ログインในวันที่คำพูดของนางเป็นเพียงลมปาก ถูกเขาเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด่าทอสารพัด หยามน้ำใจ และไม่ให้เกียรติ กล่าวหาว่านางเป็นสตรีร่าน ต่ำทรามกล้าสวมหมวกเขียวให้สามีอย่างไร้ยางอาย ทั้งที่นางรักเขา...รักมากจนยอมยกทุกสิ่ง ยอมให้สตรีอื่นก้าวเข้ามาในเรือน นางยอมทุกอย่างเพียงเพื่อให้เขามีความสุข แม้ต้องแบ่งบุรุษที่เป็นสามีให้สตรีอื่น แต่สุดท้ายสิ่งตอบแทนที่ได้กลับเป็นความตายอย่างน่าสมเพช ไป๋ซูหนิงถูกบุรุษผู้นั้นสั่งลงโทษโดยไม่เคยถามไถ่ความจริง มิหนำซ้ำยังทำราวกับว่านางก่อความผิดใหญ่หลวง ทั้งที่นางบริสุทธิ์ใจต่อเขาถึงเพียงนี้ทว่าเซี่ยจวิ่นอี้กลับมอบผ้าขาวและยาพิษให้นางเลือก...เสแสร้งทำราวกับเป็นผู้มีเมตตาเสมือนเป็นบุญคุณก้อนสุดท้าย สิ่งที่เขามอบให้นั้นคือความตาย! ในคืนฟ้าฝนโหมกระหน่ำ นางสิ้นใจอย่างอนาถ พร้อมกับบุตรในครรภ์ที่ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้ ทว่า…ฟ้ากลับให้โอกาสนางได้ย้อนคืนมา ชาตินี้ ภพนี้ ต่อให้ต้องดิ้นรนเลือดตากระเด็น นางจะไม่ข้องแวะกับบุรุษผู้นั้นอีก! ไป๋ซูหนิงสาบาน จะพาบุตรในท้องหนีไปให้ไกลจนบุรุษผู้นั้นไม่อาจเอื้อมมือคว้านางได้อีกแน่!
もっと見るหลายเดือนผ่านไปจวนสกุลไป๋เผชิญเรื่องราวมากมายจนหาความสงบไม่ได้ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ทุกอย่างเริ่มราบรื่น ไม่มีอุปสรรคใดกีดขวางและแม้กิจการของสกุลไป๋จะมีเศรษฐีมู่คอยจัดการให้ ทุกอย่างราบรื่นจนแทบไม่น่าเชื่อ ยิ่งกว่านั้น ครรภ์ของคุณหนูก็ล่วงเลยมาถึงเดือนสุดท้ายก่อนคลอด สุขภาพทั้งมารดาและบุตรก็แข็งแรงสมบูรณ์หากเอ่ยถึงเรื่องนี้แล้ว ไม่มีผู้ใดไม่ตื่นเต้นรอคอยวันที่จะได้พบเด็กน้อยผู้นั้น คุณชายไป๋ทั้งสามต่างก็หลงหลานกันไม่ต่างกัน และนายท่านมู่ก็ไม่แพ้กัน ถึงขั้นอยากย้ายข้าวของเข้ามาอยู่ในจวนสกุลไป๋เพื่อดูแลคุณหนูอย่างใกล้ชิด แต่ถูกคุณชายทั้งสามห้ามไว้เสียก่อนแม้คุณหนูไป๋กับเศรษฐีมู่จะยังไม่ได้แต่งงานร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกันแต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เป็นที่รู้กันในชิงโจวว่างานมงคลครั้งใหญ่กำลังจะมาถึงในไม่ช้าแน่!ไป๋ซูหนิงนอนเอนกายริมสระบัว สายลมพัดผ่านทำให้รู้สึกเย็นสบาย เคลิบเคลิ้มเกือบจะหลับไปหลายครั้งนัยน์ตาคู่สวยหนักอึ้ง ปรือขึ้นอย่างยากลำบาก จริงๆ แล้ว นางก็ไม่ได้ทำอะไรทั้งวัน นอกจากนอนและกินเกือบทั้งวัน“อาเหยียน…” เสี
น้ำเสียงหวานแฝงความน้อยเนื้อต่ำใจ หากแต่เจือไปด้วยความโกรธลึกอย่างถึงที่สุด ภายในใจของนางก็เดือดดาลไม่แพ้กัน มือทั้งสองข้างกำจนข้อนิ้วขาวซีด ลมหายใจหอบถี่ เนื้อตัวสั่นทึ่มนัยน์ตาเมล็ดซิ่งสบเข้ากับดวงตาคมกริบของบุรุษตรงหน้า หาได้กระพริบตาหรือหลบสายตาเลยแม้แต่น้อยมู่เหยียนเจ๋อรู้สึกปวดใจจริงๆ ไหนเลยยามนี้นางจะยังท้องอยู่อีก เขาเดินเข้าไปใกล้ก่อนเอ่ยแผ่วเบาเจือด้วยความอ่อนโยน“หากยุ่งยากนักก็ปล่อยให้ข้าปล่อยให้พี่ชายของเจ้าและข้าจัดการเรื่องนี้เถอะ” เขาไม่อยากเห็นนางโกรธ หรือต้องเจ็บช้ำน้ำใจ ไม่ว่าผู้ใดก็อย่าได้บังอาจทำให้อารมณ์ของนางต้องขุ่นเคืองและมัวหมองเด็ดขาด!“อือ! พวกเจ้าพานางเข้าไปในจวนเถอะ” ไป๋อวี่เซวียนเห็นด้วย เขาออกคำสั่งกับสาวใช้ที่ยืนมองอยู่ อย่างรวบรัด หาได้ให้อีกฝ่ายเอ่ยปฏิเสธจัดการเอง มองดูแล้วคนสกุลเซี่ยผู้นี้ไม่มีทางยอมจากไปโดยง่ายแน่!เกรงว่าคงจะได้โดนเขาตีก่อนจริงๆ ถึงจะหลาบจำมู่เหยียนเจ๋อว่ามือลงบนหน้าท้องของนางอย่างแผ่วเบาสัมผัสแรกพลันทำให้หัวใจแกร่งกระตุกวูบ แผ่ซ่านไปด้วยความรู้สึกอยากจะกางแขนใช้ทั้งชีวิตปกป้อง สายตาคมกริบช้อนสบกับสตรีตรงหน้า “ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่
นึกไม่ถึงเลยว่านางจะปล่อยให้แมวกินปลาย่างได้!เหม่ยจินฮวาหาได้คุ้นเคยกับสถานที่และผู้คนที่นี่ ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางใด ล้วนเจอสายตาแปลกประหลาดจับจ้อง นางเดินออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็เปลี่ยนใจหันหลังกลับเข้าโรงเตี๊ยมทันทีทว่าเมื่อก้าวเข้าห้อง สิ่งที่เห็นกลับทำให้นางชะงัก เมื่อสามีที่สมควรจะนอนแผ่อยู่บนเตียงกลับหายตัวไปเหลือเพียงไออุ่นจางๆ บนฟูกเป็นหลักฐานว่ามีเคยคนอยู่ตรงนี้เมื่อไม่นานก่อนเพียงชั่วขณะนั้น ความอดทนที่อดกลั้นมาหลายวันพลันพลุ่งพล่านแตกกระจาย ราวกับหม้อต้มเดือดจัดจนฝาปิดกระเด็น เสียงกรีดร้องโกรธเกรี้ยวหลุดจากปาก ดวงตาคู่งามแดงก่ำ เส้นเอ็นบนขมับเต้นตุบๆ อย่างเด่นชัด มือกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีดเสียงแหลมปรี๊ดของนางดังลั่น ข้าวของบางชิ้นแตกกระจาย บางชิ้นหล่นกระแทกพื้นดังสนั่น ความโกรธเกรี้ยวของเหม่ยจินฮวาทำเอาห้องข้างเคียง ห้องตรงข้ามรวมถึงชั้นบนชั้นล่าง ต่างพากันได้ยินและรีบแห่มาดูอย่างตื่นตระหนก ทว่านางหาได้สนใจไม่แต่กลับตะโกนเรียกหาเจ้าของโรงเตี๊ยมแทน โดยไม่สนใจเสียงด่าทอหรือสายตาสาปส่งของผู้คนแม้แต่น้อยเหม่ยจินฮวาถามกับผู้ดูแลโรงเตี๊ยมอยู่สองสามประโยคก็ได้ความว่า ตอนนี้เขา
กว่าจะเดินทางมาถึงชิงโจวก็ใช้เวลาหลายวัน แล้วยิ่งห่างภรรยาเกือบสองเดือน เซี่ยจวิ้นอี้ยิ่งไม่อาจข่มตาหลับได้ทั้งที่ร่างกายจะเหนื่อยล้าเพียงใดก็ตามเซี่ยจวิ้นอี้ออกจากโรงเตี๊ยม สายตาคมกริบกวาดมองถนนยามสายที่หาได้คึกคักเหมือนวันแรกที่มาถึง และยอมรับตามตรงว่า เขาไม่รู้แม้แต่ว่าควรเริ่มตามหาภรรยาจากที่ใดโรงเตี๊ยมที่พักอยู่เป็นกิจการของสกุลไป๋ แซ่เดียวกับภรรยา เมื่อซักถามอยู่พักใหญ่จึงได้ความว่า ในชิงโจวมีเพียงสกุลไป๋ตระกูลเดียว ทว่ามีเพียงบุตรชายสามคน หาได้มีสตรีตามที่เขาตามหาเพียงเท่านี้ก็พอให้เขามั่นใจได้แล้ว เขาจำได้ว่าไป๋ซูหนิงเคยเล่าเรื่องพี่ชายทั้งสามให้ฟัง เพียงแต่ตอนนั้นเขาอาจมัววุ่นอยู่กับงาน จึงไม่ได้ใส่ใจนัก ใครจะคิดเล่าว่าวันหนึ่งนางจะหนีจากจวนไปเช่นนี้ จนต้องการมาตามหาเซี่ยจวิ้นอี้เดินตามทางที่ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมแนะนำ อย่างน้อยก็ยังมีความหวัง สายตาคมสอดส่องไปทั่ว ไม่แน่ว่าจะบังเอิญอาจได้พบนางระหว่างทางก็ได้ทว่ากลับผิดคาด…ด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาคมคาย รูปร่างสูงกำยำ อาภรณ์ที่สวมใส่สะอาดสะอ้านและกลิ่นอายของขุนนาง ทำให้ระหว่างทางไม่ว่าผู้ใดต่างก็อดเหลียวมองไม่ได้ ราวกับถูกสะกดจนยา
ไป๋ซูหนิงรู้ดีว่าอีกฝ่ายยังคงเก็บความขุ่นเคืองจากเรื่องในอดีตไว้ในอก ทว่าเพียงเท่านี้ นางก็ถือว่ามากพอแล้ว สำหรับคนไร้ที่พึ่งพิงเช่นนาง อย่างน้อยก็มีที่ให้ซุกหัวนอนชั่วคราวโรงเตี๊ยมสกุลไป๋ตั้งอยู่ย่านการค้ากลางเมืองชิงโจว ผู้คนสัญจรขวักไขว่ไม่ขาดสาย แผ่นป้ายสลักอักษรไป๋เด่นเป็นสง่าเหนือ
บรรยากาศในห้องโถงของจวนสกุลไป๋เงียบสงัดจนได้ยินแม้แต่เสียงของสายลมพัดลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ทั้งไป๋จิ่นอวี่และไป๋อวี่เซวียนต่างยืนกอดอก จ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาขุ่นเคืองซ่อนอารมณ์ หัวคิ้วเข้มของทั้งคู่ขมวดแน่น ความอึดอัดลอยอวลในอากาศราวกับม่านหมอกควันหนาแน่นไป๋ซูหนิงยกจอกน้ำชาขึ้นแนบริมฝีปาก แม้จ
เซี่ยจวิ้นอี้เจอกับไป๋ซูหนิงครั้งแรก เมื่อตอนที่อีกฝ่ายยังอายุเพียงแค่เจ็ดขวบเท่านั้นส่วนเขาเพิ่งมีอายุสิบห้าปีเต็ม ผู้ใดจะคาดคิดว่ามีวาสนาได้พบพานแล้วยังมีวาสนาได้ครองคู่อีก เด็กสาวที่เอ็นดูในวันวานกลับกลายเป็นภรรยาที่ร่วมกราบไหว้ฟ้าดินในวันนี้ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าฐานะพี่ชายหรือสามี…เซี่ยจวิ่น
หลายปีก่อน ตั้งแต่จำความได้ นางก็เอ่ยปากเรียกบุรุษผู้นั้นว่าท่านพี่มาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งก้าวเข้าสู่จวนสกุลเซี่ยในฐานะภรรยาของเซี่ยจวิ้นอี้ ความคุ้นชินนั้นก็ยังไม่เคยเลือนหายไปความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเขาในฐานะสามีภรรยา ไม่เคยมีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้นหรือบางทีอาจเป็นเพียงความเคยชินที่รู้นิสัยใจคอมานาน






レビュー