ログインชาติก่อนข้ายอมมอบทั้งใจให้บุรุษที่เห็นข้าเป็นเพียงบันไดสู่บัลลังก์ สุดท้ายจุดจบคือความตาย เมื่อสวรรค์ให้โอกาสข้าลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในร่างเดิมข้าจะใช้มือคู่เดิมนี้ 'ขีดเส้นด้ายวาสนา' ของข้าขึ้นมาใหม่
もっと見るในช่วงบ่ายแก่ ๆ ท้องฟ้าเริ่มขมุกขมัว ราวกับจะรู้ว่าใกล้เวลาเลิกงาน ‘ไม่ทันอีกแล้วสินะ’ พิรุณาพึมพำกับตัวเอง พลางมองเม็ดฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมานอกหน้าต่าง
วันนี้คงต้องทำงานรอฝนหยุดอีกตามเคย เธอถอนหายใจพลางเอื้อมมือไปเปิดคอมพิวเตอร์ที่เพิ่งปิดไป “กริ๊ง กริ๊ง” เสียงโทรศัพท์โต๊ะทำงานของใครสักคนดังขึ้น แต่ไม่มีทีท่าว่าใครจะยอมรับสาย พิรุณาเลยตัดสินใจดึงสายมาที่โต๊ะตัวเอง “สวัสดีค่ะ แผนกค้นคว้าทางวิชาการค่ะ ไม่ทราบเรียนสายใครคะ” “ยัยฝน ชั้นเอง ไม่ต้องสุภาพขนาดนั้นก็ได้” เสียงที่คุ้นเคยของดาริกา หรือดาว ลอยมาตามสาย “ยัยดาว โทรเข้าที่ทำงานทำไม ไม่โทรเข้ามือถือล่ะ” “โทรแล้ว แต่แกไม่รับ” พิรุณาเหลือบมองโทรศัพท์ของตัวเองแล้วก็พบว่ามีมิสคอลจากดาวหลายสาย เธอแทบไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเพื่อนของเธอคนนี้คงทะเลาะกับแฟนตามเคย ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่ง หลังจากคุยกับดาวเธอก็ได้ปิดคอมพิวเตอร์อีกครั้ง เพราะทนการออดอ้อนของเพื่อนไม่ไหว “แกคิดดูสิ เขาไม่แคร์ชั้นเลย จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มาง้อ แล้วรู้ไหม ชั้นไปถามเพื่อนที่ทำงานเขา เพื่อนเขาบอก เขามีคนใหม่แล้วเป็นเด็กฝึกงาน ใช่สิ พวกเรามันแก่แล้ว!!!” ดาริการะบายเสียงดังลั่นร้าน จนลูกค้าโต๊ะข้างๆ ต้องหันมามอง พิรุณาปล่อยให้ดาริการะบายความในใจออกมาจนหมดโดยไม่ได้พูดตอบโต้สักคำ เพราะรู้ดีว่าเดี๋ยวดาริกากับแฟนก็คงจะกลับมาคืนดีกันเหมือนครั้งผ่าน ๆ มา ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันจนร้านใกล้ปิด จึงได้แยกย้ายกันกลับ พิรุณาถอนหายใจด้วยความโล่งใจ ที่แยกจากดาริกาได้เสียที ในตอนนี้เธอกำลังลังเลว่าจะกลับคอนโดอย่างไรดี เพราะตอนหัวค่ำฝนตก ตอนนี้รถจึงยังติดอยู่ พิรุณายืนคิดอยู่นานก่อนตัดสินใจที่จะเดินกลับคอนโดของเธอ ระหว่างทางเท้าที่เฉอะแฉะ เธอก็เดินมองดูสองข้างทาง ภาพคุณแม่กางร่มให้ลูกน้อย ภาพแม่ค้าที่ยังคงเข็นรถขายของท่ามกลางสายฝน มันทำให้ใจของเธออุ่นขึ้นมานิดหน่อย และพาลทำให้เธอคิดถึงครอบครัวที่อยู่ต่างจังหวัด “ลาก่อนนะครับ เดี๋ยวใกล้วันแข่งผมจะพาเขามาซ้อมที่นี่นะครับ” เสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูติดสำเนียงแปลก ๆ ดังขึ้น จนปลุกพิรุณาจากภวังค์ เธอกระพริบตาปริบ ๆ หันไปทางต้นเสียง ก็เห็นชายหนุ่มสองคนกำลังโค้งตัวขอบคุณชายอีกคนอยู่ตรงหน้าค่ายมวย ก้มตัวเยอะแบบนี้คงเป็นคนญี่ปุ่นแน่ ๆ ความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัวของพิรุณา พิรุณาหยุดยืนมองโดยอัตโนมัติ เพื่อรอดูหน้าให้ชัด ๆ ว่าใช่แบบที่เธอคิดหรือเปล่า เมื่อชายทั้งสองเงยหน้าขึ้นมาเธอก็รู้ว่าข้อสันนิษฐานเธอถูกต้อง เพราะชายที่ดูเด็กกว่าใส่เสื้อลายธงชาติญี่ปุ่น เมื่อหายคาใจเธอก็ผละจากที่นั่น เพื่อมุ่งหน้าไปยังคอนโด โดยที่เธอไม่รู้ตัวเลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งมองตามหลังเธอไป “ริคุ เหม่ออะไร?” ชายชาวญี่ปุ่นที่ดูสูงวัยกว่ากล่าวทักขึ้นมา ทำให้เขาต้องละสายตาจากผู้หญิงคนที่เพิ่งเดินจากไป “ไม่มีอะไรครับ” ริคุตอบ เรียว หัวหน้าค่ายมวยญี่ปุ่น ที่เขาสังกัด ก่อนจะเดินตามไปขึ้นรถเพื่อตรงไปยังสนามบิน แต่ระหว่างที่ก้าวเท้าไป เขาก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองหญิงสาวคนนั้นอีกครั้ง เขามองเห็นเธอเดินมาแต่ไกล ตั้งแต่เธอยังเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ อยู่ริมถนน เธอดูเหมือนจะสนใจทุกสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะแม่ค้า พุ่มไม้ หรือแม้แต่แอ่งน้ำบนพื้น จนกระทั่งเธอเดินเข้ามาใกล้ พอดีกับที่เขาต้องก้มตัวทำความเคารพเจ้าของค่ายที่ไทย เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง สายตาของเขาก็บังเอิญไปหยุดอยู่ที่เธอพอดี เขาก็ยังไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงได้สนใจผู้หญิงคนนี้มากขนาดนี้ บางทีอาจเป็นเพราะท่าทีสบาย ๆ ไม่ปรุงแต่ง หรือรอยยิ้มบาง ๆ ที่ผุดขึ้นมาบนใบหน้าเธอเวลาที่เธอเห็นอะไรน่าสนใจรอบตัวก็เป็นได้ ณ ห้องที่คอนโด เมื่อพิรุณากลับมาถึงห้อง เธอก็รีบอาบน้ำด้วยกลัวจะเป็นหวัด เมื่ออาบน้ำเสร็จเตรียมตัวจะเข้านอน เสียงมือถือก็ดังขึ้น “ยัยฝน ฮือ” เสียงดาริกาสะอึกสะอื้นดังออกมาจากโทรศัพท์ “มีอะไร ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ พูดนะดาว” เธอปลอบเพื่อนด้วยถ้อยคำที่คุ้นเคย “ฝน พี่ภาคย์มาขนของออกจากห้องฉันไปหมดเลย เขาพาคนใหม่มาด้วยนะ ฮือ ชั้นจะทำอย่างไรดี” ดาริกาปล่อยโฮ หลังจากปลอบใจอยู่พักใหญ่ดาริกาก็ยอมวางสายปล่อยให้ฝนได้พักผ่อน ฝนถอนหายใจ ค่ำคืนนั้นเธอพลิกตัวไปมาบนเตียง เธอคิดว่าครั้งนี้แฟนของดาริกาคงจะเลิกขาด เพราะปกติเวลาทะเลาะกันไม่เคยจะขนเสื้อผ้าออกจากห้องไปเลยสักครั้ง “เฮ้อ ชั้นต้องทำหน้าที่เพื่อนที่ดีที่สุดในโลกของยัยดาวต่อไปอีกนานสินะ” เธอถอนหายใจยาวเหยียด เช้าวันเสาร์ที่สดใส แต่ก็เหมือนไม่ได้สดใสสำหรับพิรุณาเท่าไหร่ เธอถูกดาริกาลากออกมาทำบุญ วัดไหนที่ในเพจรีวิวบอกไปขอพรแล้วแฟนเก่าจะกลับมา ดาริกาก็พาเธอไปหมด “ดาว วันนี้พอก่อนไหม เราเหนื่อยแล้ว แวะหาอะไรกินก่อนดีไหม กองทัพต้องเดินด้วยท้องนะ” พิรุณาโอดครวญกับดาริกา วันนี้ตั้งแต่เช้าจนถึงบ่ายสาม เธอยังไม่ได้แวะหาอะไรกินเลย ดาริกาหันมามองสภาพเพื่อนแล้วจึงหาร้านใกล้คอนโดเพื่อกินข้าว “นี่ดาว ชั้นว่านะเธอก็ตัดใจเสียเถอะ ไอ้ภาคย์มันมีคนใหม่แล้ว มันไม่กลับมาหรอก” เมื่อพิรุณากินอิ่ม เธอก็มีอารมณ์ดึงสติเพื่อน “แกไม่เคยมีความรักก็พูดง่ายสิ คนเรามันตัดใจง่าย ๆ ได้ที่ไหนล่ะ” ดาริกาตัดพ้อเพื่อน แต่มือก็ตักอาหารที่เพื่อนชอบลงบนจานให้ พิรุณาหยิบมือถือเปิดหน้าค้นหาให้ดาริกาดู “ถึงฉันจะไม่เคยมีความรัก แต่ฉันก็ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นย่ะ นี่ไงเขาบอกว่าเมื่อคนเราอกหักควรจะหากิจกรรมแปลกใหม่ทำ หรือไม่ก็หาแฟนใหม่ไปเลย จะช่วยให้ลืมแฟนเก่าได้” “แล้วฉันจะไปหาแฟนใหม่ได้ยังไง เธอดูฉันตอนนี้สิ น้ำหนักขึ้นมาหกกิโล ใครจะมาเอาคนแบบชั้น” ดาริกาพูดอย่างปลงๆ ว่าแล้วก็ปาดน้ำตา ก่อนจะมองหน้าตัวเองในเงาสะท้อนของช้อนอย่างพิจารณา หลังจากกินเสร็จทั้งสองก็เดินกลับคอนโด ระหว่างเดินอยู่นั้นก็มีเสียงเรียกขึ้นมา “พี่สาวคนสวย สนใจเรียนมวยไหมครับ วันนี้เรามีโปรนะครับ ซื้อคอร์ส 1 แถม 1 เรียนมวยลดความอ้วนดีนะพี่” เด็กหนุ่มหน้าตาดีสองคนวิ่งมายื่นโบรชัวร์ให้แก่ทั้งคู่ “ยังไม่สะดวกค่ะ ตอนนี้เป็นสมาชิกยิมอยู่แล้ว” ดาริกาตอบพลางมองหน้าเด็กหนุ่มและคิดในใจว่าหน้าตาดีมาก ถ้าอยู่ในยิมที่เธอเป็นสมาชิกสาว ๆ คงแย่งคิวจ้างเป็นเทรนเนอร์แน่แน่ พิรุณามองโบรชัวร์แล้วก็คิดว่าหากปล่อยให้ดาริกากลับไปเล่นที่ยิมเดิม เจอบรรยากาศเดิม ๆ คงไม่หายอกหักแน่ ๆ ที่สำคัญยิมนั้นภาคย์ แฟนเก่าดาริกาก็เป็นสมาชิก เดี๋ยวไปเจอกันแล้วลำบากเธอมาปลอบอีก ไหน ๆ จะหาอะไรใหม่ ๆ ทำแล้ว ก็ต้องให้มันแปลกใหม่จริง ๆ สิ เธอเลยเดินเข้าไปหาเด็กหนุ่มทั้งสอง โดยไม่รอช้าให้ดาริกามีโอกาสปฏิเสธ “ชั้นสนใจ ขอทดลองคอร์สนึงก่อนนะ” ว่าแล้วเธอก็ลากแขนเพื่อนของเธอเข้าไปสมัครสายลมเย็นพัดพาสัมผัสแผ่วเบากระทบเข้ากับใบหน้าของเวินจื่ออย่างเชื่องช้า ให้ความรู้สึกที่เบาสบายทว่าเงียบเหงาในคราวเดียวกัน หญิงวัยกลางคนทอดสายตาเหม่อมองออกไปด้านนอก พลางหวนคิดถึงอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้วเมื่อหลายสิบปีก่อน"หงเยี่ยน ท่านกำลังทำสิ่งใดอยู่หรือ? รีบดื่มยาก่อนเถอะ หากเย็นแล้วจะขมยิ่งนัก"เวินจื่อเดินถือถ้วยยาเข้ามาในตำหนักเฉียนคุนกง พลางเอ่ยกับ ฉินหงเยี่ยนด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย เขาเพิ่งจะทุเลาจากอาการป่วยและเพิ่งถอนพิษผงศิลาออกไปได้ไม่นาน เหตุใดจึงลุกขึ้นมานั่งที่โต๊ะทรงอักษรเช่นนี้ หรือว่านึกครึ้มอยากจะสะสางฎีกาที่กองพะเนินอยู่บนโต๊ะขึ้นมาฉินหงเยี่ยนละสายตาจากสิ่งตรงหน้า ก่อนจะส่งยิ้มละไมมาให้นาง"เวินจื่อ เจ้ามาพอดีเลย มานี่เร็วเข้า ดูสิว่าชอบหรือไม่"เวินจื่อวางถ้วยยาลงบนโต๊ะแล้วเดินตรงไปหาเขา เมื่อมาถึงนางก็ชะงักไปชั่วครู่ เขาไม่ได้จัดการราชกิจอย่างที่คิด แต่กลับกำลังวาดแบบบางอย่างอยู่"ท่านกำลังทำสิ่งใดอยู่ ข้าคิดว่าท่านกำลังตรวจราชกิจเสียอีก""ราชกิจอันใดกันเล่า ข้าให้เสด็จแม่จัดการหมดแล้ว เจ้าดูนี่ นี่คือกำไลหยกที่ข้าออกแบบเองกับมือ ข้าตั้งใจจะมอบให้เจ้าเป
หลังจากแต่งงานกันได้ร่วมเดือน ทุกอย่างดูเหมือนจะราบรื่นไปได้ด้วยดี จินซินย้ายมาอยู่ที่จวนจวิ๋นอ๋องของฉินหงซาน และนางยังคงแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนคนในตระกูลลู่อยู่ไม่ขาด ยามนี้ฐานะของนางสูงส่งเป็นถึงพระชายาของท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการแทน ผู้คนล้วนเคารพนางเป็นอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้นยามที่กลับมาที่จวนตระกูลลู่ จินซินยังคงทำตัวตามปกติ มิได้วางอำนาจหรือถือตัวแต่อย่างใดยามนี้จวนตระกูลลู่มีข่าวดีแล้วเพราะเจี่ยงหว่านหรงกำลังตั้งครรภ์ทายาทคนแรก นางมีอาการแพ้ท้องอย่างหนักจนลุกแทบไม่ขึ้น จินซินจึงมักแวะมาเยี่ยมและนำยาบำรุงมาให้อยู่เสมอ เจี่ยงหว่านหรงเอาแต่นอนพักผ่อนทั้งวัน โดยมีโหวฮูหยินคอยดูแลนางเป็นอย่างดี ไม่ว่านางจะหยิบจับสิ่งใดโหวฮูหยินก็ล้วนระวังความปลอดภัยให้อย่างเข้มงวดส่วนฉินอันหนิงนั้น ยามนี้เอาแต่ตามติดจินซินเพื่อหัดทำการค้า จินซินรู้สึกดีใจมากที่ในชาตินี้ฉินอันหนิงไม่ต้องถูกส่งไปแต่งงานที่เผ่าชิงหยวน และได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีตามที่นางปรารถนา แต่คงเพราะนางรักอิสระมากเกินไปกระมัง จึงทำให้ไม่มีบุรุษคนใดเข้าตานางเลยสักคนเดียววันนี้ก็เช่นกัน ฉินอันหนิงติดตามนางมาที่ร้านเครื่องประดับที่เ
หลังจากศึกสงครามผ่านพ้นไป บ้านเมืองก็กลับคืนสู่ความสงบสุขได้เสียที ทว่าเมื่อศึกนอกสงบลง ปัญหาภายในที่ต้องสะสางในเมืองหลวงก็ยังมีอยู่อีกมาก จิ่งไทเฮาจึงมอบอำนาจให้ฉินหงซาน เป็นผู้จัดการเรื่องราวทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวฉินหงซานจัดการทุกอย่างได้อย่างยอดเยี่ยม เขาจัดการถอนรากถอนโคนขุนนางโฉดที่เคยสวามิภักดิ์ต่อฉินหงเย่จนสิ้นซาก มิให้เหลือแม้แต่คนเดียวที่จะเป็นภัยในภายหน้า ทั้งยังวางรากฐานการปกครองใหม่ทั้งหมด ส่งผลให้ราษฎรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น บ้านเมืองกลับมาเป็นระเบียบเรียบร้อย ขุนนางตงฉินที่มีความสามารถต่างได้รับการส่งเสริมให้เลื่อนตำแหน่งตามความดีความชอบเมื่อความสามารถของเขาประจักษ์แก่สายตาคนทั้งแผ่นดิน จึงเกิดข้อโต้แย้งในราชสำนักขึ้นมาว่า ยามนี้ฉินหงซานเป็นถึงผู้สำเร็จราชการแผ่นดินที่เปี่ยมด้วยบารมี มิสู้ผลัดเปลี่ยนแผ่นดินให้เขาขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้เสียเอง ส่วนองค์รัชทายาทน้อยนั้นมีสายเลือดสามัญชนจากมารดาที่ฐานะต่ำต้อย ย่อมอาจนำมาซึ่งปัญหาการเมืองในภายภาคหน้าเมื่อฉินหงซานได้ยินเช่นนั้น เขาก็สั่งให้ลากตัวขุนนางผู้เสนอแนะไปประหารในทันที เพื่อแสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ว่าจะทำตามพร
สงครามยืดเยื้อยาวนานถึงหนึ่งปีเต็ม ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉินหงซาน ลู่จื่อเซวียน และลู่โหว แทบจะไม่ได้ข่มตาหลับอย่างสนิทใจเลยแม้แต่คืนเดียว บุตรชายของข่านหลางจู่นามว่า หลางเจี๋ย นั้นอำมหิตผิดมนุษย์ เขาปลุกปั่นกองกำลังและเปิดฉากโจมตีแคว้นจิ่งโจวอย่างบ้าคลั่งไม่หยุดหย่อนฉินหงซานที่ต้องออกกรำศึกกลางสมรภูมิโดยไม่ได้พักผ่อน ร่างกายของเขาจึงดูซูบผอมลงไปถนัดตา ผิวพรรณกร้านแดดสีหน้าดูลุ่มลึกขึ้น หนวดเคราเริ่มขึ้นรกครึ้มดูองอาจสมกับเป็นนักรบ ก่อนหน้านี้พวกเขาสามารถกำราบทหารแคว้นน้อยใหญ่จนราบคาบ ในยามนี้เห็นจะมีเพียงเผ่าชิงหยวนเท่านั้นที่รับมือได้ยากเย็นนักหลางเจี๋ยนั้นเจ้าเล่ห์แสนกล นอกจากจะเก่งกาจเรื่องการวางแผนรบแล้ว ยังลอบส่งคนมาเผาคลังเสบียงของกองทัพจิ่งโจวอยู่บ่อยครั้ง โชคดีที่ลู่จื่อเซวียนมีปฎิภาณไหวพริบเป็นเลิศ จึงสามารถคลี่คลายสถานการณ์วิกฤตได้เสมอ ทั้งยังซ้อนกลเอาคืนหลางเจี๋ยด้วยการเผาคลังเสบียงกลับคืนบ้าง และใช้กลยุทธ์ทำศึกทางจิตวิทยาจนหลางเจี๋ยหัวเสียครั้งแล้วครั้งเล่าด้านเมืองหลวงก็วุ่นวายไม่แพ้กัน จิ่งไทเฮาต้องรั้งตำแหน่งผู้รักษาการแทนบุตรชายผู้ล่วงลับ ทรงตรากตรำทรงงานหนักจนแทบไม่ได
レビュー