LOGIN“เกิดอะไรขึ้นใครเป็นอะไรแล้วเหตุใดเจ้าถึงได้อุ้มข้ามาเช่นนี้ไม่รอให้ข้าได้ขอโทษพวกเขาก่อน”
“ขอโทษ ? คุณหนูจะไปขอโทษคนพวกนั้นทำไม!”
น้ำเสียงชิงชังรังเกียจของเขาทำหัวคิ้วงามขมวดเข้าหากัน
ไม่ให้ขอโทษ ?
เจ้าของร่างเดิมวางยาพิษคนอื่นจนเกือบตายเลยนะ ถึงสุดท้ายจะไม่ตายก็เถอะ แต่ความจริงเรื่องวางยาก็ใช่ว่าจะทำเป็นลืมได้
“เหตุใดน้ำเสียงเจ้าถึงดูโกรธแค้นตระกูลหลานถึงเพียงนี้ พวกเขาทำอะไรเหรอ”
“คุณหนูไปถึงก็จะรู้เองขอรับ ถึงตอนนั้นคุณหนูอาจจะนึกขอบใจข้าน้อยก็ได้ที่มาห้ามคุณหนูได้ทัน”
“...”เจียงรั่วอี้
ไม่ทันแล้วล่ะ ข้าคุกเข่าสร้างภาพต่อหน้าคนมากมายและตระกูลหลานไปแล้ว…
เจียงรั่วอี้คิดแต่ไม่ได้พูดออกมา หญิงสาวเงียบปากปล่อยให้เขาพากลับจวน ที่เธอไม่ขัดขืนไม่ใช่ว่าไม่ระวังตัว แต่เพราะอีกฝ่ายเป็นคนคนเดียวกับที่มารับกลับจวนครั้งแรกจึงปล่อยเลยตามเลยให้เขาพาตัวกลับ
คนถูกอุ้มพากลับบ้านไม่ได้สนใจเลยว่าตนเองไม่ได้ใช้เส้นทางปกติในการเดินทาง แต่เดินทางผ่านหลังคาบ้าน เพราะมัวแต่จมจ่ออยู่กับความคิดของตนเองกว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่เขากระโดดลงจากหลังคาปล่อยตัวเธอให้เป็นอิสระ
“ถึงแล้ว ? ว่าแต่เมื่อสักครู่เจ้าพาข้าเดินทางมาอย่างไรนะ”
คนพามานิ่งไปชั่วขณะหนึ่งก่อนเอ่ยตอบ
“ข้าพาคุณมาทางหลังคาขอรับ เดินทางบนถนนชักช้าเกินไป”
ดวงตาดอกท้อค่อย ๆ เบิกกว้างจนแทบถลนออกมา
“เจ้าว่าอย่างไรนะ! เจ้าพาข้ากระโดดข้ามหลังคามา?!”
“เหตุใดคุณหนูถึงได้ตกใจขนาดนี้ขอรับใช่ว่าท่านพึ่งจะเคยเดินทางผ่านหลังคาครั้งแรก”คนไปรับกลับมามองนางอย่างแปลกใจ
เหตุใดวันนี้คุณหนูถึงทำตัวประหลาดนัก ตั้งแต่ยอมเจ็บเพื่อให้ได้หนีออกจากบ้าน เดินทางไปตระกูลหลานเพื่อไปขอโทษ
นี่ยังใช่คุณหนูผู้ร้ายกาจที่ตนรู้จักอยู่ใช่ไหม ?
เจียงรั่วอี้มองท่าทางสงสัยของเขา หยิงสาวกระแอมไอไม่เอ่ยอะไรออกมาอีก พยายามทำตัวให้เป็นปกติ
ดูท่าเธอจะเล่นใหญ่เล่นโตจนอีกฝ่ายสงสัยเข้าให้แล้วสินะ
“พวกเราเข้าไปกันเถอะ เจ้าบอกว่าเกิดเรื่องกับคุณชายใหญ่ไม่ใช่หรือ”
“...”เขามองพิจารณาเจียงรั่วอี้เงียบ ๆ มองตามแผ่นหลังบอบบางก้าวเดินเข้าไปในจวน
ทันทีที่ขาก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา ความวุ่นวายด้านในก็ทำให้เจียงรั่วอี้ขมวดคิ้วมากขึ้นกว่าเดิม ในหัวเกิดคำถามร้อยแปดพันเก้า
“ไปตามหมอที่เก่งที่สุดมา ไม่ว่าต้องใช้เงินมากขนาดไหนก็ไปตามมาให้จงได้!”
“น้ำ! ไปเอาน้ำ เอาผ้ามาเปลี่ยนด้วยเร็ว ๆ!”
“โอสถอยู่ไหน ไปนำโอสถมา!”
“พืชวิญญาณละ พืชวิญญาณมีพอหรือไม่?!”
บ้านหลังนี้กำลังจะล่มสลายเหรอ? ทำไมคนในบ้านถึงได้พากันแตกตื่นขนาดนี้!
คนสงสัยหันขวับมองหลัง
“เกิดอะไรขึ้น ยามข้าออกไปในบ้านไม่ได้วุ่นวายขนาดนี้นี่ เจ้าคงไม่ได้จะบอกว่าความวุ่นวายนี้เกิดจากข้าใช่ไหม?”
“คุณหนูเชิญทางนี้ขอรับแล้วท่านจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด”
เจียงรั่วอี้เดินตามหลังอีกฝ่ายเงียบ ๆ สายตามองซ้ายขวาอย่างพิจารณา
ก่อนหน้านี้ชายคนนี้บอกว่าเกิดเรื่องกับคุณชายใหญ่ ถ้าพูดถึงคุณชายใหญ่ของจวนตระกูลเจียงก็คงจะหมายถึงเจียงเฟยหยาบุตรชายคนโตของผู้นำตระกูลคนปัจจุบันซึ่งเป็นบิดาของเจียงรั่วอี้
บิดาของเจียงรั่วอี้มีบุตรด้วยกันสามคน
คนแรกคือเจียงเฟยหยา อายุยี่สิบสี่ปี มีนิสัยสุขุม ใจเย็น ขยันขันแข็ง เอาการเอางาน และที่สำคัญเป็นพี่ชายแสนดีของน้อง ๆ ถึงแม้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเจียงรั่วอี้จะไม่ถือว่าดีมากอะไรนัก(เจียงรั่วอี้เป็นคนทำให้มันกลายเป็นกระอักกระอ่วนเพราะนิสัยของเธอเอง) แต่ก็ถือว่าไม่เลว
ส่วนคนที่สองคือเจียงตงหยาง อายุยี่สิบปี นิสัยขี้กังวล ไม่กล้าตัดสินใจ พูดง่าย ๆ คือขี้ขลาด จะทำอะไรก็ต้องมีคนคอยสนับสนุนอยู่ข้าง ๆ เป็นถึงคุณชายรองแต่กลับมีนิสัยเหมือนคนขี้แพ้ ถึงอย่างนั้นก็เป็นคนจิตใจดีรักครอบครัวคนหนึ่ง
และคนสุดท้ายเจียงรั่วอี้ อายุสิบหกปี ตัวร้ายของนิยายเรื่อง หยกคู่ครองนิรันดร์ เจ้าของร่างที่เธอมาสิงสู่
ชื่อเจียงรั่วอี้เหมือนเธอแท้ ๆ แต่นิสัยกลับแตกต่างกันคนละขั้ว
“คุณหนูถึงแล้วขอรับ”เจียงรั่วอี้หลุดจากภวังค์มองคนตรงหน้า หันสายตามองบานประตูที่เปิดอ้าออกทำให้มองเห็นบรรยากาศด้านใน
บนเตียงมีร่างหนึ่งกำลังนอนอยู่ เพราะมีคนยืนอยู่ข้างเตียงทำให้มองเห็นสีหน้าคนป่วยไม่ชัดเจน แต่คาดว่าคงจะเป็นคุณชายใหญ่เจียงเฟยหยา นอกจากคนเกือบสิบชีวิตแล้ว ภายในห้องยังมีอ่างน้ำ ผ้าขาว ผ้าเปื้อนสีแดง และเสื้อผ้าเปื้อนเลือด
“คุณชายใหญ่เป็นอะไรหรือ ?”เจียงรั่วอี้จับมือบ่าวหญิงคนหนึ่งที่ถืออ่างน้ำออกมา พออีกฝ่ายเงยหน้ามองว่าใคร ใบหน้าถึงกับซีดเผือดมือไม้อ่อนแรง
เพล้ง!
อ่างในมือหล่นลงพื้น น้ำสาดกระเซ็น“ขออภัยเจ้าค่ะคุณหนู บ่าว บ่าวไม่ได้ตั้งใจ”บ่าวหญิงคุกเข่าตัวสั่นงันงก โขกศีรษะกับพื้นราวกับหวาดกลัวว่านางจะลงดาบสังหารเจียงรั่วอี้ที่ไม่เข้าใจแค่เอ่ยถามทำไมถึงได้แสดงอาการหวาดกลัวขนาดนี้ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่า เจ้าของร่างร้ายกับทุกคน ยิ่งบ่าวหญิงในเรื่องยิ่งใจร้ายเป็นพิเศษใครก็ตามที่ทำให้นางหงุดหงิดแม้เพียงนิดมักถูกสั่งโบยหลาย ๆ ครั้ง บางครั้งรุนแรงถึงขั้นต้องเรียกหมอมาดูว่าตายหรือไม่"คุณหนูสามพึ่งกลับมาถึงบ้าน ไม่รีบมาดูอาการคุณชายใหญ่ไม่พอยังมายืนรังแกบ่าวต่อหน้าคนมากมายอีก"เจียงรั่วอี้ขมวดคิ้วไม่พอใจเล็กน้อยเปิดปากมาก็ด่าเลยนะ ถึงเจ้าของร่างจะนิสัยเสียยังไงก็เถอะ ก่อนจะว่าช่วยแหกตาดูก่อนไหมว่าอะไรเป็นอะไร ตนยังไม่ได้ทำอะไรอีกฝ่ายเลยแท้ ๆ แค่ถามว่าเจียงเฟยหยาเป็นอะไรเท่านั้นเมื่ออีกฝ่ายเห็นว่าเจียงรั่วอี้มองมาด้วยท่าทางไม่พอใจเล็กน้อยจึงก้าวขามาใกล้ เชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี ใช้น้ำเสียงประดุจผู้อาวุโสสั่งสอนผู้น้อยกับนาง“เจ้ายังเด็กควรรู้จักเรียนรู้ที่จะเก็บอารมณ์ ใจดีต่อผู้อื่นบ้างไม่ใช่มัวเมาไปกับอำนาจที่มีในมือ ใช้อำนาจรังแกคนอ่อนแอ คนเช่นนี้ไ
“เกิดอะไรขึ้นใครเป็นอะไรแล้วเหตุใดเจ้าถึงได้อุ้มข้ามาเช่นนี้ไม่รอให้ข้าได้ขอโทษพวกเขาก่อน”“ขอโทษ ? คุณหนูจะไปขอโทษคนพวกนั้นทำไม!”น้ำเสียงชิงชังรังเกียจของเขาทำหัวคิ้วงามขมวดเข้าหากันไม่ให้ขอโทษ ?เจ้าของร่างเดิมวางยาพิษคนอื่นจนเกือบตายเลยนะ ถึงสุดท้ายจะไม่ตายก็เถอะ แต่ความจริงเรื่องวางยาก็ใช่ว่าจะทำเป็นลืมได้“เหตุใดน้ำเสียงเจ้าถึงดูโกรธแค้นตระกูลหลานถึงเพียงนี้ พวกเขาทำอะไรเหรอ”“คุณหนูไปถึงก็จะรู้เองขอรับ ถึงตอนนั้นคุณหนูอาจจะนึกขอบใจข้าน้อยก็ได้ที่มาห้ามคุณหนูได้ทัน”“...”เจียงรั่วอี้ไม่ทันแล้วล่ะ ข้าคุกเข่าสร้างภาพต่อหน้าคนมากมายและตระกูลหลานไปแล้ว…เจียงรั่วอี้คิดแต่ไม่ได้พูดออกมา หญิงสาวเงียบปากปล่อยให้เขาพากลับจวน ที่เธอไม่ขัดขืนไม่ใช่ว่าไม่ระวังตัว แต่เพราะอีกฝ่ายเป็นคนคนเดียวกับที่มารับกลับจวนครั้งแรกจึงปล่อยเลยตามเลยให้เขาพาตัวกลับคนถูกอุ้มพากลับบ้านไม่ได้สนใจเลยว่าตนเองไม่ได้ใช้เส้นทางปกติในการเดินทาง แต่เดินทางผ่านหลังคาบ้าน เพราะมัวแต่จมจ่ออยู่กับความคิดของตนเองกว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่เขากระโดดลงจากหลังคาปล่อยตัวเธอให้เป็นอิสระ“ถึงแล้ว ? ว่าแต่เมื่อสักครู่เจ้าพาข้าเดินท
การกระทำของเจียงรั่วอี้สร้างความประหลาดใจให้คนเดินผ่านไปมา ภาพหญิงสาวเนื้อตัวมอมแมมเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด คุกเข่าสองข้าง คำนับอย่างจำนน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสำนึกผิดท่าทางของนางเหมือนลูกนกตัวน้อย ๆ ไร้ทางสู้ ไร้ที่ไป ทำได้เพียงยอมศิโรราบต่อผู้แข็งแกร่งไหล่บอบบางสั่นเล็กน้อย ดูแล้วพานให้รู้สึกสงสารและอยากปกป้อง ถึงแม้พวกเขาจะรู้ว่าหญิงสาวตรงหน้าคือเจียงรั่วอี้ แต่สภาพของนางตอนนี้กลับทำให้คนมองหัวใจกระตุกนางพึ่งจะอายุสิบหกปี ถึงจะมีนิสัยชั่วร้ายแต่อย่างไรก็เป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบหกปีคนหนึ่งวันนี้เด็กสาวคนนั้นสำนึกผิดแล้ว อยากขอโทษในความผิดที่ตนเคยก่อ ในฐานะผู้ใหญ่ควรให้โอกาสเด็กได้สำนึกผิดและเปลี่ยนแปลงตนเองไม่ใช่หรือหลานลี่ฟูมองเจียงรั่วอี้ที่คุกเข่าแนบศีรษะบนพื้น เงยหน้ามองชาวบ้านที่กำลังมองตนอยู่มือซึ่งซุกซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อกำเข้าหากันแน่ดี! นางมาเพื่อเรียกความสงสารเห็นใจเพราะรู้ว่าตระกูลตนและกู้กำลังวางแผนโจมตีตระกูลของนางสินะ หญิงสาวชั่วร้ายไร้สมองรู้จักแต่ทำอะไรโง่ ๆ วันนี้รู้จักใช้ความคิดของชาวบ้านให้เป็นประโยชน์แล้ว หลานลี่ฟูไม่มีทางคิดว่าเจียงรั่วอี้สำนึกจริง ๆ
“ข้ามาพบคุณหนูหลานหมิงหมิงไม่ทราบว่านางอยู่หรือไม่”คนเฝ้าหน้าประตูมองเจียงรั่วอี้ ท่าทีเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน“คุณหนูของพวกเราไม่อยู่ คุณหนูเจียงกลับไปเถิด”แม้จะเรียกอย่างให้เกียรติว่าคุณหนูเจียงแต่น้ำเสียงและสายตากลับแสดงออกถึงความรังเกียจไม่ต้อนรับอย่างชัดเจนเจียงรั่วอี้เข้าใจปฏิกิริยาของพวกเขา เจ้าของร่างทำกับอีกฝ่ายไว้มากคนของหลานหมิงหมิงจะรังเกียจเธอก็ไม่แปลก“ข้ามีเรื่องจะพูดกับนางจริง ๆ รบกวนพวกเจ้าช่วยไปแจ้งแก่นางได้หรือไม่ว่าข้ามาขอพบ”“คุณหนูท่านฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือขอรับ ข้าบอกว่าคุณหนูของพวกข้าไม่อยู่ให้ท่านกลับไป”น้ำเสียงกดต่ำท่าทีคุกคามเจียงรั่วอี้ยังคงทำใจเย็นพูดกับพวกเขาจะใช้อารมณ์ไม่ได้เด็ดขาด!ท่องไว้เจ้าของร่างคือคนผิดเจ้าของร่างคือคนผิดพวกเขาไม่พอใจที่เจ้าของร่างทำร้ายคุณหนูของพวกเขาถึงได้แสดงอาการไม่พอใจออกมา“ข้าขอร้องพวกท่านอย่างน้อยช่วยไปบอกนางก็ยังดี ข้าอยากจะมาขอโทษที่เคยทำผิดต่อนาง”“เกรงว่าบุตรสาวของข้าคงรับคำขอโทษของคนสูงศักดิ์อย่างคุณหนูเจียงไม่ไหวหรอกขอรับ”น้ำเสียงเย้ยหยันดังขึ้นหลังบานประตู ก่อนประตูจะเปิดออกเผยให้เห็นชายอายุประมาณห้าสิบหกส
รถม้าเคลื่อนตัวจากจุดเดิมออกมาได้สักพักเจียงรั่วอี้จึงขยับปากเอ่ยเพื่อทำลายความเงียบ“ท่านชื่ออะไรหรือ ขอบใจมากนะที่ฟังคำขอร้องของข้า”ท่าทางของนางเต็มไปด้วยบรรยากาศเย็นชายหนุ่มมองพิจารณาสตรีตรงหน้านิ่ง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าคล้าย แถมบรรยากาศรอบกายยังไม่ชวนอึดอัดเหมือนครานั้นเจียงรั่วอี้เห็นว่าเขาเอาแต่จ้องตนไม่พูดอะไรรอยยิ้มจึงค่อยๆ หายไปจากใบหน้า“เอ่อ...ข้าทำให้ท่านอึดอัดใช่หรือไม่ ? ข้าก็พอจะรู้ตัวอยู่ว่าไม่ค่อยมีใครต้อนรับข้า ถึงอย่างนั้นข้าก็ดีใจที่ท่านยอมช่วยเหลือข้านะ และจะยิ่งดีใจมากหากท่านส่งข้าจนถึงปลายทาง”หญิงสาวก้มหน้าลงเล็กน้อยงื้อออ อีกฝ่ายคงไม่ได้กำลังนึกเสียใจที่ยอมให้เธอขึ้นรถมาใช่ไหมถึงได้เงียบไม่ยอมพูดอะไรเลยนะ แต่จะมานึกเสียใจแล้วไล่ลงตอนนี้ไม่ได้นะ ไม่อย่างนั้นเธอคงได้เดินไปบ้านตระกูลหลานที่ไม่รู้ว่าอยู่ส่วนไหนของที่นี่เพราะหารถม้าไม่ได้แน่ ๆ“ข้าไม่ไล่ไม่ต้องกังวล”“จริงหรือ ? ท่านไม่ได้กำลังคิดว่าจะไล่ข้าลงไปจริง ๆ ใช่ไหม?”ดวงตาเป็นประกายเงยขึ้นสบตา“...อืม”ไป๋ซีห่าวพยักหน้ารับหันหน้าหนีเจียงรั่วอี้เห็นว่าเขาไม่มีความคิดจะไล่ตนลงไปแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าจึงไม่
“แม่งเอ๊ย! เจ็บเป็นบ้าเลย”เจียงรั่วอี้สบถออกมาอย่างหัวเสีย แค่จะออกจากบ้านทำไมถึงได้ยุ่งยากขนาดนี้หญิงสาวบ่นพลางยกมืออีกข้างกดแผลไว้ไม่ให้เลือดไหลออกมา เพราะในหัวไม่มีความคิดที่จะพาตนเองไปรักษาอาการบาดเจ็บด้วยกลัวว่าคนของตระกูลจะตามมาจับตัวกลับระหว่างกำลังรักษาอยู่ในโรงหมอหลังวิ่งหนีไกลออกมาสักระยะเจียงรั่วอี้ก็ใช้สายตามองซ้ายขวามองหารถม้าที่พอจะพาไปส่งบ้านตระกูลหลาน ก่อนจะเห็นว่ามีรถม้าคันหนึ่งวิ่งมาพอดี จึงยกมือขึ้นเป็นเชิงให้เขาจอดทว่าหลังรถม้าที่ชะลอความเร็วเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้แล้วมองเห็นหน้าหญิงสาวชัด ๆ ความเร็วของรถม้าก็เพิ่มขึ้นทันทีขับฉิวผ่านไปอย่างไม่รีรอ“...”คนถูกเมินมองตามตาปริบ ๆ นิ่งเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง“บางทีคนขับอาจจะปวดท้องหนักถึงได้รีบเพิ่มความเร็วรถ”เจียงรั่วอี้พูดให้กำลังใจตนเองอย่างนั้นทั้งที่ในอกรู้ดีว่า สาเหตุที่เขาขับรถหนีไปคงไม่พ้นใบหน้านี้แต่เจียงรั่วอี้ก็หาได้คิดยอมแพ้ นางยังคงมองหารถม้าต่อระหว่างเดินไปด้านหน้าเรื่อย ๆ ทว่าไม่ว่าจะผ่านไปกี่รถม้าก็ไม่มีรถม้าคันไหนยอมจอดให้เจียงรั่วอี้ขึ้นนั่ง“...”เจียงรั่วอี้ไม่เป็นที่ต้อนรับขนาดนี้เลยเหรอหญิงสาวคิดอย่าง







