LOGINหลังจากที่คุยกันเรื่องเปิดร้านขนมหวานวันนั้นธิปติพัศก็จัดการให้ปรียาดาเองทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการไปดูทำเลร้านด้วยตัวเอง ออกแบบร้านในแบบที่เธอชอบ หาช่างมาทำ หาอุปกรณ์ดี ๆ มาเตรียมไว้ให้ เขาเก็บทุกรายละเอียดที่พอจำได้เกี่ยวกับเธอและเร่งทำทุกอย่างให้เสร็จเธอจะได้ไม่ต้องเซ้าซี้อยากมาทำงานกับเขาอีก
คนอย่างปรียาดามาทำอะไรแบบนี้ไม่ได้หรอก งานเอกสารพวกนี้ปวดหัวจะตายชัก ด้านปรียาดาหลังจากที่ธิปติพัศบอกว่าจะเปิดร้านขนมให้เธอ เธอก็ฝึกทำขนมบวกเครื่องดื่ม เช่น พวกชา กาแฟ อยู่บ้านทุกวัน เหล่าแม่บ้านและลูกน้องของธิปติพัศต่างพากันชอบใจใหญ่ที่มีของอร่อยมาให้ลิ้มรสทุกวัน ขนมของปรียาดาอร่อยมาก ยิ่งเครื่องดื่มยิ่งไม่ต้องพูดถึงถ้าได้เปิดร้านขึ้นมาจริง ๆ เธอคงได้ทำมือระวิงเป็นแน่ อย่างเช่นตอนนี้ที่ภายในห้องครัวกำลังวุ่นวายอย่างหนักเนื่องจากวันนี้ปรียาดาทำขนมหลายอย่าง แถมวันนี้ยังมีเมนูใหม่อย่างเค้กชาไทยมาให้เหล่าแม่บ้านและพี่ ๆ เหล่าบอดี้การ์ดของธิปติพัศได้ลองทาน "หอมมากเลยค่ะคุณปัน" ส้มหวานตั้งหน้าตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อรอชิมเมนูใหม่ของเจ้านายสาว เธอกลืนน้ำลายอึกแล้วอึกเล่าเช่นเดียวกันกับแม่บ้านคนอื่น ๆ "อดใจรอกันอีกนิดนะคะเดียวก็ได้ชิมกันแล้ว" ปรียาดาฉีกยิ้มกว้างให้กับทุกคน เธอมีความสุขเหลือเกินตั้งแต่ได้ทำในสิ่งที่ชอบและเห็นว่ามีคนรอชิมฝีมือของเธอมากขนาดนี้ ผ่านไปสามสิบนาทีเมนูที่ทุกคนต่างพากันตั้งหน้าตั้งตารอก็เสร็จสมดั่งใจหมาย เค้กชาไทยหลายปอนด์ถูกนำมาวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ ปรียาดาระบายยิ้มพึงพอใจในฝีมือของตัวเองก่อนจะบรรจงตัดเค้กแจกจายให้กับทุกคนได้ลองชิมโดยไม่ลืมแบ่งไว้ให้ธิปติพัศเพราะเค้กชาไทยคือสิ่งที่ชายหนุ่มโปรดปราณเป็นที่สุด "อร่อยไหมคะ" ปรียาดาถามด้วยความตื่นเต้นหน้าตาเธอลุ้นคำตอบของทุกคนมากว่ารสชาติเค้กที่เธอทำหลังจากที่ทุกคนได้ชิมมันเป็นเช่นไร อร่อยถูกใจไหม ต้องปรับแก้ตรงไหนรึเปล่า "อร่อยมากเลยค่ะคุณปัน" "เยี่ยม ๆ " และมันก็เหมือนดั่งทุกวันรสชาติขนมที่ปรียาดาทำอร่อยที่สุด ถูกใจทุกคนมาก ๆ "เอ๊ะ" ปรียาดาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงรถขับเข้ามาจอดในบ้านก่อนที่เธอจะเผยรอยยิ้มกว้างเมื่อจำได้ว่าเป็นเสียงรถของใคร ปรียาดาไม่รอช้าเธอรีบถอดผ้ากันเปื้อนออกสาวเท้าเดินออกจากห้องครัวตรงมาหาชายหนุ่มโดยไม่ลืมหยิบเค้กที่เตรียมไว้ให้เขาติดมือมาด้วย เพราะเป็นครั้งแรกที่ธิปติพัศจะได้ลองชิมฝีมือการทำขนมของเธอปรียาดาเลยอดตื่นเต้นไม่ได้ เธอถือเค้กเดินออกจากมาห้องครัวมาเป็นจังหวะเดียวกันที่ธิปติพัศเดินผ่านหน้าเธอไป "พี่ภีมคะ" ขนาดเธอเรียกชื่อเขาแต่เขาก็ดูเหมือนจะไม่สนใจ ปรียาดาเลยยื่นแขนไปคว้ามือของธิปติพัศไว้ ปึก "อ๊ะ" ปรียาดาสะดุ้งตัวตกใจในจังหวะที่เธอคว้ามือเขาไว้ ธิปติพัศสะบัดออกอย่างแรงทำให้เค้กที่เธอตั้งใจนำมาให้เขาล่วงหล่นไปกับพื้น แต่สิ่งที่ทำให้ปรียาดาตกใจไปกว่านั้นคือเสียงที่ตวาดเธออย่างไม่พอใจ "อะไรอีกน้องปัน พี่ยิ่งรีบ ๆ อยู่" ใจปรียาดาตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม ขอบตาเธอร้อนผ่าวขึ้นมาเสียดื้อ ๆ "ปะ ปัน" เธอแทบจะหาเสียงของตัวเองไม่เจอเลยด้วยซ้ำ "พี่ขอตัวทำงานก่อน" เขาเดินจากไปแล้ว โดยไม่คิดจะหันกลับมาสนใจเธอสักนิด ไม่สนใจเค้กที่เธอตั้งใจทำมันเพื่อให้เขาได้ชิมเลยด้วยซ้ำ และเป็นอีกครั้งที่ปรียาดารู้สึกแย่ "ฮึก" เธอค่อย ๆ ย่อตัวลงเก็บเศษซากเค้กที่เละเทะ น้ำในตาก็ไหลออกมาไม่หยุด "คุณปันคะ คุณปันลุกขึ้นมาค่ะเดี๋ยวแยมเก็บเอง" ปรียาดาพยักพเยิดหน้าน้อย ๆ ก่อนจะหลีกทางให้กับแม่บ้านได้ทำความสะอาดต่อพลันเธอก็เบนสายตามองไปยังทางที่ธิปติพัศเพิ่งเดินไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย "ไม่เป็นไรนะคะคุณปัน" คำปลอบใจของเหล่าแม่บ้านไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมาสักนิด ปรียาดาปลีกตัวออกมาอยู่คนเดียวในสวนหย่อมข้างบ้านพร้อมกับเสื่อหนึ่งผืนที่เธอหยิบติดมือมา ปรียาดาปูเสื่อใต้ร่มไม้ใหญ่ก่อนพาตัวเองไปนั่งลงกอดเข่าร้องไห้ เธอเสียใจ น้อยใจหลากหลายความรู้สึกตีวุ่นกันไปหมด สีหน้ารำคาญที่ธิปติพัศแสดงออกมามันยังติดตาเธออยู่ ทุกการแสดงออกของเขามันบาดลึกลงไปในหัวใจ หลายเดือนที่ใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน ปรียาดารู้สึกเหมือนว่าตัวเธอเป็นคนอื่นไกลสำหรับธิปติพัศอยู่ตลอดเวลา เหมือนเธอไม่เคยอยู่ในสายตา และเหมือนว่าตอนนี้มีแค่เธอที่รักเขาอยู่ฝ่ายเดียว ยิ่งคิดปรียาดาก็ยิ่งสะอื้นไห้ออกมาไม่หยุด ทุกความรู้สึกเสียใจถาโถมใส่เธอแบบไม่ยั้ง เธอร้องไห้ออกมาแบบเป็นบ้าเป็นหลั่งจนกระทั่งที่สายตาของเธอปะทะเข้ากับปลายรองเท้าเงาวับของใครบางคนที่ค่อย ๆ นั่งยองลงตรงหน้าของเธอ ธิปติพัศยื่นมือมาเกลี่ยน้ำตาออกจากดวงหน้าของเธออย่างแผ่วเบา "แอบมาร้องไห้อยู่ตรงนี้นี่เองพี่ตามหาตั้งนาน" "........." ปรียาดาไม่ตอบเธอเบนหน้าหนีธิปติพัศไปอีกทางแต่ก็ไม่ได้ปัดป่ายสัมผัสของเขา "พี่ขอโทษนะครับ" จนเมื่อเขาเอ่ยขอโทษปรียาดาถึงได้ยอมหันกลับมาสบตา "ทำไมใจร้ายกับปันจังเลยคะ" เธอถามเขาเสียงเศร้าน้ำตาก็ยังคงไหลลงมาไม่จางหาย "พี่ไม่ได้ตั้งใจ" "ใจร้ายกันขนาดนี้ ไม่รักกันแล้วใช่ไหม" ทั้งที่คิดว่าตอนนี้มีเพียงตัวเธอเองที่รักเขาฝ่ายเดียว แต่ไม่รู้ทำไมไม่รู้ว่าเธอไปเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงได้กล้าถามเขาออกไปแบบนั้น "รักสิครับ พี่รักปัน" ถ้าหากว่ารักของเขาคือคำลวงมันก็คงเป็นคำลวงที่ช่างวิเศษณ์เพราะมันสามารถหยุดน้ำตาของปรียาดาได้ ดวงตาที่เคยเศร้ากลับมาเป็นประกาย "จริงเหรอคะ" เอ่ยถามเขาย้ำเพื่อความแน่ใจ "จริงสิครับ และเมื่อกี้พี่มีงานด่วนเข้ามาจริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจปัดเค้กของปัดทิ้ง" "ไม่เป็นไรค่ะ" เธอตอบออกไปแม้ใจยังรู้สึกแย่เมื่อเขาพูดถึงเรื่องเค้กขึ้นมา "มันยังมีอยู่อีกไหมครับ พี่อยากลองชิม" ปรียาดาพยักหน้า เพราะแน่นอนว่าเธอทำเค้กชาไทยของโปรดไว้ให้เขาเยอะเลยธิปติพัศถึงปรียาดา หลังจากที่ปรียาดามาส่งเขาที่บ้านวันนั้น ธิปติพัศก็ได้ปรับความเข้าใจกับครอบครัวและกลับมาใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป กลับมาบริหารงานที่เขารัก ทุ่มเทเวลาทั้งหมดที่มีไปกับการทำงาน เขาทำงานหนักเพื่อไม่ให้จิตใจคิดฟุ้งซ่าน ธิปติพัศยังคงรู้สึกผิดกับสิ่งที่เคยทำไว้กับปรียาดาอยู่ทุกวัน ไม่เคยมีเลยสักวันที่เขาจะลืมเลือนสิ่งที่เขาทำกับเธอไว้ เมื่อย้อนกลับไปมองในสิ่งที่เขาทำมันช่างผิดมหันต์จนไม่น่าให้อภัยเลยด้วยซ้ำ แต่ปรียาดาก็คือปรียาดาจิตใจของเธออ่อนโยนยิ่งกว่าสิ่งใด ไม่เคยคิดโกรธหรือเกลียดใครเพราะเธอเป็นแบบนั้นธิปติพัศจึงยิ่งรู้สึกผิดที่ทำร้ายเธอ ถ้าย้อนเวลากลับไปตอนนั้นได้ธิปติพัศคงไม่ทำแบบนั้น และถ้าย้อนเวลากลับไปได้เขาก็จะไม่แต่งงานกับเธอ และถ้าย้อนเวลากลับไปได้เขาก็จะไม่บอกให้เธอรอ และถ้าย้อนเวลากลับไปได้อีกธิปติพัศก็อยากจะบอกกับปรียาดาว่าที่ผ่านมาเขาไม่เคยคิดเกินเลยกับเธอเกินกว่าพี่ชายและน้องสาวเลย ในตอนนั้นธิปติพัศกับปรียาดาสนิทกันมาก ครอบครัวทั้งสองฝ่ายไปมาหาสู่กันบ่อย ๆ อีกทั้งเขาและเธอยังเรียนอยู่ที่เดียวกัน ความสนิทระหว่างเขากับเธอในตอนนั้นมันเพิ่มทวีคูณขึ้นทุก
วันนี้รัชชานนท์พาปรียาดามาลองชุดเจ้าสาวพร้อมกับถ่ายพรีเวดดิ้งแบบครอบครัว ทุกอย่างเกิดขึ้นแบบปุบปับมากเพราะจากวันขอแต่งงาน อีกวันชายหนุ่มก็พาเธอมาลองชุดแต่งงานเลย เนื่องจากงานแต่งของเขาและเธอจะถูกจัดขึ้นอีกในหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า ปรียาดาไม่รู้เลยว่ารัชชานนท์เตรียมการเรื่องนี้มานานแค่ไหนแล้วเพราะทุกอย่างมันดูพร้อมไปหมดจนเธอแปลกใจ ไหนจะฤกษ์แต่งงานที่ไม่รู้รัชชานนท์แอบไปดูมาตอนไหน ไหนจะสถานที่จัดงานบลา ๆ รัชชานนท์จัดการเอาไว้อย่างเสร็จสรรพหมดแล้ว เหมือนเรื่องนี้มีแค่ปรียาดาเท่านั้นที่ไม่รู้อะไรเลย ก่อนถึงวันงานปรียาดากับรัชชานนท์ก็ต้องแยกกันอยู่ตามความเชื่อของผู้หลักผู้ใหญ่ รัชชานนท์ไปนอนที่บ้านของเขา ส่วนปรียาดาก็อยู่ที่บ้านปัจจุบันกับลูกน้อย จวบจนถึงวันแต่งงานปรียาดาตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อลุกขึ้นมาอาบน้ำและรอช่างแต่งหน้ามาเนรมิตตัวเธอให้เป็นเจ้าสาวที่สวยสะพรั่งที่สุดในวันนี้ ถึงจะเป็นการแต่งงานครั้งที่สองแล้ว แต่ทว่าความรู้สึกครั้งนี้มันกลับแตกต่างไปจากตอนนั้นอย่างสิ้นเชิง…. ปรียาดามองภาพตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจกก่อนจะฉีกยิ้มออกมาเบา ๆ วันนี้เธอในชุดเจ้าสาวสวยมาก และลู
หนึ่งปีต่อมา… ผ่านมาหนึ่งปีแล้วกับชีวิตแม่ลูกอ่อน พิมาลาในวัยหนึ่งขวบกำลังหัดพูดหัดจาและค่อนข้างจะซนมากเลยทีเดียว เธอเป็นเด็กสดใสยิ้มเก่ง หัวเราะง่ายเป็นที่รักของทุกคน พิมาดาเป็นเด็กที่ชอบเที่ยวมากในทุก ๆ วันหยุดรัชชานนท์เลยมักจะพาแม่ลูกไปเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ในหนึ่งปีที่ผ่านมาชีวิตของปรียาดาเป็นไปอย่างเรียบง่าย เช่นเดียวกันกับชีวิตคู่ของเธอที่ไม่ดูหวือหวามากกว่าตอนเป็นแฟนกันสักนิด รัชชานนท์ก็ยังคงเป็นรัชชานนท์เคยดูแลเธอยังไงก็ยังดูแลเธออยู่อย่างนั้น จากวันแรกที่เริ่มรู้จักกันจรดจนถึงวันนี้เขาก็ยังคงเสมอต้นเสมอปลายไม่เคยเปลี่ยน วันนี้ที่บ้านค่อนข้างจะวุ่นวาย เต็มไปด้วยเสียงเจี๊ยวจ๊าวของปู่ย่า ตายาย ลุงป้า น้า อา ที่พากันมาช่วยกันจัดงานฉลองวันเกิดปีแรกให้กับหนูน้อยพิมาลา บรรยากาศในงานถูกประดับประดาไปด้วยลูกโป่งหลากหลายสีอย่างสวยมาก มีเค้กก้อนโตวางอยู่ตรงกลาง รอบ ๆ ด้านรายล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย รัชชานนท์ยืนอุ้มลูกอยู่ตรงกลาง ข้าง ๆ เขาเป็นภรรยาสาวสวยอย่างปรียาดา เพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ถูกขับกล่อมไปอย่างเชื่องช้า ก่อนที่สามคนพ่อลูกจะก้มลงเป่าเทียนวันเกิดพร้อมกัน จากนั้นรัชชานนท
กลางดึกคืนหนึ่งแสนวุ่นวายเมื่อปรียาดาเจ็บท้องคลอดกะทันหัน บ้านทั้งบ้านวุ่นวายกันไปหมดเนื่องจากพากันตื่นเต้นจนทำอะไรไม่พูด กว่าจะพาปรียาดาส่งโรงพยาบาลได้ก็ใช้เวลาไปไม่น้อยเลยทีเดียว รัชชานนท์ที่เห็นสีหน้าเจ็บปวดของภรรยาเขาก็รู้สึกสงสารปรียาดาจับใจ เสียงร้องไห้ด้วยเจ็บปวดของเธอมันบาดลึกลงไปถึงขั้วหัวใจของเขา ความรู้สึกอยากเจ็บปวดแทนภรรยาเกิดขึ้นกับผู้ชายที่ชื่อว่ารัชชานนท์อีกครั้ง ในขณะที่รอหมอพาปรียาดาเข้าห้องคลอดรัชชานนท์คอยจับมือหญิงสาวไม่ห่าง ยอมให้หญิงสาวใช้เล็บจิกมือเขาเพื่อระบายความเจ็บโดยที่เขาไม่คิดทักท้วงสิ่งใดออกมา “อดทนหน่อยนะครับ” บอกกับภรรยาพร้อมจรดริมฝีปากจุมพิตหน้าผากมนซ้ำ ๆ อย่างต้องการปลอบประโลมเธอ “อื้อ เจ็บอะเขื่อน ฮือออ” ปรียาดาบีบมือรัชชานนท์แน่นพลางร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด มันเจ็บมาก เจ็บเหมือนร่างกายของเธอจะแตกออกจากกันเป็นเสี่ยง ๆ เจ็บเหมือนจะตายเสียให้ได้ เธอไม่คาดคิดเลยว่าการเจ็บท้องคลอดมันจะทรมานมากขนาดนี้วันนี้เธอรู้ซึ้งแล้ว รู้ซึ้งทุกอย่างแล้วจริง ๆ ปรียาดาหลั่งน้ำตาออกมาไม่หยุด ในขณะที่รัชชานนท์ก็คอยยืนข้าง ๆ ไม่ไปไหน รอบ ๆ ห้องแห่งนี้เต็มไป
อยู่โรงพยาบาลต่อสองสามวันคุณหมอก็ให้กลับบ้านได้พร้อมให้ยามาบำรุงมาทานอีกเยอะแยะมากมายรวมถึงยาแก้แพ้ท้องที่หญิงสาวเป็นอยู่ หลังจากออกจากโรงพยาบาลพ่อกับแม่ปรียาดาที่รู้ว่าลูกสาวตั้งครรภ์และแพ้ท้องหนักก็ให้เธอกลับไปอยู่ที่บ้านเพื่อที่จะได้มีคนคอยดูแลระหว่างรอรัชชานนท์จัดการปัญหาเรื่องงานทางนี้ให้เสร็จ ครอบครัวทั้งสองฝ่ายต่างรับรู้แล้วว่าปรียาดาตั้งครรภ์ มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีและทุกคนก็ดีใจกันมาก อย่างที่บอกว่าทั้งสองฝ่ายอยากให้รัชชานนท์กับปรียาดาแต่งงานและมีลูกด้วยกันมาตั้งนานมากแล้ว ถึงตอนนี้ปรียาดาจะท้องก่อนแต่งมันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร นอกจากปู่ย่า ตายาย ที่ดีใจ ปรียาดากับรัชชานนท์เองก็ดีใจมากเหมือนกัน ความกลัวที่ปรียาดาเคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้นเมื่อรับรู้ว่าทุกคนดีใจมากแค่ไหนที่รู้ว่าจะมีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาในครอบครัว ระหว่างรอรัชชานนท์เคลียร์งานที่กรุงเทพ ปรียาดาก็ย้ายกลับมาอยู่บ้านตามคำสั่งของพ่อกับแม่ เธอยังคงแพ้ท้องหนักนอนซมอยู่แต่บนที่นอน ทานอะไรเข้าไปนิดหน่อยก็อาเจียนออกมาจนหมด น้ำหนักของปรียาดาลดลงไปหลายกิโลเลยทีเดียว จากร่างกายที่เคยดูอวบอิ่มมีน้ำมีนวลก็กลับผอมลงถนัดตา
ในกลางดึกของคืนหนึ่ง หญิงสาวที่กำลังนอนหลับซุกอกกว้างของคนเป็นแฟนก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางคันพลางตะเกียกตะกายพาตัวเองวิ่งเข้าห้องน้ำด้วยความเร็วพลันเมื่อจู่ ๆ ก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมากะทันหันจนต้องอาเจียนออกมา “อ้วก” ปรียาดากอดชักโครกอ้วกออกมาอย่างหมดสภาพเธอรู้สึกมวลท้องไปหมด รู้สึกหมดแรงไปเสียดื้อ ๆ และเสียงโครกครากที่ดังมาจากในห้องน้ำทำให้คนที่กำลังนอนหลับอยู่อย่างรัชชานนท์สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ เขากวาดสายตาของหาร่างแบบบางอย่างเหลอหลาก่อนจะขมวดคิ้วเป็นปมเมื่อได้ยินเสียงดังมาจากห้องน้ำ รัชชานนท์ไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องสงสัยนานเขารีบพาตัวเองมาหาปรียาดายังห้องน้ำผลักประตูเข้าไปด้วยความร้อนใจ ก่อนจะผงะเล็กน้อยที่เห็นร่างคนตัวเล็กกำลังชะโงกหน้าอ้วกอยู่ ชายหนุ่มรีบเดินเข้าไปใช้มือลูบแผ่นหลังให้ “ไหวไหม” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงติดห่วงใย คิ้วของเขาทั้งสองข้างขมวดเข้ากันเป็นปม ตอนตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอปรียาดานอนอยู่ข้าง ๆ เขาแทบบ้า ยิ่งมาเห็นเธอในสภาพแบบนี้รัชชานนท์ก็ยิ่งใจไม่ดี “ฮืออ” ปรียาดาส่ายหน้าพัลวันตอบรัชชานนท์ก่อนจะสะอื้นไห้ออกมาอย่างหนัก เธอทรมานมาก ๆ เนื่องจากอาเจียนมาเป็นเว







