登入"หม่อมฉัน... หม่อมฉันเป็นฮูหยินเอกของท่านไป๋จิ้นหรง และบุตรสาวของหม่อมฉันก็คือ...""สกุลไป๋ยังอยู่เช่นนั้นหรือ?" ไท่จื่อรับสั่งแทรกขึ้น ดวงเนตรของพระองค์เต็มไปด้วยความเฉยเมยนางจูหมิงสะอึก นางรู้ดีว่าเมื่อสามีของนางจากไป ทรัพย์สมบัติและตำแหน่งก็พลันสลายหายไปหมดสิ้น"ส่วนเรื่องบุตรสาวของเจ้า..." ไท่จื่อปรายพระเนตรไปยังเด็กที่ยืนตัวสั่นอยู่ด้านหลังนางจูหมิง "ข้าหาได้สนใจไม่""แต่...แต่คนของท่านกล่าวว่าไท่จื่อทรงเลือกคู่จากตระกูลไป๋!" นางจูหมิงยังดิ้นรนสุดชีวิตแต่แทนที่ไท่จื่อจะตอบคำถามของนาง พระองค์กลับเหลือบมองไปด้านหลังครู่หนึ่ง ก่อนแย้มพระโอษฐ์บางๆ"งั้นก็ต้องเป็นลูกสาวของข้า!" นางจูหมิงฉวยมือบุตรสาวของตน ดวงตาเป็นประกายหวัง ไป๋เสวี่ยส่ายหน้าช้าๆ นางมองนางจูหมิงด้วยสายตาเวทนา"ชายาของไท่จื่อ ย่อมเป็นบุตรีของท่านไป๋จิ้นหรง... แต่เจ้าแน่ใจหรือว่าเป็นบุตรีของเจ้าจริงๆ?" ไท่จื่อทรงกุมมือไป๋เสวี่ย ประคองนางขึ้นรถม้างามหรูเพื่อไปทำบุญขอพรที่วัดราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางใจของนางจูหมิง นางจูหมิงนิ่งอึ้ง ไม่เข้าใจว่าลูกเลี้ยงที่นางขับไล่ไปอยู่ป่ากับนายพราน ทำไมถึงกลายเป็นไท่จื่อเฟยไปได้ นางส่า
เหล่าทหารยามมองหน้ากัน ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง เสียงหัวเราะนั้นทำให้นางจูหมิงรู้สึกเสียหน้าอย่างรุนแรง!"เจ้ากล้าหัวเราะข้า?!" นางตวาดลั่น ทหารยามคนหนึ่งยังคงกลั้นขำไม่อยู่ ส่ายหน้าช้าๆ ก่อนเอ่ยว่า"เจ้ามาที่นี่ทำไม?""ถามได้โง่เง่าจริง! ไท่จื่อเลือกชายาแล้ว ใช่หรือไม่? บุตรีของท่านไป๋จิ้นหรง! เช่นนั้น หลันเอ๋อร์ของข้าก็สมควรเป็นไท่จื่อเฟย!" นางเชิดหน้า "พวกเจ้าไม่รีบไปแจ้งไท่จื่ออีก?!"ทหารยามกลั้นขำไม่อยู่จริงๆ ครั้งนี้พวกเขาหัวเราะออกมาอย่างหยามเหยียดเต็มที่"บุตรีของท่านไป๋จิ้นหรง?" ทหารยามกระแอม ก่อนเอ่ยช้าๆ "แล้วเจ้าแน่ใจหรือ ว่าหมายถึงบุตรสาวของตัวเอง?""อะไรนะ?" นางจูหมิงขมวดคิ้วแน่น ไม่เข้าใจว่าพวกเขาหมายถึงสิ่งใดทหารยามแค่นเสียงหัวเราะอีกครั้ง สีหน้าดูถูกชัดเจน "ผู้ที่ได้เป็นไท่จื่อเฟย หาใช่บุตรสาวของเจ้าหรอกนะ""เจ้ากล้าดูถูกข้าหรือ?! ข้าจะไปฟ้องไท่จื่อ! ให้พระองค์ลงโทษพวกเจ้าอย่างหนัก!" นางจูหมิงโกรธจนตัวสั่น ด่าทอเสียงดังลั่น"มีเรื่องเอะอะอะไรกันหรือ?"เสียงหนึ่งดังขึ้น ขัดจังหวะความวุ่นวายโดยสิ้นเชิง เป็นเสียงที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ แต่กลับอ่อนโยน นุ่มลึก เหล่าทหารยามร
ในที่สุด นางจูหมิงที่เคยหยิ่งทะนง ก็ต้องยอมจำนนต่อโชคชะตา ร่างของนางที่เคยงดงามผุดผ่อง บัดนี้ซีดเซียวและทรุดโทรม นางไอเป็นระยะ ร่างกายอ่อนแอลงจากความเครียดและความขาดแคลน นางจูหมิงหมดตัวโดยสิ้นเชิง หลังจากถูกไล่ออกจากจวนเก่า นางต้องอาศัยอยู่ในตรอกแคบๆ ของเมืองหลวง วันๆ ถูกเจ้าหนี้มาตามทวงหนี้ นางไม่มีทางเลือก นอกจาก ไปรับจ้างเป็นบ่าวในเรือนของขุนนาง ต้องทำงานหนัก คุกเข่ากรอกน้ำชาให้คุณนายในจวน นางถูกบ่าวด้วยกันดูถูก ถูกดุด่าว่า “อดีตฮูหยิน? ฮึ! เป็นเพียงสตรีล้มเหลวผู้หนึ่ง!”หลังจากเลิกงานกลับมาถึงบ้านเก่าโทรม นางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ผุพัง มองหลันเอ๋อร์ที่ยังคงใส่เสื้อผ้าหรูหราตัวสุดท้ายของนาง"...เจ้าเป็นความหวังเดียวของเราแล้ว" นางกล่าวด้วยเสียงแหบแห้งบุตรสาวตัวน้อยที่เคยเอาแต่ใจ บัดนี้จ้องมารดาด้วยสายตาหวาดหวั่น "ท่านแม่... ท่านหมายความว่าอย่างไร?"นางจูหมิงหลับตาลงอย่างอ่อนล้า ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำที่แทงใจตนเองยิ่งกว่าผู้ใด“...ข้าต้องขายเจ้า”แต่แล้วนางจูหมิงได้ยินข่าวว่าไท่จื่อเสด็จกลับตำหนักบูรพาแล้ว และที่สำคัญพระองค์ทรงเลือกชายาด้วยพระองค์เอง นางแทบไม่เชื่อหูตนเองเมื่อได้รับข่
บทส่งท้ายเมื่อสามีจากไป นางจูหมิงก็มิได้รู้สึกเศร้าโศกแต่อย่างใด นางถือว่าตนได้รับอิสรภาพพร้อมสมบัติอันมหาศาล นับแต่นั้นชีวิตของนางและบุตรสาวก็เต็มไปด้วยความหรูหราฟุ่มเฟือยจวนสกุลไป๋เคยเป็นสถานที่เงียบสงบเรียบร้อย แต่บัดนี้จัดงานเลี้ยงไม่เว้นวัน นางจูหมิงจ้างนักดนตรี นางรำและนักแสดงละครมาให้ความสำราญกับแขกเหรื่อไม่ขาดสาย บุตรสาวของนางแต่งกายด้วยผ้าไหมปักดิ้นทอง สวมเครื่องประดับล้ำค่า แม้แต่บ่าวรับใช้ยังได้สวมเครื่องแต่งกายงามหรูภายในห้องโถงของจวน ประดับด้วยหยกแกะสลัก โต๊ะอาหารเต็มไปด้วยจานทองคำและเครื่องลายครามบรรจุอาหารเลิศรสจากทั่วสารทิศ เหล้าหอมหวนรินรดลงจอกไม่เคยเหือดแห้ง"พวกเจ้าดูสิ!" นางจูหมิงเคยกล่าวแก่ขุนนางและบัณฑิตที่มาร่วมงานเลี้ยง "หากสามีข้ายังอยู่ คงไม่รู้จักความหรูหราเยี่ยงนี้แน่!"นางหัวเราะเสียงดัง ขณะที่แขกในงานก็หัวเราะคล้อยตามโดยมิได้ล่วงรู้เลยว่าเงินทองที่ไป๋จิ้นหรงทิ้งไว้ให้นั้นร่อยหรอลงทุกวัน เมื่อนางใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายไปจนหมด ทรัพย์สมบัติที่สามีสะสมมาทั้งชีวิตก็เหลือเพียงภาพลวงตาเจ้าหนี้เริ่มมาเยือนจวนทีละรายสองราย จากที่เคยส่งจดหมายขอพบอย่างสุภาพ บัดนี้พว
“อ๊ะ...” ไท่จื่อสอดมือเข้าไปใต้กระโปรง ลูบคลำโดยใช้นิ้วรุกล้ำ พลางกระซิบให้ข้าอ้าขา ก้นงอนงามถูกนวดเฟ้นช้าๆ พระองค์ใช้นิ้วกระดิกถี่ๆ ไปทั่วกลีบร่องเด็กสาว จับแบะอ้าแล้วคลึงเม็ดทับทิมเบาๆ จนกระทั่งเปียกเยิ้ม“อูยย... อา...”ไท่จื่อเริ่มลงมือชำเรา ร่างกำยำจับไป๋เสวี่ยยืนหันหลัง เอาท่อนเอ็นลำเขื่องมาสอดใส่ตรงหว่างขา ถูไถเสียดสีกับกลีบเสียว น้ำหวานใสๆ ยิ่งไหลนองออกมาจนอาบเยิ้มทั่วลำ“อูวว... เจ้าแฉะง่ายดีจริง เยี่ยมมาก”“อ๊ะ... อ๊าๆ เสียว”ตอนนี้ร่างกายของนางไร้เรี่ยวแรง ร่องสวาทฉ่ำเยิ้มพร้อมเปิดอ้ารับแล้ว“ข้าจะใส่เข้าไปล่ะนะ”พระองค์เริ่มกระเด้า เอาหัวบากบานมาสอด ดุนดันตรงร่องสวาท แท่งหยกอวบล่ำค่อยๆ มุดทะลวงเข้าไปสวบบ... “ซี้ดด อา... คนสวยของข้า แฉะๆ ลื่นๆ”“อึ่กก... อืออ... อื้ออ...” ลำเอ็นแข็งชันใหญ่ยาวกำลังสอดกระแทก ตอกอัดร่องเสียวแฉะฉ่ำ สะโพกแกร่งร่อนโยกๆๆ โจนจ้วงเหมือนควบม้า เนื้อเบียดเนื้อพระองค์จงใจเย้าแหย่เข้าไปแค่ครึ่งลำ แยงถี่ๆ ไป๋เสวี่ยถึงกับครางสุดเสียง มัดกล้ามของร่างสูงกำยำร้อนฉ่าขณะจับเอวบาง ตรึงให้อยู่นิ่งๆ ขณะปี้ตรงริมลำธารท่ามกลางสายตาเหล่าข้าราชบริพาธ“
แถวขุนนางในอาภรณ์หรูหรายืนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ธงหลากสีปักตราสัญลักษณ์มังกรทองโบกสะบัดเหนือศีรษะ บริวารนับสิบถือเครื่องทองคำอันแวววาว ด้านหลังมีรถม้าสีทองอร่าม จารึกลวดลายมังกรมงคล ขับเน้นถึงฐานะสูงส่งของเจ้าของขบวนไป๋เสวี่ยเบิกตากว้าง นางเผลอปล่อยผ้าในมือหลุดลอยไปตามสายน้ำโดยไม่รู้ตัวเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เหตุใดจึงมีขบวนหรูหรามาถึงกระท่อมกลางป่าเช่นนี้?ขุนนางผู้นำขบวนก้าวออกมาข้างหน้า เขาประสานมือคารวะไป๋เสวี่ยก่อนกล่าวด้วยเสียงก้องกังวาน"คุณหนูไป๋เสวี่ย กระหม่อมได้รับพระบัญชาจากไท่จื่อ ให้มาอัญเชิญท่านไปยังตำหนักบูรพา"ไป๋เสวี่ยนิ่งงัน ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ไท่จื่อหรือ? ข้ามิได้รู้จักหรือเคยพบพระองค์มาก่อน”ขุนนางทูตเพียงแค่ยิ้มจางๆ ก่อนจะผายมือไปด้านหลัง "ทรงอยู่ที่นี่แล้ว"ไป๋เสวี่ยเบือนสายตามองตามมือของเขา ก่อนจะชะงักไปอย่างสิ้นเชิงชายหนุ่มผู้ที่นางคุ้นเคยในฐานะ "นายพราน" ยืนอยู่เบื้องหลังขบวน ด้วยอาภรณ์ที่แตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิงเขามิใช่เพียงนายพรานธรรมดาอีกต่อไป...บัดนี้เขาสวมฉลองพระองค์สีทองปักลายมังกร ประดับอาภรณ์แพรชั้นดี สายรัดเอวทำจากไหมทองล้ำค่า พระพักตร์คมสันสง







