LOGINเพราะต้องการหยุดสงครามและรักษาเอกราชของแคว้นหานเอาไว้ เจ้าหญิงเสวี่ยเหมย จึงยอมสละตนเอง เดินทางสู่แคว้นศัตรูในฐานะ “เชลย” ตามข้อเรียกร้องของ เจิ้งเทียน เว่ยอ๋อง กษัตริย์หนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเด็ดขาด เหี้ยมหาญ และไร้ความปรานี สำหรับเขา นางเป็นเพียงองค์หญิงผู้ดื้อรั้นที่ควรถูกทำลายความหยิ่งทะนงให้สิ้น ยิ่งนางเกลียด เขายิ่งอยากเอาชนะ ยิ่งนางต่อต้าน เขายิ่งต้องการเห็นนางยอมจำนนอยู่แทบเท้า แต่เสวี่ยเหมยยอมสูญเสียได้ทุกอย่าง ยกเว้นศักดิ์ศรีของตนเอง
View Moreดอกเหมยแห่งหาน
สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านกำแพงสูงของนครหลวงแห่งหาน กลิ่นดอกเหมยซึ่งกำลังผลิบานตามตรอกซอกซอยลอยปะปนกับกลิ่นหอมของขนมแป้งทอดและน้ำชาจากร้านรวงสองข้างทาง ยามเช้าเช่นนี้ถนนสายใหญ่ทางทิศตะวันออกเต็มไปด้วยผู้คน พ่อค้าเปิดร้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ชาวบ้านจากนอกเมืองนำผัก ผลไม้ และของป่าเข้ามาขาย เสียงเรียกลูกค้าดังสลับกับเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ จนแทบไม่มีใครสังเกตเห็นรถม้าคันเล็กซึ่งแล่นออกจากประตูด้านข้างของพระราชวัง
ภายในรถม้านั้นมีหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง นางสวมชุดสีฟ้าอ่อนเรียบง่าย ไม่มีลวดลายมังกรหงส์หรือเครื่องประดับล้ำค่าอย่างสตรีสูงศักดิ์ มีเพียงปิ่นหยกขาวปักอยู่บนมวยผมดำสนิท ใบหน้างดงามหมดจด ผิวขาวนวล และดวงตาคู่สวยซึ่งมักมีรอยยิ้มอยู่เสมอ
นางคือ เจ้าหญิงเสวี่ยเหมย พระธิดาองค์เล็กแห่งกษัตริย์หาน ผู้ซึ่งประชาชนเรียกขานลับหลังด้วยความเอ็นดูว่า ดอกเหมยแห่งหาน
“องค์หญิงเพคะ วันนี้คนในตลาดมากกว่าทุกครั้ง หากฝ่าบาททรงทราบว่าพระองค์ออกมานอกวังโดยมีองครักษ์ติดตามเพียงไม่กี่คน หม่อมฉันคงถูกลงโทษแน่”
ชิงหลัว นางกำนัลคนสนิทชะโงกมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้ากังวล
เสวี่ยเหมยหัวเราะเบา ๆ “เสด็จพ่อทรงทราบว่าข้าออกมา เพียงแต่ไม่รู้ว่าข้าจะไปไกลถึงเขตตะวันออกเท่านั้น”
“นั่นต่างกันตรงไหนเพคะ”
“ต่างสิ อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ต้องโกหกว่าข้าแอบหนีออกจากวัง”
ชิงหลัวถอนหายใจยาว นางรับใช้องค์หญิงมาตั้งแต่วัยเด็กจึงรู้ดีว่า เมื่อเสวี่ยเหมยตัดสินใจทำสิ่งใดแล้ว ต่อให้ยกกฎในวังมาร้อยข้อก็เปลี่ยนพระทัยไม่ได้
รถม้าหยุดหน้าตรอกเล็กแห่งหนึ่ง เสวี่ยเหมยก้าวลงทันทีโดยไม่รอให้คนรับใช้วางแท่นรองเท้า ชิงหลัวรีบตามลงมา
“ระวังเพคะ”
“ข้าไม่ได้ทำจากแก้วเสียหน่อย”
“แต่พระองค์เป็นถึงองค์หญิงนะเพคะ”
“พอออกมาข้างนอกก็เลิกพูดคำว่าองค์หญิงเสียที หากทุกคนรู้ว่าข้าเป็นใคร ประเดี๋ยวก็พากันคุกเข่า แล้ววันนี้ข้าจะทำอะไรได้”
ชิงหลัวจำต้องรับคำ
ปลายตรอกมีเรือนเก่าหลังหนึ่ง ด้านหน้าแขวนป้ายไม้เขียนว่า โรงทานจี้ซิน สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นจากเงินส่วนพระองค์ของเสวี่ยเหมยเมื่อสองปีก่อน เพื่อแจกอาหารให้คนชรา เด็กกำพร้า และครอบครัวทหารที่เสียชีวิตจากการปกป้องชายแดน
ทันทีที่นางก้าวเข้าไป หญิงชราผู้ดูแลโรงทานก็ยิ้มกว้าง
“คุณหนูเสวี่ยมาแล้วหรือ”
“ท่านยายเฉิน”
เสวี่ยเหมยเดินเข้าไปจับมือหญิงชราโดยไม่ถือพระองค์
“เดือนนี้ข้าวสารพอหรือไม่”
“พอเจ้าค่ะ เงินที่คุณหนูให้มาคราวก่อนยังเหลืออยู่มาก แต่ช่วงนี้มีคนจากทางเหนือเข้ามาขออาหารเพิ่มหลายครอบครัว”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเสวี่ยเหมยค่อย ๆ จางลง “ทางเหนือหรือ”
“เจ้าค่ะ ได้ยินว่าตามหมู่บ้านชายแดนเริ่มไม่สงบ ผู้คนจึงพาครอบครัวเข้ามาหางานในเมือง”
เสวี่ยเหมยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปทางชิงหลัว “อีกสองวันให้คนนำข้าวสารจากคลังส่วนตัวของข้ามาที่นี่เพิ่มยี่สิบกระสอบ แล้วเตรียมผ้าห่มกับยาสามัญมาด้วย”
“แต่ของเหล่านั้นพระองค์ตั้งใจส่งไปยังหมู่บ้านทางใต้ไม่ใช่หรือเพคะ”
“ทางใต้ยังพอมีผลผลิตปีนี้ ส่วนคนที่หนีมาจากชายแดนคงแทบไม่ได้เอาอะไรติดตัวมา แบ่งครึ่งหนึ่งมาที่นี่ก่อน”
“เพคะ”
ขณะทั้งสองกำลังสนทนา เสียงเด็กร้องดังมาจากด้านหลังโรงทาน เสวี่ยเหมยหันไปเห็นเด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งล้มอยู่บนพื้น เข่าถลอกจนมีเลือดไหล นางรีบเดินเข้าไปหา
“เจ็บหรือไม่”
เด็กชายเงยหน้าขึ้น พอเห็นหญิงสาวแปลกหน้าก็รีบเช็ดน้ำตา “ไม่เจ็บ”
“น้ำตาเต็มหน้าแล้วยังบอกว่าไม่เจ็บอีก”
นางย่อตัวลงโดยไม่สนใจว่าชายกระโปรงจะเปื้อนฝุ่น ก่อนหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนออกมาซับเลือดให้เด็กอย่างเบามือ
ชิงหลัวมองแล้วอดยิ้มไม่ได้ นี่คือเสวี่ยเหมยที่นางรู้จักมาตลอด องค์หญิงผู้ไม่เคยเห็นว่าตำแหน่งของตนทำให้สูงส่งกว่าผู้อื่น
“พ่อเจ้าแม่เจ้าอยู่ที่ใด”
เด็กชายก้มหน้า “ท่านพ่อเป็นทหารอยู่ชายแดนขอรับ ท่านแม่พาข้ากับน้องหนีเข้ามาเมื่อสามวันก่อน”
มือของเสวี่ยเหมยชะงัก
“เหตุใดต้องหนี”
เด็กชายส่ายหน้า “ข้าไม่รู้ ท่านแม่บอกว่ามีทหารมากมายอยู่ฝั่งตรงข้ามภูเขา ทุกคนกลัวว่าจะเกิดสงคราม”
เสวี่ยเหมยเงยหน้ามองชิงหลัว คราวนี้สีหน้าของนางกำนัลสาวเปลี่ยนไปเช่นกัน
ข่าวเรื่องความเคลื่อนไหวตามชายแดนเริ่มมีมาหลายวันแล้ว แต่ราชสำนักยังไม่มีประกาศใดออกมาอย่างเป็นทางการ เสวี่ยเหมยจึงคิดว่าเป็นเพียงความขัดแย้งเล็กน้อยระหว่างกองลาดตระเวน
ทว่าหากชาวบ้านเริ่มละทิ้งบ้านเรือน นั่นหมายความว่าสถานการณ์อาจรุนแรงกว่าที่นางรู้
“คุณหนูเสวี่ย”
เสียงชายชราดังขึ้นจากด้านหลัง เสวี่ยเหมยหันไปเห็นชายสูงวัยผู้หนึ่งเดินกะเผลกเข้ามา เขาเคยเป็นทหารมาก่อนและสูญเสียขาข้างหนึ่งในสงครามเมื่อสิบกว่าปีก่อน
“ท่านลุงโจว”
“ข้าได้ข่าวจากพ่อค้าที่เพิ่งกลับจากทางเหนือ เขาบอกว่ากองทัพเว่ยกำลังเคลื่อนพล”
บรรยากาศรอบตัวเงียบลงทันที
“กองทัพเว่ยหรือ”
“ใช่ ได้ยินว่ามีทหารหลายหมื่น กำลังมุ่งหน้าเข้าหาชายแดนหาน”
ชิงหลัวรีบกล่าว “ข่าวลือจากพ่อค้าอาจเชื่อถือไม่ได้”
ชายชราส่ายหน้า “หากเป็นเพียงคนเดียวพูด ข้าก็คงคิดเช่นนั้น แต่นี่มีพ่อค้าสามกลุ่มพูดเหมือนกันหมด เมืองชายแดนบางแห่งเริ่มปิดประตูเร็วกว่าปกติแล้ว”
เสวี่ยเหมยลุกขึ้นช้า ๆ แคว้นเว่ย เพียงได้ยินชื่อก็ทำให้หลายคนหวาดกลัว
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เว่ยขยายอำนาจอย่างรวดเร็ว เมืองเล็กเมืองน้อยหลายแห่งถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นภายใต้การนำของกษัตริย์หนุ่มผู้มีพระชนม์เพียงยี่สิบห้าชันษา
เจิ้งเทียน เว่ยอ๋อง
ชื่อของชายผู้นั้นเดินทางมาถึงหานก่อนกองทัพของเขาเสียอีก มีคนกล่าวว่าเขาเป็นอัจฉริยะด้านการศึก มีคนกล่าวว่าเขาไม่เคยแพ้สงคราม และมีคนกล่าวว่าเว่ยอ๋องไม่เคยปรานีศัตรูที่ปฏิเสธข้อเสนอของตน
บทที่ 2
เสวี่ยเหมยเคยได้ยินเรื่องเหล่านั้นจากขุนนางในราชสำนัก แต่นางไม่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งกองทัพของเขาจะเดินทางมาถึงหน้าประตูบ้านของตน
“กลับวัง”
นางกล่าวทันที ชิงหลัวพยักหน้าและรีบตามไป ระหว่างทางกลับ เสวี่ยเหมยแทบไม่พูดอะไร นางมองผู้คนสองข้างทางผ่านม่านรถม้า ภาพตลาดที่เคยทำให้นางรู้สึกอบอุ่นกลับทำให้หัวใจหนักอึ้ง
หากสงครามเกิดขึ้นจริง คนเหล่านี้ต่างหากที่จะเป็นผู้จ่ายราคาสูงที่สุด พ่อค้าจะไม่มีสินค้า ชาวนาจะทิ้ง ไร่นา เด็กจะสูญเสียบิดา มารดาจะสูญเสียบุตร และไม่ว่าผู้ใดเป็นฝ่ายชนะ คนธรรมดาก็ยังเป็นฝ่ายสูญเสียอยู่ดี
เมื่อรถม้ากลับถึงพระราชวัง เสวี่ยเหมยเห็นทหารรักษาการณ์เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า สีหน้าของทุกคนเคร่งเครียดผิดปกติ นางก้าวลงจากรถแล้วตรงไปยังท้องพระโรงทันที
“องค์หญิงเพคะ เปลี่ยนฉลองพระองค์ก่อนดีหรือไม่”
“ไม่ต้อง”
“แต่ฝ่าบาทอาจกำลังประชุมกับเหล่าขุนนาง”
“ยิ่งต้องไป”
ยังไม่ทันถึงท้องพระโรง เสียงโต้เถียงก็ดังลอดออกมา
“กองทัพเว่ยมีอย่างน้อยห้าหมื่น!”
“รายงานล่าสุดบอกว่าอาจมากกว่านั้น”
“หากเจิ้งเทียนตั้งใจบุกจริง กองกำลังชายแดนของเราต้านได้ไม่นานแน่”
เสวี่ยเหมยหยุดอยู่หน้าประตู หัวใจของนางกระตุกวูบ ห้าหมื่น ไม่ใช่การลาดตระเวน ไม่ใช่การข่มขู่เล็กน้อย แต่เป็นกองทัพที่สามารถเปิดสงครามได้ทุกเมื่อ ขันทีหน้าประตูเห็นนางแล้วรีบคำนับ
“องค์หญิง”
เสียงด้านในเงียบลง ไม่นานนัก เสียงพระบิดาก็ดังออกมา
“เหมยเอ๋อร์ เข้ามาเถิด”
เสวี่ยเหมยสูดลมหายใจก่อนก้าวเข้าไป ภายในท้องพระโรง กษัตริย์หานประทับอยู่เหนือบัลลังก์ สีพระพักตร์เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ขุนนางและแม่ทัพหลายสิบคนยืนอยู่สองฝั่ง กลางห้องมีแผนที่ขนาดใหญ่วางอยู่บนโต๊ะ หมุดสีแดงจำนวนมากปักอยู่ตามแนวชายแดนด้านเหนือ เสวี่ยเหมยมองเพียงครั้งเดียวก็เข้าใจ
“ข่าวที่กองทัพเว่ยเคลื่อนพลเป็นความจริงหรือเพคะ”
พระบิดามองนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง “จริง”
“พวกเขาต้องการอะไร”
ไม่มีใครตอบทันที แม่ทัพผู้หนึ่งกล่าวขึ้น
“เว่ยอ๋องยังไม่ได้ประกาศสงคราม แต่ส่งกองทัพมาประชิดชายแดนสามจุดพร้อมกัน เส้นทางเหล่านี้ล้วนสามารถบุกเข้าสู่เมืองสำคัญของเราได้”
“เหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้น”
เสนาบดีเฒ่าถอนหายใจ “เว่ยต้องการเส้นทางการค้าทางตะวันออกของเรา และต้องการให้หานยอมอยู่ใต้อำนาจมาหลายปีแล้ว”
เสวี่ยเหมยขมวดคิ้ว
“หากต้องการเจรจา เหตุใดต้องนำทหารห้าหมื่นคนมายืนหน้าบ้านผู้อื่น”
ขุนนางหลายคนเงียบ กษัตริย์หานตรัสด้วยเสียงหนัก
“เพราะเว่ยอ๋องต้องการให้เราเข้าใจว่า หากไม่ยอมเจรจาตามเงื่อนไข เขาพร้อมใช้วิธีอื่น”
เสวี่ยเหมยกำมือแน่น “นี่ไม่เรียกว่าเจรจา นี่คือการข่มขู่”
“เหมยเอ๋อ”
“หากเขาคิดว่าการมีกองทัพมากกว่าจะทำให้ทุกคนต้องคุกเข่าให้ เขาก็เย่อหยิ่งเกินไปแล้ว”
แม่ทัพบางคนมององค์หญิงด้วยความชื่นชม แต่ขุนนางฝ่ายบุ๋นกลับมีสีหน้าหนักใจ
พระบิดาถอนพระทัย “สงครามไม่ได้ตัดสินกันด้วยความกล้าหาญเพียงอย่างเดียว หานมีกำลังทหารน้อยกว่าเว่ย เสบียงของเราก็เพิ่งเสียหายจากน้ำท่วมเมื่อปลายปีก่อน หากเปิดศึกในเวลานี้ ต่อให้ป้องกันเมืองหลวงได้ ประชาชนตามชายแดนก็จะเดือดร้อนอย่างหนัก”
คำพูดนั้นทำให้เสวี่ยเหมยนึกถึงเด็กชายที่โรงทาน
พ่อของเด็กยังอยู่ชายแดน
นางไม่รู้เลยว่าอีกไม่กี่วันเด็กคนนั้นจะยังมีบิดากลับมาหาหรือไม่
“แล้วเราจะทำอย่างไรเพคะ”
“ส่งทูตไปถามความต้องการของเว่ยอ๋อง”
เสวี่ยเหมยเม้มริมฝีปาก นางไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย ทั้งที่ยังไม่เคยเห็นหน้าชายชื่อเจิ้งเทียนด้วยซ้ำ แต่นางกลับรู้สึกรังเกียจวิธีการของเขาเสียแล้ว ชายที่ใช้กองทัพนับหมื่นกดดันแคว้นที่อ่อนแอกว่า จะเป็นคนเช่นใดกัน
หลังออกจากท้องพระโรง เสวี่ยเหมยไม่ได้กลับตำหนักทันที นางเดินไปยังสวนเหมยด้านตะวันตกของพระราชวัง ดอกสีขาวอมชมพูกำลังผลิบานเต็มกิ่ง บางกลีบปลิวตามสายลมลงบนพื้นหิน
สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่โปรดของนางมาตั้งแต่วัยเด็ก พระมารดาเคยบอกว่าเหตุที่ตั้งชื่อนางว่าเสวี่ยเหมย เพราะวันที่นางเกิด หิมะตกหนักทั่วนครหลวง แต่ต้นเหมยหน้าตำหนักกลับออกดอกงดงาม
“ดอกเหมยยิ่งผ่านความหนาว ยิ่งผลิบานงดงาม”
พระมารดาเคยกล่าวเช่นนั้น
เสวี่ยเหมยเงยหน้ามองกิ่งเหมยเหนือศีรษะ
“เว่ยอ๋อง”
นางเอ่ยชื่อนั้นเบา ๆ เพียงชื่อเดียวกลับทำให้บรรยากาศสงบงามของสวนดูเย็นเยียบลง
“ไม่ว่าท่านต้องการสิ่งใดจากหาน ข้าหวังว่าท่านจะยังเหลือความเป็นมนุษย์พอที่จะไม่เอาชีวิตประชาชนมาเป็นเครื่องต่อรอง”
ชิงหลัวยืนอยู่ไม่ไกลและไม่ได้พูดอะไร
ไม่มีผู้ใดรู้ว่า ในขณะเดียวกันนั้น ห่างออกไปหลายร้อยลี้เหนือกำแพงเมืองชายแดน ธงสีดำปักลายพยัคฆ์แห่งเว่ยกำลังโบกสะบัดเต็มท้องทุ่ง
กองทัพม้านับพันเรียงแถวสุดสายตา
เสียงเกือกม้ากระทบพื้นดังเป็นระยะ ทหารในชุดเกราะดำยืนประจำตำแหน่งอย่างมีระเบียบ ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงโดยไม่จำเป็น
กลางค่ายใหญ่ บุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่เหนือแผนที่
เขาสวมชุดสีดำสนิท ปลายแขนปักลายสีทอง เรือนผมดำถูกรวบไว้ด้วยรัดเกล้าหยก ใบหน้าคมคายหล่อเหลาอย่างยากจะหาผู้ใดเทียบ ทว่าดวงตากลับเย็นเยียบจนผู้ใต้บังคับบัญชาแทบไม่มีใครกล้าสบตรง ๆ
ชายผู้นั้นคือ เจิ้งเทียน เว่ยอ๋อง
เจ้าผู้ครองแคว้นเว่ยวัยยี่สิบห้าชันษา
แม่ทัพคนหนึ่งก้าวเข้ามาคำนับ
“ทูลฝ่าบาท กองกำลังทั้งสามสายเข้าประจำตำแหน่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ หากมีพระบัญชา เราสามารถข้ามชายแดนหานได้ภายในคืนนี้”
เจิ้งเทียนเลื่อนสายตาไปตามเส้นบนแผนที่
“ยังไม่ต้อง”
แม่ทัพชะงัก “ฝ่าบาท?”
“ข้าต้องการรัฐหานที่ยังมีเมือง มีประชาชน และมีเส้นทางการค้า ไม่ใช่แผ่นดินไหม้เกรียมที่เต็มไปด้วยศพ”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบอย่างน่ากลัว
“ให้ทหารอยู่ที่เดิม”
“แล้วหากกษัตริย์หานไม่ยอมรับเงื่อนไขของเราเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
เจิ้งเทียนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
ไม่มีความอบอุ่นอยู่ในรอยยิ้มนั้นแม้แต่น้อย
“เมื่อเขาเห็นทหารของข้ายืนอยู่หน้าประตูบ้านทุกวัน เขาจะยอมเอง”
“ฝ่าบาททรงมั่นพระทัยหรือ”
เว่ยอ๋องเงยหน้าขึ้น
“บนโลกนี้ไม่มีผู้ใดไม่ยอมแพ้ เพียงแต่ต้องรู้ว่าเขากลัวจะสูญเสียสิ่งใดมากที่สุด”
แม่ทัพก้มศีรษะทันที
เจิ้งเทียนหันกลับไปมองแผนที่รัฐหานอีกครั้ง ก่อนวางนิ้วลงบนตำแหน่งนครหลวงอย่างช้า ๆ
เวลานั้นเขายังไม่รู้เลยว่า ในพระราชวังซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้ มีหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่ใต้ต้นเหมยและกล่าวถึงเขาด้วยความเกลียดชัง ทั้งที่ยังไม่เคยพบหน้ากัน
และเสวี่ยเหมยเองก็ไม่รู้ว่า บุรุษที่นางเพิ่งตราหน้าว่าไร้มนุษยธรรม กำลังจะก้าวเข้ามาเปลี่ยนชะตาชีวิตของนางไปตลอดกาล
สงครามระหว่างเว่ยกับหานยังไม่เริ่มต้น
แต่ชะตาระหว่าง เว่ยอ๋องเจิ้งเทียน กับ เจ้าหญิงเสวี่ยเหมย
ได้เริ่มหมุนไปแล้ว
ดวงตาของแม่ทัพใหญ่มีประกายอยากรบ แต่เจิ้งเทียนส่ายหน้า “ยัง”“ฝ่าบาท?”“ถ้าเราข้ามชายแดนตอนนี้ หานจะได้สิ่งที่ต้องการ”“อะไรพ่ะย่ะค่ะ”“เหตุผลในการขอความช่วยเหลือ”เขาเดินไปที่แผนที่“ตราบใดที่กองทัพเว่ยยังไม่ข้ามเข้าไป รัฐอื่นจะลังเล แต่หากเราบุก หานจะประกาศว่าเว่ยเป็นผู้รุกราน และรัฐที่หวาดกลัวการขยายอำนาจของเราจะมีข้ออ้างรวมตัวกัน”เหอซื่อหมิงพยักหน้าชื่นชม“ดังนั้นฝ่าบาทจึงต้องการบีบให้หานยอมโดยไม่ให้พวกเขามีเหตุชอบธรรมในการรวมพันธมิตร”“ถูกต้อง”ฉู่จงเหยียนยังไม่พอใจ“แต่หานเห็นว่าเราไม่บุก อาจยิ่งคิดว่าสามารถถ่วงเวลาได้”เจิ้งเทียนหันมองเขา“ใครบอกว่าข้าจะปล่อยให้ถ่วง”น้ำเสียงเย็นทำให้คนทั้งกระโจมเงียบลง เว่ยอ๋องหยิบหมุดหนึ่งอันขึ้นมา“เพิ่มทหารหน้าแนวชายแดนอีกสองหมื่น”ฉู่จงเหยียนยิ้มทันที “พ่ะย่ะค่ะ”“ขนเครื่องยิงหินออกมาให้พวกเขาเห็น แต่ห้ามยิง”“รับพระบัญชา”“สั่งกองม้าลาดตระเวนตามแนวชายแดนทั้งกลางวันและกลางคืน”เหอซื่อหมิงถาม “ฝ่าบาทต้องการสร้างแรงกดดันให้พวกเขาคิดว่าเราพร้อมเปิดศึกทุกเวลา”“ข้าต้องการให้กษัตริย์หานนอนไม่หลับ”เจิ้งเทียนตอบเรียบ ๆ หลายคนยิ้มออกมา นี่ต่างหา
“เสด็จพ่อเพคะ”เสียงขององค์หญิงทำให้ทุกคนหยุด กษัตริย์หานมองพระธิดา“เหมยเอ๋อมีความเห็นอย่างไร”เสวี่ยเหมยสูดลมหายใจ “หม่อมฉันคิดว่าเราไม่ควรยอมรับเงื่อนไขทั้งหมด แต่ก็ไม่ควรประกาศสงคราม”แม่ทัพหลี่เซิ่งขมวดคิ้ว “องค์หญิงหมายถึงอะไรพ่ะย่ะค่ะ”“เจรจา”“เว่ยเห็นชัดว่าไม่ได้ต้องการเจรจา”“เพราะเขาคิดว่าเรากลัวจนจะยอมทุกอย่าง”เสวี่ยเหมยหันไปยังแผนที่“แต่หากเราปฏิเสธอย่างเด็ดขาดและเริ่มเคลื่อนทหารทันที เราก็จะเดินเข้าไปในเกมของเขาเช่นกัน”เสนาบดีใหญ่ถาม “องค์หญิงคิดว่าเกมของเว่ยอ๋องคืออะไร”“ชัยชนะโดยไม่ต้องเสียกำลังมาก”นางตอบทันที ทุกคนหันมามอง เสวี่ยเหมยกล่าวต่อ“หากเขาต้องการสงครามจริง กองทัพเว่ยข้ามชายแดนมาตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว เขามีกำลังมากกว่า มีเสบียงพร้อมกว่า และรู้ว่าหานยังไม่ทันเตรียมตัว แต่เขากลับหยุดอยู่ฝั่งตรงข้าม”พระเชษฐาหานหมิงพยักหน้าช้า ๆ “เขาต้องการให้เรายอมด้วยตัวเอง”“ใช่เพคะ” เสวี่ยเหมยมองพระบิดา “เจิ้งเทียนต้องการชัยชนะ แต่เขาไม่ต้องการจ่ายราคาของสงครามหากไม่จำเป็น”แม่ทัพหลี่เซิ่งถาม “เช่นนั้นเราควรทำอย่างไร”“ซื้อเวลา” นางตอบ “เราตอบกลับว่าไม่ปฏิเสธการเจรจาเรื่
เว่ยอ๋องผู้กระหายชัยชนะเสียงระฆังเรียกประชุมราชสำนักดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างเร่งฝีเท้าเข้าสู่ท้องพระโรงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ข่าวกองทัพเว่ยเคลื่อนเข้าประชิดชายแดนอีกสิบลี้แพร่เข้ามาถึงนครหลวงเมื่อคืนที่ผ่านมา และเช้าวันนี้ราชสาส์นฉบับใหม่จากเว่ยก็เดินทางมาถึงพร้อมทูตพิเศษซึ่งได้รับคำสั่งให้อ่านข้อเรียกร้องต่อหน้ากษัตริย์หานโดยตรงไม่มีผู้ใดในราชสำนักคิดว่านั่นเป็นสัญญาณที่ดีเสวี่ยเหมยเดินเข้าสู่ตำหนักใหญ่พร้อมชิงหลัว หลังจากได้รับพระบัญชาให้เข้าร่วมรับฟังการเจรจา นางยังสวมฉลองพระองค์สีขาวเรียบง่าย เครื่องประดับมีเพียงปิ่นหยกบนเรือนผม ขณะที่หยกสีขาวซึ่งเทียนหลงมอบให้ถูกเก็บซ่อนอยู่ภายในถุงผ้าเล็กแนบข้างเอวนับตั้งแต่กลับถึงวัง นางไม่เคยนำมันออกห่างตัว เสวี่ยเหมยเองยังไม่เข้าใจว่าเหตุใด บางทีเพราะมันเป็นหลักฐานว่าการพบชายปริศนาผู้นั้นไม่ได้เป็นเพียงความฝันกลางสายฝน บางทีเพราะคำสัญญาใต้ต้นเหมยยังติดอยู่ในความทรงจำหรือบางทีนางเพียงรู้สึกว่า เมื่อถือหยกชิ้นนี้ไว้ ชายที่เต็มไปด้วยความลับผู้นั้นก็เหมือนยังอยู่ไม่ไกลนัก แต่ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ท้องพระโ
คำตอบนั้นทำให้หลายคนเงียบลง ฉู่จงเหยียนยิ้มเล็กน้อย เขาคุ้นเคยกับผู้เป็นนายดี เมื่อเว่ยอ๋องกล่าวเช่นนี้ แสดงว่าในพระทัยมีแผนสำรองอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครรู้ว่าแผนสำรองนั้นคืออะไร แม้กระทั่งตัวเจิ้งเทียนเองในเวลานี้ก็ยังไม่ได้คิดถึงชื่อของเสวี่ยเหมยในฐานะเงื่อนไขทางการเมืองอย่างจริงจังสำหรับเขา นางยังเป็นเพียงหญิงที่บังเอิญพบระหว่างการเดินทาง หญิงที่ทำแผลให้เขา หญิงที่กล้าเถียงเรื่องสงคราม และหญิงที่กำลังถือหยกประจำพระองค์ของเขาอยู่โดยไม่รู้เลยว่ามันหมายถึงอะไรการประชุมดำเนินต่ออีกเกือบหนึ่งชั่วยาม เมื่อทุกคนรับคำสั่งเรียบร้อย เจิ้งเทียนจึงสั่งให้แยกย้าย แม่ทัพทั้งหลายคำนับแล้วเดินออกจากกระโจม ฉู่จงเหยียนเดินเป็นคนสุดท้าย แต่ก่อนออก เขาหยุดแล้วหันกลับมา“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องหนึ่งไม่แน่ใจว่าควรทูลหรือไม่”“พูดมา”“คนของเรารายงานว่าฝ่าบาททรงมอบป้ายหยกประจำพระองค์ให้สตรีผู้หนึ่ง”หลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านข้างก้มหน้าทันที เจิ้งเทียนกลับไม่มีสีหน้าเปลี่ยน“แล้วอย่างไร?”แม่ทัพใหญ่รีบคุกเข่า“ป้ายหยกนั้นสามารถผ่านด่านภายในวังได้ หากตกอยู่ในมือผู้ไม่หวังดี อาจเกิดปัญหา กระหม่อมจึงคิดว่าควรส่ง





