Masukท้องฟ้าเหนือปั๊มน้ำมันทวีกิจเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำสนิท แต่แสงไฟจากสปอร์ตไลต์และป้ายไฟนีออนยักษ์ยังคงสว่างไสว บ่งบอกว่าที่นี่คืออาณาจักรที่ไม่เคยหลับใหลของคุณนายเอมอร ภายในห้องทำงานชั่วคราว เสียงเครื่องปรับอากาศครางเบา ๆ เคล้าไปกับเสียงปลายปากกาที่กนกอรใช้ขีดเขียนลงบนไอแพดอย่างตั้งใจ
เอมอรนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่ แสร้งทำเป็นตรวจเอกสารเงินกู้ แต่สายตาเจ้ากรรมกลับคอยแต่จะเหลือบมองสถาปนิกสาวที่นั่งอยู่มุมห้องเป็นระยะ ตั้งแต่เหตุการณ์ประกาศความเป็นเจ้าของเมื่อวานนี้ ความประหม่าแปลก ๆ ก็เข้าจู่โจมเอมอรทุกครั้งที่สบตาคู่สวยหลังกรอบแว่นนั้น
“ตายจริง จะสามทุ่มแล้ว” เสียงสดใสของกนกเอ่ยขึ้น ตามด้วยการหันไปมองอีกคนที่นั่งอยู่ใกล้กัน
“พี่อรไม่กลับบ้านเหรอคะ ดึกมากแล้วนะ” กนกอรสบตาอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ
“งานฉันยังไม่เสร็จ เธอจะกลับก็กลับไปก่อน” เอมอรตอบเสียงแข็ง ทั้งที่ในใจอยากให้อีกฝ่ายอยู่ต่อ
“แน่ใจเหรอคะว่าพี่จะให้กนกกลับก่อน?” อีกฝ่ายถามเหมือนรู้ทัน
“แน่ใจสิ ฉันไม่ได้พิศวาสเธอขนาดนั้น”
“อ้อ...เพิ่งรู้นะคะว่า คนไม่พิศวาสกัน เค้าประกาศความเป็นเจ้าของได้ชัดขนาดนั้น”
“นี่! จบเรื่องนั้นไปได้แล้ว” เอมอรหน้าร้อนผ่าว กำลังจะอ้าปากด่าแก้อาการเขิน แต่ทว่า...
พรึ่บ!
ทุกอย่างดับวูบลงในพริบตา!
เสียงเครื่องปรับอากาศเงียบสนิท แสงไฟนีออนที่เคยสว่างจ้าหายไป เหลือเพียงความมืดมิดที่เข้าปกคลุมทุกตารางนิ้ว ความเงียบงันที่เกิดขึ้นกะทันหันนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงวีนแตกของคุณนายเอมอรเสียอีก
“อ้าว ไฟดับเหรอเนี่ย” กนกเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น
ทว่าไม่มีเสียงตอบรับจากโต๊ะทำงานตัวใหญ่ มีเพียงเสียงลมหายใจที่เริ่มหอบถี่และเสียงตะกุกตะกักเหมือนคนกำลังควานหาอะไรบางอย่างด้วยความลนลาน
“พี่คะ”
กนกอรเริ่มสังเกตถึงความผิดปกติ เธอรีบเปิดแฟลชจากโทรศัพท์มือถือ แสงสีขาวนวลตัดผ่านความมืดไปที่โต๊ะทำงาน และภาพที่เห็นทำให้หัวใจของสถาปนิกสาวกระตุกวูบ
คุณนายเอมอรผู้สง่างามและน่าเกรงขาม บัดนี้กำลังนั่งคุดคู้ มือทั้งสองข้างกำขอบโต๊ะแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ใบหน้าซีดเผือดมีเม็ดเหงื่อผุดพราย ดวงตาเบิกโพลงมองไปในความมืดอย่างหวาดระแวง ร่างกายของเธอสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
“พี่เอมอร!” กนกรีบถลาเข้าไปหา เธอวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะเพื่อให้แสงสว่างกระจายทั่วบริเวณ ก่อนจะคุกเข่าลงข้าง ๆ เก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ “พี่เป็นอะไรคะ หายใจลึก ๆ นะกนกอยู่นี่แล้ว”
“มืด... มันมืดเกินไป กนก อย่าไปนะ”
เสียงของเอมอรสั่นเครือและแผ่วเบาราวกับเด็กหลงทาง มือที่เคยชี้นิ้วสั่งคนนับร้อยกลับคว้าหมับเข้าที่มือของกนกอรแล้วบีบแน่นราวกับเป็นที่พึ่งสุดท้ายในชีวิต
กนกอรเข้าใจในวินาทีนั้นว่า ภายใต้สูทตัวเนี้ยบและความหยิ่งทะนง เอมอรซ่อนปมบางอย่างที่ฝังรากลึกเกี่ยวกับความมืดเอาไว้ เธอไม่รอช้า กนกอรค่อย ๆ ดึงร่างสั่นเทาของคุณนายให้ลุกขึ้นอย่างเบามือ
“ไปนั่งพักที่โซฟานะคะ ตรงนั้นกว้างกว่า พี่จะไม่อึดอัด... มาค่ะ กนกประคองเอง”
คนอายุน้อยกว่าโอบเอวเอมอรไว้หลวม ๆ นำทางผ่านความมืดที่มีเพียงแสงไฟสลัวจากมือถือ เมื่อถึงโซฟาตัวยาว เธอก็จัดแจงให้เอมอรนั่งลง แต่คุณนายกลับไม่ยอมปล่อยมือเธอเลยแม้แต่วินาทีเดียว กนกอรจึงต้องนั่งลงข้าง ๆ ระยะห่างที่เคยมีหายไปจนไหล่ของทั้งคู่เบียดชิดกัน
“หายใจเข้าลึก ๆ ค่ะพี่ กนกไม่ไปไหน กนกอยู่นี่...”
กนกอรเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุนที่ซึมลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนฟัง เธอเอื้อมมืออีกข้างไปลูบหลังมือของเอมอรเบา ๆ อย่างปลอบประโลม
ในความเงียบสงัดที่มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนและเสียงลมพัดใบไม้ข้างนอก ความตื่นตระหนกของเอมอรค่อย ๆ สงบลง กลิ่นหอมสะอาดจากตัวของสถาปนิกสาวและไออุ่นที่แผ่ออกมาทำให้เธอเริ่มรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด ความมืดที่เคยน่ากลัวกลับกลายเป็นฉากหลังที่ทำให้ประสาทสัมผัสอย่างอื่นชัดเจนขึ้น
เอมอรค่อย ๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เธอเริ่มได้ยินเสียงบางอย่าง เสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นรัว แต่คราวนี้มันไม่ได้เต้นเพราะความกลัว และเมื่อเธอลองเงี่ยหูฟังดี ๆ เธอได้ยินเสียงหัวใจอีกดวงที่เต้นในจังหวะที่สอดประสานกัน...มันมาจากคนข้าง ๆ
“ดีขึ้นมั้ยคะ” กนกอรเอียงหน้ามาถาม ใบหน้าของเธอห่างไปเพียงไม่กี่คืบ แสงแฟลชจากมือถือที่วางอยู่บนโต๊ะสร้างเงาตกกระทบที่ทำให้ใบหน้าหวานนั้นดูงดงามราวกับภาพวาด
“อื้ม ดีขึ้นแล้ว ขอบใจนะ” เอมอรเอ่ยเสียงแผ่ว เธอยังไม่กล้าขยับตัวมากนัก เพราะกลัวว่าคนข้าง ๆ จะปล่อยมือจากกัน “ฉัน...ฉันเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้”
“ทุกคนมีมุมที่อ่อนแอทั้งนั้นค่ะ” กนกอรตอบกลับด้วยเสียงนุ่มละมุน
“และมุมอ่อนแอก็ไม่ได้ทำให้พี่ดูไม่ดีเลยนะคะ กลับกัน กนกมองว่ามันทำให้พี่ดูเป็นมนุษย์ปกติด้วยซ้ำ”
กนกอรขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิม มือที่เคยลูบหลังมือเลื่อนขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าของคุณนายอย่างทะนุถนอม สายตาคู่สวยหลังกรอบแว่นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเอมอร แววตาที่เต็มไปด้วยความเทิดทูนและโหยหาในเวลาเดียวกัน
เอมอรเหมือนถูกตรึงไว้ด้วยเสน่ห์ที่ยากจะต้านทาน เธอไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองพ่ายแพ้ขนาดนี้มาก่อน พ่ายแพ้ต่อความอ่อนหวาน พ่ายแพ้ต่อความใส่ใจ และพ่ายแพ้ต่อคนที่มีอายุห่างกับเธอถึงสิบปีคนนี้
ใบหน้าของทั้งคู่ค่อย ๆ เลื่อนเข้าหากันอย่างช้า ๆ ราวกับมีแรงดึงดูดที่มองไม่เห็น ลมหายใจอุ่น ๆ รดใบหน้าของกันและกัน เอมอรหลับตาลงอย่างช้า ๆ ยอมจำนนต่อความรู้สึกที่พลุ่งพล่านอยู่ในอก ริมฝีปากที่เคยแต่พ่นคำด่าทอบัดนี้เผยอออกเล็กน้อยเพื่อรอรับสัมผัสจากคนตรงหน้า
อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น...
“คุณนายครับ! ไฟดับทั้งปั๊มเลยครับ เดี๋ยวผมไปเช็กคัทเอาท์ให้นะครับ!”
เสียงตะโกนพร้อมแสงไฟฉายกระบอกใหญ่จากลูกน้องที่วิ่งพรวดพราดเข้ามาในออฟฟิศทำให้ทั้งคู่สะดุ้งสุดตัวและผละออกจากกันทันที!
พรึ่บ! แสงไฟในห้องกลับมาสว่างโร่ในวินาทีต่อมา
เอมอรรีบจัดสูทของตัวเองในเดี๋ยวนั้น ใบหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู เธอรีบลุกขึ้นยืนทำทีเป็นตรวจเอกสารบนโต๊ะอย่างลนลาน “เออ! ไปดูให้เรียบร้อย! ทำไมทำงานช้าแบบนี้ฮะ!”
กนกอรแอบถอนหายใจยาวพลางยิ้มขำ ๆ เธอหยิบไอแพดขึ้นมาถือไว้ตามเดิม แววตาเสียดายฉายวับเพียงครู่เดียวก่อนจะกลับมานิ่งสงบตามสไตล์สถาปนิกมาดเนี้ยบ
“ไฟมาแล้ว...งั้น กนกขอตัวกลับก่อนนะคะพี่อร พรุ่งนี้กนกจะรีบมาตรวจงานแต่เช้าเลยค่ะ”
กนกอรเน้นคำว่าตรวจงานพร้อมส่งสายตาเจ้าเล่ห์ให้คุณนายที่กำลังยืนหันหลังให้ เอมอรไม่ยอมหันกลับมามอง เธอเพียงแค่โบกมือไล่ส่ง ๆ
“ไปเลย ดึกมากแล้ว รีบกลับเถอะ”
และทันทีที่เสียงประตูปิดลง คุณนายเอมอรก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ มือเรียวสวยแตะที่ริมฝีปากตัวเองเบา ๆ หัวใจยังคงเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาข้างนอก
‘เกือบไปแล้วเอมอร... แกเกือบจะเสียศูนย์ให้เด็กนั่นไปจริง ๆ แล้ว’
ทว่าในความสับสนนั้น ลึก ๆ ในใจของคุณนายสายฟาดกลับมีความรู้สึกหนึ่งเด่นชัดขึ้นมา
ความรู้สึกเสียดายที่คนงานคนนั้นดันโผล่มาถูกเวลาจนเกินไป!
สายลมหนาวพัดโชยผ่านระเบียงบ้านพักตากอากาศส่วนตัวริมหน้าผาที่มองเห็นวิวทะเลกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา บรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัวนี้คือสถานที่ที่เอมอรเลือกเพื่อฉลองวันครบรอบสามปีของการใช้ชีวิตร่วมกับกนกอร เวลาสามปีผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับภาพฝัน แต่มันคือภาพฝันที่เป็นจริงและมั่นคงที่สุดในชีวิตของเจ้าแม่ปั๊มน้ำมันเอมอรในวัยที่ใกล้จะก้าวเข้าสู่เลขห้า ยังคงความสง่างามและดูเท่ไม่เปลี่ยน เส้นผมที่เคยรวบตึงเป็นมวยสูงบัดนี้ถูกปล่อยสยายรับลมทะเล แววตาที่เคยแข็งกร้าวและดุดันบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นสะท้อนภาพหญิงสาวรุ่นน้องที่เดินถือถาดไวน์เข้ามาหา“ดื่มหน่อยมั้ยคะที่รัก วิวสวยขนาดนี้ ไวน์รสชาติดีสักแก้วน่าจะช่วยให้ครบรอบสามปีของเราสมบูรณ์แบบขึ้น” กนกอรในวัยเกือบสี่สิบปีเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มหวานที่ยังคงขโมยหัวใจเอมอรได้เสมอเอมอรรับแก้วไวน์มาจากมือคนรัก พร้อมกับคว้าเอวบางของอีกฝ่ายมากอดไว้ สายตาของทั้งคู่ที่มองกันยังเต็มไปด้วยความหวานฉ่ำไม่ต่างจากวันแรก“เป็นสามปีที่เราตื่นมาเจอกันทุกเช้า แล้วก็ได้เข้านอนพร้อมกันทุกคืน พี่มีความสุขมากเลยค่ะ” เอมอรโอบเอวคนรักเข้ามาแนบชิดมากกว่าเดิม “พี่ขอบคุณเธ
ค่ำคืนที่ควรจะเงียบสงบในคฤหาสน์หลังงามของทวีกิจรุ่งเรือง กลับถูกขัดจังหวะด้วยเสียงฟ้าคะนองกึกก้องเพียงครั้งเดียว ก่อนที่แสงไฟระยิบระยับทั่วทั้งบ้านจะดับวูบลง ทิ้งทุกอย่างให้อยู่ในความมืดมิดที่น่าอึดอัด เครื่องปรับอากาศที่เคยส่งเสียงครางเบา ๆ เงียบสนิทลง เหลือเพียงเสียงลมพัดแรงปะทะบานหน้าต่างกนกอรที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นสะดุ้งเล็กน้อย เธอรีบควานหาโทรศัพท์มือถือเพื่อเปิดไฟฉาย แต่ยังไม่ทันที่จะกดเปิด เธอก็ได้ยินเสียงลมหายใจที่หอบกระชั้นและเสียงบางอย่างหล่นกระแทกพื้นมาจากทางห้องทำงานของเอมอร“พี่อร! พี่อยู่ไหนคะ!” กนกร้องเรียกพลางรีบสาวเท้าไปยังทิศทางของเสียง แสงจากไฟฉายมือถือตัดผ่านความมืดไปกระทบกับร่างของเจ้าแม่ปั๊มน้ำมันที่ตอนนี้ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นห้องทำงาน มือทั้งสองข้างกอดเข่าแน่น ใบหน้าที่เคยดูสง่าและเด็ดเดี่ยวกลายเป็นซีดเผือดและเต็มไปด้วยเหงื่อพราย“พี่อร! เป็นอะไรไปคะ” กนกปราดเข้าไปทรุดตัวลงข้าง ๆ แล้วดึงร่างที่สั่นเทาของคนรักเข้ามากอดไว้แน่น“เธออย่าไปไหนนะ อย่าทิ้งพี่ไว้ในที่มืด...”เสียงของเอมอรสั่นเครืออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มือของเธอจิกเกร็งลงบนแขนข
ฤดูฝนเพิ่งจะผ่านพ้นไป ทิ้งความชุ่มฉ่ำและอากาศที่สดชื่นไว้ให้ปั๊มน้ำมันทวีกิจ กนกอรในชุดเสื้อยืดสีขาวและกางเกงยีนตัวเก่งกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมดินในสวนดอกไม้หลังออฟฟิศที่เป็นผลงานออกแบบชิ้นแรกของเธอ เสียงเสียมกระทบพื้นดินดังขลุกขลักเป็นจังหวะ แต่ใบหน้าหวานกลับเปื้อนยิ้มอย่างมีความสุข“คุณภรรยาคะ ให้พี่ช่วยอะไรมั้ย”เสียงทุ้มแหบพร่าของเอมอรดังขึ้นจากด้านหลัง เธอเดินเข้ามาในชุดเสื้อผ้าที่ดูคล่องตัวไม่แพ้กัน แต่กลับมีผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้ผูกทับอยู่ เอมอรถือตะกร้าที่บรรจุถุงมือและอุปกรณ์ทำสวนอันเล็ก ๆ มาพร้อมรอยยิ้มที่อ่อนโยนจนแฟนเด็กอดไม่ได้ที่จะแซว“โห...นี่คุณนายเจ้าของปั๊มน้ำมันจะลงมาเป็นคนสวนเองเลยเหรอคะเนี่ย”“ก็คนสวนของพี่กำลังจะปลูกดอกไม้ให้พี่นี่นา แล้วพี่จะให้นั่งดูเฉย ๆ ได้ยังไง” เอมอรวางตะกร้าลงพลางสวมถุงมืออย่างคล่องแคล่ว“พี่เตรียมพันธุ์ไม้มาให้เธอเลือกเยอะแยะเลยนะ ทั้งกล้วยไม้ พุดซ้อน ชวนชม ที่รักอยากปลูกอะไรเพิ่มมั้ย”กนกอรยิ้มรับพลางส่ายหน้า “ไม่ปลูกอะไรเพิ่มแล้วค่ะ เพราะกนกมีดอกไม้พันธุ์พิเศษที่เตรียมจะลงดินแล้ว”เธอลุกขึ้นเดินไปหยิบกระถางต้นกุหลาบพุ่มใหญ่สองกระถางที่วา
เวลาผันผ่านไปอย่างมั่นคงราวกับโครงสร้างเหล็กกล้าที่ถูกคำนวณมาอย่างดี ปั๊มน้ำมันทวีกิจในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดแวะพักเติมน้ำมันอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่ใครผ่านไปมาต้องเหลียวมอง ออฟฟิศทรงโมเดิร์นที่โอบล้อมด้วยสวนดอกไม้บานสะพรั่งคือเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จของสถาปนิกสาว และการเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงของเจ้าแม่สายฟาดอย่างคุณนายเอมอรเช้าวันที่อากาศสดใส เอมอรในวัยที่ดูอ่อนเยาว์ลงกว่าแต่ก่อนมาก เดินถือถ้วยกาแฟคั่วบดที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นเข้าไปในออฟฟิศส่วนตัวของผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ เธอไม่ได้เคาะประตู ไม่ได้วางมาดขรึมอย่างที่เคยเป็น แต่กลับมีรอยยิ้มที่ละมุนละไมแต้มอยู่บนใบหน้าเสมอเมื่ออยู่ต่อหน้าภรรยา“กาแฟค่ะคุณสถาปนิก...คิ้วขมวดแต่เช้าเลยเหรอ”เอมอรวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะทำงานของแฟนสาว ที่ตอนนี้กำลังตั้งหน้าตั้งตาตรวจแบบแปลนปั๊มน้ำมันสาขาใหม่ทางภาคเหนือคนเด็กกว่าเงยหน้าขึ้นจากจอไอแพด แววตาหลังกรอบแว่นดูอ่อนโยนลงกว่าวันแรกที่ทั้งคู่เจอกันมหาศาล เธอเอื้อมมือไปกุมมือของเอมอรแล้วดึงให้คนรักโน้มตัวลงมาหา“ขอบคุณค่ะที่รัก กนกได้ทำงานที่รักไม่เคยเหนื่อยเลยค่ะ แล้วกนกก็อยากให้แบบสาขานี้อ
สามสิบวันแห่งการรอคอยสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ สำหรับคุณนายเอมอรมันเป็นหนึ่งเดือนที่แสนยาวนานยิ่งกว่าช่วงเวลาที่เธอสร้างอาณาจักรปั๊มน้ำมันเสียอีก ทุกวันที่เธอขับรถจากปั๊มน้ำมันมาดักรอรับกนกอรที่หน้าบริษัทสถาปนิกในกรุงเทพฯ เธอจะคอยนับถอยหลังในใจเสมอ จนกระทั่งถึงเช้าวันจันทร์ที่สดใส วันที่กนกอรไม่ได้สวมชุดยูนิฟอร์มบริษัทเดิมอีกต่อไป แต่กลับอยู่ในชุดสูทลำลองสีขาวครีมที่เอมอรเป็นคนสั่งตัดให้เป็นพิเศษวันนี้ไม่ใช่แค่วันเริ่มงานใหม่ของกนกอร แต่มันคือวันเปิดตัวโครงการ ทวีกิจ คอมเพล็กซ์ สาขาที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกที่กนกอรออกแบบไว้ และเป็นวันแรกที่เธอจะเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบและพัฒนาโครงการของอาณาจักรทวีกิจหน้าโครงการใหม่ที่ประดับประดาด้วยช่อดอกไม้สดส่งกลิ่นหอมฟุ้ง แขกเหรื่อระดับวีไอพี นักธุรกิจ และสื่อมวลชนท้องถิ่นต่างพากันมาร่วมแสดงความยินดี รถยุโรปคันหรูของเอมอรเลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าพรมแดงทันทีที่ประตูรถเปิดออก เอมอรก้าวลงมาในชุดเดรสสีน้ำเงินมิดไนท์บลูที่ดูสง่างามและทรงพลังสมฉายาเจ้าแม่ปั๊มน้ำมัน แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องฮือฮา คือการที่เธอเดินไปเปิดประตูอีกฝั่ง และส่ง
บรรยากาศภายในห้องจัดเลี้ยงชั้นบนสุดของโรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพฯ อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมละมุนของดอกไลเซนทัสสีขาวและสีพาสเทลที่ถูกจัดแต่งอย่างประณีตแม้ว่าตอนแรกคุณนายเอมอรจะวาดฝันถึงงานหมั้นและงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ระดับจังหวัด มีแขกเหรื่อนับพันเพื่อประกาศศักดาความรักของเธอให้ก้องโลกแต่เมื่อได้รับรู้ความจริงจากปากของกนกอรว่าเธอไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน พ่อแม่จากไปตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก และเติบโตมาด้วยลำแข้งของตัวเองมาตลอดเอมอรจึงตัดสินใจเปลี่ยนแผนทุกอย่างทันที...งานแต่งงานในวันนี้จึงกลายเป็นงานที่เรียบง่าย ทว่าหรูหราและอบอุ่นที่สุดเท่าที่หัวใจของคุณนายสายฟาดจะรังสรรค์ขึ้นมาได้“สวย...ที่รักของพี่สวยที่สุดในโลกเลย”เอมอรเอ่ยชมเสียงแผ่วในขณะที่ช่วยจัดชายผ้าลูกไม้บนชุดราตรีสีครีมเรียบหรูของคนรัก ทั้งคู่ยืนอยู่หน้ากระจกบานยักษ์ก่อนพิธีสวมแหวนจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้สถาปนิกสาวไม่ได้ตอบอะไรนอกจากยิ้มออกมาทั้งน้ำตา เธอไม่เคยคิดเลยว่าคนที่ต้องสู้ชีวิตมาเพียงลำพังอย่างเธอ จะมีวันที่ใครสักคนจัดเตรียมทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบขนาดนี้ ตั้งแต่การเลือกสถานที่ การจดทะเบียนสมรสอย่างถูกกฎหมาย ไปจนถึงก







