เชลยเสน่หา

เชลยเสน่หา

last updateLast Updated : 2026-10-19
By:  อักษรามณีUpdated just now
Language: Thai
goodnovel16goodnovel
Not enough ratings
15Chapters
38views
Read
Add to library

Share:  

Report
Overview
Catalog
SCAN CODE TO READ ON APP

เพราะต้องการหยุดสงครามและรักษาเอกราชของแคว้นหานเอาไว้ เจ้าหญิงเสวี่ยเหมย จึงยอมสละตนเอง เดินทางสู่แคว้นศัตรูในฐานะ “เชลย” ตามข้อเรียกร้องของ เจิ้งเทียน เว่ยอ๋อง กษัตริย์หนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเด็ดขาด เหี้ยมหาญ และไร้ความปรานี สำหรับเขา นางเป็นเพียงองค์หญิงผู้ดื้อรั้นที่ควรถูกทำลายความหยิ่งทะนงให้สิ้น ยิ่งนางเกลียด เขายิ่งอยากเอาชนะ ยิ่งนางต่อต้าน เขายิ่งต้องการเห็นนางยอมจำนนอยู่แทบเท้า แต่เสวี่ยเหมยยอมสูญเสียได้ทุกอย่าง ยกเว้นศักดิ์ศรีของตนเอง

View More

Chapter 1

บทที่ 1

ดอกเหมยแห่งหาน

สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านกำแพงสูงของนครหลวงแห่งหาน กลิ่นดอกเหมยซึ่งกำลังผลิบานตามตรอกซอกซอยลอยปะปนกับกลิ่นหอมของขนมแป้งทอดและน้ำชาจากร้านรวงสองข้างทาง ยามเช้าเช่นนี้ถนนสายใหญ่ทางทิศตะวันออกเต็มไปด้วยผู้คน พ่อค้าเปิดร้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ชาวบ้านจากนอกเมืองนำผัก ผลไม้ และของป่าเข้ามาขาย เสียงเรียกลูกค้าดังสลับกับเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ จนแทบไม่มีใครสังเกตเห็นรถม้าคันเล็กซึ่งแล่นออกจากประตูด้านข้างของพระราชวัง

ภายในรถม้านั้นมีหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง นางสวมชุดสีฟ้าอ่อนเรียบง่าย ไม่มีลวดลายมังกรหงส์หรือเครื่องประดับล้ำค่าอย่างสตรีสูงศักดิ์ มีเพียงปิ่นหยกขาวปักอยู่บนมวยผมดำสนิท ใบหน้างดงามหมดจด ผิวขาวนวล และดวงตาคู่สวยซึ่งมักมีรอยยิ้มอยู่เสมอ

นางคือ เจ้าหญิงเสวี่ยเหมย พระธิดาองค์เล็กแห่งกษัตริย์หาน ผู้ซึ่งประชาชนเรียกขานลับหลังด้วยความเอ็นดูว่า ดอกเหมยแห่งหาน

“องค์หญิงเพคะ วันนี้คนในตลาดมากกว่าทุกครั้ง หากฝ่าบาททรงทราบว่าพระองค์ออกมานอกวังโดยมีองครักษ์ติดตามเพียงไม่กี่คน หม่อมฉันคงถูกลงโทษแน่”

ชิงหลัว นางกำนัลคนสนิทชะโงกมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้ากังวล

เสวี่ยเหมยหัวเราะเบา ๆ “เสด็จพ่อทรงทราบว่าข้าออกมา เพียงแต่ไม่รู้ว่าข้าจะไปไกลถึงเขตตะวันออกเท่านั้น”

“นั่นต่างกันตรงไหนเพคะ”

“ต่างสิ อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ต้องโกหกว่าข้าแอบหนีออกจากวัง”

ชิงหลัวถอนหายใจยาว นางรับใช้องค์หญิงมาตั้งแต่วัยเด็กจึงรู้ดีว่า เมื่อเสวี่ยเหมยตัดสินใจทำสิ่งใดแล้ว ต่อให้ยกกฎในวังมาร้อยข้อก็เปลี่ยนพระทัยไม่ได้

รถม้าหยุดหน้าตรอกเล็กแห่งหนึ่ง เสวี่ยเหมยก้าวลงทันทีโดยไม่รอให้คนรับใช้วางแท่นรองเท้า ชิงหลัวรีบตามลงมา

“ระวังเพคะ”

“ข้าไม่ได้ทำจากแก้วเสียหน่อย”

“แต่พระองค์เป็นถึงองค์หญิงนะเพคะ”

“พอออกมาข้างนอกก็เลิกพูดคำว่าองค์หญิงเสียที หากทุกคนรู้ว่าข้าเป็นใคร ประเดี๋ยวก็พากันคุกเข่า แล้ววันนี้ข้าจะทำอะไรได้”

ชิงหลัวจำต้องรับคำ

ปลายตรอกมีเรือนเก่าหลังหนึ่ง ด้านหน้าแขวนป้ายไม้เขียนว่า โรงทานจี้ซิน สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นจากเงินส่วนพระองค์ของเสวี่ยเหมยเมื่อสองปีก่อน เพื่อแจกอาหารให้คนชรา เด็กกำพร้า และครอบครัวทหารที่เสียชีวิตจากการปกป้องชายแดน

ทันทีที่นางก้าวเข้าไป หญิงชราผู้ดูแลโรงทานก็ยิ้มกว้าง

“คุณหนูเสวี่ยมาแล้วหรือ”

“ท่านยายเฉิน”

เสวี่ยเหมยเดินเข้าไปจับมือหญิงชราโดยไม่ถือพระองค์

“เดือนนี้ข้าวสารพอหรือไม่”

“พอเจ้าค่ะ เงินที่คุณหนูให้มาคราวก่อนยังเหลืออยู่มาก แต่ช่วงนี้มีคนจากทางเหนือเข้ามาขออาหารเพิ่มหลายครอบครัว”

รอยยิ้มบนใบหน้าของเสวี่ยเหมยค่อย ๆ จางลง “ทางเหนือหรือ”

“เจ้าค่ะ ได้ยินว่าตามหมู่บ้านชายแดนเริ่มไม่สงบ ผู้คนจึงพาครอบครัวเข้ามาหางานในเมือง”

เสวี่ยเหมยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปทางชิงหลัว “อีกสองวันให้คนนำข้าวสารจากคลังส่วนตัวของข้ามาที่นี่เพิ่มยี่สิบกระสอบ แล้วเตรียมผ้าห่มกับยาสามัญมาด้วย”

“แต่ของเหล่านั้นพระองค์ตั้งใจส่งไปยังหมู่บ้านทางใต้ไม่ใช่หรือเพคะ”

“ทางใต้ยังพอมีผลผลิตปีนี้ ส่วนคนที่หนีมาจากชายแดนคงแทบไม่ได้เอาอะไรติดตัวมา แบ่งครึ่งหนึ่งมาที่นี่ก่อน”

“เพคะ”

ขณะทั้งสองกำลังสนทนา เสียงเด็กร้องดังมาจากด้านหลังโรงทาน เสวี่ยเหมยหันไปเห็นเด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งล้มอยู่บนพื้น เข่าถลอกจนมีเลือดไหล นางรีบเดินเข้าไปหา

“เจ็บหรือไม่”

เด็กชายเงยหน้าขึ้น พอเห็นหญิงสาวแปลกหน้าก็รีบเช็ดน้ำตา “ไม่เจ็บ”

“น้ำตาเต็มหน้าแล้วยังบอกว่าไม่เจ็บอีก”

นางย่อตัวลงโดยไม่สนใจว่าชายกระโปรงจะเปื้อนฝุ่น ก่อนหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนออกมาซับเลือดให้เด็กอย่างเบามือ

ชิงหลัวมองแล้วอดยิ้มไม่ได้ นี่คือเสวี่ยเหมยที่นางรู้จักมาตลอด องค์หญิงผู้ไม่เคยเห็นว่าตำแหน่งของตนทำให้สูงส่งกว่าผู้อื่น

“พ่อเจ้าแม่เจ้าอยู่ที่ใด”

เด็กชายก้มหน้า “ท่านพ่อเป็นทหารอยู่ชายแดนขอรับ ท่านแม่พาข้ากับน้องหนีเข้ามาเมื่อสามวันก่อน”

มือของเสวี่ยเหมยชะงัก

“เหตุใดต้องหนี”

เด็กชายส่ายหน้า “ข้าไม่รู้ ท่านแม่บอกว่ามีทหารมากมายอยู่ฝั่งตรงข้ามภูเขา ทุกคนกลัวว่าจะเกิดสงคราม”

เสวี่ยเหมยเงยหน้ามองชิงหลัว คราวนี้สีหน้าของนางกำนัลสาวเปลี่ยนไปเช่นกัน

ข่าวเรื่องความเคลื่อนไหวตามชายแดนเริ่มมีมาหลายวันแล้ว แต่ราชสำนักยังไม่มีประกาศใดออกมาอย่างเป็นทางการ เสวี่ยเหมยจึงคิดว่าเป็นเพียงความขัดแย้งเล็กน้อยระหว่างกองลาดตระเวน

ทว่าหากชาวบ้านเริ่มละทิ้งบ้านเรือน นั่นหมายความว่าสถานการณ์อาจรุนแรงกว่าที่นางรู้

“คุณหนูเสวี่ย”

เสียงชายชราดังขึ้นจากด้านหลัง เสวี่ยเหมยหันไปเห็นชายสูงวัยผู้หนึ่งเดินกะเผลกเข้ามา เขาเคยเป็นทหารมาก่อนและสูญเสียขาข้างหนึ่งในสงครามเมื่อสิบกว่าปีก่อน

“ท่านลุงโจว”

“ข้าได้ข่าวจากพ่อค้าที่เพิ่งกลับจากทางเหนือ เขาบอกว่ากองทัพเว่ยกำลังเคลื่อนพล”

บรรยากาศรอบตัวเงียบลงทันที

“กองทัพเว่ยหรือ”

“ใช่ ได้ยินว่ามีทหารหลายหมื่น กำลังมุ่งหน้าเข้าหาชายแดนหาน”

ชิงหลัวรีบกล่าว “ข่าวลือจากพ่อค้าอาจเชื่อถือไม่ได้”

ชายชราส่ายหน้า “หากเป็นเพียงคนเดียวพูด ข้าก็คงคิดเช่นนั้น แต่นี่มีพ่อค้าสามกลุ่มพูดเหมือนกันหมด เมืองชายแดนบางแห่งเริ่มปิดประตูเร็วกว่าปกติแล้ว”

เสวี่ยเหมยลุกขึ้นช้า ๆ แคว้นเว่ย เพียงได้ยินชื่อก็ทำให้หลายคนหวาดกลัว

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เว่ยขยายอำนาจอย่างรวดเร็ว เมืองเล็กเมืองน้อยหลายแห่งถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นภายใต้การนำของกษัตริย์หนุ่มผู้มีพระชนม์เพียงยี่สิบห้าชันษา

เจิ้งเทียน เว่ยอ๋อง

ชื่อของชายผู้นั้นเดินทางมาถึงหานก่อนกองทัพของเขาเสียอีก มีคนกล่าวว่าเขาเป็นอัจฉริยะด้านการศึก มีคนกล่าวว่าเขาไม่เคยแพ้สงคราม และมีคนกล่าวว่าเว่ยอ๋องไม่เคยปรานีศัตรูที่ปฏิเสธข้อเสนอของตน

บทที่ 2

เสวี่ยเหมยเคยได้ยินเรื่องเหล่านั้นจากขุนนางในราชสำนัก แต่นางไม่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งกองทัพของเขาจะเดินทางมาถึงหน้าประตูบ้านของตน

“กลับวัง”

นางกล่าวทันที ชิงหลัวพยักหน้าและรีบตามไป ระหว่างทางกลับ เสวี่ยเหมยแทบไม่พูดอะไร นางมองผู้คนสองข้างทางผ่านม่านรถม้า ภาพตลาดที่เคยทำให้นางรู้สึกอบอุ่นกลับทำให้หัวใจหนักอึ้ง

หากสงครามเกิดขึ้นจริง คนเหล่านี้ต่างหากที่จะเป็นผู้จ่ายราคาสูงที่สุด พ่อค้าจะไม่มีสินค้า ชาวนาจะทิ้ง ไร่นา  เด็กจะสูญเสียบิดา มารดาจะสูญเสียบุตร และไม่ว่าผู้ใดเป็นฝ่ายชนะ คนธรรมดาก็ยังเป็นฝ่ายสูญเสียอยู่ดี

เมื่อรถม้ากลับถึงพระราชวัง เสวี่ยเหมยเห็นทหารรักษาการณ์เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า สีหน้าของทุกคนเคร่งเครียดผิดปกติ นางก้าวลงจากรถแล้วตรงไปยังท้องพระโรงทันที

“องค์หญิงเพคะ เปลี่ยนฉลองพระองค์ก่อนดีหรือไม่”

“ไม่ต้อง”

“แต่ฝ่าบาทอาจกำลังประชุมกับเหล่าขุนนาง”

“ยิ่งต้องไป”

ยังไม่ทันถึงท้องพระโรง เสียงโต้เถียงก็ดังลอดออกมา

“กองทัพเว่ยมีอย่างน้อยห้าหมื่น!”

“รายงานล่าสุดบอกว่าอาจมากกว่านั้น”

“หากเจิ้งเทียนตั้งใจบุกจริง กองกำลังชายแดนของเราต้านได้ไม่นานแน่”

เสวี่ยเหมยหยุดอยู่หน้าประตู หัวใจของนางกระตุกวูบ ห้าหมื่น ไม่ใช่การลาดตระเวน ไม่ใช่การข่มขู่เล็กน้อย แต่เป็นกองทัพที่สามารถเปิดสงครามได้ทุกเมื่อ ขันทีหน้าประตูเห็นนางแล้วรีบคำนับ

“องค์หญิง”

เสียงด้านในเงียบลง ไม่นานนัก เสียงพระบิดาก็ดังออกมา

“เหมยเอ๋อร์ เข้ามาเถิด”

เสวี่ยเหมยสูดลมหายใจก่อนก้าวเข้าไป ภายในท้องพระโรง กษัตริย์หานประทับอยู่เหนือบัลลังก์ สีพระพักตร์เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ขุนนางและแม่ทัพหลายสิบคนยืนอยู่สองฝั่ง กลางห้องมีแผนที่ขนาดใหญ่วางอยู่บนโต๊ะ หมุดสีแดงจำนวนมากปักอยู่ตามแนวชายแดนด้านเหนือ เสวี่ยเหมยมองเพียงครั้งเดียวก็เข้าใจ

“ข่าวที่กองทัพเว่ยเคลื่อนพลเป็นความจริงหรือเพคะ”

พระบิดามองนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง “จริง”

“พวกเขาต้องการอะไร”

ไม่มีใครตอบทันที แม่ทัพผู้หนึ่งกล่าวขึ้น

 “เว่ยอ๋องยังไม่ได้ประกาศสงคราม แต่ส่งกองทัพมาประชิดชายแดนสามจุดพร้อมกัน เส้นทางเหล่านี้ล้วนสามารถบุกเข้าสู่เมืองสำคัญของเราได้”

“เหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้น”

เสนาบดีเฒ่าถอนหายใจ “เว่ยต้องการเส้นทางการค้าทางตะวันออกของเรา และต้องการให้หานยอมอยู่ใต้อำนาจมาหลายปีแล้ว”

เสวี่ยเหมยขมวดคิ้ว

“หากต้องการเจรจา เหตุใดต้องนำทหารห้าหมื่นคนมายืนหน้าบ้านผู้อื่น”

ขุนนางหลายคนเงียบ กษัตริย์หานตรัสด้วยเสียงหนัก

“เพราะเว่ยอ๋องต้องการให้เราเข้าใจว่า หากไม่ยอมเจรจาตามเงื่อนไข เขาพร้อมใช้วิธีอื่น”

เสวี่ยเหมยกำมือแน่น “นี่ไม่เรียกว่าเจรจา นี่คือการข่มขู่”

“เหมยเอ๋อ”

“หากเขาคิดว่าการมีกองทัพมากกว่าจะทำให้ทุกคนต้องคุกเข่าให้ เขาก็เย่อหยิ่งเกินไปแล้ว”

แม่ทัพบางคนมององค์หญิงด้วยความชื่นชม แต่ขุนนางฝ่ายบุ๋นกลับมีสีหน้าหนักใจ

พระบิดาถอนพระทัย “สงครามไม่ได้ตัดสินกันด้วยความกล้าหาญเพียงอย่างเดียว หานมีกำลังทหารน้อยกว่าเว่ย เสบียงของเราก็เพิ่งเสียหายจากน้ำท่วมเมื่อปลายปีก่อน หากเปิดศึกในเวลานี้ ต่อให้ป้องกันเมืองหลวงได้ ประชาชนตามชายแดนก็จะเดือดร้อนอย่างหนัก”

คำพูดนั้นทำให้เสวี่ยเหมยนึกถึงเด็กชายที่โรงทาน

พ่อของเด็กยังอยู่ชายแดน

นางไม่รู้เลยว่าอีกไม่กี่วันเด็กคนนั้นจะยังมีบิดากลับมาหาหรือไม่

“แล้วเราจะทำอย่างไรเพคะ”

“ส่งทูตไปถามความต้องการของเว่ยอ๋อง”

เสวี่ยเหมยเม้มริมฝีปาก นางไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย ทั้งที่ยังไม่เคยเห็นหน้าชายชื่อเจิ้งเทียนด้วยซ้ำ แต่นางกลับรู้สึกรังเกียจวิธีการของเขาเสียแล้ว ชายที่ใช้กองทัพนับหมื่นกดดันแคว้นที่อ่อนแอกว่า จะเป็นคนเช่นใดกัน

หลังออกจากท้องพระโรง เสวี่ยเหมยไม่ได้กลับตำหนักทันที นางเดินไปยังสวนเหมยด้านตะวันตกของพระราชวัง ดอกสีขาวอมชมพูกำลังผลิบานเต็มกิ่ง บางกลีบปลิวตามสายลมลงบนพื้นหิน

สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่โปรดของนางมาตั้งแต่วัยเด็ก พระมารดาเคยบอกว่าเหตุที่ตั้งชื่อนางว่าเสวี่ยเหมย เพราะวันที่นางเกิด หิมะตกหนักทั่วนครหลวง แต่ต้นเหมยหน้าตำหนักกลับออกดอกงดงาม

“ดอกเหมยยิ่งผ่านความหนาว ยิ่งผลิบานงดงาม”

พระมารดาเคยกล่าวเช่นนั้น

เสวี่ยเหมยเงยหน้ามองกิ่งเหมยเหนือศีรษะ

“เว่ยอ๋อง”

นางเอ่ยชื่อนั้นเบา ๆ เพียงชื่อเดียวกลับทำให้บรรยากาศสงบงามของสวนดูเย็นเยียบลง

“ไม่ว่าท่านต้องการสิ่งใดจากหาน ข้าหวังว่าท่านจะยังเหลือความเป็นมนุษย์พอที่จะไม่เอาชีวิตประชาชนมาเป็นเครื่องต่อรอง”

ชิงหลัวยืนอยู่ไม่ไกลและไม่ได้พูดอะไร

ไม่มีผู้ใดรู้ว่า ในขณะเดียวกันนั้น ห่างออกไปหลายร้อยลี้เหนือกำแพงเมืองชายแดน ธงสีดำปักลายพยัคฆ์แห่งเว่ยกำลังโบกสะบัดเต็มท้องทุ่ง

กองทัพม้านับพันเรียงแถวสุดสายตา

เสียงเกือกม้ากระทบพื้นดังเป็นระยะ ทหารในชุดเกราะดำยืนประจำตำแหน่งอย่างมีระเบียบ ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงโดยไม่จำเป็น

กลางค่ายใหญ่ บุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่เหนือแผนที่

เขาสวมชุดสีดำสนิท ปลายแขนปักลายสีทอง เรือนผมดำถูกรวบไว้ด้วยรัดเกล้าหยก ใบหน้าคมคายหล่อเหลาอย่างยากจะหาผู้ใดเทียบ ทว่าดวงตากลับเย็นเยียบจนผู้ใต้บังคับบัญชาแทบไม่มีใครกล้าสบตรง ๆ

ชายผู้นั้นคือ เจิ้งเทียน เว่ยอ๋อง

เจ้าผู้ครองแคว้นเว่ยวัยยี่สิบห้าชันษา

แม่ทัพคนหนึ่งก้าวเข้ามาคำนับ

“ทูลฝ่าบาท กองกำลังทั้งสามสายเข้าประจำตำแหน่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ หากมีพระบัญชา เราสามารถข้ามชายแดนหานได้ภายในคืนนี้”

เจิ้งเทียนเลื่อนสายตาไปตามเส้นบนแผนที่

“ยังไม่ต้อง”

แม่ทัพชะงัก “ฝ่าบาท?”

“ข้าต้องการรัฐหานที่ยังมีเมือง มีประชาชน และมีเส้นทางการค้า ไม่ใช่แผ่นดินไหม้เกรียมที่เต็มไปด้วยศพ”

น้ำเสียงของเขาราบเรียบอย่างน่ากลัว

“ให้ทหารอยู่ที่เดิม”

“แล้วหากกษัตริย์หานไม่ยอมรับเงื่อนไขของเราเล่าพ่ะย่ะค่ะ”

เจิ้งเทียนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

ไม่มีความอบอุ่นอยู่ในรอยยิ้มนั้นแม้แต่น้อย

“เมื่อเขาเห็นทหารของข้ายืนอยู่หน้าประตูบ้านทุกวัน เขาจะยอมเอง”

“ฝ่าบาททรงมั่นพระทัยหรือ”

เว่ยอ๋องเงยหน้าขึ้น

“บนโลกนี้ไม่มีผู้ใดไม่ยอมแพ้ เพียงแต่ต้องรู้ว่าเขากลัวจะสูญเสียสิ่งใดมากที่สุด”

แม่ทัพก้มศีรษะทันที

เจิ้งเทียนหันกลับไปมองแผนที่รัฐหานอีกครั้ง ก่อนวางนิ้วลงบนตำแหน่งนครหลวงอย่างช้า ๆ

เวลานั้นเขายังไม่รู้เลยว่า ในพระราชวังซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้ มีหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่ใต้ต้นเหมยและกล่าวถึงเขาด้วยความเกลียดชัง ทั้งที่ยังไม่เคยพบหน้ากัน

และเสวี่ยเหมยเองก็ไม่รู้ว่า บุรุษที่นางเพิ่งตราหน้าว่าไร้มนุษยธรรม กำลังจะก้าวเข้ามาเปลี่ยนชะตาชีวิตของนางไปตลอดกาล

สงครามระหว่างเว่ยกับหานยังไม่เริ่มต้น

แต่ชะตาระหว่าง เว่ยอ๋องเจิ้งเทียน กับ เจ้าหญิงเสวี่ยเหมย

ได้เริ่มหมุนไปแล้ว

Expand
Next Chapter
Download

Latest chapter

More Chapters
No Comments
15 Chapters
บทที่ 1
ดอกเหมยแห่งหานสายลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านกำแพงสูงของนครหลวงแห่งหาน กลิ่นดอกเหมยซึ่งกำลังผลิบานตามตรอกซอกซอยลอยปะปนกับกลิ่นหอมของขนมแป้งทอดและน้ำชาจากร้านรวงสองข้างทาง ยามเช้าเช่นนี้ถนนสายใหญ่ทางทิศตะวันออกเต็มไปด้วยผู้คน พ่อค้าเปิดร้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ชาวบ้านจากนอกเมืองนำผัก ผลไม้ และของป่าเข้ามาขาย เสียงเรียกลูกค้าดังสลับกับเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ จนแทบไม่มีใครสังเกตเห็นรถม้าคันเล็กซึ่งแล่นออกจากประตูด้านข้างของพระราชวังภายในรถม้านั้นมีหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง นางสวมชุดสีฟ้าอ่อนเรียบง่าย ไม่มีลวดลายมังกรหงส์หรือเครื่องประดับล้ำค่าอย่างสตรีสูงศักดิ์ มีเพียงปิ่นหยกขาวปักอยู่บนมวยผมดำสนิท ใบหน้างดงามหมดจด ผิวขาวนวล และดวงตาคู่สวยซึ่งมักมีรอยยิ้มอยู่เสมอนางคือ เจ้าหญิงเสวี่ยเหมย พระธิดาองค์เล็กแห่งกษัตริย์หาน ผู้ซึ่งประชาชนเรียกขานลับหลังด้วยความเอ็นดูว่า ดอกเหมยแห่งหาน“องค์หญิงเพคะ วันนี้คนในตลาดมากกว่าทุกครั้ง หากฝ่าบาททรงทราบว่าพระองค์ออกมานอกวังโดยมีองครักษ์ติดตามเพียงไม่กี่คน หม่อมฉันคงถูกลงโทษแน่”ชิงหลัว นางกำนัลคนสนิทชะโงกมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้ากังวลเสวี่ย
last updateLast Updated : 2026-10-18
Read more
บทที่ 2
เสวี่ยเหมยเคยได้ยินเรื่องเหล่านั้นจากขุนนางในราชสำนัก แต่นางไม่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งกองทัพของเขาจะเดินทางมาถึงหน้าประตูบ้านของตน“กลับวัง”นางกล่าวทันที ชิงหลัวพยักหน้าและรีบตามไป ระหว่างทางกลับ เสวี่ยเหมยแทบไม่พูดอะไร นางมองผู้คนสองข้างทางผ่านม่านรถม้า ภาพตลาดที่เคยทำให้นางรู้สึกอบอุ่นกลับทำให้หัวใจหนักอึ้งหากสงครามเกิดขึ้นจริง คนเหล่านี้ต่างหากที่จะเป็นผู้จ่ายราคาสูงที่สุด พ่อค้าจะไม่มีสินค้า ชาวนาจะทิ้ง ไร่นา เด็กจะสูญเสียบิดา มารดาจะสูญเสียบุตร และไม่ว่าผู้ใดเป็นฝ่ายชนะ คนธรรมดาก็ยังเป็นฝ่ายสูญเสียอยู่ดีเมื่อรถม้ากลับถึงพระราชวัง เสวี่ยเหมยเห็นทหารรักษาการณ์เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า สีหน้าของทุกคนเคร่งเครียดผิดปกติ นางก้าวลงจากรถแล้วตรงไปยังท้องพระโรงทันที“องค์หญิงเพคะ เปลี่ยนฉลองพระองค์ก่อนดีหรือไม่”“ไม่ต้อง”“แต่ฝ่าบาทอาจกำลังประชุมกับเหล่าขุนนาง”“ยิ่งต้องไป”ยังไม่ทันถึงท้องพระโรง เสียงโต้เถียงก็ดังลอดออกมา“กองทัพเว่ยมีอย่างน้อยห้าหมื่น!”“รายงานล่าสุดบอกว่าอาจมากกว่านั้น”“หากเจิ้งเทียนตั้งใจบุกจริง กองกำลังชายแดนของเราต้านได้ไม่นานแน่”เสวี่ยเหมยหยุดอยู่หน้าประตู หัวใจของนา
last updateLast Updated : 2026-10-18
Read more
บทที่ 3
บุรุษกลางราตรีราชสาส์นจากแคว้นเว่ยทำให้พระราชวังหานตกอยู่ในบรรยากาศตึงเครียดตลอดทั้งคืน หลังการประชุมราชสำนักสิ้นสุดลง กษัตริย์หานมีพระบัญชาเพิ่มกำลังทหารตามประตูเมืองและส่งม้าเร็วไปยังหัวเมืองชายแดนเพื่อสอบถามสถานการณ์โดยละเอียด ขณะที่เหล่าขุนนางยังถกเถียงกันไม่หยุดว่าควรยอมรับเงื่อนไขของเว่ยหรือเตรียมทำสงครามสำหรับเสวี่ยเหมย สิ่งที่รบกวนจิตใจนางกลับไม่ใช่เพียงราชสาส์นฉบับนั้น แต่เป็นภาพเด็กชายในโรงทานที่บอกว่าบิดาของเขาเป็นทหารอยู่ชายแดนนางนอนไม่หลับเกือบทั้งคืนรุ่งเช้าวันต่อมา เสวี่ยเหมยจึงมีรับสั่งให้คนเตรียมข้าวสาร ยารักษาโรค เสื้อผ้าและผ้าห่มจำนวนหนึ่ง เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านทางเหนือซึ่งเริ่มมีผู้ลี้ภัยจากเขตชายแดนเข้ามาอาศัยอยู่“องค์หญิงจะเสด็จไปด้วยพระองค์เองจริงหรือเพคะ”ชิงหลัวถามเป็นครั้งที่สามขณะยืนมองคนงานขนกระสอบข้าวขึ้นรถม้า“ข้าบอกเจ้าไปแล้วว่าจะไป”“แต่สถานการณ์ช่วงนี้ไม่เหมือนเดิมนะเพคะ ฝ่าบาทเพิ่งทรงมีพระบัญชาให้เพิ่มทหารรักษาพระนคร หากทรงทราบว่าองค์หญิงออกไปนอกเมืองในเวลาเช่นนี้…”“เราไม่ได้ไปชายแดนเสียหน่อย หมู่บ้านชิงเหออยู่ห่างจากประตูเมืองเพียงสามสิบลี้”“สา
last updateLast Updated : 2026-10-18
Read more
บทที่ 4
ชายชุดดำทั้งสองพุ่งเข้าใส่ บุรุษปริศนากระโดดลงจากหลังม้าอย่างรวดเร็ว ดาบในมือถูกชักออกแทบพร้อมกัน เสียงโลหะปะทะดังขึ้นท่ามกลางสายฝน เสวี่ยเหมยถอยหลังโดยสัญชาตญาณ นางเคยเห็นองครักษ์ฝึกดาบมามาก แต่ไม่เคยเห็นผู้ใดเคลื่อนไหวเช่นนี้ทุกจังหวะของเขารวดเร็ว แม่นยำ และไม่มีการเคลื่อนไหวเกินความจำเป็น ชายชุดดำคนแรกถูกเตะจนกระเด็นไปกระแทกต้นไม้ อีกคนพยายามโจมตีจากด้านหลัง แต่บุรุษปริศนากลับหมุนตัวหลบก่อนใช้ด้ามดาบกระแทกเข้าที่อกจนล้มลง เสียงต่อสู้จากถนนด้านนอกดังใกล้เข้ามา คนร้ายอีกสี่คนตามเข้ามาสมทบ“ระวัง!”เสวี่ยเหมยร้องเตือน ชายปริศนาหันมามองนางเพียงเสี้ยววินาที“ถอยไป”น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดัง แต่มีอำนาจบางอย่างจนเสวี่ยเหมยทำตามโดยไม่รู้ตัว เขาต่อสู้กับคนทั้งสี่พร้อมกัน เสวี่ยเหมยมองอย่างตื่นตะลึง บุรุษผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน คนร้ายคนหนึ่งเห็นว่าไม่สามารถเอาชนะเขาได้ จึงเปลี่ยนเป้าหมายมาที่เสวี่ยเหมย“องค์หญิง!”ชิงหลัวร้องลั่น คำเรียกนั้นทำให้ทุกคนชะงักเพียงครู่เดียว ชายชุดดำพุ่งเข้ามา บุรุษปริศนาหันกลับทันที“หมอบลง!”เสวี่ยเหมยทำตาม คมดาบของเขาฟาดผ่านเหนือศีรษะนางและปะทะอาวุธของคนร้ายอย
last updateLast Updated : 2026-10-18
Read more
บทที่ 5
เสียงฝนด้านนอกค่อย ๆ เบาลง เปลวไฟกลางกระท่อมส่องสะท้อนใบหน้าของคนทั้งสอง เสวี่ยเหมยไม่รู้เลยว่าชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเป็นใคร นางเห็นเพียงบุรุษผู้หนึ่งที่เสี่ยงชีวิตช่วยนางจากคนร้าย และได้รับบาดเจ็บเพราะปกป้องนาง ส่วนเทียนหลงกลับรู้ดีว่านางคือใคร ยิ่งกว่านั้น เขายังรู้ว่าหากไม่มีเหตุการณ์คืนนี้ อีกไม่นานเขากับหญิงตรงหน้าอาจต้องยืนอยู่คนละฝั่ง เพราะเทียนหลงไม่ใช่พ่อค้า ไม่ใช่จอมยุทธ์พเนจร และไม่ใช่ชายสามัญที่บังเอิญผ่านมา เขาคือบุรุษผู้มีอำนาจสั่งกองทัพหลายหมื่นซึ่งกำลังประชิดชายแดนบ้านเกิดของนางอยู่ในเวลานี้“เสวี่ยเหมย”เขาเรียกชื่อนางเป็นครั้งแรก“อะไร”“หากวันหนึ่งเจ้าพบว่าคนที่เคยช่วยเจ้าไม่ได้เป็นคนดีอย่างที่เจ้าคิด เจ้าจะทำอย่างไร”นางขมวดคิ้ว “เหตุใดจู่ ๆ จึงถามเช่นนี้”“แค่อยากรู้”เสวี่ยเหมยมองเปลวไฟก่อนตอบ“คนเราคงไม่มีใครดีหรือเลวไปเสียทั้งหมด ข้าจะตัดสินจากสิ่งที่เขาทำ”“หากเขาเคยทำสิ่งที่เจ้าเกลียดที่สุดเล่า”คราวนี้นางเงยหน้ามองเขาตรง ๆ “ข้าก็คงเกลียดสิ่งที่เขาทำ”“แล้วตัวเขา?”เสวี่ยเหมยยิ้มบาง ๆ “ต้องรอให้ถึงวันนั้นก่อน ข้าจึงจะตอบได้”เทียนหลงมองรอยยิ้มนั้นนิ่ง เขาไม่รู
last updateLast Updated : 2026-10-18
Read more
บทที่ 6
ชิงหลัวรีบก้มหน้า นางเริ่มเข้าใจแล้วว่าชายคนนี้คงไม่เคยพบสตรีที่พูดกับเขาเช่นนายหญิงของตนเสวี่ยเหมยขยับเข้าใกล้กองไฟอีกเล็กน้อยแล้วถาม “เทียนหลง ท่านบอกว่าเป็นคนเดินทาง แล้วเดินทางไปที่ใด”“ทางเหนือ”“ข้ารู้แล้วว่าทางเหนือ แต่ทางเหนือกว้างใหญ่ ท่านจะไปเมืองใด”“ยังไม่แน่”คำตอบสั้นจนเสวี่ยเหมยขมวดคิ้ว“คนเดินทางที่ไม่รู้ว่าตนเองจะไปไหน?”“ข้ารู้ เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องบอกเจ้า”นางชะงัก ชิงหลัวเบิกตากว้าง ไม่มีใครกล้าพูดกับองค์หญิงเช่นนี้มานานแล้ว แต่เสวี่ยเหมยกลับไม่โกรธ นางเพียงยกคิ้วขึ้น “ท่านนี่ระวังตัวเหลือเกิน”“คนที่ไม่ระวังตัวมักอยู่ได้ไม่นาน”“แสดงว่ามีคนอยากให้ท่านอยู่ได้ไม่นานมากมายสินะ”คราวนี้เทียนหลงมองนางเต็มตา เสวี่ยเหมยยิ้มอย่างผู้ที่รู้ว่าตนเองเดาถูกบางส่วน“ดูจากฝีมือของท่าน ข้าคงไม่ได้พูดผิด”“องค์หญิงแห่งหานชอบซักถามคนแปลกหน้าเช่นนี้เสมอหรือ”“เฉพาะคนแปลกหน้าที่มีความลับมากเกินไป”“แล้วถ้าข้าไม่อยากตอบ”“ข้าก็ไม่บังคับ”นางตอบง่ายเกินคาดเทียนหลงเหลือบมองนาง “ไม่อยากรู้แล้วหรือ”“อยากรู้สิ”“แต่ไม่ถาม?”“การถามกับการบังคับให้ตอบเป็นคนละเรื่องกัน ท่านช่วยชีวิตข้า ข้
last updateLast Updated : 2026-10-19
Read more
บทที่ 7
เสวี่ยเหมยขมวดคิ้ว “ท่านรู้เรื่องพวกนี้มากจริง ๆ”“เพียงคาดเดา”“คาดเดาได้เหมือนแม่ทัพของข้าไม่มีผิด”เจิ้งเทียนไม่ได้ตอบ นางจ้องเขาอยู่หลายอึดใจ“ท่านเป็นคนเว่ยหรือ”คำถามนั้นเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ชิงหลัวและองครักษ์ใกล้ ๆ ต่างหันมามอง เทียนหลงยังคงนิ่ง มือขององครักษ์คนหนึ่งเลื่อนไปแตะด้ามดาบโดยอัตโนมัติ เสวี่ยเหมยยกมือห้ามทันที“ข้าเพียงถาม”เทียนหลงมองนาง “ถ้าข้าเป็นคนเว่ย เจ้าจะทำอย่างไร”“ท่านช่วยชีวิตข้า ต่อให้เป็นคนเว่ย ข้าก็ไม่ทำอะไรท่าน”“ทั้งที่สองแคว้นอาจกำลังจะทำสงคราม?”“สงครามระหว่างผู้ปกครองไม่ใช่เหตุผลให้ข้าเกลียดคนทั้งแคว้น”ดวงตาของเขานิ่งลง“แต่ถ้าท่านเป็นสายลับที่เข้ามาทำร้ายหาน นั่นก็อีกเรื่อง”“แล้วเจ้าคิดว่าข้าเป็นหรือไม่”เสวี่ยเหมยมองเขาอย่างพิจารณา“ไม่รู้”คำตอบทำให้เขาแปลกใจนางกล่าวต่อ “หากท่านตั้งใจทำร้ายข้า คืนนี้ท่านมีโอกาสมากเกินพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องบาดเจ็บช่วยข้า เพราะฉะนั้นอย่างน้อยตอนนี้ ข้าเลือกเชื่อว่าท่านไม่ใช่ศัตรู”เลือกเชื่อคำสองคำนั้นทำให้ความรู้สึกบางอย่างเคลื่อนไหวในใจของเจิ้งเทียนอย่างที่เขาไม่คุ้นเคย เพราะอีกไม่นาน เขาอาจกลายเป็นศัตรูของนา
last updateLast Updated : 2026-10-19
Read more
บทที่ 8
คำพูดนั้นเป็นเพียงความคิดชั่วครู่ ก่อนเสวี่ยเหมยจะหันกลับไปเตรียมเดินทาง นางไม่รู้เลยว่าในเวลาเดียวกัน เทียนหลงควบม้าไปถึงชายป่า ซึ่งมีกองทหารชุดดำจำนวนหนึ่งรออยู่แล้ว ทันทีที่เห็นเขา ทุกคนลงจากหลังม้าและคุกเข่าพร้อมกัน“ถวายบังคมฝ่าบาท!”ชายหนุ่มหยุดม้า แววตาอ่อนโยนซึ่งเคยปรากฏยามอยู่กับเสวี่ยเหมยหายไปสิ้น แม่ทัพคนสนิทรีบเข้ามารายงาน“ทูลฝ่าบาท กองกำลังของเราพร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ ราชสำนักหานได้รับราชสาส์นและกำลังส่งทูตออกมาเจรจา”เจิ้งเทียนมองไปทางนครหลวงหานซึ่งอยู่หลังแนวภูเขา ในความคิดกลับปรากฏคำพูดของหญิงสาวเมื่อคืน ความมั่นคงของคนหนึ่งจำเป็นต้องสร้างบนความทุกข์ของอีกคนเสมอหรือ เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย“กลับค่าย”“พ่ะย่ะค่ะ”ม้าสีดำทะยานออกไปอีกครั้ง ก่อนจากไป เจิ้งเทียนยกมือแตะผ้าพันแผลใต้แขนเสื้ออย่างไม่รู้ตัว เขาบอกเสวี่ยเหมยว่า หากได้พบกันอีก เขาอาจบอกว่านางว่าตนเป็นใคร ทว่าชายหนุ่มรู้ดีว่า เมื่อถึงวันนั้น นางอาจไม่ต้องถามเสียด้วยซ้ำเพราะชื่อ เจิ้งเทียน เว่ยอ๋อง กำลังจะถูกส่งไปถึงราชสำนักหานพร้อมเงื่อนไขที่ทำให้คนทั้งแคว้นต้องสั่นสะเทือน และเมื่อเสวี่ยเหมยรู้ว่าชายชื่อเทียนหลงกับบุรุ
last updateLast Updated : 2026-10-19
Read more
บทที่ 9
เทียนหลงเลิกคิ้ว “ข้าโกหกตรงไหน”“ท่านไม่ใช่คนเดินทางธรรมดา”คราวนี้ชายหนุ่มไม่ปฏิเสธเสวี่ยเหมยก้มมองหยกในมืออีกครั้งด้านหน้าของหยกแกะลายมังกรเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ในหมู่เมฆ แต่ลวดลายอีกด้านถูกทำให้คล้ายเถาวัลย์เกี่ยวพันกัน นางไม่รู้ว่าหากหมุนหยกในมุมหนึ่งภายใต้แสงจะเห็นตราอักษร เว่ย ซ้อนอยู่ภายในลายมังกรยิ่งไปกว่านั้น สิ่งนี้ไม่ใช่หยกธรรมดามันคือป้ายหยกประจำพระองค์ของเจิ้งเทียน ซึ่งมีเพียงไม่กี่คนในราชสำนักเว่ยที่รู้จักผู้ถือหยกนี้สามารถผ่านประตูพระราชวังชั้นนอกโดยไม่ถูกขัดขวาง และหากนำไปแสดงต่อองครักษ์หลวง ไม่มีผู้ใดกล้าปฏิเสธคำขอพบเจ้าของหยกการที่เขามอบของชิ้นนี้ให้หญิงสาวจากแคว้นซึ่งตนกำลังเตรียมกดดันทางทหาร เป็นสิ่งที่แม้แต่ตัวเจิ้งเทียนเองก็หาเหตุผลอธิบายไม่ได้ทั้งหมดเมื่อคืนเขาเพียงคิดว่านางน่าสนใจเช้านี้กลับไม่อยากให้การพบกันครั้งนี้จบลงโดยไม่มีสิ่งใดเชื่อมโยงคนทั้งสองไว้เลย“เทียนหลง”เสียงของเสวี่ยเหมยทำให้เขากลับมาจากความคิด“อะไร”“ท่านรู้หรือไม่ว่าตอนนี้เว่ยกับหานอาจเกิดสงคราม”“รู้”“แล้วกลับบอกให้ข้าไปหาท่านที่เมืองหลวงเว่ย”“เพราะอย่างนั้นข้าจึงให้หยกไว้”นางนิ่งไป เข
last updateLast Updated : 2026-10-19
Read more
บทที่ 10
ชิงหลัวมองลายมังกรบนหยก “ลายนี้ดูคุ้น ๆ”เสวี่ยเหมยรับกลับมาดู “ลายมังกรมีอยู่ทั่วไปในของของตระกูลสูงศักดิ์”นางไม่เห็นสิ่งผิดปกติ เพราะตราประจำราชวงศ์เว่ยถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนในลายเมฆด้านหลัง ต้องรู้วิธีหมุนหยกและส่องผ่านแสงจึงจะมองเห็น“เก็บดี ๆ นะเพคะ”“รู้แล้ว”เสวี่ยเหมยใส่หยกกลับเข้าไปในถุง สำหรับนาง มันเป็นเพียงของแทนคำสัญญาจากชายปริศนาคนหนึ่ง นางไม่รู้ว่าหากนำหยกชิ้นนี้ไปแสดงต่อขุนนางเว่ย คนเหล่านั้นอาจคุกเข่าลงตรงหน้า และยิ่งไม่รู้ว่าเจ้าของตัวจริงของมันคือกษัตริย์ที่นางกำลังเกลียดชังอยู่ในเวลานี้ขณะเดียวกัน เจิ้งเทียนควบม้าออกมาไกลจากกระท่อมแล้ว ชายชุดดำผู้ติดตามเร่งม้าเข้ามาใกล้“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องกราบทูล”“ว่ามา”“ทูตหานออกจากนครหลวงแล้ว คาดว่าจะถึงค่ายของเราในสองวันพ่ะย่ะค่ะ”สีหน้าของเจิ้งเทียนกลับมาเย็นชาอีกครั้ง “กษัตริย์หานตอบราชสาส์นว่าอย่างไร”“ยังไม่ยอมรับเงื่อนไขพ่ะย่ะค่ะ พวกเขาต้องการเจรจาเรื่องเขตการค้าและการถอนกำลัง”“ตามคาด”“แม่ทัพถามว่าหากการเจรจาล้มเหลว จะให้เตรียมเคลื่อนกำลังหรือไม่”เจิ้งเทียนไม่ได้ตอบทันที คำพูดของเสวี่ยเหมยเมื่อคืนผุดขึ้นมาอีกคร
last updateLast Updated : 2026-10-19
Read more
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status