Masukกลิ่นอายของความตายและความสิ้นหวังที่หุบเขาผีเสื้อดับในยามนี้ รุนแรงเสียจนอากาศรอบกายดูหนาหนักและเ
สายลมยามสายพัดหอบเอาฝุ่นทรายสีเหลืองทองปลิวว่อนไปทั่วบริเวณตลาดใจกลางเมืองหน้าด่านของแคว้นซีหยาง ทว่าบรรยากาศความตึงเครียดอันแสนจะน่าสะพรึงกลัวที่เคยปกคลุมเมืองแห่งนี้ได้มลายหายไปจนสิ้นหยด ทิ้งไว้เพียงความชื่นมื่นอันแสนจะกวนประสาทที่ลอยอวลอยู่แทบทุกอณูอากาศ กองทัพม้าเหล็กนับหมื่นนายที่เคยมุ่งหมายจะมาเด็ดหัวฮองเฮาแห่งต้าจง บัดนี้กลับยืนเรียงแถวหน้ากระดานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ละคนมีรอยยิ้มกว้างขวางประดับบนใบหน้าที่เปื้อนฝุ่น มือที่เคยกำด้ามหอกและหน้าไม้เปลี่ยนมากำโฉนดที่ดินและตั๋วเงินปึกใหญ่เอาไว้แนบอกประดุจของล้ำค่าที่สุดในชีวิต อดีตแม่ทัพหูเปียวผู้เคยเกรียงไกร บัดนี้กำลังยืนถือร่มคันใหญ่กางบังแดดให้แก่สตรีชุดแดงผู้เป็นนายจ้างคนใหม่อย่างขะมักเขม้น ท่าทางของเขานอบน้อมเสียจนแทบจะกลืนกินศักดิ์ศรีของชายชาตินักรบลงกระเพาะไปจนหมดสิ้นเมื่อปราศจากกองทหารคอยขัดขวางและมุ่งร้าย ไป๋ลี่ถิงก็สะบัดชายแขนเสื้อคลุมสีแดงสดปักลายนกยูงรำแพนหางของตนเองเบาๆ พระนางขยับแว่นตากรอบทองคำให้เข้าที่ ก่อนจะแย้มยิ้มที่มุมปากอย่างผู้มีชัยเหนือทุกสรรพสิ่ง รอยยิ้มนั้นทั้งงดงามและแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์เ
บรรยากาศภายในตลาดศูนย์กลางเมืองหน้าด่านของแคว้นซีหยางที่เพิ่งจะคึกคักและตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความมั่งคั่งจากการหว่านทรัพย์ของฮองเฮาไป๋ลี่ถิง พลันต้องชะงักงันลงอย่างกะทันหัน เสียงฝีเท้าของม้าศึกนับพันตัวที่ควบตะบึงบดขยี้ผืนดินแห้งแล้งดังกึกก้องกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่น ฝุ่นทรายสีเหลืองขุ่นมัวถูกตีรวนลอยคลุ้งขึ้นสู่ท้องฟ้าบดบังแสงอาทิตย์ยามสายจนมืดครึ้ม บรรดาแม่ทัพนายกองของซีหยางที่เพิ่งได้รับราชโองการสายฟ้าแลบจากกษัตริย์ให้มาตระเตรียมกำลังพลเพื่อก่อศึกสงครามรอบใหม่ ได้นำทัพหน้าควบม้าฝ่ากำแพงเมืองเข้ามาด้วยความเกรี้ยวกราดทว่าสิ่งที่เหล่าแม่ทัพคาดหวังว่าจะได้เห็นคือภาพทหารยามที่กำลังฝึกซ้อมรบอย่างแข็งขัน หรือภาพชาวเมืองที่กำลังหวาดผวาเตรียมตัวหลบภัย กลับกลายเป็นภาพของชาวเมืองที่กำลังกอดก้อนทองคำร้องไห้ด้วยความปีติยินดี และทหารยามหน้าประตูเมืองที่กำลังนั่งนับตั๋วเงินกันอย่างเบิกบานใจ แม่ทัพใหญ่ผู้นำทัพหน้ามีนามว่าหูเปียว ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการกรำศึกของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัดจนหนวดเคราสั่นระริก เขากระชากบังเหียนม้าอย่างแรงจนม้าศึกชูขาหน้าส่งเสียงร้องแหลมสูง น
แสงตะวันยามเช้าเพิ่งจะสาดส่องพ้นทิวเขาอันสลับซับซ้อนของชายแดนทิศอุดร ทว่าบนเส้นทางสายหลักที่ทอดยาวมุ่งหน้าสู่เมืองหน้าด่านของแคว้นซีหยาง กลับปรากฏภาพที่ขัดแย้งกับสภาวะเตรียมทำศึกอย่างสิ้นเชิง ขบวนเดินทางที่กำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้านั้นไม่ได้มีกองทัพทหารม้านับแสน ไม่ได้มีธงรบโบกสะบัด หรือแม้แต่เสียงย่ำเท้าของทหารราบ ทว่ามันคือรถม้าไม้หอมแกะสลักขนาดใหญ่โตมโหฬารที่ถูกประดับประดาด้วยผ้าไหมสีแดงสดและพู่ระย้าทองคำบริสุทธิ์ ส่องประกายวิบวับท้าทายแสงแดดประดุจก้อนทองคำที่เคลื่อนที่ได้ไป๋ลี่ถิง ฮองเฮาผู้กุมชะตาเศรษฐกิจของแผ่นดินต้าจง ประทับนั่งอยู่ภายในรถม้าอย่างเกียจคร้าน พระนางสวมชุดคลุมตัวยาวพลิ้วไหวปักลายนกยูงรำแพนหางด้วยเส้นด้ายสีทองคำขาว มือเรียวขาวผ่องกำลังปอกผลองุ่นส่งเข้าปากอย่างสบายอารมณ์ ไร้ซึ่งร่องรอยของความหวาดหวั่นต่อการเดินทางเข้าสู่ถิ่นพำนักของศัตรู เบื้องนอกรถม้ามีเพียงองครักษ์เงาจำนวนไม่ถึงสิบนายควบม้าตามมาห่างๆ นำทัพโดยไคเซอร์ องครักษ์หนุ่มผู้มีเรือนผมสีดำสนิทประดุจรัตติกาลและมีนัยน์ตาสีแดงฉานดั่งโลหิต เขากระชับบังเหียนม้าด้วยท่าทีระแวดระวัง แม้ในใจจะแอบเหงื่อตกกับค
บรรยากาศภายในห้องทรงพระอักษรส่วนพระองค์ของฮองเฮาไป๋ลี่ถิงในยามบ่ายคล้อยนั้น ช่างแตกต่างจากความตึงเครียดในท้องพระโรงมังกรทองเมื่อช่วงเช้าอย่างสิ้นเชิง กลิ่นหอมกำจายของกำยานไม้กฤษณาชั้นเลิศที่สั่งทำพิเศษจากร้านกิจการบุปผาสวรรค์โอสถลอยอวลไปทั่วทุกซอกมุมของห้อง ผสมผสานกับกลิ่นกระดาษสาและกลิ่นหมึกหอมที่คุ้นเคย มันคือกลิ่นแห่งความมั่งคั่งที่ช่วยชโลมจิตใจของสตรีผู้รักเงินทองยิ่งชีพให้สงบลงได้อย่างน่าประหลาด แสงแดดสีทองอ่อนจางสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย ทาบทับลงบนกองสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายที่วางเรียงรายเป็นระเบียบประดุจกำแพงป้อมปราการขนาดย่อมไป๋ลี่ถิงประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้หอมบุนวมผ้าไหมสีแดงเพลิง ท่วงท่าของพระนางในยามนี้เต็มไปด้วยความผ่อนคลายทว่าแฝงความหยิ่งผยองและกวนประสาทอยู่ในทุกอณู ขาทั้งสองข้างไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ ปลายเท้าที่สวมรองเท้าปักดิ้นทองกระดิกไปมาเป็นจังหวะเพลงรื่นเริงในหัว เบื้องหลังของพระนางคือไคเซอร์ องครักษ์เงาหนุ่มผู้มีเรือนผมสีดำขลับประดุจปีกกาและนัยน์ตาสีแดงฉานดั่งโลหิต เขายืนกอดอกพิทักษ์ความปลอดภัยอยู่อย่างเงียบเชียบและซื่อสัตย์ประดุจรูปสลักหินที่ไร้ลม
บรรยากาศยามเช้าตรู่ภายในพระบรมมหาราชวังแห่งแคว้นต้าจงนั้น ควรจะเป็นช่วงเวลาที่เงียบสงบและอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความมั่งคั่ง หลังจากมหกรรมการกวาดล้างขุนนางกังฉินและยึดทรัพย์เข้าคลังหลวงผ่านพ้นไป ทุกตารางนิ้วของพระราชวังดูเหมือนจะถูกขัดเกลาจนส่องประกายสีทองอร่าม ทว่าความสงบสุขที่เพิ่งจะก่อตัวขึ้นประดุจฟองสบู่สีรุ้ง กลับต้องแตกสลายลงอย่างกะทันหันด้วยเสียงฝีเท้าของม้าศึกที่ควบตะบึงฝ่าความเงียบเข้ามาอย่างบ้าคลั่งม้าเร็วจากชายแดนทิศอุดรวิ่งกระหืดกระหอบผ่านประตูวังชั้นนอกเข้ามา ร่างกายของม้าศึกตัวนั้นอาบไปด้วยเหงื่อจนขนเปียกลู่ น้ำลายฟูมปากประดุจเพิ่งวิ่งหนีมัจจุราชมาเจ็ดวันเจ็ดคืนติดต่อกัน ทหารม้าผู้ทำหน้าที่ส่งสารกระโดดลงจากหลังม้าทั้งที่ยังไม่ทันจอดสนิท ร่างของเขากลิ้งหลุนๆ ไปตามพื้นหินอ่อนขัดมัน ก่อนจะพยุงตัวลุกขึ้นมาด้วยสภาพสะบักสะบอม เขารีบชูม้วนกระดาษที่ประทับตราครั่งสีแดงสดขึ้นเหนือศีรษะ พลางตะโกนด้วยน้ำเสียงแหบแห้งจนแทบขาดใจเพื่อขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้และฮองเฮาเป็นการด่วนภายในท้องพระโรงมังกรทองที่เพิ่งจะเริ่มการประชุมเช้า ขุนนางทั้งหลายต่างพากันชะเง้อคอมองม้วนสารสีแดงในม
บรรยากาศภายในท้องพระคลังหลวงของแคว้นต้าจงในยามสายของวันนี้นั้น ช่างอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความมั่งคั่งที่หอมหวานเสียยิ่งกว่าดอกไม้สวรรค์พันปี กลิ่นของโลหะมีค่าที่ถูกขัดเกลาจนเงาวับ กลิ่นของกระดาษข่อยชั้นดีที่บันทึกตัวเลขรายรับ และกลิ่นของหมึกชั้นเลิศ ผสมผสานกันกลายเป็นน้ำหอมกลิ่นเฉพาะตัวที่ทำให้ฮองเฮาไป๋ลี่ถิงรู้สึกเบิกบานใจจนแทบจะลอยขึ้นไปบนเพดาน พระนางประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้หอมบุนวมกำมะหยี่สีแดงสด ขาทั้งสองข้างไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ ท่วงท่าการนั่งนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งและกวนประสาทประดุจเถ้าแก่เนี้ยผู้กุมชะตากรรมของเศรษฐกิจทั้งแผ่นดินเอาไว้ในกำมือดวงตากลมโตที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังเลนส์กระจกกรอบทองคำบริสุทธิ์ กวาดไล่เรียงไปตามตัวอักษรสีหมึกบนหน้ากระดาษบัญชีรายรับรายจ่ายของแคว้น ทุกตัวอักษรที่บันทึกตัวเลขผลกำไรมหาศาลนั้น เปรียบเสมือนตัวโน้ตดนตรีอันแสนไพเราะที่กำลังบรรเลงเพลงขับกล่อมจิตวิญญาณแห่งความตระหนี่ถี่เหนียวของพระนางให้พองโต นิ้วเรียวขาวผ่องที่มีปลอกเล็บทองคำสวมอยู่ ขยับปัดลูกคิดรางไม้แกะสลักไปมาด้วยความเร็วที่เหนือชั้นจนเกิดเสียงดังก๊อกแก๊กสม่ำเสมอ เสีย
ฝุ่นควันจากการวิ่งหนีหางจุกตูดของบรรดาอนุภรรยายังไม่ทันจะจางหายไปจากลานหน้าเรือนหลัก บรรยากาศที่เพิ่งจะกลับมาเงียบสงบได้เพียงแค่ชั่วอึดใจก็มีอันต้องถูกทำลายลงอีกครั้ง เสียงฝีเท้าหนักๆ ทว่าลากยาวอย่างเกียจคร้านดังสะท้อนมาตามระเบียงทางเดินไม้ที่ผุพัง ไป๋ลี่ถิงซึ่งกำลังยืนกอดประคองร่างอันสั่นเทาของมาร
แสงแดดอุ่นยามสายเริ่มสาดส่องลงมากระทบหลังคาเรือนหลักที่เต็มไปด้วยรอยแตกและตะไคร่น้ำ บรรยากาศเงียบสงบอันแสนจะหดหู่ของเรือนฮูหยินเอกถูกทำลายลงอย่างย่อยยับด้วยเสียงหัวเราะแหลมปรี๊ดที่ดังกังวานมาตั้งแต่หน้าประตูจวน เสียงนั้นแหลมสูงจนคล้ายกับนกแก้วที่กำลังถูกบีบคอ มันบาดแก้วหูเสียจนฝุ่นที่เกาะอยู่ตามขื่
แสงแดดรำไรยามสายสาดส่องผ่านช่องโหว่บนหลังคากระเบื้องที่แตกบิ่น ร่างบางของไป๋ลี่ถิงในชุดกระโปรงสีเทาหม่นหมองที่ซักจนเนื้อผ้าบางเฉียบก้าวเท้าข้ามธรณีประตูห้องนอนของตนเองอย่างระมัดระวัง นางใช้มือดันบานประตูไม้ที่ผุพังเบาๆ ทว่าเสียงดังกึกกักราวกับกระดูกคนแก่ลั่นก็ดังสะท้านไปทั่วบริเวณ ก่อนที่บานประตูข้
แสงแดดเจิดจ้าของยามบ่ายสาดส่องลงมาตกกระทบใบหน้าของจูน หญิงสาวผู้เปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจในชุดสูทสีแดงเพลิงที่ตัดเย็บมาอย่างประณีตเข้ารูป รอยยิ้มกว้างขวางประดับอยู่บนริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสด ส้นรองเท้าแหลมปรี๊ดของเธอกระทบกับพื้นทางเดินหินอ่อนหน้าอาคารสำนักงานใหญ่เกิดเป็นเสียงดังก้องกังวา







