Masukนับตั้งแต่กนกอรก้าวเข้ามาทำงานที่ปั๊มทวีกิจ ดูเหมือนว่าคุณนายเอมอรก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว เธอกลายเป็นคนใจเย็นขึ้น ไม่ออกคำสั่งเผด็จการกับลูกน้อง ความเอาแต่ใจและนิสัยขี้เหวี่ยงขี้วีนก็เหมือนจะลดลงไปมาก
ส่วนความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ยังคงอยู่ในเส้นของผู้ร่วมงานเพียงเท่านั้น
แสงไฟจากโคมไฟระย้าคริสตัลในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมหรูใจกลางเมือง สะท้อนกับเครื่องเพชรบนคอของคุณนายเอมอรจนระยิบระยับ ค่ำคืนนี้เป็นการรวมตัวของเหล่าสมาคมนักธุรกิจหญิงระดับแนวหน้า เอมอรอยู่ในชุดสูทสีแดงไวน์ตัดเย็บเข้ารูปที่ดูภูมิฐานและทรงพลัง เธอถือแก้วแชมเปญไว้ในมือพลางปั้นหน้ายิ้มรับคำทักทายจากบรรดาคุณนายและนักธุรกิจคนอื่น ๆ อย่างคล่องแคล่วตามประสาคนในสังคมชั้นสูง
“นั่นคุณนายเอมอรนี่คะ แหม...ช่วงนี้ดูผ่องใสขึ้นนะคะ ได้ข่าวว่าปั๊มน้ำมันกำลังรีโนเวทใหม่ใหญ่โตเชียว” คุณนายท่านหนึ่งในกลุ่มเอ่ยทักขึ้น
“ค่ะ งานกำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี” เอมอรตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความภาคภูมิใจ
“อ้อ... ฉันแอบเห็นในเฟซบุ๊กที่มีคนลงภาพไซต์งาน เห็นสถาปนิกที่คุมงานสวยมากเลยนะคะ ดูเด็กอยู่เลย คุณนายไปหามาจากไหนคะเนี่ย?”
หัวใจของเอมอรกระตุกวูบเมื่อได้ยินคำว่า สถาปนิก ภาพใบหน้าหวานของกนกอรตอนที่อยู่ใต้แสงไฟฉายในค่ำคืนแห่งความทรงจำผุดขึ้นมาในหัวจนเธอต้องรีบจิบแชมเปญเพื่อดับความประหม่า
“นั่นสิเอมอร ฉันก็ได้ยินมาเหมือนกันนะ” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง สายสมร เพื่อนสนิทในชุดเดรสสีสุภาพเดินนิ่ง ๆ เข้ามาร่วมวง แววตาของเพื่อนรักเต็มไปด้วยความล้อเลียนอย่างปิดไม่มิด
“เห็นว่าไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ถึงขั้นพากันไปทานข้าวในสวนสองต่อสองด้วยไม่ใช่เหรอ?”
“สมร! พูดอะไรของแก” เอมอรเอ็ดเพื่อนเบา ๆ ใบหน้าเริ่มร้อนผ่าวเพราะสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมาอย่างสนใจ
“ฉันก็แค่พูดไปตามที่ได้ยินมา ในตลาดน่ะเค้าเม้าท์กันว่าคุณนายเอมอรสายโหดกำลังแพ้ทางสถาปนิกสายหวาน หรือว่าคราวนี้เพื่อนฉันจะเปลี่ยนใจมา ‘กินเด็ก’ กับเขาบ้างแล้วล่ะจ๊ะ?”
สายสมรยังคงขยี้ต่ออย่างสนุกปาก ตามประสาเพื่อนที่รู้ทันกันทุกอย่าง เสียงหัวเราะคิกคักจากกลุ่มคุณนายรอบข้างทำให้เอมอรเริ่มรู้สึกอึดอัด ความหยิ่งทะนงที่เป็นเกราะคุ้มกันเธอมาตลอดหลายสิบปีเริ่มทำงาน เธอไม่ชอบให้ใครมองว่าเธอกำลังเสียอาการหรือกำลังทำในสิ่งที่เธอเคยตราหน้าคนอื่นไว้ โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์กับคนที่อายุน้อยกว่า
“เหลวไหลกันไปใหญ่แล้วค่ะทุกคน” เอมอรวางแก้วแชมเปญลงบนโต๊ะข้างตัว เสียงของเธอเปลี่ยนเป็นเย็นชาและเด็ดขาดเพื่อกู้ศักดิ์ศรีคืนมา
“กนกอรก็แค่สถาปนิกที่มาทำงานให้ปั๊มดูดีขึ้นก็เท่านั้น มันคืองาน... ไม่ได้มีอะไรเกินเลยไปกว่านั้นเลย”
“จริงเหรออร ไม่มีอะไรเกินเลยจริงอะ?”
สมรยังคงเซ้าซี้ เธอรู้จักเพื่อนคนนี้ดี และมั่นใจว่าความรู้สึกของเอมอรในตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว
“พอได้แล้วสมร!” เอมอรเสียงดังขึ้นเล็กน้อยจนกลุ่มคุณนายเงียบเสียงลง “ฉันบอกว่าไม่มีอะไรก็คือไม่มี อีกอย่าง ยัยนั่นอายุน้อยกว่าฉันตั้งสิบปี รุ่นน้องรุ่นนุ่งทั้งนั้น ฉันไม่คบเด็กให้ปวดหัวหรอก นิสัยเด็ก ๆ เดี๋ยวก็งอแง เดี๋ยวก็เอาแต่ใจ เสียเวลาทำมาหากินเปล่า ๆ ฉันชอบอะไรที่มัน 'ระดับเดียวกัน' มากกว่า”
เอมอรเน้นย้ำคำว่าระดับเดียวกันเพื่อกลบคำพูดของตัวเองที่เคยพูดไว้ให้ดูหนักแน่นมากขึ้น และคำพูดที่พ่นออกมาด้วยอารมณ์ชั่ววูบและต้องการเอาชนะคำนินทา ทำให้เอมอรไม่ได้สังเกตเลยว่าที่ทางเข้าห้องจัดเลี้ยง ร่างเพรียวในชุดสูทสีเทาอ่อนที่เธอมักจะชมในใจว่าดูดีเหลือเกิน ตอนนี้ยืนนิ่งเป็นหินอยู่ตรงนั้น
กนกอรตั้งใจจะเอาเอกสารสัญญาจ้างฉบับแก้ไขด่วนมาให้เอมอรเซ็น เพราะรู้ว่าพรุ่งนี้เช้าคุณนายต้องรีบไปติดต่อธนาคาร เธออุตส่าห์รีบเคลียร์งานและขับรถมาที่โรงแรมนี้ด้วยหัวใจที่พองโตเพียงเพราะอยากเห็นหน้าอีกฝ่ายหลังจากเหตุการณ์ในความมืดคืนนั้น
แต่คำว่า แค่สถาปนิกที่มาทำงาน บวกกับคำว่า ฉันไม่คบเด็กให้ปวดหัวหรอก กลับพุ่งเข้าปักกลางอกของเธอราวกับเหล็กแหลมที่เจ็บไปทั้งหัวใจ
กนกอรยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ความเจ็บจี๊ดแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ มือที่ถือซองเอกสารสั่นเทาจนเธอต้องกำมันไว้แน่น ใบหน้าที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มละมุนบัดนี้เรียบเฉยจนดูน่ากลัว แววตาหลังกรอบแว่นสั่นระริกเพียงครู่เดียวก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเย็นชาที่ลึกสุดขั้ว
เธอตัดสินใจเดินไปที่โต๊ะรับรองด้านหน้า ยื่นซองเอกสารให้พนักงานต้อนรับที่ทำหน้าสงสัย “ฝากให้คุณนายเอมอรที่อยู่ในงานด้วยค่ะ บอกว่าสถาปนิกเอามาส่งให้”
กนกอรหมุนตัวเดินจากไปทันที ท่ามกลางความวุ่นวายของงานเลี้ยงที่เธอไม่อยากจะมีส่วนเกี่ยวข้องอีกต่อไป เธอเดินก้าวฉับ ๆ ไปที่ลานจอดรถ ลมหนาวปะทะหน้าแต่กลับไม่หนาวเท่าหัวใจที่เพิ่งถูกบดขยี้ด้วยถ้อยคำดูถูกจากคนที่เธอเริ่มจะวางหัวใจไว้ในมือ
‘คำก็เด็ก สองคำก็เด็ก เด็กมันน่าปวดหัวมากใช่มั้ย ได้ค่ะ...งั้นคุณจะได้เจอกับคำว่าระดับเดียวกันแบบที่ต้องการ’
หลังจากกนกเดินออกไปจากงาน เจ้าหน้าที่ภายในงานจัดเลี้ยงรีบตามหาคุณนายเอมอรเพื่อส่งเอกสารสำคัญ
“คุณนายคะ มีเอกสารมาส่งค่ะ” พนักงานเดินเข้ามาหาเอมอรที่ยังคงยืนหน้านิ่งอยู่ในกลุ่มเพื่อน
“เอกสารอะไร?” เอมอรรับซองมาด้วยความสงสัย ทันทีที่เห็นชื่อบริษัทและลายมืออันคุ้นเคยที่จ่าหน้าซอง หัวใจของเอมอรก็หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“ใครเอามาส่ง” เอมอรถามเสียงสั่น พลางกวาดสายตาไปรอบห้องอย่างลนลาน
“ผู้หญิงที่ใส่สูทสีเทาค่ะ ท่าทางดูรีบร้อน เธอบอกแค่ฝากเอกสารให้คุณนาย แล้วก็รีบเดินออกไปเลยค่ะ”
เอมอรหน้าซีดเผือด เธอหันไปสบตากับสายสมรที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนสีหน้าเป็นความกังวลเช่นกัน เมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อนไม่สู้ดีนัก ความอวดดีที่มีเมื่อครู่หายวับไปราวกับถูกดูดออกไปจากร่าง
“กนก...กนกอรมาที่นี่เหรอ” เอมอรพึมพำกับตัวเอง เธอรีบสาวเท้าวิ่งออกจากห้องจัดเลี้ยงโดยไม่สนสายตาใครทั้งสิ้น เธอวิ่งไปจนถึงหน้าโรงแรม แต่สิ่งที่เห็นมีเพียงท้ายรถเก๋งสีขาวที่คุ้นตาแล่นออกสู่ถนนใหญ่ไปอย่างรวดเร็ว
เอมอรยืนหอบหายใจอยู่หน้าทางเข้าโรงแรม ซองเอกสารในมือกำแน่นจนยับยู่ยี่ ความวิตกกังวลเข้าจู่โจมเธออย่างหนักจนแทบจะยืนไม่อยู่
จะมาก็ไม่บอก มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมต้องรีบกลับ เอกสารซองเดียวแค่เอามาให้ด้วยตัวเองมันยากมากมั้ง หรือว่า...จะได้ยินในสิ่งที่ฉันพูด
เอมอรรีบกดเบอร์โทรออกชื่อของกนกอรในทันที แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงการตอบรับจากระบบฝากข้อความ หญิงสาววัยสี่สิบหกรีบเดินไปที่รถของตัวเองด้วยท่าทางเหมือนคนเสียสติ เมื่อเข้าไปในรถเธอก็ทุบพวงมาลัยด้วยความโกรธตัวเองอย่างที่สุด
“บ้าชะมัด! หวังว่าเธอจะไม่ได้ยินในสิ่งที่ฉันพูดนะกนก...อันที่จริง ฉันก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมต้องพูดออกไปแบบนั้น” เอมอรพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
ค่ำคืนที่ควรจะรุ่งโรจน์ในสังคม กลับกลายเป็นค่ำคืนที่มืดมิดที่สุดของคุณนายเอมอร เธอเพิ่งรู้ซึ้งในนาทีนั้นเองว่า คำพูดที่พ่นออกไปเพื่อรักษาหน้าตาเพียงไม่กี่นาที กำลังจะพรากใครบางคนไปจากเธอ
คนที่เข้ามาเปิดประตูหัวใจที่ปิดตายสนิท
คนที่อยู่ข้างกันในค่ำคืนที่มืดมิด
คนที่หาร้านอร่อยไว้ให้ ใส่ใจสุขภาพของเธอ
คนที่กล้าจับมือ ปลอบใจ และอยู่ข้าง ๆ
ดูเหมือนตอนนี้ เอมอรกำลังจะทำคนแสนดีคนนั้นหลุดมือไปซะแล้ว...
สายลมหนาวพัดโชยผ่านระเบียงบ้านพักตากอากาศส่วนตัวริมหน้าผาที่มองเห็นวิวทะเลกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา บรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัวนี้คือสถานที่ที่เอมอรเลือกเพื่อฉลองวันครบรอบสามปีของการใช้ชีวิตร่วมกับกนกอร เวลาสามปีผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับภาพฝัน แต่มันคือภาพฝันที่เป็นจริงและมั่นคงที่สุดในชีวิตของเจ้าแม่ปั๊มน้ำมันเอมอรในวัยที่ใกล้จะก้าวเข้าสู่เลขห้า ยังคงความสง่างามและดูเท่ไม่เปลี่ยน เส้นผมที่เคยรวบตึงเป็นมวยสูงบัดนี้ถูกปล่อยสยายรับลมทะเล แววตาที่เคยแข็งกร้าวและดุดันบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นสะท้อนภาพหญิงสาวรุ่นน้องที่เดินถือถาดไวน์เข้ามาหา“ดื่มหน่อยมั้ยคะที่รัก วิวสวยขนาดนี้ ไวน์รสชาติดีสักแก้วน่าจะช่วยให้ครบรอบสามปีของเราสมบูรณ์แบบขึ้น” กนกอรในวัยเกือบสี่สิบปีเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มหวานที่ยังคงขโมยหัวใจเอมอรได้เสมอเอมอรรับแก้วไวน์มาจากมือคนรัก พร้อมกับคว้าเอวบางของอีกฝ่ายมากอดไว้ สายตาของทั้งคู่ที่มองกันยังเต็มไปด้วยความหวานฉ่ำไม่ต่างจากวันแรก“เป็นสามปีที่เราตื่นมาเจอกันทุกเช้า แล้วก็ได้เข้านอนพร้อมกันทุกคืน พี่มีความสุขมากเลยค่ะ” เอมอรโอบเอวคนรักเข้ามาแนบชิดมากกว่าเดิม “พี่ขอบคุณเธ
ค่ำคืนที่ควรจะเงียบสงบในคฤหาสน์หลังงามของทวีกิจรุ่งเรือง กลับถูกขัดจังหวะด้วยเสียงฟ้าคะนองกึกก้องเพียงครั้งเดียว ก่อนที่แสงไฟระยิบระยับทั่วทั้งบ้านจะดับวูบลง ทิ้งทุกอย่างให้อยู่ในความมืดมิดที่น่าอึดอัด เครื่องปรับอากาศที่เคยส่งเสียงครางเบา ๆ เงียบสนิทลง เหลือเพียงเสียงลมพัดแรงปะทะบานหน้าต่างกนกอรที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นสะดุ้งเล็กน้อย เธอรีบควานหาโทรศัพท์มือถือเพื่อเปิดไฟฉาย แต่ยังไม่ทันที่จะกดเปิด เธอก็ได้ยินเสียงลมหายใจที่หอบกระชั้นและเสียงบางอย่างหล่นกระแทกพื้นมาจากทางห้องทำงานของเอมอร“พี่อร! พี่อยู่ไหนคะ!” กนกร้องเรียกพลางรีบสาวเท้าไปยังทิศทางของเสียง แสงจากไฟฉายมือถือตัดผ่านความมืดไปกระทบกับร่างของเจ้าแม่ปั๊มน้ำมันที่ตอนนี้ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นห้องทำงาน มือทั้งสองข้างกอดเข่าแน่น ใบหน้าที่เคยดูสง่าและเด็ดเดี่ยวกลายเป็นซีดเผือดและเต็มไปด้วยเหงื่อพราย“พี่อร! เป็นอะไรไปคะ” กนกปราดเข้าไปทรุดตัวลงข้าง ๆ แล้วดึงร่างที่สั่นเทาของคนรักเข้ามากอดไว้แน่น“เธออย่าไปไหนนะ อย่าทิ้งพี่ไว้ในที่มืด...”เสียงของเอมอรสั่นเครืออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มือของเธอจิกเกร็งลงบนแขนข
ฤดูฝนเพิ่งจะผ่านพ้นไป ทิ้งความชุ่มฉ่ำและอากาศที่สดชื่นไว้ให้ปั๊มน้ำมันทวีกิจ กนกอรในชุดเสื้อยืดสีขาวและกางเกงยีนตัวเก่งกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมดินในสวนดอกไม้หลังออฟฟิศที่เป็นผลงานออกแบบชิ้นแรกของเธอ เสียงเสียมกระทบพื้นดินดังขลุกขลักเป็นจังหวะ แต่ใบหน้าหวานกลับเปื้อนยิ้มอย่างมีความสุข“คุณภรรยาคะ ให้พี่ช่วยอะไรมั้ย”เสียงทุ้มแหบพร่าของเอมอรดังขึ้นจากด้านหลัง เธอเดินเข้ามาในชุดเสื้อผ้าที่ดูคล่องตัวไม่แพ้กัน แต่กลับมีผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้ผูกทับอยู่ เอมอรถือตะกร้าที่บรรจุถุงมือและอุปกรณ์ทำสวนอันเล็ก ๆ มาพร้อมรอยยิ้มที่อ่อนโยนจนแฟนเด็กอดไม่ได้ที่จะแซว“โห...นี่คุณนายเจ้าของปั๊มน้ำมันจะลงมาเป็นคนสวนเองเลยเหรอคะเนี่ย”“ก็คนสวนของพี่กำลังจะปลูกดอกไม้ให้พี่นี่นา แล้วพี่จะให้นั่งดูเฉย ๆ ได้ยังไง” เอมอรวางตะกร้าลงพลางสวมถุงมืออย่างคล่องแคล่ว“พี่เตรียมพันธุ์ไม้มาให้เธอเลือกเยอะแยะเลยนะ ทั้งกล้วยไม้ พุดซ้อน ชวนชม ที่รักอยากปลูกอะไรเพิ่มมั้ย”กนกอรยิ้มรับพลางส่ายหน้า “ไม่ปลูกอะไรเพิ่มแล้วค่ะ เพราะกนกมีดอกไม้พันธุ์พิเศษที่เตรียมจะลงดินแล้ว”เธอลุกขึ้นเดินไปหยิบกระถางต้นกุหลาบพุ่มใหญ่สองกระถางที่วา
เวลาผันผ่านไปอย่างมั่นคงราวกับโครงสร้างเหล็กกล้าที่ถูกคำนวณมาอย่างดี ปั๊มน้ำมันทวีกิจในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดแวะพักเติมน้ำมันอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่ใครผ่านไปมาต้องเหลียวมอง ออฟฟิศทรงโมเดิร์นที่โอบล้อมด้วยสวนดอกไม้บานสะพรั่งคือเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จของสถาปนิกสาว และการเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงของเจ้าแม่สายฟาดอย่างคุณนายเอมอรเช้าวันที่อากาศสดใส เอมอรในวัยที่ดูอ่อนเยาว์ลงกว่าแต่ก่อนมาก เดินถือถ้วยกาแฟคั่วบดที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นเข้าไปในออฟฟิศส่วนตัวของผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ เธอไม่ได้เคาะประตู ไม่ได้วางมาดขรึมอย่างที่เคยเป็น แต่กลับมีรอยยิ้มที่ละมุนละไมแต้มอยู่บนใบหน้าเสมอเมื่ออยู่ต่อหน้าภรรยา“กาแฟค่ะคุณสถาปนิก...คิ้วขมวดแต่เช้าเลยเหรอ”เอมอรวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะทำงานของแฟนสาว ที่ตอนนี้กำลังตั้งหน้าตั้งตาตรวจแบบแปลนปั๊มน้ำมันสาขาใหม่ทางภาคเหนือคนเด็กกว่าเงยหน้าขึ้นจากจอไอแพด แววตาหลังกรอบแว่นดูอ่อนโยนลงกว่าวันแรกที่ทั้งคู่เจอกันมหาศาล เธอเอื้อมมือไปกุมมือของเอมอรแล้วดึงให้คนรักโน้มตัวลงมาหา“ขอบคุณค่ะที่รัก กนกได้ทำงานที่รักไม่เคยเหนื่อยเลยค่ะ แล้วกนกก็อยากให้แบบสาขานี้อ
สามสิบวันแห่งการรอคอยสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ สำหรับคุณนายเอมอรมันเป็นหนึ่งเดือนที่แสนยาวนานยิ่งกว่าช่วงเวลาที่เธอสร้างอาณาจักรปั๊มน้ำมันเสียอีก ทุกวันที่เธอขับรถจากปั๊มน้ำมันมาดักรอรับกนกอรที่หน้าบริษัทสถาปนิกในกรุงเทพฯ เธอจะคอยนับถอยหลังในใจเสมอ จนกระทั่งถึงเช้าวันจันทร์ที่สดใส วันที่กนกอรไม่ได้สวมชุดยูนิฟอร์มบริษัทเดิมอีกต่อไป แต่กลับอยู่ในชุดสูทลำลองสีขาวครีมที่เอมอรเป็นคนสั่งตัดให้เป็นพิเศษวันนี้ไม่ใช่แค่วันเริ่มงานใหม่ของกนกอร แต่มันคือวันเปิดตัวโครงการ ทวีกิจ คอมเพล็กซ์ สาขาที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกที่กนกอรออกแบบไว้ และเป็นวันแรกที่เธอจะเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบและพัฒนาโครงการของอาณาจักรทวีกิจหน้าโครงการใหม่ที่ประดับประดาด้วยช่อดอกไม้สดส่งกลิ่นหอมฟุ้ง แขกเหรื่อระดับวีไอพี นักธุรกิจ และสื่อมวลชนท้องถิ่นต่างพากันมาร่วมแสดงความยินดี รถยุโรปคันหรูของเอมอรเลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าพรมแดงทันทีที่ประตูรถเปิดออก เอมอรก้าวลงมาในชุดเดรสสีน้ำเงินมิดไนท์บลูที่ดูสง่างามและทรงพลังสมฉายาเจ้าแม่ปั๊มน้ำมัน แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องฮือฮา คือการที่เธอเดินไปเปิดประตูอีกฝั่ง และส่ง
บรรยากาศภายในห้องจัดเลี้ยงชั้นบนสุดของโรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพฯ อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมละมุนของดอกไลเซนทัสสีขาวและสีพาสเทลที่ถูกจัดแต่งอย่างประณีตแม้ว่าตอนแรกคุณนายเอมอรจะวาดฝันถึงงานหมั้นและงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ระดับจังหวัด มีแขกเหรื่อนับพันเพื่อประกาศศักดาความรักของเธอให้ก้องโลกแต่เมื่อได้รับรู้ความจริงจากปากของกนกอรว่าเธอไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน พ่อแม่จากไปตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก และเติบโตมาด้วยลำแข้งของตัวเองมาตลอดเอมอรจึงตัดสินใจเปลี่ยนแผนทุกอย่างทันที...งานแต่งงานในวันนี้จึงกลายเป็นงานที่เรียบง่าย ทว่าหรูหราและอบอุ่นที่สุดเท่าที่หัวใจของคุณนายสายฟาดจะรังสรรค์ขึ้นมาได้“สวย...ที่รักของพี่สวยที่สุดในโลกเลย”เอมอรเอ่ยชมเสียงแผ่วในขณะที่ช่วยจัดชายผ้าลูกไม้บนชุดราตรีสีครีมเรียบหรูของคนรัก ทั้งคู่ยืนอยู่หน้ากระจกบานยักษ์ก่อนพิธีสวมแหวนจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้สถาปนิกสาวไม่ได้ตอบอะไรนอกจากยิ้มออกมาทั้งน้ำตา เธอไม่เคยคิดเลยว่าคนที่ต้องสู้ชีวิตมาเพียงลำพังอย่างเธอ จะมีวันที่ใครสักคนจัดเตรียมทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบขนาดนี้ ตั้งแต่การเลือกสถานที่ การจดทะเบียนสมรสอย่างถูกกฎหมาย ไปจนถึงก







