ANMELDENหนิงเจีย ทหารหน่วยรบพิเศษถูกเพื่อนหักหลังทะลุมิติจากยุควันสิ้นโลกเข้ามาอยู่ในร่างหญิงสาวที่มีชื่อเดียวกัน แถมยังมีสามีปากเสีย และเขาก็ช่างน่าทุบ ปากก็บอกว่ารังเกียจ...แต่มือใหญ่คลึงหน้าอกเธออีกแล้วนะ!
Mehr anzeigenบทที่ 01
เหมือนกับความฝัน
‘หนิงเจีย...ตื่นได้แล้วหนิงเจีย’
‘หนิงเจีย...’
ใครกัน...นั่นเสียงใคร?
บนเตียงเก่าผุพังมีร่างของหญิงสาวคนหนึ่งนอนไม่ได้สติมาหลายวัน ตอนนี้ดูเหมือนว่าเธอกำลังฝันร้ายถึงได้กระสับกระส่ายด้วยสีหน้าทุกข์ทรมาน หยาดเหงื่อชุ่มชื้นเต็มใบหน้าและแผ่นหลัง
ในยุควันสิ้นโลก หลินหนิงเจียเป็นอดีตทหารหน่วยรบพิเศษยศร้อยเอกที่ปลุกพลังพลังมิติได้ ในช่วงก่อนวันสิ้นโลกเธอได้ลาออกจากราชการเพื่อต้องการท่องเที่ยวรอบโลกตามความฝัน ทว่ายังไม่ได้เที่ยวเลยสักประเทศก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดนี้ขึ้นเสียก่อน
ในปี 29xx
ทุกอย่างบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินได้ถูกพัฒนาจนกลายเป็นศตวรรษแห่งความมั่งคั่งทางเทคโนโลยี การดำเนินชีวิตเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย แต่ไม่ถึงขั้นมีรถยนต์ลอยฟ้าเหมือนในนิยาย แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นยุคที่สะดวกชวนเป็นง่อยมากที่สุด
ยกตัวอย่างเช่น หุ่นยนต์ Ai ป้อนข้าวอัตโนมัติ อยากกินอะไรแค่มีหุ่นยนต์ Ai ตัวเดียว เพียงวางจานลงไปมันก็สามารถเอาช้อนข้าวมาป้อนให้ถึงปากได้ ไม่เสียเวลาดูซีรีส์ด้วย นอนกินอย่างเดียว หรือกระทั่งเครื่องอาบน้ำอัตโนมัติก็ยังมี แค่เข้าไปในเครื่องอาบน้ำ ยืนรอไม่กี่นาทีก็ตัวสะอาดเอี่ยม แทบไม่ต้องขยับตัว สะดวกสบายสุด ๆ
ทว่าไม่มีใครคาดคิดว่าความสะดวกสบายเหล่านั้นจะนำความอัปยศมาให้กับโลกใบนี้ ในขณะที่ทุกคนกำลังมีความสุขอยู่นั้น...โลกใบเล็กกลับนำพาหมอกสีดำที่เป็นมหันตภัยร้ายมาด้วย หมอกนั้นปกคลุมไปทั่วโลกในเวลาเดียวกันโดยไม่มีใครรู้สาเหตุ แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ก็วิจัยหมอกประหลาดนั้นไม่ได้
ไม่มีใครรู้เลยว่าหมอกไวรัสนั้นจะนำมาซึ่งไวรัสอันร้ายกาจที่จะทำให้โลกนี้เปลี่ยนไป
ไอหมอกเหล่านั้นได้แทรกซึมเข้าไปในผิวหนังของพืชพรรณ สัตว์ และมนุษย์โดยที่ทุกคนไม่รู้เลยว่าหลังจากนั้นอีกแค่เดือนเดียวจะทำให้พวกเขาล้มป่วยลง อาการป่วยเหล่านั้นไม่สามารถรักษาได้ คนไข้ล้นโรงพยาบาลจนบางคนต้องนอนตายเกลื่อนถนน
ในขณะที่ทางรัฐบาลก็เร่งหาสาเหตุและวัคซีนรักษากันเป็นระวิง...
ทว่าสุดท้ายแล้วโลกนี้กลับไม่ได้ใจดีกับมนุษย์
ราวกับเคราะห์ซ้ำกรรมซัด...คนป่วยหลายคนเริ่มมีอาการประหลาดเกิดขึ้น เล็บมือดำคล้ำ ผิวหนังปริแตกส่งกลิ่นเหม็นเน่าน่าสะอิดสะเอียน หลังจากนั้นพวกเขาก็กระโดดกัดคอหมอและพยาบาลที่กำลังเข้ารักษาพวกเขาเอง ทั้งดึง ฉีกทึ้งและกัดกินเนื้อสด ๆ ชวนให้คนที่พบเห็นหวาดผวา
ยังไม่เท่านั้น คนที่นอนตายข้างถนนที่ยังไม่มีคนมาเก็บศพก็ฟื้นคืนชีพ ทว่าพวกเขาดันกลายเป็นตัวประหลาดที่ผู้คนเรียกกันว่า ซอมบี้ เสียแล้ว
ในตอนนั้นหนิงเจียกำลังซื้อของเพื่อกักตุนที่ห้างสรรพสินค้า เธอเดาได้ว่าเกิดโรคระบาดขึ้นอย่างนี้จะต้องเกิดการขาดแคลนอาหารขึ้นแน่ ๆ จึงรีบกักตุนเอาไว้ก่อน และรัฐบาลเองก็ประกาศออกมาแล้วว่าหมอกนั้นเป็นหมอกพิษนำมาด้วยเชื้อไวรัสและเชื้อโรคมากมาย
เมื่อซอมบี้เริ่มออกล่าอาหารในวันแรก หนิงเจียที่ยังอยู่นอกบ้านก็ได้เข้าไปหลบอยู่ในสโตร์เก็บอาหารของห้าง โชคดีที่พนักงานวิ่งหนีตายกันหมด ทำให้เหลือเธออยู่ในนั้นคนเดียว
เธอจัดการปิดประตูทางเข้าออกทุกทางแล้วขังตัวเองอยู่ในนั้นถึงสามวัน!
แล้วเธอก็ต้องประหลาดใจอีกครั้งเมื่อรับรู้ได้ว่าร่างกายเหมือนกำลังถูกรีเซ็ทใหม่ มีบางอย่างวิ่งพล่านอยู่ข้างใน หนิงเจียหลับไปหลายชั่วโมง ตื่นขึ้นมาเธอก็เห็นปานรูปพระจันทร์เสี้ยวที่หลังมือตรงรอยต่อระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วโป้ง
ก่อนที่จะเข้ารับราชการหนิงเจียเป็นพวกชอบอ่านนิยาย ไม่ว่าจะนิยายวันสิ้นโลก หรือนิยายทะลุมิติเธอก็โหลดมาอ่านเป็นร้อย ๆ เรื่อง ทำให้ตอนนี้พอจะปะติดปะต่อเข้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้
วันสิ้นโลกได้เกิดขึ้นแล้ว...
แปลกประหลาด...แต่ดันเกิดขึ้นจริง
หนิงเจียหลับตาเพ่งสมาธิไปยังปานบนข้อมือ เธอแทบไม่อยากจะเชื่อเมื่อสัมผัสได้จากจิต ข้างในนั้นเปรียบเสมือนห้องห้องหนึ่งที่กว้างอยู่พอสมควร ในห้องนั้นมันเป็นพื้นที่ว่างเปล่า ซึ่งเธอมั่นใจว่าไม่ได้คิดไปเองแน่นอน
และเพื่อเป็นการยืนยันความคิด หนิงเจียเลยลองเอาผักสดเข้าไปในห้องนั้น ปรากฏว่าผักในกำมือนั้นหายไปต่อหน้าต่อตา
ชัดแล้วว่านี่คือพลังมิติ!
หนิงเจียแทบเก็บอาการดีใจไว้ไม่อยู่ คนอย่างเธอให้สู้รบกับซอมบี้จนตัวตายก็ไม่หวั่น แต่หวั่นอยู่อย่างเดียวคือความอดอยาก เธอไม่อยากอดตายเพราะเธอชอบกิน
การกินทำให้เธอมีความสุขและทำให้อยากมีชีวิตอยู่บนโลกอันอ้างว้างต่อไป
พลังมิตินั้นช่วยให้เก็บของได้สะดวก หนิงเจียได้สำรวจดูแล้ว ในห้องนี้มีทั้งผักสดมากกว่าหนึ่งร้อยตะกร้าที่รอเอาไปวางขาย มีขนมจำพวกโดนัท ครัวซองต์เป็นร้อยถาด ห้องด้านหลังที่มีอุณหภูมิติดลบนั้นเป็นสโตร์เก็บเนื้อ หนิงเจียกวาดทุกอย่างเข้ามิติเรียบ
ดีที่เก็บเข้าไปได้หมดโดยมิติไม่เต็มเสียก่อน
เธอตั้งปณิธานเอาไว้ว่าชีวิตนี้เธอจะไม่มีวันอดตายเด็ดขาด!
หลังจากนั้นมหกรรมเก็บของก็เริ่มต้นขึ้น ด้วยความที่เป็นทหารมาก่อนทำให้หนิงเจียไม่กลัวความตาย ซอมบี้ในห้างถูกทหารหน่วยรบพิเศษที่บ้าพลังอย่างเธอจัดการจนเกือบหมด
ข้าวของในห้างนั้น...นอกเหนือจากอาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและน้ำดื่มบางส่วน ของอย่างอื่นถูกเธอกวาดเรียบ ไม่ว่าจะเป็นของกิน ของใช้ในชีวิตประจำวันต่าง ๆ ทั้งจำเป็นและไม่จำเป็น
“เก็บ ๆ ไปก่อน ใช้ไม่ใช้ค่อยว่ากันทีหลังแล้วกัน”
หนิงเจียเก็บทุกอย่างยัดเข้ามิติโดยไม่มีใครมาแย่งเพราะทุกคนต่างหลบอยู่ในที่ปลอดภัย ยังไม่คิดจะตุนเสบียงตอนนี้ ถ้าหากว่ามิติไม่เต็มก่อนเธอคงจะกวาดมาหมดห้าง ยังดีที่มันเต็มก่อนเลยไม่สามารถเก็บพวกตู้เตียง เฟอร์นิเจอร์ราคาแพงกลับมาด้วยได้
เธอเสียดายแทบตาย ของยังใหม่อยู่เลย
เดี๋ยวรอให้พลังเพิ่มก่อนเถอะ เมื่อถึงเวลานั้นมิติก็น่าจะขยายใหญ่ขึ้น...เดี๋ยวเธอจะกลับมาเก็บกวาดให้เรียบเลยคอยดู
วันเวลาผ่านไปหนิงเจียก็ได้เข้าร่วมฐานแห่งหนึ่ง เธอได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมอดีตผู้บังคับบัญชาที่บังเอิญเจอกัน แล้วเขาชวนเธอกลับเข้าทีม ทีมที่เธอเข้าร่วมนั้นเป็นทีมที่แข็งแกร่งทีมหนึ่ง พวกเขาสามารถล่าซอมบี้กันเกือบจะหมดเมือง
จนกระทั่งผ่านไปสามปี...
สามปีนั้นหนิงเจียพัฒนาฝีมือลับคมเขี้ยวเล็บตัวเองอยู่ตลอด ออกสู้ร่วมกับทีมเกือบทุกครั้ง พลังของเธอเพิ่มขึ้นเป็นระดับห้าพร้อมกับพลังมิติที่ขยายพื้นที่เพิ่มเป็นเนื้อที่ราว ๆ สิบไร่ โดยที่เธอไม่ได้บอกคนอื่นว่ามีมิติสิบไร่ บอกว่ามีความกว้างเท่าสนามฟุตบอลเท่านั้น
ที่ไม่บอกเพราะไม่ต้องการให้ความโดดเด่นของเธอไปเตะตาผู้มีอำนาจเข้า เชื่อได้เลยว่าถ้าพวกเขารู้ จะต้องมีคนนำเธอไปเก็บของและใช้งานเพื่อประโยชน์ส่วนตัวแน่นอน ดีไม่ดีอาจจะถูกนำตัวไปทำการทดลองวิจัย
เนื่องจากว่ามิติของเธอนั้นใหญ่กว่าผู้ใช้พลังเดียวกันหลายเท่า
ส่วนใหญ่ความกว้างของมิติทั่วไปที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมาก็อยู่ที่หนึ่งร้อยคูณหนึ่งร้อยตารางเมตรเท่านั้น หนิงเจียจึงมั่นใจว่าเธอพิเศษกว่าใคร เพราะฉะนั้นป้องกันตัวเองไว้ก่อนจะดีกว่า
ระยะเวลาสามปีเพียงพอที่จะทำให้มิติของเธอเต็มไปด้วยของกินของใช้ เพราะทีมนั้นออกล่าซอมบี้และเก็บของบ่อย ๆ เพื่อเป็นการฝึกฝนพลังด้วยส่วนหนึ่ง หนิงเจียแบ่งของที่ตัวเองเก็บมาให้เพื่อนร่วมทีมที่มีพลังมิติเก็บไว้ด้วย
เธอให้เหตุผลว่าไม่ควรเอาของมาเก็บไว้ที่คนคนเดียว ถ้าหากวันหนึ่งเธอเป็นอะไรไป พวกเขาจะได้ไม่เดือดร้อนไปด้วย
เพราะถ้าเธอตายไป...มิติก็จะสูญสลายไม่มีใครใช้มันได้อย่างแน่นอน
แต่แล้วชีวิตของหนิงเจียนั้นต้องจบลงเมื่อทีมของเธอไปเจอกับซอมบี้ระดับสูงเข้า ในตอนที่ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาต่อสู้กับมัน ด้วยพลังที่น้อยกว่าทำให้ทีมเพลี่ยงพล้ำ
และหนิงเจียก็โดนเพื่อนร่วมทีมที่เป็นผู้หญิงดึงให้เป็นโล่กำบังในตอนที่ซอมบี้ตัวนั้นกำลังจะแทงตัวเอง ทำให้คนที่ถูกซอมบี้ตัวนั้นใช้มืออันแหลมคมแทงจึงเป็นตัวเธอแทน!
เล็บมือยาวเฟื้อยแทงเข้าที่หน้าท้องหนิงเจียจนแทบทะลุร่าง เลือดสีแดงฉานพุ่งกระฉูดราวกับเขื่อนแตก
ในตอนนั้นหัวหน้าและเพื่อนร่วมทีมคนอื่นต่างตะโกนเรียกชื่อเธอด้วยความตกใจ ก่อนที่พวกเขาจะรีบจัดการซอมบี้ตัวนั้นแล้วดึงเธอออกมานอกจุดอันตราย
“อึก...!”
หนิงเจียยังคงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ไม่คาดคิดว่าเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายกันมาจะหักหลังเธอได้อย่างเลือดเย็น ดวงตาคู่สวยฉายประกายเจ็บปวดกับสิ่งที่อีกฝ่ายทำอยู่ครู่หนึ่ง...ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นในพริบตา
“หนิงเจีย...ฉันขอโทษนะ แต่ฉันจำเป็นต้องทำ” ‘อันเหมย’ พูดออกมาเสียงแผ่วคล้ายคนสำนึกผิด ทว่าหนิงเจียสัมผัสได้ว่าในน้ำเสียงนั้นไม่ได้มีความรู้สึกผิดอยู่เลยสักนิด
หนิงเจียทำได้เพียงปรายตามองคนที่เธอนับเป็นเพื่อนตลอดมาอย่างเคียดแค้น
เพื่อนร่วมทีมคนอื่นต่างมีหน้าตาสลด เศร้าใจ เพราะพวกเขารู้ตัวว่ากำลังจะสูญเสียหนิงเจียไป อยู่กันมาตั้งแต่ตอนเข้ารับราชการแรก ๆ พวกเขาจึงผูกพันกันเป็นพิเศษ
และแน่นอนว่ามันรวมถึงอันเหมยด้วย
“หัวหน้า อึก...”
“หนิงเจีย”
ร่างสูงของหัวหน้าหน่วยที่เธอรักและเคารพจับมือของเธอขึ้นมากุมไว้ เขาเรียกชื่อเธอเสียงแผ่วเบาราวกับไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น น้ำตาลูกผู้ชายไหลลงมาหยดหนึ่งกระทบเข้ากับมือบางที่เต็มไปด้วยเลือดสีแดงฉาน
“ลา...ก่อน” ลาก่อนนะคะ ‘หวงเล่อหยาง’
“หลับเถอะหนิงเจีย...พี่จะส่งเธอเอง”
ชายหนุ่มพูดแค่นั้นหนิงเจียพลันยกยิ้มบางอย่างฝืดเคือง
'พี่' อย่างนั้นเหรอ?
ครั้งหนึ่งหัวหน้าแทนตัวเองว่าพี่กับเธอ แค่นี้เธอก็พอใจแล้ว
หนิงเจียไม่มีเวลาดีใจนาน ตอนนี้เธอเจ็บจนทนไม่ไหวอีกต่อไป ดวงตาที่พร่ามัว มองใบหน้าหล่อเหลาของคนที่เธอแอบรักมานานเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหลับไปตลอดกาล...
โดยที่หนิงเจียไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่าหลังจากที่จัดการศพเธอเสร็จเรียบร้อยแล้ว อันเหมยก็ถูกหวงเล่อหยางใช้มีดสั้นประจำตัวแทงจนเสียชีวิตในทันที โดยทิ้งให้ศพอันเหมยถูกซอมบี้ฉีกทึ้งร่างอยู่ตรงนั้นอย่างน่าอนาถ
หวงเล่อหยางลงมือฆ่าอันเหมยด้วยมือของเขาเอง โดยไม่มีลูกน้องใต้บังคับบัญชาคนไหนคัดค้านเลยสักคนเดียว ทุกคนรู้ว่าที่หัวหน้าทำนั้นไม่ใช่การสังหารเพราะอันเหมยทำผิดที่ผลักให้เพื่อนร่วมทีมแลกชีวิตแทนเธอ
มันไม่ใช่การป้องกันตัว...หากแต่เป็นการทรยศหักหลังนำมาซึ่งชีวิตของคนอื่นต้องสูญเสีย
การกระทำของอันเหมยแน่นอนว่ามันผิดกฎของทีม เมื่อผิดกฎอันเหมยสมควรถูกลงโทษหรือไม่ก็โดนไล่ออกจากทีมไป แต่นี่ไม่ใช่ ครั้งนี้หวงเล่อหยางลงมือสังหารอันเหมยด้วยตัวของเขาเอง
ชายหนุ่มทำเพื่อแก้แค้นให้หนิงเจีย
ผู้หญิงที่เขาแอบรักตลอดมาต่างหาก!
บทที่ 41บุตรชายที่น่ารัก ครอบครัวของเรา[ตอนจบ]ห้าปีผ่านไปวันเวลาหมุนเวียนผ่านมาแล้ว 5 ปี ธุรกิจของบ้านหลินดำเนินไปได้ด้วยดี ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคไปบ้าง แต่ก็ไม่เกินความสามารถของพวกเขาที่จะจัดการได้โดยเฉพาะการค้าของหนิงเจีย ไม่ว่าจะเป็นยารักษา หรือผักผลไม้ นับวันยิ่งเป็นที่ต้องการในประเทศหวงเล่อหยางและหนิงเจียนั่งเล่นอยู่หน้าบ้าน เธอเอาเสื่อปิกนิกออกมานั่ง ข้างหน้าเต็มไปด้วยของกิน...ท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าตรู่มีแสงแดดอ่อน ๆ ส่องกระทบพื้นหญ้า หวงเล่อหยางนอนบนตักของภรรยาให้เธอลูบหัวแผ่วเบาเขาอยากมีช่วงเวลาดี ๆ แบบนี้ไปนาน ๆ จัง“พ่อครับ แม่ครับ!”ทันใดนั้นเสียงเล็กของเด็กวัยประมาณ 5 ขวบร้องเรียกพ่อกับแม่เสียงดัง หวงอี้หมิงในชุดนอนรูปหมีสีน้ำตาลวิ่งมาหาพ่อกับแม่ แล้วร่างของเด็กน้อยก็พลันหายวับไปโดยที่หนิงเจียยังไม่ทันจะได้กอดลูก เธออ้าแขนซะเก้อเลย“หมิงหมิง แกล้งพ่อกับแม่อีกแล้วเหรอลูก” หนิงเจียพลันยิ้มอ่อน ลูกชายของเธอมีพลังล่องหนระดับสอง เขาแสดงพลังออกมาตั้งแต่ยังไม่ทันสองขวบดีด้วยซ้ำตอนแรกทุกคนก็ตกอกตกใจที่จู่ ๆ หลานก็หายวับไปกับตา แต่ด้วยความที่พลังยังอ่อนจึงไม่ได้เลือนหายไปทั้
บทที่ 40นายท่านหลินปรากฏตัว“ในนี้...มีตัวเล็กอยู่จริงหรือเปล่า” ใบหน้าคมคายเอียงซบหน้าท้องที่ยังไม่ค่อยนูนออกบนเตียงนอนกว้างสีขาวสะอาดตา“จริงสิคะ ฉันจะโกหกพี่ทำไม”หนิงเจียตอบเสียงกลั้วหัวเราะ เธอไม่ได้ตอบคำถามนี้เป็นครั้งแรก เพราะตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องจวบจนวันนี้ผ่านมาแล้วหนึ่งสัปดาห์ หวงเล่อหยางก็ยังคงถามคำถามนี้เหมือนเคยถามบ่อยจนเธออยากจะอัดเสียงให้เขาฟังซ้ำ ๆ เอาไปนั่งฟังคนเดียวให้มันจุใจ“พี่เล่อหยาง ตอนที่พี่เข้ามารับกระสุนแทนฉัน ถามได้ไหมว่าพี่คิดอะไรอยู่?”ชายหนุ่มได้ยินคำถามจึงเงยหน้าขึ้น ขณะที่มือหนายังลูบวนแผ่วเบาตรงหน้าท้องนูน ปากหยักกดรอยยิ้มเล็กน้อย ความรู้สึกท่วมท้นในใจถึงวันต้องเปิดเผย“ตอนนั้นฉันอยากปกป้องเธอให้ได้”“เพราะอะไรคะ?” คิ้วเรียวขมวด เอียงคอถามซึ่งหวงเล่อหยางมองว่าเธอน่ารักน่าเอ็นดูจนเขาอดยิ้มออกมาไม่ได้“เพราะฉันรักเธอ”เขาบอกเสียงทุ้มหนักแน่นใช่แล้วได้ยินไม่ผิด เขารักเธอ...ความรู้สึกมันแปรเปลี่ยนตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่อาจทราบ ตั้งแต่วันที่หนิงเจียเปลี่ยนไป เขาเองก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป รู้ตัวอีกทีก็ไม่อาจสูญเสียคนคนนี้ไปได้เพียงแค่คิดว่าเธอหายไปจากโลกนี้ ห
บทที่ 39กำจัดอย่างเลือดเย็น“ท้าทายฉันขนาดนี้ไม่กลัวตายเลยสินะ ถ้าอย่างนั้นก็หมดเวลาของเธอแล้วหลินหนิงเจีย”ฟ่านเหมยก้าวขึ้นมายืนข้างหน้า จ่อปลายกระบอกปืนไปยังหนิงเจีย ซึ่งสายตาที่อีกฝ่ายมองมาโดยท้าทายไม่หลบสายตา ไม่กลัวตาย มันทำให้ฟ่านเหมยอยาก ’ฆ่า’ ผู้หญิงคนนี้ให้พ้น ๆตายซะเถอะ!คิดแล้วฟ่านเหมยพลันลั่นไกออกไปสองนัด!ปัง ปัง!“อึก!”ทว่ากระสุนที่ถูกยิงออกไปนั้นหนิงเจียไม่ได้สัมผัสมันแม้แต่น้อย คนที่ถูกยิงเข้าเต็ม ๆ แผ่นหลังคือหวงเล่อหยางที่คว้าร่างภรรยาโอบกอดปกป้องเธอไว้ ลำแขนแกร่งกอดร่างบางแนบแน่นเขายอมปกป้องหนิงเจียด้วยชีวิต!“เล่อหยาง!”“พี่เล่อหยาง!”ลู่เฟยโอบกอดน้องสาวจากทางด้านหลังไม่ให้เธอล้ม ชายหนุ่มกัดฟันกรอดอยากจะสังหารพวกมันเสียที ปืนที่เขามีก็ถูกพวกมันยึดไปหนิงเจียกอดประคองคนเจ็บเอาไว้ สัมผัสได้ถึงความถี่กระชั้นชิดในการหายใจของเขาก็รีบวางมือลงบนแผงอกแกร่งส่งพลังรักษาเข้าไปหยุดยั้งให้เลือดหยุดไหล พร้อมช่วยรักษาบาดแผลภายในเบื้องต้นเธอมีเวลาน้อย ขอแค่ยื้อชีวิตของเขาไว้ก่อนด้วยพลังรักษาระดับสี่ทำให้หวงเล่อหยางกลับมาหายใจได้อย่างปกติ ความเจ็บปวดก็ลดน้อยลงมาก“คุณยอมตายเพ
บทที่ 38ถึงเวลากำจัดเห็บหมัดการประลองดุเดือดขึ้นเมื่อฟ่านเหมยลงมือหนักกว่าเดิม อาวุธมีดในมือเพิ่มความมั่นใจให้หญิงสาวเต็มเปี่ยม เธอยิ้มเยาะก่อนจะกวัดแกว่งมีดในมือใส่หนิงเจียอย่างว่องไวแต่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นเมื่อหนิงเจียหลบได้ และตอบโต้กลับจนคนมองทึ่งไปตาม ๆ กัน“พระเจ้า ต่อสู้มือเปล่าว่ายอดแล้ว พอมีอาวุธเพิ่มมานั้นเยี่ยมยอดกว่า”“ฉันจะบ้าตาย ฉันไม่เคยเห็นท่าการต่อสู้เฉพาะตัวที่สวยงามขนาดนี้มาก่อน ทำเอาท่าที่พวกเราใช้กลายเป็นน้อง ๆ ไปเลยให้ตายสิ”“เฮ้ย นั่น!”ทว่าสิ่งที่ทำให้ตาโตมากที่สุด คือฟ่านเหมยขว้างมีดแหลมคมของทหารไปยังหญิงสาวที่ยืนห่างประมาณ 5 เมตร ทุกคนต่างใจหายวาบเพราะกลัวหนิงเจียหลบไม่ทัน...ส่วนคนที่ทำให้นายพลแก่ ๆ ใจร่วงไปที่ตาตุ่มกลับไม่หวั่นแม้แต่น้อยดวงตาของเธอเย็นชาขึ้นอีกหนึ่งระดับ เมื่อเห็นว่ามีดที่ฟ่านเหมยปามาใกล้จะถึงตัว พอมันพุ่งเข้ามาใกล้หนิงเจียก็สะบัดมีดเล่มเล็กของเธอออกไปทันทีเคร้ง!เสียงใบมีดกระทบเสียดสีจนเกิดประกายไฟ พลันทำให้มีดของฟ่านเหมยสะบัดเปลี่ยนทิศทางออกไป ไม่น่าเชื่อว่ามีดเล่มเล็ก ๆ ของหนิงเจียเป็นมีดชั้นดีที่สามารถต้านทานมีดทหารเล่มใหญ่ยาวกว่าอย่
บทที่ 35เผามาก็เผาคืนใช้เวลาขับรถข้ามเมืองราวหนึ่งชั่วโมงครึ่ง รถยนต์สีดำขับเข้ามาแถวเขตบ้านโครงการตามคำบอกของลู่เฟย ก่อนจอดลงหน้าโครงการเพราะไม่สามารถขับรถเข้าไปได้เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเมื่อไม่ต้องการให้ใครตามกลิ่นเจอ พวกเขาจึงตกลงกันว่าจะต้องลอบเข้าไป“เอ๊ะ บ้านหลินสามอยู่เขตน
บทที่ 34แลกแค้นด้วยร่างกายเช้าวันต่อมาทุกคนก็ออกเดินทางมาจนถึงบ้านเช่ากลางตัวเมืองเป็นอย่างที่คิดเมื่อบ้านหลินอยู่กันพร้อมหน้า หนิงเจียเข้าไปหาพ่อกับแม่ที่รออยู่ในบ้านพร้อมฝากให้ลู่หานไปส่งข่าวเรื่องที่บ้านโดนเผาเมื่อคืน รวมถึงเรื่องของเซียวผิงอินที่ร่วมมือกับกลุ่มคนร้ายหลอกล่อผู้หญิงไปขายต่างแด
บทที่ 32เมียที่พึ่งเห็นคุณค่า“เอายังไงดีครับผู้พัน ทำไมมันเงียบแบบนี้”ลูกน้องทหารคนหนึ่งจัดวางกำลังเสร็จก็มองเข้าไปในตึกร้าง มันเงียบมากผิดปกติ แต่ยังดีที่มีแสงจากโคมไฟลาง ๆ ส่องให้เห็นว่าข้างในมีคนอยู่จึงวางใจว่าพวกเขาไม่ได้บุกมาผิดสถานที่หลินเว่ยคุนยังคงใจเย็น แววตาแน่วแน่มั่นใจเพราะเขาวางแผน
บทที่ 31แหกกรงขัง“หนิงเจียเป็นยังไงบ้างเธอไปนานมากเลย ฉันเป็นห่วงแทบแย่”หลิงจินที่กำลังเป็นห่วงหนิงเจียชนิดที่เรียกว่านั่งไม่ติดตาเป็นประกายเมื่อเห็นหญิงสาวกลับเข้าห้องขังอย่างปลอดภัย เธอกังวลแทบแย่เลยให้ตายสิ“พี่สาวบาดเจ็บไหมคะ”เด็กหญิงตัวน้อยชื่อว่าผิงผิงเป็นห่วงพี่สาวมาก ภาวนาตลอดขอให้พี่สา


















Rezensionen