลือเกิน
จางเจิ้งจีพยักหน้า “เช่นนั้น คงต้องให้เจ้าไปสืบสวนคนในสกุลหลัวสักหน่อย”
โหยวอีหันมามองผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสอง “เรื่องนี้ เห็นทีข้าต้องออกโรงด้วย คฤหาสน์สกุลหลัวมิใช่ที่ที่พวกเจ้าจะเข้าไปโดยง่าย”
สองสามีภรรยาสกุลจาง ได้เห็นทางเข้าคฤหาสน์สกุลหลัวแล้วถึงกับหันไปสบตากัน พวกเขาไม่คาดว่าเจ้าของร้านยาเพียงสี่สาขาในเมืองหลวงจะมีบ้านเรือนใหญ่โตเช่นนี้
“หัวหน้าจาง นี่พวกเขารวยธรรมดาหรือ ข้าว่าสกุลหลัวน่าจะรวยพอๆ กับสกุลฮัว เลยนะขอรับ” หวังหวั่นขยับไปกระซิบ สกุลฮัวเป็นสกุลคหบดีใหญ่ในเมืองหลวง
“บางทีเขาอาจจะมีกิจการอื่นร่วมก็ได้ เราแค่ไม่รู้”อู๋จือ[3]มือปราบหญิงผู้เป็นสะใภ้ของสกุลฮัวที่ถูกพาดพิงรีบขยับเข้ามากใกล้ “ข้าได้ยินว่าพวกเขามีหุ้นส่วนกับร้านขายชาหลายแห่งด้วย”
“นั่นปะไร หากสร้างบ้านใหญ่โตเท่ากับสกุลฮัว อย่างนี้ ต้องมีหลายกิจการแน่นอน”
อู๋จือมือปราบหญิงผู้เป็นภรรยาของหมอฮัวหยางพยักหน้าเห็นด้วยทันที
ตั้งแต่เกิดเหตุฆาตกรรมสองศพจนถึงตอนนี้ ยังไม่มีผู้ใดได้เห็นหน้าภรรยาของผู้ตายเลยสักคน ใต้เท้าหลัวหรือหลัวเผิงเผิงไม่เหยียบย่างไปดูศพสามีของตนเลยสักนิด
คนภายนอกล้วนซุบซิบกันว่าเป็นเพราะเตียวซืออิน คบชู้ที่เป็นบุรุษ ทำให้ใต้เท้าหลัวอับอายผู้คนจึงไม่อยากจะเห็นหน้าเขาอีกต่อไป
[1] ตำแหน่งขุนนางมีตั้งแต่ระดับหนึ่งถึงระดับเก้า โดยระดับเก้าเป็นตำแหน่งต่ำสุด
[2] หัวหน้าโหยวอี พระเอกจากเรื่อง “ฮูหยินใหม่ของมือปราบโหยว”
[3] อู๋จือ นางเอกจากเรื่อง “คุณชายหมอขอปราบรัก ภาค 1”
เช้าวันต่อมา คู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันก็ออกมาจากห้องหอในตอนสายเพื่อคารวะน้ำชาผู้อาวุโส จากนั้นฮัวจิงอวี๋ก็จูงมือภรรยาพาเดินเล่นทั่วคฤหาสน์ พอเดินผ่านไปยังเรือนรับรองแขก ฮัวจิงอวี๋ก็แปลกใจที่มีกุญแจปิดเอาไว้ เขาจึงถามบ่าวรับใช้ที่เดินกำลังมา “เหตุใดจึงปิดเรือนนี้เล่า” “ไม่ทราบเหมือนกันขอรับ ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ข้าน้อยไปถามพ่อบ้านเมื่อเช้า พ่อบ้านก็บอกว่าไม่ได้ส่งคนมาปิด” สองสามีภรรยาหันมาสบตากันพร้อมเลิกคิ้ว หลัวเผิงเผิงจึงบอกบ่าวผู้นั้นให้หาคนมางัดกุญแจออก “คงไม่มีคนถูกขังไว้ข้างในหรอกนะ” ฮัวจิงอวี๋ตั้งข้อสังเกต ผัวะ! ประตูของเรือนรับรองถูกเปิด เมื่อพ่อบ้านใหญ่ของคฤหาสน์สกุลหลัวเดินนำหน้าบ่าวรับใช้กับสาวใช้เข้าไปข้างใน สาวใช้ก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ หลัวเผิงเผิงกับฮัวจิงอวี๋ที่อยู่ข้างนอกได้ยินเสียงกรีดร้องก็รีบวิ่งเข้ามาดู พอเห็นร่างเปลือยที่กอดก่ายกันโดยมีผ้าห่มปิดอยู่ช่วงกลางของท่อนล่างก็พากันตะลึง “กุ่ยอี๋จือ! เสี่ยวไป๋!” แผ่นหลังหนาที่มีผ้าห่มคลุมอยู่ถึงบั้นเอว ลืมตาขึ้นกลับมามองคน
“ใต้เท้า ท่านเป็นอย่างไรบ้าง” เสี่ยวไป๋ชะโงกไปดู “ข้า....ข้า..ร้อนรุ่มไปทั้งเนื้อทั้งตัว เจ้าไม่เห็นหรือ” สายตาของกุ่ยอี๋จือมองไปยังเป้ากางเกงของตน เสี่ยวไป๋เห็นแล้วว่ากุ่ยอี๋จือกำลังอยู่ในสภาพตื่นตัว เขาบิดกายไปมาคล้ายงูกำลังดิ้น “ข้ารู้แล้ว มีคนวางยาเพื่อทำร้ายท่าน ข้าจับมันได้แต่ก็ต้องปล่อยเพื่อมาช่วยท่านก่อน” เสี่ยวไป๋นึกอยากจะด่าทอบุรุษที่นอนร้องครวญครางอยู่ตรงหน้า หากไม่เป็นเพราะเขากระทำเรื่องเลวทรามกับผู้อื่นก่อน มีหรือจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ “ข้าปล่อยท่านก่อนก็แล้วกัน”เสี่ยวไป๋รีบพุ่งไปที่หัวเตียง แกะเชือกที่มัดแขนทั้งสองข้างของกุ่ยอี๋จือออก ระหว่างนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกเวียนหัว กลิ่นหอบของกำยานที่ถูกจุดมานานกว่าสองเค่อนั้นตลบอบอวลไปทั่วห้อง เสี่ยวไป๋สูดหายใจเข้าไปพักหนึ่งก็เริ่มรู้สึกร้อนรุมราวถูกสุมไฟด้วยเช่นกัน “ห้องนี้น่าแปลกจริง” บ่าวรับใช้ร่างใหญ่รู้สึกว่าทั่วร่างคล้ายไม่ค่อยสบาย “ข้าเองก็รู้สึกร้อนด้วยเช่นกัน” กุ่ยอี๋จือที่เข้าหอหลบจันทร์อยู่บ่อยๆ รู้ดีว่าเสี่ยวไป๋กำลังถูกรมด้วยกำยานปลุกกำหนัด จึงชี้ไปยังมุมห้อ
สภาพของกุ่ยอี๋จือในตอนที่เสี่ยวไป๋นำกลุ่มมือปราบย้อนกลับไปช่วยก็ค่อนข้างสะบักสะบอม “ใต้เท้ากุ่ย เป็นอย่างไรบ้างขอรับ” เสี่ยวไป๋วิ่งเข้าไปประคองกุ่ยอี๋จือที่กำลังนอนคลุกฝุ่นอยู่ให้ลุกขึ้น ในขณะที่มือปราบทั้งสี่พยายามวิ่งไล่จับบุรุษสองคนที่รุมทำร้ายกุ่ยอี๋จือ เสี่ยวไป๋ก็เข้าไปนั่งยองๆ ประคองขุนนางหนุ่มให้ลุกขึ้น “เจ้าเองหรือ” เสียงของคนถามอ้อแอ้กุ่ยอี๋จือจำบ่าวรับใช้ของหลัวเผิงเผิงได้แต่ยามนี้เขาเจ็บระบมไปหมดทั้งหมด แม้จะอยากสะบัดให้หลุดจากการเกาะกุม “ใต้เท้า ใบหน้าของท่านเขียวช้ำไปหมดแล้ว” กุ่ยอี๋จือก็แทบจะทรงตัวไม่ไหว เขาพยายามยังดันตัวออกห่างจากเสี่ยวไป๋ทว่ากลับปวดแปลบที่ขา “โอ๊ย!” “ข้าบอกแล้วว่าใต้เท้าได้รับบาดเจ็บ ท่านให้ข้าช่วยดีกว่าขอรับ” เสี่ยวไป๋อุ้มร่างที่บางกว่าของกุ่ยอี๋จือลอยหวือขึ้น “เจ้าจะพาข้าไปที่ใด” “พาท่านไปหาหมอน่ะสิขอรับ” ใบหน้าของเสี่ยวไป๋เรียบเฉย เหลือบตามองกุ่ยอี๋จือเล็กน้อย หลัวเผิงเผิงกับฮัวจิงอวี๋กำลังเดินกลับมายังโรงหมอ พอมองเห็นเสี่ยวไป๋อุ้มกุ่ยอี๋จือก็พากันตะลึง
“เผิงเผิง พ่อไม่ได้คิดจะทำให้เจ้าต้องล้มเจ็บเลยจริงๆ แค่ต้องการให้เจ้าลืมบุรุษที่อยู่บนเขาคนนั้นเสีย เขาเป็นเพียงหมอชาวบ้าน เจ้ากับเขาจะใช้ชีวิตด้วยกันได้อย่างไร” “ท่านพ่อ ท่านไม่ได้เป็นห่วงข้า หากแต่ต้องการให้ข้าอยู่เป็นหัวหน้าตระกูลช่วยท่านต่างหาก” หญิงสาวเอียงคอมองบิดา บัดนี้ความทรงจำของนางกลับคืนมาเกือบหมดแล้ว“ข้าไม่ได้คิดจะทอดทิ้งสกุลเลยสักนิด ในตอนนั้นข้าเขียนจดหมายไปขออนุญาตท่านให้ข้าแต่งงานกับเขา คิดจะพาเขาลงจากเขามาอยู่ในเมืองหลวง แต่ท่านต้องการให้ข้าหาขุนนางมาแต่งด้วยสักคนจึงได้คิดกีดกันไม่ให้ข้ากับเขาได้อยู่ด้วยกัน ท่านให้คนเขียนจดหมายไปตัดรอนเขาแทนข้าและยังให้พ่อบ้านจูวางยาลืมอดีตให้ข้ากินอีก หากว่าข้าตายไปเพราะน้ำมือของพ่อบ้านจูคงทำให้คนรักของข้าโกรธแค้นที่ข้าไม่รักษาสัญญาไปจนวันตาย” คนทั้งหลายที่ได้ยินได้ฟังล้วนแล้ววิจารณ์กันขรม พวกเขาเห็นใจหลัวเผิงเผิงและมองว่าผู้อาวุโสสกุลหลัวใจร้ายใจดำยิ่งบรรดาผู้เฒ่าในสกุลหลัวที่มาร่วมฟังการไต่สวนพากันยิ้มเจื่อน ทุกอย่างล้วนเกี่ยวพันกับพวกตนที่กดดันให้คหบดีหลัวต้องพยายามกีดกันบุตรสาวกับคนรัก จนนางแทบจะเอา
กุ่ยอี๋จือแข้งขาอ่อนแรง ต้องให้ผู้ติดตามเข้ามาหามออกจากศาลกลับที่พัก ภารกิจที่ท่านลุงใช้ให้มาทำเป็นอันว่าล้มเหลว ตอนที่มาถึงเมืองเชียนเหยาใหม่ๆ เขาได้แอบไปตกลงกับใต้เท้าพานแทนท่านลุงแล้วว่าหากไม่โยงไม่ถึงข้างบน จะช่วยดูแลครอบครัวของใต้เท้าพานให้อย่างดี ขุนนางผู้นี้ก็รับปากเขาแล้ว แต่คาดไม่ถึงว่าใต้เท้าพานกันใต้เท้าฟางจะแตกคอกันทำให้ความแตกกุ่ยอี๋จือกลัวว่าตนเองจะถูกลากลงน้ำขุ่นไปด้วยจึงแอบหนีกลับเมืองหลวงก่อน “ใต้เท้ากุ่ยแอบกลับไปก่อนเราเสียแล้ว” หลัวเผิงเผิงบอกกับสหายขุนนาง “ลุงของเขาถูกพาดพิงเช่นนั้นก็คงต้องรีบไปหาทางจัดการ คดีใหญ่นัก หากเป็นความจริง สกุลกุ่ยคงถึงคราวตกอับแน่” ซึงต้าลู่ยืนวิจารณ์อย่างสิ้นความเกรงใจ “เจ้าพูดเช่นนี้ ไม่กลัวเขาโกรธแล้วหรือ” ซึงต้าลู่ส่ายหน้า “เจ้าไม่ได้เคยยินประโยคที่ว่าน้ำลดตอผุดหรือ คราวนี้น้ำลดแล้ว เห็นทีรองเจ้ากรมคลังกุ่ยคงหลบเลี่ยงลำบาก ที่ข้าไม่กลัวเพราะเห็นเจ้า ใต้เท้าหลัว หน้าตาของเจ้าเหมือนกับรู้อยู่แล้วว่าต่อไปจะเป็นเช่นไร หญิงสาวยิ้มน้อยๆ พยักหน้ารับ “ข้ายอมรับ ข้าพอจะรู้ เพียงแ
ยามนั้นจางเจิ้งจีกับหวังหวั่นสองสามีภรรยามือปราบก็กลับจากเมืองหลวงพร้อมกับบันทึกคดีเตียวซืออินและหลักฐานที่เพิ่งค้นพบ “จูอิ่นจือร้ายจริงๆ เขาแอบว่าจ้างเตียวซืออินให้ยอมแต่งกับท่าน ยามนั้นสกุลเตียวเป็นหนี้บิดาของท่านจำนวนมาก เตียวซืออินจึงได้รับปาก ตอนหลังจูอิ่นจือคิดจะบังคับให้เตียวซืออินวางยาท่าน เขาจึงได้คิดหนีออกจากคฤหาสน์สกุลหลัว” หลัวเผิงเผิงตะลึง “จูอิ่นจือเป็นผู้ฆ่าเตียวซืออินหรือ” “ใช่แล้ว จูอิ่นจือไปจ้างให้ซุยจี้เซิงหลอกให้อดีตสามีของท่านไปตามนัดหมาย จากนั้นตัวเขาก็ลอบเข้าไปฆ่าคนทั้งสองเสีย ข้าเข้าไปขอค้นในห้องพักเขาที่คฤหาสน์สกุลหลัวแล้ว มีเสื้อผ้าและอาวุธตรงกับบาดแผลในร่างกายของคนทั้งสอง” หลัวเผิงเผิงนั่งฟังจางเจิ้งจีที่เล่าการอำพรางคดีให้กับตุลาการเชียนเหยาด้วยความคาดไม่ถึง “พ่อบ้านจูผู้นี้ ฉลาดนัก เตรียมอาวุธมีขนาดเดียวกันเอาไว้ ทำให้มือปราบไขว้เขว ข้าเองก็มองออกเป็นสองอย่าง พวกเขาฆ่ากันเองกับมีคนบุกเข้าไปฆ่า แต่จนใจที่ไร้พยานหลักฐาน หากว่าใต้เท้าหลัวไม่เปิดเผยความจริง ป่านนี้ก็คงจะจับคนร้ายไม่ได้” จางเจิ้งจีหันไปหาหลั







