Masukอีกฝ่ายหนึ่งก็ว่าเรื่องที่เตียวซืออินคบชู้ ใต้เท้าหลัวทราบดีและนางก็ตัดหางปล่อยวัดเขาไปนานแล้ว
กระทั่งข่าวซุบซิบล่าสุด ยิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้น คนส่วนหนึ่งพูดกันว่าใต้เท้าหลัวรู้ว่าสามีหนีออกจากคฤหาสน์เพื่อนัดพบกับบุรุษอื่น จึงได้ส่งคนไปตามฆ่าสามีของตนและชู้รักจนเสียชีวิต
ต่อให้ข่าวลือจะมากมายสักเพียงใด หลัวเผิงเผิงผู้เป็นภรรยาของหนึ่งในผู้ตายก็ยังคงเก็บตัวเงียบ
ไม่นานข่าวลือพวกนี้ก็กระพือเร็วยิ่งกว่าการรายงานข่าวอย่างถูกต้องของสำนักข่าวนกกระจิบ[1] ชาวเมืองทุกตรอกซอกซอยต่างพูดเรื่องนี้กันทั้งนั้น
จางเจิ้งจีทำการสืบคดีนี้อย่างรอบด้าน และนำไปรายงานให้กับรองผู้บัญชาการโหยวได้ทราบ
“เตียวซืออินผู้นี้เป็นบุตรของขุนนางขั้นหกกรมมหาไทขอรับ ใต้เท้าเตียวติดหนี้คหบดีหลัว จึงได้มอบบุตรชายของตนให้แต่งเข้าสกุลหลัวเป็นการล้างหนี้ คุณชายเตียวผู้นี้เติบโตอยู่ไท่หยาง เป็นบัณฑิตที่สอบได้อันดับหนึ่งของปีก่อน
คหบดีหลัวเห็นว่าหน่วยก้านดีจึงยื่นข้อเสนอให้แต่งงานกับหลัวเผิงเผิงบุตรสาวเพราะหวังว่า ปีนี้คุณชายเตียวจะสอบเป็นจอหงวนได้”
“อืม...แล้วเบื้องหลังเล่า” โหยวอีเลิกคิ้ว เขาทำคดีมานับไม่ถ้วน เรื่องเบื้องหน้าพวกนี้ เป็นแค่เรื่องทั่วไปที่คนรู้
“เบื้องหลังก็คือ เตียวซืออินเป็นต้วนซิ่วขอรับ เขาเคยคบหากับบัณฑิตหน้าตาดีในเมืองไท่หยางก่อนจะเดินทางมาเมืองหลวง
มาถึงเมืองหลวงก็คบหากับบุรุษอีกคนหนึ่งที่อยู่ละแวกบ้าน หลังจากนั้นมาคบหากับซุยจี้เซิง กระทั่งแต่งงานกับหลัวเผิงเผิงจึงได้เลิกรากันไป แต่ทั้งสองก็ยังแอบพบปะกันเป็นบางครั้งขอรับ”
“อืม...ชัดเจนแล้วว่าทั้งสองเป็นคู่รักกัน เช่นนั้น เรื่องซุบซิบที่ข้าได้ยินก็ไม่ผิด”
จางเจิ้งจีทำตาโต “ท่านได้ยินว่าอย่างไรหรือขอรับ”
“ได้ยินมาว่าหลังจากแต่งงานพวกเขาก็ไม่เคยร่วมห้องหอ นอนแยกห้องกันมาตลอด คหบดีหลัวไม่พอใจแต่ก็ทำอันใดไม่ได้เพราะอยากมีลูกเขยเป็นขุนนางจึงต้องอดทน แต่ลูกเขยกลับเป็นฝ่ายทนไม่ได้ เขาแอบนัดพบกับชู้รักเก่า และคิดจะหนีไปด้วยกัน”
“ใต้เท้าโหยว ท่านรู้ลึกรู้ดีจริงๆ ขอรับ”
โหยวอียิ้มน้อยๆ “ข่าวใหญ่เช่นนี้ ข้าต้องใช้คนสืบทุกด้าน จะได้ไม่ถูกชาวเมืองประณามว่าทำคดีมักง่าย”
จางเจิ้งจีค้อมศีรษะ “ขอรับ”
ขบวนของมือปราบพากันไปยังคฤหาสน์สกุลหลัวเพื่อขอพบกับหลัวเผิงเผิง ระหว่างที่กำลังรอนางอยู่นั้น โหยวอีก็เตือนคนของตน
“ข้าได้ยินว่าหลัวเผิงเผิง เป็นขุนนางที่เฉลียวฉลาดและยังเจ้าเล่ห์เพทุบาย พวกเจ้าจะสืบสวนสอบถามสิ่งใดก็ควรกระทำอย่างระมัดระวัง”
ไม่นานนัก หญิงสาวเรือนร่างระหง ใบหน้างดงาม ท่วงท่างามสง่าในชุดสีเทาปักลวดลายใบไม้และนกน้อยก็ย่างเท้าเข้ามาในห้องโถงของคฤหาสน์ คนทั้งหมดรู้สึกถึงความคมกริบของสายตาสตรีผู้นี้
...นางงดงาม สง่า และเยือกเย็นจนชวนหวาดหวั่น...
หลัวเผิงเผิงเป็นสตรีที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายความน่าเกรงขาม ไม่เพียงสอบคัดเลือกได้ลำดับห้าในระดับแคว้น แต่ยังมีครอบครัวทำกิจการค้าจึงมีความถนัดในการทำบัญชี การที่นางได้ทำงานในกรมคลังจึงเหมาะอย่างยิ่ง
“ใต้เท้าโหยว ขอบคุณที่ท่านอุตส่าห์มาเยือนถึงบ้าน” หลัวเผิงเผิง ค้อมศีรษะคารวะอย่างไว้ตัว
“ข่าวดังถึงเพียงนี้ อย่างไรก็ต้องสอบสวน ขออภัยที่ต้องมารบกวนใต้เท้าหลัวในช่วงที่ท่านยังไม่ค่อยสะดวก แต่ข้าก็จำเป็น หวังว่าท่านคงเข้าใจ”
“มิได้เจ้าค่ะ ท่านก็ทำตามหน้าที่เถิด”
เตียวซืออินยังคงอยู่ในฐานะสามีแต่งเข้าของหลัวเผิงเผิง ทว่าหลังข่าวอัปยศดังกล่าวทำให้บิดาของหลัวเผิงเผิง โมโหจนต้องให้บุตรสาวหย่าขาดกับผู้ตาย
ศพของเตียวซืออิน จึงมิได้ถูกหามเข้ามาในสกุลหลัวให้ระคายความรู้สึกของท่านผู้เฒ่าแต่ถูกนำไปส่งที่จวนสกุลเตียวซึ่งเป็นบ้านเดิมแทน
“อย่าได้เกรงใจ ข้ารู้ว่าท่านจะต้องเชิญข้าไปสอบสวนแน่ เพียงแต่รอให้บิดาของข้าอาการดีสักวันสองวันแล้วจะเข้าไปสำนักมือปราบ”
“เช่นนั้นก็ขอบคุณท่าน” โหยวอีค้อมศีรษะ
ในคดีนี้หลัวเผิงเผิง ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่านางเป็นคนกระทำ แต่ก็มองข้ามนางมิได้ เพราะนางมีโอกาสจะเป็นผู้สั่งฆ่าสามีที่เล่นชู้
โหยวอีในฐานะรองผู้บัญชาการสำนักมือปราบเมืองหลวงไม่กล้าสรุปคดีใหญ่อย่างนี้ว่าผู้ตายทั้งสองฆ่าตัวตายจนกว่าจะมีหลักฐานพยานมาเพิ่มได้
ครอบครัวของเตียวซืออิน มาคุกเข่าอยู่หน้าสำนักมือปราบอยู่ค่อนวัน เพราะเชื่อว่าบุตรชายของตนถูกฆาตกรรม ทำให้รองผู้บัญชาการโหยวกับหัวหน้ามือปราบจาง ไม่กล้าสรุปคดีสุ่มสี่สุ่มห้า
ฮัวจิงอวี๋เดินทางมาถึงเมืองหลวงปุ๊บก็ตระเวนไปรอบๆ เมืองเพื่อดูกิจการโรงหมอหลายแห่ง จากนั้นค่อยเข้าไปยังคฤหาสน์สกุลฮัว
พอเห็นชายหนุ่มรูปงามยืนอยู่หน้าซุ้มประตู บ่าวรับใช้ก็รีบเข้าไปต้อนรับ ใบหน้างดงามของผู้มาเยือนละม้ายคล้ายกับคุณชายใหญ่ของตนมา เท่านั้นบ่าวรับใช้ก็รีบเอ่ยปากต้อนรับ
“ท่านคือคุณชายฮัวจิงอวี๋ใช่หรือไม่ขอรับ ”
“เจ้ารู้จักข้าด้วยหรือ ”
“คุณชายใหญ่สั่งเอาไว้แล้วว่าท่านจะเดินทางมาถึงช่วงเวลานี้ ท่านเองก็หน้าตาเหมือนกับคุณชายใหญ่มาก แค่เห็นหน้าก็รู้แล้วขอรับ”
“อ้อ! อย่างนั้นหรือ”
“เชิญคุณชายข้างในเถิดขอรับ”
ฮัวฮูหยินเห็นฮัวจิงอวี๋ก็ยิ้มกว้าง รีบหันไปสั่งสาวใช้เอาของว่างกับน้ำชามาต้อนรับหลานชายที่เดินทางมาจากแดนไกล
“พวกเจ้าเร็วหน่อย หลานชายข้าเดินทางมาไกลคงจะหิวแย่แล้ว” ฮัวฮูหยินโบกพัดสั่งการสาวใช้ให้วุ่น “เจ้านั่งก่อน จิงอวี๋ ไม่พบกันเสียนาน เจ้าโตขึ้นมาทีเดียว”
ฮัวจิงอวี๋ ควักเอาจดหมายของท่านพ่อออกมายื่นให้กับอาสะใภ้ “นี่ขอรับท่านอา จดหมายของท่านพ่อที่ฝากมาให้พวกท่าน”
“เจ้าเดินทางมาไกล ข้าสั่งให้คนครัวเตรียมสำรับแล้ว ประเดี๋ยวค่อยไปโต๊ะอาหาร จิบน้ำชา กินขนมเสียก่อน”
ฮัวฮูหยินรับเอาจดหมายแล้วเปิดอ่าน นางยิ้มน้อยๆ ให้กับหลานชายที่ไม่พบกันนาน
บนจดหมายมีตราประทับของสกุลฮัว ทำให้แน่ใจได้ว่านี่คือฮัวจิงอวี๋ตัวจริง
“ข้าไม่เห็นเจ้ามาตั้งนาน ไม่น่าเชื่อว่าพอโตขึ้นพวกเจ้าจะหน้าคล้ายเสี่ยวหยางมากถึงเพียงนี้ น่าแปลกเสียจริง” ฮัวฮูหยินมองแล้วมองอีก
จะว่าไปฮัวจิงอวี๋ผู้นี้ก็หน้าตาคล้ายกับฮัวหยาง[2]บุตรชายคนโตของนางมากจริงๆ แต่ตอนที่ฮัวจิงอวี๋ยังเด็กดูแล้วละม้ายคล้ายฮัวซุ่นซีบุตรชายคนรองของนางมากกว่า
ฮัวหยางเพิ่งแต่งงานกับมือปราบหญิงอู๋จือ ส่วนฮัวซุ่นซีน้องชายของฮัวหยางเพิ่งแต่งงานและมีลูกเล็กๆ อยู่หนึ่งคน
“เหมือนมากเลยหรือขอรับ ”
“เจ้าคอยดูหน้าเขาเองก็แล้วกัน อีกสักครึ่งชั่วยามก็คงกลับมาแล้ว ตอนนี้เสี่ยวหยางกำลังสาละวนกับยาตัวใหม่ที่เพิ่งผลิตออกมาวางจำหน่ายได้ไม่นาน ส่วนเสี่ยวซุ่นซีดูแลบัญชีและตรวจตราร้านค้า คงจะกลับตอนเย็นโน่นล่ะ เจ้าก็ไปพักผ่อนอาบน้ำให้สบายใจก่อนเถิด ถึงตอนนั้นท่านอาของเจ้าก็คงจะตื่นนอนพอดี เมื่อคืนเขานอนไม่ค่อยหลับ ข้าจึงได้บังคับให้เขานอนกลางวัน”
พอคุยกันเสร็จ ฮัวฮูหยินก็พาหลานชายไปรับประทานอาหาร จากนั้นจึงให้พ่อบ้านพาเขาไปเรือนพัก
[1] สำนักข่าวนกกระจิบจากเรื่อง “ท่านอ๋องอย่าคิดหนี”
[2] ฮัวหยาง คุณชายใหญ่สกุลฮัว พระเอกจากเรื่อง “คุณชายหมอขอปราบรัก ภาค 1”
เช้าวันต่อมา คู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันก็ออกมาจากห้องหอในตอนสายเพื่อคารวะน้ำชาผู้อาวุโส จากนั้นฮัวจิงอวี๋ก็จูงมือภรรยาพาเดินเล่นทั่วคฤหาสน์ พอเดินผ่านไปยังเรือนรับรองแขก ฮัวจิงอวี๋ก็แปลกใจที่มีกุญแจปิดเอาไว้ เขาจึงถามบ่าวรับใช้ที่เดินกำลังมา “เหตุใดจึงปิดเรือนนี้เล่า” “ไม่ทราบเหมือนกันขอรับ ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ข้าน้อยไปถามพ่อบ้านเมื่อเช้า พ่อบ้านก็บอกว่าไม่ได้ส่งคนมาปิด” สองสามีภรรยาหันมาสบตากันพร้อมเลิกคิ้ว หลัวเผิงเผิงจึงบอกบ่าวผู้นั้นให้หาคนมางัดกุญแจออก “คงไม่มีคนถูกขังไว้ข้างในหรอกนะ” ฮัวจิงอวี๋ตั้งข้อสังเกต ผัวะ! ประตูของเรือนรับรองถูกเปิด เมื่อพ่อบ้านใหญ่ของคฤหาสน์สกุลหลัวเดินนำหน้าบ่าวรับใช้กับสาวใช้เข้าไปข้างใน สาวใช้ก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ หลัวเผิงเผิงกับฮัวจิงอวี๋ที่อยู่ข้างนอกได้ยินเสียงกรีดร้องก็รีบวิ่งเข้ามาดู พอเห็นร่างเปลือยที่กอดก่ายกันโดยมีผ้าห่มปิดอยู่ช่วงกลางของท่อนล่างก็พากันตะลึง “กุ่ยอี๋จือ! เสี่ยวไป๋!” แผ่นหลังหนาที่มีผ้าห่มคลุมอยู่ถึงบั้นเอว ลืมตาขึ้นกลับมามองคน
“ใต้เท้า ท่านเป็นอย่างไรบ้าง” เสี่ยวไป๋ชะโงกไปดู “ข้า....ข้า..ร้อนรุ่มไปทั้งเนื้อทั้งตัว เจ้าไม่เห็นหรือ” สายตาของกุ่ยอี๋จือมองไปยังเป้ากางเกงของตน เสี่ยวไป๋เห็นแล้วว่ากุ่ยอี๋จือกำลังอยู่ในสภาพตื่นตัว เขาบิดกายไปมาคล้ายงูกำลังดิ้น “ข้ารู้แล้ว มีคนวางยาเพื่อทำร้ายท่าน ข้าจับมันได้แต่ก็ต้องปล่อยเพื่อมาช่วยท่านก่อน” เสี่ยวไป๋นึกอยากจะด่าทอบุรุษที่นอนร้องครวญครางอยู่ตรงหน้า หากไม่เป็นเพราะเขากระทำเรื่องเลวทรามกับผู้อื่นก่อน มีหรือจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ “ข้าปล่อยท่านก่อนก็แล้วกัน”เสี่ยวไป๋รีบพุ่งไปที่หัวเตียง แกะเชือกที่มัดแขนทั้งสองข้างของกุ่ยอี๋จือออก ระหว่างนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกเวียนหัว กลิ่นหอบของกำยานที่ถูกจุดมานานกว่าสองเค่อนั้นตลบอบอวลไปทั่วห้อง เสี่ยวไป๋สูดหายใจเข้าไปพักหนึ่งก็เริ่มรู้สึกร้อนรุมราวถูกสุมไฟด้วยเช่นกัน “ห้องนี้น่าแปลกจริง” บ่าวรับใช้ร่างใหญ่รู้สึกว่าทั่วร่างคล้ายไม่ค่อยสบาย “ข้าเองก็รู้สึกร้อนด้วยเช่นกัน” กุ่ยอี๋จือที่เข้าหอหลบจันทร์อยู่บ่อยๆ รู้ดีว่าเสี่ยวไป๋กำลังถูกรมด้วยกำยานปลุกกำหนัด จึงชี้ไปยังมุมห้อ
สภาพของกุ่ยอี๋จือในตอนที่เสี่ยวไป๋นำกลุ่มมือปราบย้อนกลับไปช่วยก็ค่อนข้างสะบักสะบอม “ใต้เท้ากุ่ย เป็นอย่างไรบ้างขอรับ” เสี่ยวไป๋วิ่งเข้าไปประคองกุ่ยอี๋จือที่กำลังนอนคลุกฝุ่นอยู่ให้ลุกขึ้น ในขณะที่มือปราบทั้งสี่พยายามวิ่งไล่จับบุรุษสองคนที่รุมทำร้ายกุ่ยอี๋จือ เสี่ยวไป๋ก็เข้าไปนั่งยองๆ ประคองขุนนางหนุ่มให้ลุกขึ้น “เจ้าเองหรือ” เสียงของคนถามอ้อแอ้กุ่ยอี๋จือจำบ่าวรับใช้ของหลัวเผิงเผิงได้แต่ยามนี้เขาเจ็บระบมไปหมดทั้งหมด แม้จะอยากสะบัดให้หลุดจากการเกาะกุม “ใต้เท้า ใบหน้าของท่านเขียวช้ำไปหมดแล้ว” กุ่ยอี๋จือก็แทบจะทรงตัวไม่ไหว เขาพยายามยังดันตัวออกห่างจากเสี่ยวไป๋ทว่ากลับปวดแปลบที่ขา “โอ๊ย!” “ข้าบอกแล้วว่าใต้เท้าได้รับบาดเจ็บ ท่านให้ข้าช่วยดีกว่าขอรับ” เสี่ยวไป๋อุ้มร่างที่บางกว่าของกุ่ยอี๋จือลอยหวือขึ้น “เจ้าจะพาข้าไปที่ใด” “พาท่านไปหาหมอน่ะสิขอรับ” ใบหน้าของเสี่ยวไป๋เรียบเฉย เหลือบตามองกุ่ยอี๋จือเล็กน้อย หลัวเผิงเผิงกับฮัวจิงอวี๋กำลังเดินกลับมายังโรงหมอ พอมองเห็นเสี่ยวไป๋อุ้มกุ่ยอี๋จือก็พากันตะลึง
“เผิงเผิง พ่อไม่ได้คิดจะทำให้เจ้าต้องล้มเจ็บเลยจริงๆ แค่ต้องการให้เจ้าลืมบุรุษที่อยู่บนเขาคนนั้นเสีย เขาเป็นเพียงหมอชาวบ้าน เจ้ากับเขาจะใช้ชีวิตด้วยกันได้อย่างไร” “ท่านพ่อ ท่านไม่ได้เป็นห่วงข้า หากแต่ต้องการให้ข้าอยู่เป็นหัวหน้าตระกูลช่วยท่านต่างหาก” หญิงสาวเอียงคอมองบิดา บัดนี้ความทรงจำของนางกลับคืนมาเกือบหมดแล้ว“ข้าไม่ได้คิดจะทอดทิ้งสกุลเลยสักนิด ในตอนนั้นข้าเขียนจดหมายไปขออนุญาตท่านให้ข้าแต่งงานกับเขา คิดจะพาเขาลงจากเขามาอยู่ในเมืองหลวง แต่ท่านต้องการให้ข้าหาขุนนางมาแต่งด้วยสักคนจึงได้คิดกีดกันไม่ให้ข้ากับเขาได้อยู่ด้วยกัน ท่านให้คนเขียนจดหมายไปตัดรอนเขาแทนข้าและยังให้พ่อบ้านจูวางยาลืมอดีตให้ข้ากินอีก หากว่าข้าตายไปเพราะน้ำมือของพ่อบ้านจูคงทำให้คนรักของข้าโกรธแค้นที่ข้าไม่รักษาสัญญาไปจนวันตาย” คนทั้งหลายที่ได้ยินได้ฟังล้วนแล้ววิจารณ์กันขรม พวกเขาเห็นใจหลัวเผิงเผิงและมองว่าผู้อาวุโสสกุลหลัวใจร้ายใจดำยิ่งบรรดาผู้เฒ่าในสกุลหลัวที่มาร่วมฟังการไต่สวนพากันยิ้มเจื่อน ทุกอย่างล้วนเกี่ยวพันกับพวกตนที่กดดันให้คหบดีหลัวต้องพยายามกีดกันบุตรสาวกับคนรัก จนนางแทบจะเอา
กุ่ยอี๋จือแข้งขาอ่อนแรง ต้องให้ผู้ติดตามเข้ามาหามออกจากศาลกลับที่พัก ภารกิจที่ท่านลุงใช้ให้มาทำเป็นอันว่าล้มเหลว ตอนที่มาถึงเมืองเชียนเหยาใหม่ๆ เขาได้แอบไปตกลงกับใต้เท้าพานแทนท่านลุงแล้วว่าหากไม่โยงไม่ถึงข้างบน จะช่วยดูแลครอบครัวของใต้เท้าพานให้อย่างดี ขุนนางผู้นี้ก็รับปากเขาแล้ว แต่คาดไม่ถึงว่าใต้เท้าพานกันใต้เท้าฟางจะแตกคอกันทำให้ความแตกกุ่ยอี๋จือกลัวว่าตนเองจะถูกลากลงน้ำขุ่นไปด้วยจึงแอบหนีกลับเมืองหลวงก่อน “ใต้เท้ากุ่ยแอบกลับไปก่อนเราเสียแล้ว” หลัวเผิงเผิงบอกกับสหายขุนนาง “ลุงของเขาถูกพาดพิงเช่นนั้นก็คงต้องรีบไปหาทางจัดการ คดีใหญ่นัก หากเป็นความจริง สกุลกุ่ยคงถึงคราวตกอับแน่” ซึงต้าลู่ยืนวิจารณ์อย่างสิ้นความเกรงใจ “เจ้าพูดเช่นนี้ ไม่กลัวเขาโกรธแล้วหรือ” ซึงต้าลู่ส่ายหน้า “เจ้าไม่ได้เคยยินประโยคที่ว่าน้ำลดตอผุดหรือ คราวนี้น้ำลดแล้ว เห็นทีรองเจ้ากรมคลังกุ่ยคงหลบเลี่ยงลำบาก ที่ข้าไม่กลัวเพราะเห็นเจ้า ใต้เท้าหลัว หน้าตาของเจ้าเหมือนกับรู้อยู่แล้วว่าต่อไปจะเป็นเช่นไร หญิงสาวยิ้มน้อยๆ พยักหน้ารับ “ข้ายอมรับ ข้าพอจะรู้ เพียงแ
ยามนั้นจางเจิ้งจีกับหวังหวั่นสองสามีภรรยามือปราบก็กลับจากเมืองหลวงพร้อมกับบันทึกคดีเตียวซืออินและหลักฐานที่เพิ่งค้นพบ “จูอิ่นจือร้ายจริงๆ เขาแอบว่าจ้างเตียวซืออินให้ยอมแต่งกับท่าน ยามนั้นสกุลเตียวเป็นหนี้บิดาของท่านจำนวนมาก เตียวซืออินจึงได้รับปาก ตอนหลังจูอิ่นจือคิดจะบังคับให้เตียวซืออินวางยาท่าน เขาจึงได้คิดหนีออกจากคฤหาสน์สกุลหลัว” หลัวเผิงเผิงตะลึง “จูอิ่นจือเป็นผู้ฆ่าเตียวซืออินหรือ” “ใช่แล้ว จูอิ่นจือไปจ้างให้ซุยจี้เซิงหลอกให้อดีตสามีของท่านไปตามนัดหมาย จากนั้นตัวเขาก็ลอบเข้าไปฆ่าคนทั้งสองเสีย ข้าเข้าไปขอค้นในห้องพักเขาที่คฤหาสน์สกุลหลัวแล้ว มีเสื้อผ้าและอาวุธตรงกับบาดแผลในร่างกายของคนทั้งสอง” หลัวเผิงเผิงนั่งฟังจางเจิ้งจีที่เล่าการอำพรางคดีให้กับตุลาการเชียนเหยาด้วยความคาดไม่ถึง “พ่อบ้านจูผู้นี้ ฉลาดนัก เตรียมอาวุธมีขนาดเดียวกันเอาไว้ ทำให้มือปราบไขว้เขว ข้าเองก็มองออกเป็นสองอย่าง พวกเขาฆ่ากันเองกับมีคนบุกเข้าไปฆ่า แต่จนใจที่ไร้พยานหลักฐาน หากว่าใต้เท้าหลัวไม่เปิดเผยความจริง ป่านนี้ก็คงจะจับคนร้ายไม่ได้” จางเจิ้งจีหันไปหาหลั







