Masuk“อีกสักครู่ เราจะรู้จักกันอย่างแนบแน่นทีเดียวเชียว”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหื่นกระหาย และสายตาที่หยาบช้า ทำให้หญิงสาวไม่รีรอสิ่งใดทั้งสิ้น เท้าบางออกวิ่งตรงไปยังทิศทาง ที่นางคิดว่าเป็นเส้นทางลัด กลับไปยังส่วนหน้าของอาราม หญิงสาววิ่งอย่างสุดฝีเท้า แม้ว่าตอนนี้อาการเจ็บแน่นในหน้าอก จะเริ่มมากขึ้นจนนางแทบจะสิ้นสติเสียให้ได้ แต่นางจะไม่มีวันยอมให้ตัวเอง ต้องตกไปอยู่ในมือของคนชั่วเป็นอันขาด
“ฮ่าๆ แบบนี้สิดี ตื่นเต้นยิ่งนัก วิ่งอีกคุณหนู วิ่งให้เร็วเข้า ฮ่าๆ”
เสียงหัวเราะอย่างย่ามใจ ดังไล่หลังหญิงสาว ที่ตอนนี้เร่งฝีเท้าให้เร็วที่สุด เท่าที่นางจะทำได้ อึก! ทว่าหัวใจของนาง มันกลับไปอำนวยต่อการหลบหนีครั้งนี้ ดวงตาของนางเริ่มที่จะพร่าเลือน เท้าที่คิดว่ากำลังวิ่ง มันสะเปะสะปะประหนึ่งปูไต่
‘ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่’
หญิงสาวเรียกหาครอบครัวอยู่ภายในใจ นางเริ่มที่จะหายใจไม่ออก ขาที่คิดว่ากำลังวิ่ง กลับทรุดลงกับพื้น แต่กระนั้นนางก็ยังพาตนเอง ไปหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ นางไม่ไหวแล้วหรือนี่ ช่างไม่สมกับเป็นบุตรสาวแม่ทัพเลย อ่อนแอสิ้นดี! ดวงตาที่เริ่มจะปิด และลมหายใจที่ติดขัด ทำให้หญิงสาวหวาดกลัวเหลือเกิน นางยังไม่ได้บอกลาครอบครัวเลย ไยจึงเป็นเช่นนี้เล่า....
เฮือก! จวิ๋นมู่ ลืมตาขึ้นพร้อมสูดลมหายใจให้ลึกที่สุด เพราะความรู้สึกสุดท้ายเมื่อครู่ที่เธอรับรู้ คือร่างกายกระแทกกับพื้นปูนใต้ระเบียงห้อง ลมหายใจมันเหมือนติดขัด จนสติสุดท้ายของเธอมันวูบดับไป
“บ้าบอไปแล้ว ฉันฝันเหรอ!”
หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง เมื่อคิดได้ว่าเมื่อครู่เธอแค่ฝันไปเท่านั้น ก่อนจะขยับบิดไปมาอย่างเกียจคร้าน เอ๊ะ! แต่พอมองให้ชัด ที่นี่ไม่ใช่ห้องนอน หรือแม้แต่กองถ่ายที่เธอคุ้นเคย มือ! นี่มันไม่ใช่มือของเธอ อะไรจะเรียวเล็ก เหมือนคนขาดสารอาหารขนาดนี้
“เฮ้ย!”
หญิงสาวอุทานเสียงหลง ก่อนจะลูบคลำไปตามตัว จวิ๋นมู่ทะลึ่งลุกพรวดขึ้นยืน ก้มลงสำรวจตัวเองอีกครั้ง มือที่เล็กเรียวยกไปจับผมของตัวเอง มันไม่ใช่อะไรที่เรียกว่าเป็นตัวเธอเลยสักนิดเดียว
อ๊ะ! อื้อ...หญิงสาวหลับตาลงแน่น เมื่ออยู่ๆ หัวของเธอเจ็บก็ร้าว เหมือนถูกทุบซ้ำๆ จนต้องยกมือขึ้นกุมขมับเอาไว้ จะบ้าตายนี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย! พรึ่บ! หวืด! หมับ! ยังไม่ทันที่จะได้ทบทวนอะไร ดวงตาที่หลับนิ่งเปิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับคว้าจับข้อมือหนา ของผู้ชายตัวโตเอาไว้ ก่อนที่มือนั้น จะทันได้แตะต้องตัวเธอ ยังดีที่เธอเอี้ยวตัวหลบได้ไว ไม่อย่างนั้น...ถ้าเธอตกอยู่ในเงื้อมือของชายแปลกหน้าไปแล้ว หญิงสาวที่คุ้นเคยกับการต่อสู้ รีบคว้าปิ่นที่ปักอยู่บนมวยผมออกมา
ฉึก! ปึก! มันเกิดขึ้นรวดเร็วจนชายหนุ่มร่างใหญ่ ไม่ทันคาดคิดว่าเขาจะถูกตอบโต้ จากหญิงสาวบอบบาง อ๊าก!!! ชายหนุ่มร้องด้วยความเจ็บปวด เมื่อมีบางสิ่งแทงเข้าที่ลำคอของเขา ก่อนมันจะถูกดึงออก จนเลือดไหลพุ่งกระฉูด เมื่อเส้นเลือดถูกเปิด มือหนากุมลำคอเอาไว้แน่น ร่างสูงใหญ่ดิ้นพล่านอยู่บนพื้นดิน ใกล้กับหญิงสาวที่เขาไล่ล่า
เสียงร้องโหยหวนของเขา ทำให้ฝีเท้าจำนวนหนึ่ง มุ่งตรงมายังทิศทางนี้ นั่นทำให้หญิงสาวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปึก! ฝ่าเท้าบางกระแทกลงไปที่ปากของชายหนุ่ม เพื่อปิดเสียงร้องนั้นของเขาเสีย ก่อนที่เธอจะรีบไปคว้าเอาดาบใหญ่ของเขามาถือไว้ อ่า...มันใหญ่โตกว่ามือเล็กๆ นี่จะจับได้
แต่เธอจะไม่ยอมให้ตัวเองต้องตายหรอกนะ! ตุบ! เท้าบางเตะเข้าที่สีข้างของชายคนเดิม เพื่อให้เขาเอามือ ที่ยื่นมาจับขาอีกข้างของเธอออกเสีย หญิงสาวเบนสายตาไปยังผู้มาใหม่ ที่พุ่งมาที่เธอกับชายแปลกหน้า นี่มันไม่ใช่การแสดงแล้ว อาวุธจริง! เลือดจริง! และความกลัวตายของเธอก็คือของจริง มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย หรือเธอตกจากที่สูงแล้วสลบไป จนฝันว่าทะลุมิติมาอยู่อีกโลกเหรอ หรือว่าตอนนี้เธอเผลอหลับ อยู่ตรงไหนสักแห่งในกองถ่าย...
“คุณหนูหลิน เจ้าช่างเหนือความคาดหมายจริงๆ”
ชายหนวดเครารุงรัง พูดกับหญิงสาวด้วยน้ำเสียงกึ่งเยาะหยัน นี่พวกเขาประมาทฝีมือนางไปได้อย่างไร แค่เพราะนางวิ่งหนีพวกเขาอย่างขลาดกลัว เลยทำให้ย่ามใจ ว่านางไร้พิษสง จนประมาทฝีมือนางไป นางวิ่งมาได้ไกลไม่น้อยเลย ทั้งที่ใครๆ ก็ว่านางมีปัญหาเรื่องหัวใจอ่อนแอตั้งแต่กำเนิด ผอมบางจนลมพัดยังปลิว แต่จากที่เขาเห็นสภาพของสหาย ที่นอนอยู่แทบเท้านางในตอนนี้ คำเล่าลือนั้นคงไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง
“เจ้าจะสังหารข้าหรือ”สนมในชินอ๋อง เอ่ยถามออกมา ด้วยน้ำเสียงแหบโหย ใบหน้าของนางเวลานี้ เต็มไปด้วยความหวาดกลัวยิ่งนัก“แล้วข้าจะเก็บเจ้าไว้ทำไม ในเมื่อที่นี่คือบ้านของข้า ใครที่ล้วงล้ำเข้ามา ดดยที่ข้าไม่อนุญาต ย่อมหมดสิทธิ์ที่จะกลับออกไป”กร๊อบ! สิ้นคำเสียงกระดูกลำคอแตกร้าว ก่อนที่ร่างระหง จะร่วงลงสู่พื้น ต่อหน้าของลู่เฟิง ลู่จิ้งอ๋อง ทำเพียงเหลือบมองร่างไร้ลมหายใจ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น สำหรับเขาแล้ว นี่นับว่าปราณีที่สุดแล้ว ให้ตายดีไม่ทรมาน เช่นที่มารดาของเขา ต้องเจ็บปวดเพราะสตรีผู้นี้ ทั้งทางกายและใจ“เจ้าคนสารเลว! เจ้าสังหารมารดาข้าได้อย่างไร หากเรื่องนี้ท่านพ่อรู้ จะต้องไม่ไว้ชีวิตเจ้าแน่นอน”“เขารู้กฎของข้าดี เป็นพวกเจ้าที่ล้ำเส้นข้าก่อน หากเขาอยากแก้แค้น ให้กับคนนอกสายเลือดอย่างเจ้า ข้าก็จะไม่ลังเล ที่จะทำให้เขากับข้า ไม่อาจเดินมาบรรจบกันได้อีกชั่วชีวิต”คำพูดของลู่จิ้งอ๋อง ทำให้คนที่ซ่อนกายอยู่ในเงามืด หมุนกายเดินจากไปเงียบ ๆ เพราะอยู่ต่อไป เขาก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้ ลู่หย่งไท้มีนิสัยทอดแบบเขาเกือบทุกอย่าง แต่เขาต่างหากที่ดวงตามืดบอด คิดว่าภรรยารักนอกใจ จึงไม่เคยใยดีต่อบุตรชายแท้ ๆ
กลางดึก ณ เรือนหอ ร่างงามในชุดเจ้าสาวอันโอ่อ่า ได้นั่งรอการมาของสามี เพื่อทำพิธีในห้องหอในเสร็จสิ้น ทว่าเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามา มันไม่ใช่ที่นางคุ้นเคย แต่หญิงสาวยังคงนิ่งเงียบ ไม่เอ่ยหรือแสดงท่าทีใด ๆ นี่นางมั่นใจแล้ว ว่าสะสางทุกปัญหา เพื่อให้งานแต่งเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ดูเหมือนคราวนี้ จะไม่ใช่จากทางด้านของนางกระมัง เรื่องนี้นางควรปล่อยให้สามีเป็นคนจัดการ เพราะถ้าเป็นคนที่ตั้งใจ จะมาที่นี่ในเรือนหอ ก็เท่ากับเป็นการจงใจเปิดศึกกับสามีของนาง โดยมีนางเป็นตัวประกัน ร่างสูงก้าวมาหยุดยังหน้าประตูบานใหญ่ ที่เป็นห้องหอของพี่ชายต่างมารดา มือหนายกขึ้นวางทาบบนประตู เพื่อจะผลักมันให้เปิดออก หมับ! ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ออกแรง ไหล่ของเขาถูกกระชากอย่างแรง จนร่างสูงใหญ่ กระเด็นออกไปไกล “เจ้าคิดทำสิ่งใด ลู่เฟิง” น้ำเสียงเย็นเยียบ เอ่ยถามน้องชายต่างมารดาออกไป นั่นทำให้ท่านอ๋องน้อย รู้สึกคลั่งแค้น ยิ่งเห็นตลอดร่างสูงใหญ่ของพี่ชาย สวมชุดเจ้าบ่าว ใจของเขายิ่งร้อนรุ่มไปด้วยความริษยา เขาคือโอรสที่บิดโปรดปราณ แต่ทำไมทุกสิ่งอย่างเขาจึงไม่เคยได้เทียบเท่า กับคนตรง
“ลาก่อนเจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่า หวังว่าเรื่องในวันนี้ จะเป้นของขวัญชิ้นสุดท้าย ที่ข้าจะมอบให้ และเราทุกคนจะไม่ข้องแวะใด ๆ กันอีกต่อไป” จ้าวหนิงเอ่ยกับอดีตแม่สามี ด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ เยี่ยงผู้ได้รับการอบรมมาดี นางกับคนที่นี่ เสมือนคนแปลกหน้ากันมานานแล้ว คงมีเพียงเจียงจีชินเท่านั้น ที่นางยังให้ความใส่ใจและรักดั่งน้องสาวแท้ ๆ “เจ้ากำลังจะทำลายสกุลเจียงของข้าหรือ” “ถามเขาสิ! ว่าอยากอยู่หรือไม่” จ้าวหนิง ยกหน้าที่ตัดสินใจ ให้แก่บุตรชายไปเสีย เพราะไม่มีใครจะห้ามความต้องการของใครได้ทั้งนั้น ต่อให้นางคือมารดาที่ให้กำเนิดก็ตาม “ข้ามีนามว่าเกาจู เป็นหมอประจำตัวของคุณหนูหลิน และข้าก็พอใจสำหรับหน้าที่ของข้า มิต้องการข้องแวะกับผู้ใดอีก” ชายหนุ่มเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่น ก่อนจะหันกลับไปประคองมารดา เพื่อพากลับออกจากบ้านอันร้อนระอุแห่งนี้ ก็แค่นรกบนดิน ที่คนนอกมองว่าเป็นสวรรค์ “แต่เจ้าคือหลานย่านะ” “สะสางปัญหาในบ้านท่านให้ดีขอรับ อย่าเพิ่งด่วนมาตัดสินใจเรื่องข้าหรืออื่นใดเลย” แม้น้ำเสียงจะราบเรียบ ทว่ามันกดลึกจนคนฟังสะดุ้ง มั
“ไม่จริง! พวกเจ้ากำลังรวมหัวกันกลั่นแกล้งข้า” หรูอันชิง เริ่มที่จะคุมสติไม่ได้ เมื่อเห็นใบหน้าของชายหนุ่ม ที่กำลังกอดกับหลินมู่เสวี่ย ชายหนุ่มมีส่วนเหมือนสามีเกือบเจ็ดส่วน มันชัดเจนแล้วว่าเขาคือคนที่ตายแล้ว เพี๊ยะ! ใบหน้าของหรูอันชิง สะบัดตามแรงฝ่ามือของสามี มือเรียวยกขึ้นกุมใบหน้าเอาไว้ ก่อนจะสัมผัสกับรสเค็มที่มุมปาก เขากล้าลงมือกับนางอีกแล้วอย่างนั้นหรือ “สิ่งที่เห็นมันชัดเจนขนาดนี้ เจ้ายังจะบอกว่ามีคนกลั่นแกล้งอีกรหือ ความรักที่ข้าให้เจ้าไป มันไม่มีค่าสักนิดเลยหรืออย่างไร” ท่านกั๋วกงเอ่ยถามภรรยา ด้วยน้ำเสียงที่ร้าวลึก นานแค่ไหนแล้วที่นางเห็นเขาเป็นเพียงลาโง่ ที่จะจับจูงจมูกไปทิศทางใดก็ได้ ยอมแม้แต่ละทิ้งภรรยาหลักคนเดิม ที่ค้ำชูสกุลเจียงมานาน เพียงเพื่อสตรีผู้นี้ “ฮ่า ๆ ความรัก คนอย่างท่านรักใครเป็นเจียงซ่างจื่อ ท่านรักเพียงตัวเองเท่านั้น” หรูอันชิงหันกลับมาเผชิญหน้ากับสามี พร้อมกับตอบโต้เขา ด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ใช่! แล้ว นางไม่เคยซื่อสัตย์ต่อเขา แต่ถ้านางไม่ทำเช่นนั้น ตำแหน่งที่นางยืนอยู่ ทั้งชีวิตก็คงไม่มีโอกาสจะ
“เจ้าคิดว่าเข้ามาแล้ว จะได้กลับออกไปง่าย ๆ เยี่ยงนั้นรึ!” หญิงสาวยกยิ้มหยัน นางรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ แผนการที่จะเริ่มในอีกไม่กี่วัน นางก็สามารถเลื่อนมันขึ้นมาได้เช่นกัน ในเสื่อเลือกเส้นทางนี้แล้ว ก็ต้องจบมันเสีย ใครจะอยู่จะตายก็ไม่เกี่ยวอันกับนาง “แล้วท่านกั๋วกง ไม่คิดว่าข้าเอง ก็เตรียมตัวมาแล้วเช่นกันรึ! เจ้าคะ” หญิงสาวยกขึ้นมือปลดผ้าคาดใบหน้าออก เผยให้เห็นความงามที่ถอดแบบมารดามา และหลายส่วนที่เหมือนกับชายตรงหน้า ใช่แล้วนางคือครึ่งหนึ่งของสกุลเจียง แต่นางไม่มีความจำเป็นต้องกลับมาที่นี่ เพราะมันคือนรกหาใช่บ้าน “เจ้า!” “คนอย่างข้า ถ้ากล้าที่จะเผชิญ ย่อมต้องมีสิ่งรองรับต่อผลที่กระทำเสมอ แล้วทุกคนที่นี่เล่า พร้อมแล้วหรือยัง” หญิงสาวกวาดสายตามองไปที่สมาชิกของจวนกั๋วกง คนพวกนี้จะแบกรับมันได้จริงหรือ ถ้าต้องรู้เรื่องบางอย่างขึ้นมาจริง ๆ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร” “ก็หมายความว่า...นางมีหลักฐานตัวเป็น ๆ มายืนยันความชั่วของใครบางคนที่นี่” เป็นเจียงจีชิน ที่ก้าวเข้ามาในลาน พร้อมกับใครอีกคนที่สวมหน้ากาก และมีชา
“ฮูหยินผู้เฒ่า ข้ามีพี่ชายน้องชาย เพียงอย่างละหนึ่งเท่านั้น คำว่าพี่น้องหยอกเย้า หรือแม้แต่คำว่าครอบครัว สำหรับข้าแล้ว ย่อมหาใช่กับคนที่นี่ บางครั้งที่ข้านิ่งเฉยก็เพียบงไม่อยากเสียมารยาท สอดแทรกการสนทนาของผู้ใด แต่ถ้ายังเงียบอยู่ พวกท่านก้คิดเอาเองไปเสียทุกอย่าง เช่นนั้นข้าจะพูดให้มันจบไปเสียในตอนนี้ ว่าข้า หลินมู่เสวี่ยคือบุตรสาวแม่ทัพหลินมู่เฉียว น้องสาวของหลินเสวี่ยหลงคุณชายใหญ่สกุลหลิน และพี่สาวของหลินเสวียน คุณชายเล็กสกุลเสวียน บุตรสาวของมารดาจ้าวหนิง ธิดาจากสกุลพ่อค้าหลวง นี่คือชีวิตและตัวตนของข้า ฉะนั้นคำพูดอย่างไร้มูลของพวกท่าน ที่พยายามดึงข้าเข้าไปร่วม ข้าย่อมไม่อาจแบกรับมันเอาไว้”คำพูดของหญิงสาว สะกดให้ทุกคนนิ่งงัน นางกำลังมองว่าจวนกั๋วกง ไม่คู่ควรที่จะเป็นครอบครัว ไม่ยอมรับว่ามีสายเลือดเจียงในกาย ช่างเป็นหญิงที่โง่เขลานัก พวกเขาอุตส่าห์ให้ความสำคัญ ที่จะยกย่องนางเป็นบุตรสาวภรรยาเอกอย่างออกหน้า แต่นางกลับกล้าที่จะเดินเข้ามาในบ้าน แล้วบอกว่านางไม่เกี่ยวข้องอันใด กับคนในจวนเจียง“หลินมู่เสวี่ย บิดาข้ากับท่านปู่ท่านย่า ให้เกียรติเจ้ามากแค่ไหน ที่ยอมรับลูกที่ไม่อาจแน่ใจ ว่าใช่ส







