Masukเรื่องย่อ ขณะกำลังฮัมเพลงอย่างมีความสุข มือผัดอาหารที่ลงมือปรุงด้วยตนเองอย่างพิถีพิถันรู้ตัวอีกทีภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไป กลายเป็นสถานการณ์ที่ซึ่งเต็มไปด้วยความโกลาหล แถมชุดที่ใส่ยังไม่ใช่ชุดอยู่บ้านแต่เป็นชุดจีนโบราณแปลกตา ทว่าก่อนเจียงรั่วอี้จะได้ทำความเข้าใจเหตุการณ์ตรงหน้า ประตูห้องพลันถูกกระแทกให้เปิดออกพร้อมบุรุษผู้หนึ่งที่เดินอาด ๆ เข้ามาแล้วชี้หน้าด่าเธอปาว ๆ บอกว่าเธอชั่วช้า สารเลว ไม่ควรเกิดมาเป็นคน! ถึงจะยังไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรแต่เจียงรั่วอี้หาใช่ลูกพลับนิ่มที่จะยอมให้คนอื่นรังแกง่าย ๆ ในเมื่อกล้ามาด่าในสิ่งที่เธอไม่ได้ทำ ก็ขอด่ากลับให้จำทางกลับบ้านไม่ได้เลยแล้วกัน!
Lihat lebih banyak朝の光が、レースのカーテン越しに部屋を満たしていく。柊アオイは目を覚まし、いつものように携帯電話のアラームを止めた。午前六時三十分。窓の外からは、丘の下の街並みが一望できる。赤い屋根が点在し、その向こうには青い空が広がっている。
アオイは十四歳の中学二年生で、この「丘の上の街」で生まれ育った。街は小さく、住人は二百人ほど。みんなが顔見知りで、誰もが親切だった。アオイにとって、ここは世界のすべてだった。
制服に着替え、階段を降りる。キッチンからは朝食の匂いが漂ってきた。
「おはよう、アオイ」
母の声が明るく響く。テーブルには、トーストと目玉焼き、それにサラダが並んでいた。
「おはよう、お母さん」
アオイは席につき、オレンジジュースを一口飲んだ。窓の外では、一匹の猫が塀の上を歩いていた。白と茶色の模様で、右目だけが青い。
「ねえ、お母さん。この街の猫って、みんな片方の目だけ青いよね」
「そうね。不思議よね」
母は笑いながら答えたが、それ以上のことは言わなかった。アオイはトーストを齧りながら、その猫を眺めた。なぜだろう。この光景を、前にも見たような気がする。
学校へ向かう道すがら、アオイは街の風景を観察した。石畳の道。白い壁の家々。角を曲がるたびに現れる小さな広場。そして、丘の中腹にそびえ立つ古い時計塔。
時計塔の針は、午前七時十五分を指していた。アオイが見上げたとき、奇妙なことが起きた。秒針が、一瞬だけ逆向きに動いたように見えたのだ。
目の錯覚だろうか。アオイは首を傾げたが、すぐに歩き始めた。
学校の門をくぐると、親友のユウカが手を振っていた。
「アオイ! おはよう!」
ユウカは明るい性格で、いつも笑顔を絶やさない少女だった。栗色の髪をポニーテールにまとめ、大きな瞳が印象的だ。
「おはよう、ユウカ」
「ねえねえ、今日の数学のテスト、勉強した?」
「え? テスト?」
アオイは驚いた。テストがあることを忘れていた。いや、忘れていたというより――
「去年もこの会話したよね」
ユウカがクスクスと笑った。
「え?」
「冗談だよ。でも本当に、アオイっていつも同じリアクションするよね」
その言葉に、アオイの胸に奇妙な感覚が広がった。デジャヴ。この会話を、確かに前にもした気がする。でも、それはいつだったのか思い出せない。
教室に入ると、クラスメイトたちが談笑していた。窓際の席に座るアオイは、ノートを開きながら外を見た。校庭では、またあの片目が青い猫が歩いていた。いや、違う猫だろうか。でも、この街の猫は、なぜみんな片目だけ青いのだろう。
授業が始まった。数学の先生が黒板に問題を書いていく。アオイはその文字を見つめながら、頭の中で別のことを考えていた。
この街には、不思議なルールがある。夕方五時を過ぎたら、子供は外出してはいけない。それは誰もが守っている暗黙の了解だった。理由を尋ねても、大人たちは「昔からそうなっているから」としか答えない。
アオイは観察力が鋭い少女だった。細かいことに気づき、疑問を持つ。でも同時に、その疑問を深く追求することを避ける傾向もあった。見たくないものは見ない。知りたくないことは知らない。それが、アオイの生き方だった。
昼休み、ユウカと一緒に屋上で弁当を食べた。
「ねえ、アオイ。今度の日曜日、図書館に行かない?」
「図書館?」
「うん。私、読みたい本があるの」
図書館。丘の上の街には、古い図書館が一つだけあった。石造りの建物で、百年以上の歴史があるという。アオイはあまり行ったことがなかったが、ユウカは本が好きで、よく通っていた。
「いいよ。一緒に行こう」
「やった! じゃあ、日曜日の朝十時ね」
ユウカは嬉しそうに笑った。その笑顔を見ながら、アオイはまた奇妙な感覚に襲われた。この会話も、前にしたような気がする。でも、それは本当に記憶なのだろうか。それとも、ただの思い込みなのだろうか。
放課後、アオイは一人で帰路についた。時計塔の前を通りかかったとき、また秒針を見上げた。今度は普通に動いていた。やはり、朝のは目の錯覚だったのだろう。
家に着くと、母が夕食の準備をしていた。
「おかえりなさい。今日はカレーよ」
「ありがとう」
アオイは自分の部屋に上がり、制服を着替えた。窓から外を見ると、空が茜色に染まっていた。午後四時五十分。あと十分で、五時になる。
なぜ、五時を過ぎたら外出してはいけないのだろう。その理由を、アオイは一度も真剣に考えたことがなかった。ただ、そういうものだと思っていた。
夕食の後、アオイは宿題をしながら、ふと窓の外を見た。街灯が灯り、静かな夜が訪れていた。誰も外を歩いていない。子供だけでなく、大人たちも、夜はあまり外出しないようだった。
ベッドに入り、天井を見つめる。今日も、いつもと同じ一日だった。何も変わらない。でも、その「変わらなさ」が、なぜか少し不安だった。
アオイは目を閉じた。そして、眠りに落ちていった。
งานวิวาห์ของสองตระกูลจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ แขกเหรื่อที่มาร่วมงานมีมากมายนับพันคน ผู้คนต่างมาเพื่อแสดงความยินดีกับการเกี่ยวดองของสองตระกูลเจ้าบ่าวเจ้าสาวตัวเอกของงานสวมอาภรณ์สีแดงสดงดงามขับเน้นให้ใบหน้าและบรรยากาศรอบกายของพวกเขาดูสง่างามสูงส่ง เวลายืนอยู่เคียงกันราวกับเทพสวรรค์ธิดาฟ้าลงมาเยือน“คุณชายไป๋ยินดีกับการแต่งงานด้วยนะขอรับ ท่านกับคุณหนูเจียงเหมาะสมกันอย่างยิ่ง!”“คุณชายไป๋นี่คือของขวัญแต่งงานที่ครอบครัวข้าไปเสาะแสวงหามา เป็นพืชวิญญาณช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงมีกำลังวังชามากล้น”“คุณหนูเจียงปกติท่านก็งดงามอยู่แล้ววันนี้ยิ่งงดงามมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า”“พวกท่านสองคนเหมาะสมกันยิ่งนัก งานแต่งครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นงานแต่งที่ดีที่สุดอันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้”“กิ่งทองใบหยก! นอกจากคำพูดนี้แล้วข้าก็ไม่รู้ว่าจะหาคำพูดใดมาเปรียบเทียบความเหมาะสมระหว่างพวกท่านทั้งสอง”คำเยินยอสรรเสริญมากมายจากคนทั้งหลายทำเจียงรั่วอี้เวียนหัวไปหมด สาเหตุหลักที่ทุกคนมาร่วมงานแต่งเพื่อแสดงความยินดีแล้วยังมาเพื่อให้ท่านปู่ของนางและปู่ของไป๋ซีห่าวเห็นหน้าค่าตาด้วยใจคาดหวังว่าการกระทำของตนจะเข้าตาอีกฝ่ายสักส่วนเ
“เจ้าไม่ต้องกังวล แม้หลังแต่งงานไปแล้วข้าก็จะยังทำตามความต้องการของเจ้า”“ได้ยินชัดไหมเจ้าคะ ซีห่าวรับปากแล้วแต่ถ้าพี่ใหญ่ยังไม่มั่นใจในวันแต่งงานสามารถเขียนสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรได้เจ้าค่ะ”“....”“อีกอย่างพี่ใหญ่อย่าลืมสิเจ้าคะ ข้ายังต้องหลอมโอสถให้ตระกูลย่อมต้องมีเรื่องให้ไปมาหาสู่กันบ่อยครั้ง ถึงตอนนั้นพี่ใหญ่อาจจะรู้สึกเบื่อขี้หน้าข้าจนไม่อยากให้ข้ามาหาบ่อย ๆ ก็ได้”“พี่ใหญ่ไม่มีทางเบื่อหน้าน้องสาม”“ไม่เบื่อก็ดีแล้วเจ้าค่ะ” เจียงรั่วอี้เอ่ยยิ้ม ๆ พูดขึ้นมาอีกประโยคว่า “ตอนนี้สบายใจขึ้นมาบ้างแล้วใช่ไหมเจ้าคะ”เจียงเฟยหยามองสีหน้ามั่นอกมั่นใจของน้องสาว ในที่สุดความกังวลใจของพี่ชายอย่างเขาก็ลดน้อยลง เผยยิ้มออกมาได้ในที่สุด“ในเมื่อคุณชายไป๋สัญญาแล้วว่าจะไม่ขัดขวางไม่ให้เจ้ากลับตระกูลพี่ใหญ่ก็จะไม่ขัดขวาง ถึงอย่างไรเมื่อเทียบกับคุณชายบ้านอื่นแล้ว คุณชายไป๋ถือเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่ง”เจียงรั่วอี้ฉีกยิ้มกว้าง “ถือว่าข้าสายตาดีไม่น้อยเลยใช่ไหมเจ้าคะ มีคนรักครั้งแรกก็ตกได้คนมีความสามารถมาเลย”“อย่าพูดเอาดีเข้าตัวหน่อยเลย เป็นตระกูลเจียงของเราต่างหากที่สายตาดี ถ้าไม่ใช่ท่านปู่พูดคุยเรื่
“น้องว่าอย่างไรนะ? ตกลงปลงใจกับคุณชายไป๋แล้ว?!” เจียงเฟยหยาเอ่ยถามอย่างตกตะลึง ดวงตาชายหนุ่มเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ จ้องมองน้องสาวสลับกับคุณชายไป๋ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ“พี่ใหญ่จะตกใจอะไรเล่าเจ้าคะ น้องแค่ตกลงศึกษาดูใจกับซีห่าวเท่านั้นเอง”“เรื่องเช่นนี้น้องสามกล้าพูดว่าเป็นเรื่องแค่นี้หรือ !! นี่คือคู่ชีวิตของเจ้า คนที่เจ้าจะต้องใช้ชีวิตร่วมกันต่อจากนี้ไปตลอดชีวิต จะมาตัดสินใจอย่างขอไปทีไม่ได้เด็ดขาด!”“ข้าพูดตั้งแต่เมื่อไรว่าตัดสินใจอย่างขอไปที? พี่ใหญ่ไม่ไว้ใจคุณชายไป๋หรือ ไม่เชื่อว่าเขาจะดูแลข้าได้เป็นอย่างดีหรือ”เจียงเฟยหยาพูดไม่ออก จ้องมองน้องสาวตนเองนิ่งก่อนจะเบนสายตามองไป๋ซีห่าวดึงสายตาหันกลับมาหาน้องสาว ดึงแขนก้าวห่างจากไป๋ซีห่าวหลายก้าวก้มหน้ากระซิบกระซาบ “น้องสาวเจ้าคิดดีแล้ว ใช่ไหม จะมาเสียใจทีหลังไม่ได้แล้วนะ”นัยน์ตาดอกท้อเหลือบมองพี่ใหญ่ มองใบหน้าเป็นกังวลของเขา หันสายตามองบุรุษด้านหลังแล้วหันกลับมา“พี่ใหญ่ในแคว้นนี้ท่านคิดว่ามีใครดีไปกว่าไป๋ซีห่าวหรือไม่เจ้าคะ”เจียงเฟยหยานิ่งเงียบคิดแล้วเอ่ยออกมาว่า “หากนับช่วงอายุเท่าคุณชายไป๋ คนที่อายุมากกว่าและน้อยกว่าหน่อย บุรุษ
ไป๋ซีห่าวมองภาพตรงหน้านิ่ง สายตาจดจ้องเพียงใบหน้างดงามตรงหน้า เหม่อมองด้วยความหลงใหลไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดแล้วกว่าเขาจะหลุดออกจากภวังค์ก็ตอนฝ่ามือบอบบางยกมือโบกไปมาตรงหน้า“เป็นอะไรของท่านเอาแต่จ้องข้าไม่พูดจา ดีนะที่ข้าสนิทกับท่านเกิดท่านไปจ้องคนอื่นนาน ๆ ด้วยสายตาเช่นนี้คงมิวายถูกคนเขาชักสีหน้าไม่พอใจ”ชายหนุ่มหลุดยิ้มขำ จับมืออีกฝ่ายมากุมไว้“....”“....”“ซีห่าว?” เจียงรั่วอี้เรียกชายหนุ่มเสียงเบาเลิกคิ้วสงสัย ก่อนหลุบสายตาลงมองมืออีกข้างของชายหนุ่มวางลงบนหลังมือ“รั่วอี้”“หืม?” เงยหน้ามอง“เจ้าอาจจะรู้ความรู้สึกของข้าอยู่แล้ว ถึงกระนั้นข้าก็ยังอยากจะพูดให้เจ้าได้ยินจากปากของข้าเอง”“....”“เจ้ายินดีจะร่วมเดินทางต่อจากนี้กับข้าหรือไม่?”“....”เกิดความเงียบขึ้นระหว่างคนทั้งสองเจียงรั่วอี้มองสบดวงตาหนักแน่นจริงจังสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกมากมาย หลุบตามองมือสั่นไหวที่กุมมือของนางไว้ เงยหน้าขึ้นมองไป๋ซีห่าวอีกครั้งดวงตาดอกท้อจ้องมองดวงตาดำขลับนิ่ง จ้องมองเขาอยู่อย่างนั้นไม่เอ่ยคำพูดใด นัยน์ตาคอยแต่สอดส่องความรู้สึกในดวงตาอีกฝ่ายราวกับต้องการตรวจสอบให้แน่ใจว่าคำพูดที่เขาเอื้อนเอ
เมื่อความสงสัยไม่อาจเก็บไว้นานเจียงรั่วอี้จึงพาชายหนุ่มเขาไปหาท่านปู่และคนอื่น ๆ คุณชายเจียงยื่นจดหมายในมือให้เจียงคั่งหยูชายชรามองประเมินเด็กหนุ่มตรงหน้ายื่นมือออกมารับเปิดจดหมายออกมาอ่านนัยน์ตาผ่านโลกมามากกวาดผ่านตัวอักษรบนหน้ากระดาษรอบหนึ่งหัวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน แววตาเป็นกังวล“ท่านปู่มีเรื่
หนึ่งชั่วยามก่อนเหตุการณ์สอบสวน“ผู้อาวุโสมาเยือนเรือนโอสถไม่ทราบว่าต้องการอะไรหรือขอรับ” ฮ่าวตงเอ่ยถามหยวนเจิ้นฟูเมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินเข้ามาด้านในคนถูกเรียกผู้อาวุโสไม่ได้สนใจคำถามของอีกฝ่าย ชายชราเพียงเหลือบสายตามองเล็กน้อยก่อนจะกวาดตามองซ้ายขวา เดินวนรอบห้องเงียบ ๆ นัยน์ตาไม่มั่นคงสอดส่องไปมามอง
สายตาไม่มั่นใจหลากหลายคู่จ้องมองเจียงรั่วอี้เกิดคุณหนูหลอมไม่สำเร็จจริง ๆ ไม่ใช่ว่านายท่านผู้เฒ่าจะเสียหน้าหรือ พวกเขาไม่อยากให้คนที่ตนเคารพเลื่อมใส่เสียหน้านะ แต่ถึงจะคิดด้วยความรู้สึกเป็นกังวลแต่กลับไม่มีใครกล้าเอ่ยขัดการกระทำของเจียงรั่วอี้ส่วนคนถูกมองด้วยสายตาเหมือนมองคนโง่ยังคงเมินเฉยตวัดมือ
“เจ้าว่าใครมาหานะ ?”“เอ่อ...ผู้อาวุโสเจียง เจียงคั่งหยูขอรับ ท่านแจ้งมาว่าต้องการพบนายท่านผู้เฒ่า”สีหน้าคนฟังไม่น่ามองขึ้นมาทันที ตะวัดสายตามองไปทางประตูจวนตาเฒ่าเจียงคั่งหยู!! ตื่นมาไม่ทันไรก็รีบแจ้นมาหาตนถึงจวน คิดจะมาทำอะไรกันแน่ตระกูลเจียงกับหลานไม่ได้สนิทสนมกันถึงขั้นต้องไปมาหาสู่กันเสียหน่
Ulasan-ulasanLebih banyak