LOGINเช้าของอีกวัน
คนที่ยังนอนหลับตวัดวงแขนเรียวเล็กหมายจะโอบกอดคนเป็นสามีแต่ทว่าเธอกลับพบแต่ความว่างเปล่า ไม่ว่าเธอจะควานมือไปทางไหนตรงไหนเธอก็สัมผัสไม่โดนตัวของเขาเลย ปรียาดาลืมตาตื่นเพื่อมองให้แน่ใจว่าสามีของเธอไม่ได้นอนอยู่ตรงนี้แล้วจริง ๆ เธอแหงนหน้ามองนาฬิกาบนฝาผนังก็ยิ่งขมวดคิ้วเข้าหากันเช้าขนาดนี้คนเป็นสามีรีบตื่นไปไหนกันและยิ่งไปกว่านั้นทำไมเขาถึงไม่ปลุกเธอเลย "เฮ้อ" เจอแบบนี้ปรียาดาถอนหายใจออกมาเบา ๆ ด้วยความรู้สึกหลากหลาย ก่อนจะพาตัวเองเข้าห้องน้ำชำระล้างกายเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่แล้วออกจากห้องลงมายังด้านล่าง ในใจคิดว่าสามีกำลังนั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ห้องรับแขกแน่ ๆ "พี่ภีมล่ะคะ" แต่เมื่อเอ่ยถามแม่บ้าน "คุณผู้ชายออกไปทำงานแล้วค่ะ" คำตอบที่ได้รับทำเอาปรียาดาเบ้หน้า ความรู้สึกมากมายประเดประดังเข้ามาเธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้เธอควรรู้สึกยังไงดี เมื่อคืนมีความสุขด้วยกันแท้ ๆ แต่พอเช้ามาเขากลับหายไปเสียดื้อ ๆ โดยไม่บอกกล่าวกันสักคำ และตัวเธอเองก็คงไม่น้อยใจหนักขนาดนี้ถ้าธิปติพัศบอกเธอบ้างว่าเขาไปไหน "คุณปันจะให้แยมตั้งโต๊ะเลยไหมคะ" "ไม่ต้องหรอกค่ะ แค่ยกข้าวต้มกับน้ำส้มไปให้ปันที่สวนก็พอ" โต๊ะอาหารกว้างใหญ่ขนาดนั้นจะให้เธอนั่งทานข้าวคนเดียวลงได้อย่างไร เธอเลยเลือกที่จะออกไปทานข้าวที่สวนหย่อมข้างบ้านเผื่อต้นไม้ ดอกไม้ในสวนจะช่วยทำให้จิตใจเช้านี้ของเธอเบิกบานขึ้นมาได้บ้าง คฤหาสน์อธิราชบดินทร์อันกว้างใหญ่แห่งนี้พ่อกับแม่ธิปติพัศยกให้เป็นเรือนหอของเขากับเธอ ส่วนพวกท่านสองคนผัวเมียก็ออกเดินทางเที่ยวรอบโลกตามที่หวังไว้มานาน และบัดนี้คฤหาสน์ที่กว้างใหญ่แห่งนี้กลับมีเพียงปรียาดาและหัวใจที่เหงา ๆ ของเธอเท่านั้นมองไปทางไหนก็เจอแต่ความว่างเปล่าไม่ต่างกับอยู่คนเดียวเลยสักนิด ครืดด เสียงมือถือที่แผดเสียงร้องดังขึ้นมาทำให้ปรียาดาหลุดออกจากภวังค์ เธอก้มมองมือถือที่แผดเสียงร้องดังไม่หยุดก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าเป็นใครที่โทรมาหา "คุณแม่" กรอกเสียงสดใสให้ปลายสายที่เป็นมารดาได้ยิน "ทำอะไรอยู่คะน้องปัน" คุณนายม่านฟ้าเอ่ยถามลูกสาวด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความคิดถึง ยี่สิบห้าปีไม่เคยห่างกันสักวินาทีเดียวแต่ทว่าตอนนี้ลูกสาวเพียงคนเดียวกำลังออกเดินทางท่องโลกกว้าง โลกที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและขวากหนาม ตลอดทางเดินที่เต็มไปด้วยถนนลูกรัง "ปันกำลังทานข้าวอยู่ค่ะคุณแม่ คุณแม่ทานข้าวหรือยังคะ" "เรียบร้อยจ้ะ แม่คิดถึงน้องปันจังเลยลูก" "ปันก็คิดถึงคุณแม่เหมือนกันค่ะ" "พี่ภีมเขาดูแลหนูดีรึเปล่า" คำถามของคนเป็นแม่ทำปรียาดาชะงักเล็กน้อย เขาจะดูแลเธอได้ยังไงกันขนาดเวลาเขายังไม่มีให้เธอเลย "พี่ภีมดูแลหนูดีมากค่ะ" แต่เพื่อไม่ให้ผู้ใหญ่เป็นห่วงเธอจำเป็นต้องพูดปดออกไป "ได้ยินแบบนี้แม่ก็สบายใจ หนูก็อย่าดื้อกับพี่เขาล่ะ" "รับทราบค่ะคุณนายม่านฟ้า" หญิงสาวเย้าแหย่คนเป็นแม่อย่างไม่จริงจังมากนักกลบความรู้สึกภายในใจ "เดี๋ยวเหอะ ทะเล้นนักนะ" คุยกับแม่อีกสองสามประโยคท่านก็วางสายไปเนื่องจากมีธุระต้องไปทำกับคนเป็นพ่อ "เฮ้อ" พอกลับมาอยู่คนเดียวอีกครั้งปรียาดาถอนหายใจออกมาเบา ๆ เธอเขี่ยข้าวในชามเล่นพลางคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย หมดไปอีกหนึ่งวันอย่างไร้ประโยชน์ ตลอดหลายเดือนที่อยู่บ้านของธิปติพัศปรียาดารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ไร้ค่าและเปล่าประโยชน์มาก ๆ ใช้ชีวิตให้หมดไปวัน ๆ อย่างไร้ประโยชน์ นั่งกินนอนกินเพียงเท่านั้น ไม่มีอะไรให้เธอจับให้เธอทำ จะเข้าครัวก็โดนห้าม จะปลูกต้นไม้ก็ไม่ได้ จะช่วยงานสามีก็ไม่ได้อีก สิ่งเดียวที่เธอช่วยธิติพัศได้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องบนเตียง เหมือนเธอมีค่าอยู่แค่นั้น จนบางครั้งก็เธอก็อดน้อยใจในตัวเองไม่ได้ "ให้ปันไปช่วยพี่ภีมทำงานด้วยดีไหมคะ ตอนอยู่ที่บ้านปันช่วยงานคุณพ่อทำงานบ่อย ๆ ปันทำงานเป็นหลายอย่างเลยนะคะ มันน่าจะช่วยแบ่งเบาภาระให้พี่ภีมได้บ้าง" มือหนาที่กำลังตักข้าวเข้าปากพอได้หญิงคำพูดของหญิงสาวก็วางช้อนลงกระแทกกับจานข้าวจนเกิดเสียงดัง สบสายตาดุดันขึ้นจ้องดวงหน้าหวาน "พี่ทำคนเดียวได้งานมันไม่ได้เหนักหนาอะไร" หลายครั้งหลายคราที่ขอเขาไปทำงานด้วยทุกครั้งก็จะเป็นการปฏิเสธจากเขาเสมอ พร้อมกับความไม่พอใจที่ธิปตพัศมีให้เธอเสมอมา "ปันอยากช่วยหนิค่ะ" ปรียาดาเอ่ยเสียงเศร้าเธอเบื่อชีวิตตอนนี้เต็มแกแล้ว เธออยากมีอะไรทำ "แค่ไม่สร้างปัญหาให้พี่ต้องหนักใจแค่นี้ปันก็ช่วยพี่ได้เยอะแล้วครับ" ".........." ปรียาดาวสะอึกพูดไม่ออกกับคำพูดของเขา แต่ธิปติพัศกลับไม่ได้สนใจเขาก้หน้าทานข้าวของตัวเองราวกับไม่มีอะไรทั้งที่ในใจของปรียาดาบีบรัดกันจนปวดหนึบ "พี่ไปทำงานก่อนนะครับ" มื้ออาหารจบลงคนเป็นสามีเตรียมจะไปทำงานธิปติพัศเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าคนเป็นภรรยาจุมพิตที่หน้าผากมนของเธออย่างเบา ลูบศีรษะทุยเบา ๆ ราวกับปลอบประโลม "พี่จำได้ว่าปันชอบทำขนม ถ้าปันเบื่อลองเปิดร้านทำขนมขายดูไหม เดี๋ยวพี่จะไปดูทำเลร้านให้ พี่จะจัดการทุกอย่างให้เอง" ดวงตากลมโตแหงนของคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย ปรียาดาโดนคนตรงหน้าตบหัวแล้วลูบหลังครั้งแล้วครั้งเล่าแต่เธอก็ไม่เคยหลาบจำ เพียงเขาพูดดี ทำดีด้วยเธอก็แทบจะลืมคำพูดแย่ ๆ ที่เขาพ่นใส่ก่อนหน้า กลับมาสดใสดังเดิมเสมือนว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเลย "จริงเหรอคะ" อดถามเขาด้วยความตื่นเต้นไม่ได้ที่เขายังจำความชอบของเธอได้ดี ในวัยเด็กปรียาดาชอบทำขนมมาก ๆ และเธอก็มีความฝันอยากจะมีร้านขนมเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง แต่จนแล้วจนรอดความฝันของเธอก็ไม่เคยเกิดขึ้น เนื่องจากไม่มีใครสนับสนุนในความฝันของเธอ พ่อกับแม่อยากให้เธอเป็นนักธุรกิจมากกว่าเป็นแม่ค้าขายขนมที่ได้กำไรแค่วันไม่กี่บาท "พี่ภีมจะเปิดร้านขายขนมให้ปันจริง ๆ เหรอคะ" พอธิปติพัศบอกว่าจะเปิดร้านขนมให้ หัวใจที่เคยเหี่ยวเฉาก็กลับมาสดใสอีกครั้ง "จริงสิครับ ระหว่างนี้ปันก็หัดทำขนมไปพลาง ๆ นะ ตอนเปิดร้านจริงจะได้คล่อง" "ขอบคุณนะคะพี่ภีม ปันรักพี่ภีมที่สุดในโลกเลย" ปรียาดากระโดดกอดธิปติพัศเต็มแรงแล้วหอมแก้มเขาซ้ำ ๆ พร่ำบอกรักให้เขาฟัง เธอรักเขามาก รักมากจริง ๆธิปติพัศถึงปรียาดา หลังจากที่ปรียาดามาส่งเขาที่บ้านวันนั้น ธิปติพัศก็ได้ปรับความเข้าใจกับครอบครัวและกลับมาใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป กลับมาบริหารงานที่เขารัก ทุ่มเทเวลาทั้งหมดที่มีไปกับการทำงาน เขาทำงานหนักเพื่อไม่ให้จิตใจคิดฟุ้งซ่าน ธิปติพัศยังคงรู้สึกผิดกับสิ่งที่เคยทำไว้กับปรียาดาอยู่ทุกวัน ไม่เคยมีเลยสักวันที่เขาจะลืมเลือนสิ่งที่เขาทำกับเธอไว้ เมื่อย้อนกลับไปมองในสิ่งที่เขาทำมันช่างผิดมหันต์จนไม่น่าให้อภัยเลยด้วยซ้ำ แต่ปรียาดาก็คือปรียาดาจิตใจของเธออ่อนโยนยิ่งกว่าสิ่งใด ไม่เคยคิดโกรธหรือเกลียดใครเพราะเธอเป็นแบบนั้นธิปติพัศจึงยิ่งรู้สึกผิดที่ทำร้ายเธอ ถ้าย้อนเวลากลับไปตอนนั้นได้ธิปติพัศคงไม่ทำแบบนั้น และถ้าย้อนเวลากลับไปได้เขาก็จะไม่แต่งงานกับเธอ และถ้าย้อนเวลากลับไปได้เขาก็จะไม่บอกให้เธอรอ และถ้าย้อนเวลากลับไปได้อีกธิปติพัศก็อยากจะบอกกับปรียาดาว่าที่ผ่านมาเขาไม่เคยคิดเกินเลยกับเธอเกินกว่าพี่ชายและน้องสาวเลย ในตอนนั้นธิปติพัศกับปรียาดาสนิทกันมาก ครอบครัวทั้งสองฝ่ายไปมาหาสู่กันบ่อย ๆ อีกทั้งเขาและเธอยังเรียนอยู่ที่เดียวกัน ความสนิทระหว่างเขากับเธอในตอนนั้นมันเพิ่มทวีคูณขึ้นทุก
วันนี้รัชชานนท์พาปรียาดามาลองชุดเจ้าสาวพร้อมกับถ่ายพรีเวดดิ้งแบบครอบครัว ทุกอย่างเกิดขึ้นแบบปุบปับมากเพราะจากวันขอแต่งงาน อีกวันชายหนุ่มก็พาเธอมาลองชุดแต่งงานเลย เนื่องจากงานแต่งของเขาและเธอจะถูกจัดขึ้นอีกในหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า ปรียาดาไม่รู้เลยว่ารัชชานนท์เตรียมการเรื่องนี้มานานแค่ไหนแล้วเพราะทุกอย่างมันดูพร้อมไปหมดจนเธอแปลกใจ ไหนจะฤกษ์แต่งงานที่ไม่รู้รัชชานนท์แอบไปดูมาตอนไหน ไหนจะสถานที่จัดงานบลา ๆ รัชชานนท์จัดการเอาไว้อย่างเสร็จสรรพหมดแล้ว เหมือนเรื่องนี้มีแค่ปรียาดาเท่านั้นที่ไม่รู้อะไรเลย ก่อนถึงวันงานปรียาดากับรัชชานนท์ก็ต้องแยกกันอยู่ตามความเชื่อของผู้หลักผู้ใหญ่ รัชชานนท์ไปนอนที่บ้านของเขา ส่วนปรียาดาก็อยู่ที่บ้านปัจจุบันกับลูกน้อย จวบจนถึงวันแต่งงานปรียาดาตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อลุกขึ้นมาอาบน้ำและรอช่างแต่งหน้ามาเนรมิตตัวเธอให้เป็นเจ้าสาวที่สวยสะพรั่งที่สุดในวันนี้ ถึงจะเป็นการแต่งงานครั้งที่สองแล้ว แต่ทว่าความรู้สึกครั้งนี้มันกลับแตกต่างไปจากตอนนั้นอย่างสิ้นเชิง…. ปรียาดามองภาพตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจกก่อนจะฉีกยิ้มออกมาเบา ๆ วันนี้เธอในชุดเจ้าสาวสวยมาก และลู
หนึ่งปีต่อมา… ผ่านมาหนึ่งปีแล้วกับชีวิตแม่ลูกอ่อน พิมาลาในวัยหนึ่งขวบกำลังหัดพูดหัดจาและค่อนข้างจะซนมากเลยทีเดียว เธอเป็นเด็กสดใสยิ้มเก่ง หัวเราะง่ายเป็นที่รักของทุกคน พิมาดาเป็นเด็กที่ชอบเที่ยวมากในทุก ๆ วันหยุดรัชชานนท์เลยมักจะพาแม่ลูกไปเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ในหนึ่งปีที่ผ่านมาชีวิตของปรียาดาเป็นไปอย่างเรียบง่าย เช่นเดียวกันกับชีวิตคู่ของเธอที่ไม่ดูหวือหวามากกว่าตอนเป็นแฟนกันสักนิด รัชชานนท์ก็ยังคงเป็นรัชชานนท์เคยดูแลเธอยังไงก็ยังดูแลเธออยู่อย่างนั้น จากวันแรกที่เริ่มรู้จักกันจรดจนถึงวันนี้เขาก็ยังคงเสมอต้นเสมอปลายไม่เคยเปลี่ยน วันนี้ที่บ้านค่อนข้างจะวุ่นวาย เต็มไปด้วยเสียงเจี๊ยวจ๊าวของปู่ย่า ตายาย ลุงป้า น้า อา ที่พากันมาช่วยกันจัดงานฉลองวันเกิดปีแรกให้กับหนูน้อยพิมาลา บรรยากาศในงานถูกประดับประดาไปด้วยลูกโป่งหลากหลายสีอย่างสวยมาก มีเค้กก้อนโตวางอยู่ตรงกลาง รอบ ๆ ด้านรายล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย รัชชานนท์ยืนอุ้มลูกอยู่ตรงกลาง ข้าง ๆ เขาเป็นภรรยาสาวสวยอย่างปรียาดา เพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ถูกขับกล่อมไปอย่างเชื่องช้า ก่อนที่สามคนพ่อลูกจะก้มลงเป่าเทียนวันเกิดพร้อมกัน จากนั้นรัชชานนท
กลางดึกคืนหนึ่งแสนวุ่นวายเมื่อปรียาดาเจ็บท้องคลอดกะทันหัน บ้านทั้งบ้านวุ่นวายกันไปหมดเนื่องจากพากันตื่นเต้นจนทำอะไรไม่พูด กว่าจะพาปรียาดาส่งโรงพยาบาลได้ก็ใช้เวลาไปไม่น้อยเลยทีเดียว รัชชานนท์ที่เห็นสีหน้าเจ็บปวดของภรรยาเขาก็รู้สึกสงสารปรียาดาจับใจ เสียงร้องไห้ด้วยเจ็บปวดของเธอมันบาดลึกลงไปถึงขั้วหัวใจของเขา ความรู้สึกอยากเจ็บปวดแทนภรรยาเกิดขึ้นกับผู้ชายที่ชื่อว่ารัชชานนท์อีกครั้ง ในขณะที่รอหมอพาปรียาดาเข้าห้องคลอดรัชชานนท์คอยจับมือหญิงสาวไม่ห่าง ยอมให้หญิงสาวใช้เล็บจิกมือเขาเพื่อระบายความเจ็บโดยที่เขาไม่คิดทักท้วงสิ่งใดออกมา “อดทนหน่อยนะครับ” บอกกับภรรยาพร้อมจรดริมฝีปากจุมพิตหน้าผากมนซ้ำ ๆ อย่างต้องการปลอบประโลมเธอ “อื้อ เจ็บอะเขื่อน ฮือออ” ปรียาดาบีบมือรัชชานนท์แน่นพลางร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด มันเจ็บมาก เจ็บเหมือนร่างกายของเธอจะแตกออกจากกันเป็นเสี่ยง ๆ เจ็บเหมือนจะตายเสียให้ได้ เธอไม่คาดคิดเลยว่าการเจ็บท้องคลอดมันจะทรมานมากขนาดนี้วันนี้เธอรู้ซึ้งแล้ว รู้ซึ้งทุกอย่างแล้วจริง ๆ ปรียาดาหลั่งน้ำตาออกมาไม่หยุด ในขณะที่รัชชานนท์ก็คอยยืนข้าง ๆ ไม่ไปไหน รอบ ๆ ห้องแห่งนี้เต็มไป
อยู่โรงพยาบาลต่อสองสามวันคุณหมอก็ให้กลับบ้านได้พร้อมให้ยามาบำรุงมาทานอีกเยอะแยะมากมายรวมถึงยาแก้แพ้ท้องที่หญิงสาวเป็นอยู่ หลังจากออกจากโรงพยาบาลพ่อกับแม่ปรียาดาที่รู้ว่าลูกสาวตั้งครรภ์และแพ้ท้องหนักก็ให้เธอกลับไปอยู่ที่บ้านเพื่อที่จะได้มีคนคอยดูแลระหว่างรอรัชชานนท์จัดการปัญหาเรื่องงานทางนี้ให้เสร็จ ครอบครัวทั้งสองฝ่ายต่างรับรู้แล้วว่าปรียาดาตั้งครรภ์ มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีและทุกคนก็ดีใจกันมาก อย่างที่บอกว่าทั้งสองฝ่ายอยากให้รัชชานนท์กับปรียาดาแต่งงานและมีลูกด้วยกันมาตั้งนานมากแล้ว ถึงตอนนี้ปรียาดาจะท้องก่อนแต่งมันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร นอกจากปู่ย่า ตายาย ที่ดีใจ ปรียาดากับรัชชานนท์เองก็ดีใจมากเหมือนกัน ความกลัวที่ปรียาดาเคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้นเมื่อรับรู้ว่าทุกคนดีใจมากแค่ไหนที่รู้ว่าจะมีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาในครอบครัว ระหว่างรอรัชชานนท์เคลียร์งานที่กรุงเทพ ปรียาดาก็ย้ายกลับมาอยู่บ้านตามคำสั่งของพ่อกับแม่ เธอยังคงแพ้ท้องหนักนอนซมอยู่แต่บนที่นอน ทานอะไรเข้าไปนิดหน่อยก็อาเจียนออกมาจนหมด น้ำหนักของปรียาดาลดลงไปหลายกิโลเลยทีเดียว จากร่างกายที่เคยดูอวบอิ่มมีน้ำมีนวลก็กลับผอมลงถนัดตา
ในกลางดึกของคืนหนึ่ง หญิงสาวที่กำลังนอนหลับซุกอกกว้างของคนเป็นแฟนก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางคันพลางตะเกียกตะกายพาตัวเองวิ่งเข้าห้องน้ำด้วยความเร็วพลันเมื่อจู่ ๆ ก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมากะทันหันจนต้องอาเจียนออกมา “อ้วก” ปรียาดากอดชักโครกอ้วกออกมาอย่างหมดสภาพเธอรู้สึกมวลท้องไปหมด รู้สึกหมดแรงไปเสียดื้อ ๆ และเสียงโครกครากที่ดังมาจากในห้องน้ำทำให้คนที่กำลังนอนหลับอยู่อย่างรัชชานนท์สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ เขากวาดสายตาของหาร่างแบบบางอย่างเหลอหลาก่อนจะขมวดคิ้วเป็นปมเมื่อได้ยินเสียงดังมาจากห้องน้ำ รัชชานนท์ไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องสงสัยนานเขารีบพาตัวเองมาหาปรียาดายังห้องน้ำผลักประตูเข้าไปด้วยความร้อนใจ ก่อนจะผงะเล็กน้อยที่เห็นร่างคนตัวเล็กกำลังชะโงกหน้าอ้วกอยู่ ชายหนุ่มรีบเดินเข้าไปใช้มือลูบแผ่นหลังให้ “ไหวไหม” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงติดห่วงใย คิ้วของเขาทั้งสองข้างขมวดเข้ากันเป็นปม ตอนตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอปรียาดานอนอยู่ข้าง ๆ เขาแทบบ้า ยิ่งมาเห็นเธอในสภาพแบบนี้รัชชานนท์ก็ยิ่งใจไม่ดี “ฮืออ” ปรียาดาส่ายหน้าพัลวันตอบรัชชานนท์ก่อนจะสะอื้นไห้ออกมาอย่างหนัก เธอทรมานมาก ๆ เนื่องจากอาเจียนมาเป็นเว







