LOGINการกระทำของเจียงรั่วอี้สร้างความประหลาดใจให้คนเดินผ่านไปมา ภาพหญิงสาวเนื้อตัวมอมแมมเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด คุกเข่าสองข้าง คำนับอย่างจำนน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสำนึกผิด
ท่าทางของนางเหมือนลูกนกตัวน้อย ๆ ไร้ทางสู้ ไร้ที่ไป ทำได้เพียงยอมศิโรราบต่อผู้แข็งแกร่ง
ไหล่บอบบางสั่นเล็กน้อย ดูแล้วพานให้รู้สึกสงสารและอยากปกป้อง ถึงแม้พวกเขาจะรู้ว่าหญิงสาวตรงหน้าคือเจียงรั่วอี้ แต่สภาพของนางตอนนี้กลับทำให้คนมองหัวใจกระตุก
นางพึ่งจะอายุสิบหกปี ถึงจะมีนิสัยชั่วร้ายแต่อย่างไรก็เป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบหกปีคนหนึ่ง
วันนี้เด็กสาวคนนั้นสำนึกผิดแล้ว อยากขอโทษในความผิดที่ตนเคยก่อ ในฐานะผู้ใหญ่ควรให้โอกาสเด็กได้สำนึกผิดและเปลี่ยนแปลงตนเองไม่ใช่หรือ
หลานลี่ฟูมองเจียงรั่วอี้ที่คุกเข่าแนบศีรษะบนพื้น เงยหน้ามองชาวบ้านที่กำลังมองตนอยู่
มือซึ่งซุกซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อกำเข้าหากันแน่
ดี! นางมาเพื่อเรียกความสงสารเห็นใจเพราะรู้ว่าตระกูลตนและกู้กำลังวางแผนโจมตีตระกูลของนางสินะ หญิงสาวชั่วร้ายไร้สมองรู้จักแต่ทำอะไรโง่ ๆ วันนี้รู้จักใช้ความคิดของชาวบ้านให้เป็นประโยชน์แล้ว
หลานลี่ฟูไม่มีทางคิดว่าเจียงรั่วอี้สำนึกจริง ๆ ที่นางทำก็เพราะต้องการเตือนพวกเขากลาย ๆ ว่าหากคิดจะทำอะไรต้องคิดให้รอบคอบไม่อย่างนั้นแล้วแทนที่จะสามารถจัดการตระกูลของนางได้ง่าย ๆ พวกเขาจะกลายเป็นขี้ปากชาวบ้านเสียเอง
“เจ้าลุกขึ้นมาก่อนเถิด มีอะไรไปคุยกันในบ้านดีกว่า”หลานลี่ฟูพยายามใช้น้ำเสียงผู้ใหญ่แสนใจดีคุยกับเด็กสาว
เจียงรั่วอี้เงยหน้ามองเขา
“ท่านผู้นำตระกูลพูดจริงใช่ไหมเจ้าคะ ท่าน...อนุญาตให้ข้าเข้าไปขอโทษหลานหมิงหมิงแล้วใช่ไหมเจ้าคะ”
เด็กคนนี้ยังจะมีหน้ามาถามตนด้วยน้ำเสียงสำนึกผิดอีก! ลองเขาไม่ยอมดูสิ ชาวบ้านคงนำเรื่องบ้านเขาไปพูดคุยกันสนุกปาก!
“เจ้าพูดอะไร ข้าในฐานะผู้อาวุโสย่อมต้องใจกว้างให้อภัยความผิดพลาดของเด็ก ๆ และยอมให้เจ้าได้ไปขอโทษหลานหมิงหมิงของข้า”
เจียงรั่วอี้ฉีกยิ้มกว้าง เป็นรอยยิ้มบริสุทธิ์ไร้เดียงสาที่เจียงรั่วอี้คนก่อนไม่มีทางจะมีได้
“นางสำนึกผิดแล้วจริง ๆ สินะ ดูรอยยิ้มนั่นสิ หากข้าไม่ได้เห็นกับตาคงไม่เชื่อว่านางจะสำนึกผิดจริงๆ”
“ใช่ ๆ เป็นรอยยิ้มที่ต้องมาจากใจจริงเท่านั้นถึงจะมีได้”
“นางจะกลับตัวกลับใจได้จริง ๆ หรือ”
“ได้หรือไม่ได้พวกเราก็ดูกันไปก่อน อย่างน้อยในตอนนี้นางก็มีจิตสำนึกผิดแล้ว”
เจียงรั่วอี้ลอบยิ้มในใจหลังได้ยินคำพูดของชาวบ้านระหว่างลุกขึ้นยืน ไม่เสียแรงที่ลงทุนลงแรงไปมาก ผลลัพธ์ถือว่าไม่เลว
“เชิญเจ้าตามข้ามา ข้าจะพาเจ้าไปพบหลานหมิงหมิง”
“ขอบคุณท่านผู้นำตระกูลที่เมตตาผู้น้อย”
หลานลี่ฟูมุมปากกระตุก เป็นเด็กร้ายกาจคนหนึ่งจริง ๆ มิน่าเล่าหลานหมิงหมิงของเขาถึงรับมือเด็กชั่วร้ายอย่างนางไม่ไหว
ชายสูงวัยบ่นพึมพำในใจพลางนำทางเจียงรั่วอี้เข้าไปในบ้าน ทว่าฝ่าเท้ายังไม่ทันก้าวข้ามธรณีประตู เสียงแตกตื่นของบุรุษกลับดังขึ้นขัดจังหวะการก้าวเดินของนาง
“คุณหนูเจียงแย่แล้ว ท่านต้องกลับบ้านเดี๋ยวนี้ขอรับ คุณชายใหญ่แย่แล้ว!!”
น้ำเสียงร้อนรนเต็มไปด้วยความร้อนใจ
ชายอายุประมาณยี่สิบต้น ๆ วิ่งเข้ามาคว้าตัวเจียงรั่วอี้แล้วพาตัวคนจากไป ไม่แม้จะฟังความคิดเห็นของนางเลยสักนิด
การกระทำราวพายุพัดผ่านทำชาวบ้านตกตะลึงมองกันตาค้าง รู้ตัวอีกทีพวกเขาก็เห็นแผ่นหลังทั้งสองห่างออกไปหลายร้อยก้าว
และไม่ใช่เพียงชาวบ้านที่เห็นยังมีคนสองคนมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยอารมณ์ที่แตกต่างกัน
“คุณชายพวกเราสายมากแล้วนะขอรับ”เสียงหนึ่งดังขึ้นในซอยแคบ ๆ ไม่ไกลจากหน้าจวนตระกูลหลานมากนัก คนถูกเรียกเจ้านายหันมองคนข้างกายแล้วพยักหน้าเข้าใจ หันหลังเดินหลบออกจากเส้นทางคับแคบ สองมือทิ้งข้างตัวกำเข้าหากันแน่น
ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยเย็นชาไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
เขาเพียงสงสัยว่านางคิดจะมาทำอะไรที่จวนตระกูลหลาน นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้มาเห็นท่าทางน่าสงสารของอีกฝ่าย ท่าทางที่เหมือนกับสิบเอ็ดปีก่อน
อ่างในมือหล่นลงพื้น น้ำสาดกระเซ็น“ขออภัยเจ้าค่ะคุณหนู บ่าว บ่าวไม่ได้ตั้งใจ”บ่าวหญิงคุกเข่าตัวสั่นงันงก โขกศีรษะกับพื้นราวกับหวาดกลัวว่านางจะลงดาบสังหารเจียงรั่วอี้ที่ไม่เข้าใจแค่เอ่ยถามทำไมถึงได้แสดงอาการหวาดกลัวขนาดนี้ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่า เจ้าของร่างร้ายกับทุกคน ยิ่งบ่าวหญิงในเรื่องยิ่งใจร้ายเป็นพิเศษใครก็ตามที่ทำให้นางหงุดหงิดแม้เพียงนิดมักถูกสั่งโบยหลาย ๆ ครั้ง บางครั้งรุนแรงถึงขั้นต้องเรียกหมอมาดูว่าตายหรือไม่"คุณหนูสามพึ่งกลับมาถึงบ้าน ไม่รีบมาดูอาการคุณชายใหญ่ไม่พอยังมายืนรังแกบ่าวต่อหน้าคนมากมายอีก"เจียงรั่วอี้ขมวดคิ้วไม่พอใจเล็กน้อยเปิดปากมาก็ด่าเลยนะ ถึงเจ้าของร่างจะนิสัยเสียยังไงก็เถอะ ก่อนจะว่าช่วยแหกตาดูก่อนไหมว่าอะไรเป็นอะไร ตนยังไม่ได้ทำอะไรอีกฝ่ายเลยแท้ ๆ แค่ถามว่าเจียงเฟยหยาเป็นอะไรเท่านั้นเมื่ออีกฝ่ายเห็นว่าเจียงรั่วอี้มองมาด้วยท่าทางไม่พอใจเล็กน้อยจึงก้าวขามาใกล้ เชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี ใช้น้ำเสียงประดุจผู้อาวุโสสั่งสอนผู้น้อยกับนาง“เจ้ายังเด็กควรรู้จักเรียนรู้ที่จะเก็บอารมณ์ ใจดีต่อผู้อื่นบ้างไม่ใช่มัวเมาไปกับอำนาจที่มีในมือ ใช้อำนาจรังแกคนอ่อนแอ คนเช่นนี้ไ
“เกิดอะไรขึ้นใครเป็นอะไรแล้วเหตุใดเจ้าถึงได้อุ้มข้ามาเช่นนี้ไม่รอให้ข้าได้ขอโทษพวกเขาก่อน”“ขอโทษ ? คุณหนูจะไปขอโทษคนพวกนั้นทำไม!”น้ำเสียงชิงชังรังเกียจของเขาทำหัวคิ้วงามขมวดเข้าหากันไม่ให้ขอโทษ ?เจ้าของร่างเดิมวางยาพิษคนอื่นจนเกือบตายเลยนะ ถึงสุดท้ายจะไม่ตายก็เถอะ แต่ความจริงเรื่องวางยาก็ใช่ว่าจะทำเป็นลืมได้“เหตุใดน้ำเสียงเจ้าถึงดูโกรธแค้นตระกูลหลานถึงเพียงนี้ พวกเขาทำอะไรเหรอ”“คุณหนูไปถึงก็จะรู้เองขอรับ ถึงตอนนั้นคุณหนูอาจจะนึกขอบใจข้าน้อยก็ได้ที่มาห้ามคุณหนูได้ทัน”“...”เจียงรั่วอี้ไม่ทันแล้วล่ะ ข้าคุกเข่าสร้างภาพต่อหน้าคนมากมายและตระกูลหลานไปแล้ว…เจียงรั่วอี้คิดแต่ไม่ได้พูดออกมา หญิงสาวเงียบปากปล่อยให้เขาพากลับจวน ที่เธอไม่ขัดขืนไม่ใช่ว่าไม่ระวังตัว แต่เพราะอีกฝ่ายเป็นคนคนเดียวกับที่มารับกลับจวนครั้งแรกจึงปล่อยเลยตามเลยให้เขาพาตัวกลับคนถูกอุ้มพากลับบ้านไม่ได้สนใจเลยว่าตนเองไม่ได้ใช้เส้นทางปกติในการเดินทาง แต่เดินทางผ่านหลังคาบ้าน เพราะมัวแต่จมจ่ออยู่กับความคิดของตนเองกว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่เขากระโดดลงจากหลังคาปล่อยตัวเธอให้เป็นอิสระ“ถึงแล้ว ? ว่าแต่เมื่อสักครู่เจ้าพาข้าเดินท
การกระทำของเจียงรั่วอี้สร้างความประหลาดใจให้คนเดินผ่านไปมา ภาพหญิงสาวเนื้อตัวมอมแมมเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด คุกเข่าสองข้าง คำนับอย่างจำนน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสำนึกผิดท่าทางของนางเหมือนลูกนกตัวน้อย ๆ ไร้ทางสู้ ไร้ที่ไป ทำได้เพียงยอมศิโรราบต่อผู้แข็งแกร่งไหล่บอบบางสั่นเล็กน้อย ดูแล้วพานให้รู้สึกสงสารและอยากปกป้อง ถึงแม้พวกเขาจะรู้ว่าหญิงสาวตรงหน้าคือเจียงรั่วอี้ แต่สภาพของนางตอนนี้กลับทำให้คนมองหัวใจกระตุกนางพึ่งจะอายุสิบหกปี ถึงจะมีนิสัยชั่วร้ายแต่อย่างไรก็เป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบหกปีคนหนึ่งวันนี้เด็กสาวคนนั้นสำนึกผิดแล้ว อยากขอโทษในความผิดที่ตนเคยก่อ ในฐานะผู้ใหญ่ควรให้โอกาสเด็กได้สำนึกผิดและเปลี่ยนแปลงตนเองไม่ใช่หรือหลานลี่ฟูมองเจียงรั่วอี้ที่คุกเข่าแนบศีรษะบนพื้น เงยหน้ามองชาวบ้านที่กำลังมองตนอยู่มือซึ่งซุกซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อกำเข้าหากันแน่ดี! นางมาเพื่อเรียกความสงสารเห็นใจเพราะรู้ว่าตระกูลตนและกู้กำลังวางแผนโจมตีตระกูลของนางสินะ หญิงสาวชั่วร้ายไร้สมองรู้จักแต่ทำอะไรโง่ ๆ วันนี้รู้จักใช้ความคิดของชาวบ้านให้เป็นประโยชน์แล้ว หลานลี่ฟูไม่มีทางคิดว่าเจียงรั่วอี้สำนึกจริง ๆ
“ข้ามาพบคุณหนูหลานหมิงหมิงไม่ทราบว่านางอยู่หรือไม่”คนเฝ้าหน้าประตูมองเจียงรั่วอี้ ท่าทีเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน“คุณหนูของพวกเราไม่อยู่ คุณหนูเจียงกลับไปเถิด”แม้จะเรียกอย่างให้เกียรติว่าคุณหนูเจียงแต่น้ำเสียงและสายตากลับแสดงออกถึงความรังเกียจไม่ต้อนรับอย่างชัดเจนเจียงรั่วอี้เข้าใจปฏิกิริยาของพวกเขา เจ้าของร่างทำกับอีกฝ่ายไว้มากคนของหลานหมิงหมิงจะรังเกียจเธอก็ไม่แปลก“ข้ามีเรื่องจะพูดกับนางจริง ๆ รบกวนพวกเจ้าช่วยไปแจ้งแก่นางได้หรือไม่ว่าข้ามาขอพบ”“คุณหนูท่านฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือขอรับ ข้าบอกว่าคุณหนูของพวกข้าไม่อยู่ให้ท่านกลับไป”น้ำเสียงกดต่ำท่าทีคุกคามเจียงรั่วอี้ยังคงทำใจเย็นพูดกับพวกเขาจะใช้อารมณ์ไม่ได้เด็ดขาด!ท่องไว้เจ้าของร่างคือคนผิดเจ้าของร่างคือคนผิดพวกเขาไม่พอใจที่เจ้าของร่างทำร้ายคุณหนูของพวกเขาถึงได้แสดงอาการไม่พอใจออกมา“ข้าขอร้องพวกท่านอย่างน้อยช่วยไปบอกนางก็ยังดี ข้าอยากจะมาขอโทษที่เคยทำผิดต่อนาง”“เกรงว่าบุตรสาวของข้าคงรับคำขอโทษของคนสูงศักดิ์อย่างคุณหนูเจียงไม่ไหวหรอกขอรับ”น้ำเสียงเย้ยหยันดังขึ้นหลังบานประตู ก่อนประตูจะเปิดออกเผยให้เห็นชายอายุประมาณห้าสิบหกส
รถม้าเคลื่อนตัวจากจุดเดิมออกมาได้สักพักเจียงรั่วอี้จึงขยับปากเอ่ยเพื่อทำลายความเงียบ“ท่านชื่ออะไรหรือ ขอบใจมากนะที่ฟังคำขอร้องของข้า”ท่าทางของนางเต็มไปด้วยบรรยากาศเย็นชายหนุ่มมองพิจารณาสตรีตรงหน้านิ่ง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าคล้าย แถมบรรยากาศรอบกายยังไม่ชวนอึดอัดเหมือนครานั้นเจียงรั่วอี้เห็นว่าเขาเอาแต่จ้องตนไม่พูดอะไรรอยยิ้มจึงค่อยๆ หายไปจากใบหน้า“เอ่อ...ข้าทำให้ท่านอึดอัดใช่หรือไม่ ? ข้าก็พอจะรู้ตัวอยู่ว่าไม่ค่อยมีใครต้อนรับข้า ถึงอย่างนั้นข้าก็ดีใจที่ท่านยอมช่วยเหลือข้านะ และจะยิ่งดีใจมากหากท่านส่งข้าจนถึงปลายทาง”หญิงสาวก้มหน้าลงเล็กน้อยงื้อออ อีกฝ่ายคงไม่ได้กำลังนึกเสียใจที่ยอมให้เธอขึ้นรถมาใช่ไหมถึงได้เงียบไม่ยอมพูดอะไรเลยนะ แต่จะมานึกเสียใจแล้วไล่ลงตอนนี้ไม่ได้นะ ไม่อย่างนั้นเธอคงได้เดินไปบ้านตระกูลหลานที่ไม่รู้ว่าอยู่ส่วนไหนของที่นี่เพราะหารถม้าไม่ได้แน่ ๆ“ข้าไม่ไล่ไม่ต้องกังวล”“จริงหรือ ? ท่านไม่ได้กำลังคิดว่าจะไล่ข้าลงไปจริง ๆ ใช่ไหม?”ดวงตาเป็นประกายเงยขึ้นสบตา“...อืม”ไป๋ซีห่าวพยักหน้ารับหันหน้าหนีเจียงรั่วอี้เห็นว่าเขาไม่มีความคิดจะไล่ตนลงไปแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าจึงไม่
“แม่งเอ๊ย! เจ็บเป็นบ้าเลย”เจียงรั่วอี้สบถออกมาอย่างหัวเสีย แค่จะออกจากบ้านทำไมถึงได้ยุ่งยากขนาดนี้หญิงสาวบ่นพลางยกมืออีกข้างกดแผลไว้ไม่ให้เลือดไหลออกมา เพราะในหัวไม่มีความคิดที่จะพาตนเองไปรักษาอาการบาดเจ็บด้วยกลัวว่าคนของตระกูลจะตามมาจับตัวกลับระหว่างกำลังรักษาอยู่ในโรงหมอหลังวิ่งหนีไกลออกมาสักระยะเจียงรั่วอี้ก็ใช้สายตามองซ้ายขวามองหารถม้าที่พอจะพาไปส่งบ้านตระกูลหลาน ก่อนจะเห็นว่ามีรถม้าคันหนึ่งวิ่งมาพอดี จึงยกมือขึ้นเป็นเชิงให้เขาจอดทว่าหลังรถม้าที่ชะลอความเร็วเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้แล้วมองเห็นหน้าหญิงสาวชัด ๆ ความเร็วของรถม้าก็เพิ่มขึ้นทันทีขับฉิวผ่านไปอย่างไม่รีรอ“...”คนถูกเมินมองตามตาปริบ ๆ นิ่งเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง“บางทีคนขับอาจจะปวดท้องหนักถึงได้รีบเพิ่มความเร็วรถ”เจียงรั่วอี้พูดให้กำลังใจตนเองอย่างนั้นทั้งที่ในอกรู้ดีว่า สาเหตุที่เขาขับรถหนีไปคงไม่พ้นใบหน้านี้แต่เจียงรั่วอี้ก็หาได้คิดยอมแพ้ นางยังคงมองหารถม้าต่อระหว่างเดินไปด้านหน้าเรื่อย ๆ ทว่าไม่ว่าจะผ่านไปกี่รถม้าก็ไม่มีรถม้าคันไหนยอมจอดให้เจียงรั่วอี้ขึ้นนั่ง“...”เจียงรั่วอี้ไม่เป็นที่ต้อนรับขนาดนี้เลยเหรอหญิงสาวคิดอย่าง







