LOGINชาติก่อนข้ายอมมอบทั้งใจให้บุรุษที่เห็นข้าเป็นเพียงบันไดสู่บัลลังก์ สุดท้ายจุดจบคือความตาย เมื่อสวรรค์ให้โอกาสข้าลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในร่างเดิมข้าจะใช้มือคู่เดิมนี้ 'ขีดเส้นด้ายวาสนา' ของข้าขึ้นมาใหม่
View Moreบทนำ
เมืองหลวงแคว้นจิ่งโจว
"จินกุ้ยเฟย รีบเสด็จหนีเถอะพ่ะย่ะค่ะ ยามนี้ฉินชินอ๋องได้นำทหารล้อมวังหลวงเอาไว้หมดแล้ว อีกทั้งยังสังหารคนของเราทั้งหมด กระหม่อมจะพาพระองค์หนีไปยังเส้นทางลับเองพ่ะย่ะค่ะ"
"ไม่จริง เขาไม่มีทางทำเช่นนี้ อาซาน เจ้าโกหกข้า เขารักข้าออกปานนั้น เขาจะทรยศข้าได้เช่นไร!"
"กระหม่อมมิได้โกหกพ่ะย่ะค่ะ ยามนี้ฉินฮ่องเต้ทรงสิ้นพระชนม์แล้วเพราะถูกฉินชินอ๋องปลงพระชนม์ เชื้อพระวงศ์ทั้งหมดก็ถูกสังหารจนหมดสิ้นแล้ว พระองค์ทรงอยู่ในวังหลวงแห่งนี้ไม่ได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ"
“ไม่! ข้าจะต้องไปพบหน้าเขาให้ได้ ข้าจะถามเขาด้วยตนเองว่าเขากล้าทรยศข้าจริงๆ หรือ”
“พระสนมอย่าทรงหลอกตนเองอีกเลย ที่ผ่านมาชินอ๋องไม่เคยรักท่าน เขาเพียงหลอกใช้ท่าน!”
“ไม่จริง!”
เมื่อได้ฟังอย่างนั้น จินซิน ก็ถึงกับทรุดฮวบลงไปนั่งกับพื้นอย่างคนที่หัวใจแตกสลาย นางถึงกับไร้เรี่ยวแรงจะลุกขึ้นยืน หยางซานบ่าวรับใช้ของนางจึงรีบอุ้มนางขึ้นมา ก่อนจะพานางวิ่งหนีไปยังเส้นทางลับเพื่อหลบหนีออกจากวังหลวง
จินซินเหม่อมองวังหลวงที่ยามนี้อาบย้อมไปด้วยโลหิตที่นองแผ่นดินแล้วก็อดรู้สึกสะเทือนในใจมิได้ ไม่เพียงกลิ่นโลหิตที่คละคลุ้งยังมีซากศพกองเป็นภูเขาเลากา และมีเสียงกรีดร้องของขันทีนางกำนัลและเสียงต่อสู้รบราฆ่าฟันดังก้องไปทั่วทุกพื้นที่ หญิงสาวรีบยกมือขึ้นมาปิดหูด้วยความหวาดหวั่น
เมื่อมาถึงเส้นทางลับหยางซานก็รีบพาจินซินวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต จนกระทั่งออกมาสมทบกับทหารอีกจำนวนหนึ่งได้สำเร็จ
“พระสนม นี่คือทหารที่เหลืออยู่ของตระกูลลู่ ยามนี้คนตระกูลลู่ล้วนสิ้นแล้ว ก่อนตายลู่โหวได้กำชับให้บ่าวพาท่านหนีออกมาให้ได้ ลู่โหวไม่เคยผิดคำสัญญาที่ให้ไว้กับบิดาท่านว่าจะดูแลปกป้องท่านเหมือนบุตรสาวคนหนึ่ง”
จินซินฟังจบก็แทบทรงตัวไม่อยู่ เรื่องราวที่เกิดขึ้นทำเอานางร่ำไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด
เมื่อคิดถึงคนตระกูลลู่นางก็มือไม้สั่นเทาขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
เมื่อสองปีก่อนหลังจากบิดามารดาของนางตายจากไป คนตระกูลลู่ก็รับนางมาเลี้ยงดูแลเหมือนบุตรในอุทร และบอกว่าจะให้นางแต่งกับลู่จื่อเซวียนบุตรชายของพวกเขา แต่เพราะลู่จื่อเซวียนไม่ชมชอบนางแต่กลับไปรักสตรีผู้หนึ่ง นางจึงแค้นเขาและพาลเอาโทสะไปลงกับทุกคนในตระกูลลู่ ทำร้ายทำลายพวกเขาจนตระกูลลู่ล่มจมกลายเป็นกบฎที่ต้องโทษประหารทั้งตระกูล
สุดท้ายแล้วคนที่นางเกลียดชังกลับไม่เคยทอดทิ้งนาง แต่คนที่นางไว้ใจกลับหักหลังนางเช่นนั้นหรือ
ในใจของจินซินทั้งขมปร่าและรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก
อีกเพียงไม่กี่ก้าวก็จะรอดพ้นจากสงครามชิงบัลลังก์ได้แล้ว ทว่าฉินหงเย่กลับปรากฏตัวขึ้นมาขวางทางจินซินและหยางซานเสียก่อน
“จะหนีไปที่ใดกัน วันนี้พวกเจ้าไม่มีใครหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!”
เขาเอ่ยจบก็จ้องมองนางด้วยสายตาเย็นชา ริมฝีปากประดับรอยยิ้มเยาะเอาไว้ จินซินจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาที่สับสน
"พี่หงเย่ บอกข้าสิว่าท่านรักข้า ท่านไม่คิดจะฆ่าข้า ไม่คิดทรยศข้า ไหนท่านบอกว่าหลังจากที่ทำตามแผนสำเร็จแล้ว ท่านก็จะแต่งงานกับข้า ท่านบอกว่าจะแต่งตั้งข้าเป็นฮองเฮา แล้วเหตุใดท่านจึง?"
"หน้าโง่"
"ท่านว่าอย่างไรนะ"
จินซินชะงักอึ้งไปชั่วขณะ ฉินหงเย่ส่งเสียงหัวเราะในลำคอ แล้วจึงบอกกับนางด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
"จินซิน ข้าจะบอกความจริงกับเจ้าอย่างหนึ่ง แท้จริงแล้วความสัมพันธ์ของพวกเรานั้นล้วนเป็นสิ่งจอมปลอม เจ้าก็แค่หมากบนกระดานตัวสำคัญที่ทำให้ข้าได้ในสิ่งที่ปรารถนา ยามนี้ข้าทำสำเร็จแล้ว ข้าฆ่าฮ่องเต้ทรราชได้สำเร็จ และยังได้กองกำลังของตระกูลลู่มาไว้ในกำมือ นับแต่นี้ข้าไม่จำเป็นต้องมองดูสีหน้าผู้ใดอีก ไม่ต้องเสแสร้งเป็นคนเสเพลไม่เอาไหน และยิ่งไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเป็นรักใคร่เจ้าด้วย ที่ข้าเคยบอกว่ารักเจ้า ล้วนเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ ข้าคือชินอ๋อง สูงส่งดังเทพเซียน เหตุใดข้าจะต้องแต่งงานกับสตรีต่ำต้อยเช่นเจ้าด้วย จินซิน ขอบใจมากนะที่ช่วยให้แผนการของข้าราบรื่น ทำให้ข้ายุยงให้ฉินหงเยี่ยนและตระกูลลู่ฆ่าฟันกันเองได้สำเร็จ จากนั้นข้าก็รอรับผลประโยชน์ที่เหลือ เจ้าช่วยข้าได้มากจริงๆ จบเรื่องแล้ว เจ้าก็ไปตายซะเถอะ!"
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาอำมหิต หยาดน้ำตาไหลลงมาอาบแก้มของจินซิน นางไม่คิดเลยว่าคนที่นางไว้ใจที่สุดและคิดว่าจะเป็นความรักครั้งสุดท้ายจะกล้าทำกับนางเช่นนี้
"ที่ผ่านมาคือเรื่องหลอกหลวงอย่างนั้นหรือ ที่ท่านเข้าหาข้า บอกว่าสงสารที่ข้าถูกลู่จื่อเซวียนหมางเมินล้วนเป็นเรื่องโกหกสินะ รวมไปถึงเรื่องที่ท่านบอกว่ารักข้าก็เป็นคำลวงหลอกคนโง่เช่นข้า ท่านหลอกใช้ข้า ท่านใช้ความโกธรแค้นของข้าที่มีต่อตระกูลลู่มาหาผลประโยชน์ให้ตนเอง?"
"เป็นเช่นนั้น"
จินซินฟังจบแทบกระอักเลือดออกมา ที่ผ่านมานางหลงเชื่อคนชั่วเช่นนั้นหรือ
นางกำมือแน่นพลางก้มหน้าลงด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจ นางช่างโง่งมนัก เชื่อคนผิด รักคนผิด ทำร้ายผู้มีพระคุณ บาปนี้จะชดใช้เช่นไรดีเล่า!
ฉินหงเย่คร้านจะสนทนากับจินซินให้มากความ เขายกดาบขึ้นหมายจะปลิดชีพนางให้สิ้น ทว่าคนที่รับดาบนั้นกลับกลายเป็นหยางซาน บ่าวรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของจินซิน
"อาซาน!"
หยางซานถูกฟันเข้าที่กลางหลังเขาเจ็บจนใบหน้าบิดเบี้ยว แต่เพื่อปกป้องจินซินเขายอมทิ้งชีวิตของตนอย่างไม่ลังเล ชายหนุ่มคว้าตัวหญิงสาวมากอดเอาไว้ ก่อนจะกระอักโลหิตออกมาคำโต
"อาซาน ฮือ!"
"พระสนม คราวนี้ท่านรู้แล้วใช่หรือไม่ ว่าท่านทำบาปมากเพียงใด เพราะความแค้นของท่านทำให้ทุกคนรอบตัวท่านต้องจบชีวิตลง ทั้งฝ่าบาท ทั้งลู่จื่อเซวียน และคนตระกูลลู่ทั้งหมดล้วนตกตายไปจนหมดสิ้นแล้ว ท่านพอใจหรือยัง?"
จินซินปล่อยโฮออกมาอย่างสุดจะกลั้น นางไม่เคยคิดว่าตนเองจะกลายเป็นต้นเหตุของความหายนะในครั้งนี้ หากวันนั้นนางยับยั้งชั่งใจสักนิด ใช้สติไตร่ตรองให้มากสักหน่อย ยอมตัดใจจากลู่จื่อเซวียนไม่คิดแค้นเขาและใช้ชีวิตของตนเองให้ดีต่อไป นางและทุกคนคงจะไม่พบจุดจบอย่างเช่นวันนี้!
นางทำชั่วอย่างไม่น่าให้อภัย นางทำร้ายตระกูลลู่ ทำร้ายคนที่ช่วยเหลือและจริงใจกับนาง นางทำให้หยางซานบ่าวที่ซืื่อสัตย์กับนางทีี่สุดต้องตายแทนนาง หยางซานเคยเตือนนางหลายครั้งหลายหน ให้นางยั้งมือเสียแต่นางกลับดื้อรั้นไม่เคยฟัง
"ฮือ ข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้วอาซาน!"
หยางซานยื่นมือที่ชุ่มไปด้วยเลือดมาแตะใบหน้าของจินซิน ก่อนจะพยายามยิ้มออกมาเล็กน้อย
"พระสนม บ่าวมีความจริงเรื่องหนึ่งอยากบอกท่าน บ่าวหลงรักท่านมาโดยตลอด แต่เพราะบ่าวรู้ว่าตนเองต่ำต้อยจึงไม่กล้าอาจเอื้อม ที่ผ่านมาบ่าวไม่เคยโกรธเกลียดท่านเลย ต่อให้ใครไม่รักท่าน แต่บ่าวรักท่านที่สุด หากพวกเราได้พบกันอีกครั้ง ท่านช่วยทำดีกับบ่าวสักหน่อยได้หรือไม่ หรือจะแกล้งทำเป็นว่าเอ็นดูบ่าวสักนิดก็ได้"
จินซินน้ำตาไหลพราก นางกอดหยางซานเอาไว้แน่น ในหัวใจทั้งเจ็บปวดและรู้สึกผิด หยางซานกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง ไม่นานนักก็สิ้นใจ จินซินปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น ยามนี้นางไม่เหลือใคร ทุกคนจากนางไปหมดแล้ว อำนาจมากมายที่นางเคยมีล้วนเป็นเพียงความฝันฉากหนึ่ง เหลือทิ้งไว้เพียงความเจ็บปวดที่แสนทุกข์ทรมาน
หากย้อนเวลากลับไปได้ ข้าจะไม่ทำเรืื่องชั่วช้าใดๆ ทั้งสิ้น ไม่แค้นเคืองผู้ใดทั้งนั้น และจะทำให้ตนเองเดินบนเส้นทางที่ถูกที่ควรให้จงได้
"หมดเวลาคร่ำครวญแล้วจินซิน ข้าจะส่งเจ้าไปปรโลกเอง!"
ฉินหงเย่ตวาดเสียงดัง แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ลงมือสังหารคน จินซินก็ดึงปิ่นปักผมจากบนศีรษะมาแทงทีี่ลำคอขาวเนียนของตนเองอย่างรวดเร็ว โลหิตแดงฉานไหลออกมาจากลำคอของนางไม่หยุด หญิงสาวกระอักโลหิตออกมา ก่อนจะกอดหยางซานเอาไว้แน่นไม่นานก็สิ้นใจ
เดิมทีฉินหงเย่คิดว่าก่อนตายจินซินจะต้องโกรธแค้นเขามากเป็นแน่ที่หลอกลวงนาง เพราะอย่างไรเขาและนางก็มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันมานาน นางเองก็รักเขา เชื่อฟังในสิ่งที่เขาแนะนำทุกอย่าง แต่สุดท้ายเขากลับเห็นนางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดาน
นางควรจะแค้นเคืองเขาอย่างสุดซึ้ง แต่ก่อนตายนอกจากความสงบนิ่งในแววตาแล้ว ก็ไม่มีความแค้นเคืองอื่นใดปรากฏอยู่เลยแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มโยนดาบลงไปบนพื้น ก่อนจะเดินขึ้นไปบนหอสังเกตการณ์ด้วยฝีเท้าที่เชื่องช้า ทุกย่างก้าวที่เขาเดินผ่านล้วนเต็มไปด้วยซากศพ เมื่อเดินขึ้นมาจนถึงจุดสุงสุดของหอสังเกตการณ์แล้ว เขาก็เผยรอยยิ้มแห่งผู้ชนะออกมา
เขาทำสำเร็จแล้ว นับแต่นี้เขาคือผู้ครองแคว้นจิ่งโจวแต่เพียงผู้เดียว
หยางซานเมื่อได้ยินว่าจินซินเกิดเรื่องเขาก็รีบวิ่งเข้าไปด้านในทันทีโดยไม่รอลู่จื่อเซวียน ชาติก่อนเขาไม่เคยมาที่นี่ จึงไม่รู้ว่าเรือนปัญญาหยกอยู่ที่ใด ทำได้เพียงถามคนในนั้น จนกระทั่งได้ทราบว่าจินซินถูกพาไปรักษาตัวยังเรือนรับรองของสำนักศึกษาเรียบร้อยแล้วแม้เขาจะร้อนใจมากเพียงใด แต่ก็ยังไม่ลืมว่าอย่างไรยามนี้ตนเองยังคงมีสถานะเป็นเพียงบ่าวย่อมไม่อาจเข้าไปหานางได้โดยพละการ อีกทั้งยามนี้องค์หญิงฉินอันหนิงก็อยู่ด้วย หากเขาทำเกินหน้าที่อาจจะยิ่งทำให้สถาณการณ์ยุ่งยากมากกว่าเดิมกับฉินอันหนิงนั้นเขาเคยเจอนางในชาติก่อนอยู่บ่อยครั้ง เรียกได้ว่านางคือศัตรูตัวฉกาจของจินซินเลยก็ว่าได้ชาตินี้มีเรื่องราวมากมายที่ต่างจากชาติก่อน จินซินได้เข้าเรียนและได้พบกับฉินอันหนิงที่นี่ซ้ำยังช่วยชีวิตฉินอันหนิงเอาไว้ ซึ่งเหตุการณ์นี้อยู่เหนือความคาดหมายของเขาไปมากลู่จื่อเซวียนเดินตามมาถึงเรือนรับรองพร้อมกับเจียงหว่านหรง ตลอดทางเจี่ยงหว่านหรงลอบสังเกตท่าทางของลู่จื่อเซวียนมาตลอดว่าห่วงใยจินซินมากเพียงใด และนางก็ต้องรู้สึกผิดหวังอยู่ในใจเพราะลู่จื่อเซวียนดูห่วงใยจินซินมากจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่คิดจะกล่าวโทษจิ
จินซินยังไม่ทันเอ่ยจบประโยค อยู่ๆ ฉินอันหนิงก็ฟาดฝ่ามือตบเข้ามาที่ใบหน้าของนางอย่างแรง จนคนถูกตบเจ็บร้าวไปทั้งแก้มซีกขวา"มาเดินชมดอกไม้กับข้า แต่ทำหน้าตาเหมือนไม่เต็มใจ เป็นแค่บุตรสาวคหบดีแต่ทำตัวไม่รู้จักกฎระเบียบ เจ้าไปเอาความกล้ามาจากที่ใดกัน อยากถูกลงโทษหรือ!"เจิ้งหลานที่เห็นเช่นนั้นก็อยากจะหัวเราะออกมาดังๆ แต่ต้องเก็บอาการเอาไว้ เจี่ยงหว่านหรงปรายตามองเจิ้งหลานแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาพูดกับฉินอันหนิง"ทูลองค์หญิง วันนี้พวกเรามาชมดอกไม้เพื่อความสุนกสนาน ขอองค์หญิงโปรดละเว้นนางสักครั้ง อย่าทรงกริ้วเลยเพคะ"ฉินอันหนิงหันมามองเจี่ยงหว่านหรง จำได้ว่านางคือบุตรตรีของราชครูเจี่ยง ฐานะสูงส่งไม่ธรรมดา"คุณหนูเจี่ยงช่างมีเมตตายิ่งนัก ถึงขนาดออกรับแทนนางเช่นนี้ แต่นางไม่รู้มรรยาท ข้าควรจะต้องสั่งสอนนางสักหน่อย"ฉินอันหนิงตอบเจี่ยงหว่านหรงอย่างไม่ใส่ใจ เจี่ยงหว่านหรงคิดจะออกหน้าอีกครั้ง แต่จินซินกลับส่ายหน้าให้นางเป็นเชิงห้ามปรามเพราะไม่อยากให้เจี่ยงหว่านหรงต้องพลอยฟ้าพลอยฝนเดือดร้อนไปด้วย เจี่ยงหว่านหรงกำมือแน่นพลางตวัดสายตาคมมองเจิ้งหลาน นางคิดในใจว่าเจิ้งหลานน่าจะพูดเป่าหูอะไรองค์หญิงเพราะเ
ด้านจินซินนั้นเมื่อออกจากจวนตระกูลลู่มาแล้วก็รีบมุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษาไป๋กวนฮวาทันที ก่อนไปนางยังกำชับอาซีและอาหลิงว่าให้ดูแลหยางซานให้ดีๆเมื่อมาถึงสำนักศึกษาไป๋กวนฮวาแล้ว จินซินก็นั่งเรียนด้วยจิตใจที่ไม่ปกติเท่าใดนัก เพราะนางเป็นห่วงหยางซาน ด้านเจิ้งหลานก็ลอบชำเลืองมองจินซินเป็นระยะก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ด้านเจี่ยงหว่านหรงก็มองจินซินอยู่ห่างๆ ระยะนี้นางเริ่มจะรู้สึกดีกับจินซินอยู่บ้างวันนี้ที่สำนักศึกษาไป๋กวนฮวาคึกคักกว่าทุกวัน เพราะองค์หญิงฉินอันหนิงเสด็จมาร่วมเรียนด้วยทุกคนต่างรีบลุกขึ้นถวายพระพรองค์หญิง จินซินลอบมองฉินอันหนิงเล็กน้อย เพราะชาติที่แล้วนางไม่ได้เข้าเรียนที่สำนักศึกษาจึงไม่ได้พบเจอฉินอันหนิงที่นี่ แต่ได้พบกันหลังจากที่นางเข้าวังหลวงไปเป็นพระสนมแล้วเมื่อมีองค์หญิงมาร่วมเรียนด้วย แน่นอนว่าการเรียนวันนี้จึงค่อนข้างพิเศษมาก เหล่าคุณหนูคนอื่นๆ ต่างพากันกระตือรือร้น บางคนถึงขนาดพยายามประจบประแจงทำดีกับฉินอันหนิงเพราะอยากจะได้รับเลือกให้เข้าไปร่วมเรียนในวังเป็นพระสหาย แต่จินซินกลับไม่สนใจเลยแม้แต่น้อยในสมองของนางตอนนี้มีแต่เรื่องของหยางซานไม่นานก็หมดเวลาเรียน
เมื่อกินมื้อเย็นอิ่มแล้ว จินซินก็แวะมาดูหยางซานต่อทันที เมื่อเห็นว่าเขากำลังนอนหลับอยู่นางจึงไม่อยากจะรบกวน เพียงกำชับให้คนดูแลเขาให้ดี จากนั้นหญิงสาวก็กลับมายังเรือนพักของตน หลังจากจัดการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์เรียบร้อยแล้ว นางก็สั่งให้อาซีและอาหลิงไปช่วยกันยกหีบสมบัติออกมาที่กลางห้องอาซีและอาหลิงแม้จะสงสัยแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถามอะไรให้มากความ เพียงขมีขมันทำตามที่เจ้านายสั่ง เมื่อสาวใช้ทั้งสองนำหีบสมบัติมาวางเอาไว้แล้ว หญิงสาวจึงเปิดหีบสำรวจดูสมบัติแต่ละชิ้นอย่างพิจารณาสมบัติที่เก็บไว้มีอยู่มาก ต่อให้นางไม่ทำงานทำการก็ยังมีกินมีใช้ตลอดชาติ น่าเสียดายที่ชาติก่อนนางไม่รู้จักคุณค่าของทรัพย์สินเงินทองเหล่านี้นางจัดการรื้อค้นข้าวของทุกอย่างออกมาดูทีละชิ้น นอกจากตั๋วเงินและก้อนเงินแล้วยังมีเครื่องประดับราคาแพงอีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีเครื่องประดับจำพวกปิ่นเงินรวมอยู่ด้วย นางคิดว่าจะมอบปิ่นเงินเหล่านี้ให้สาวใช้เพราะตนเองก็ไม่ได้ใช้จึงไม่อยากเก็บเอาไว้ให้ฝุ่นจับจินซินจัดการข้าวของอยู่เป็นนาน ในที่สุดนางก็เจอของที่ต้องการเสียที หญิงสาวยื่นมือไปหยิบกล่องใบหนึ่งขึ้นมาเปิดออก ในนั้นมีพู่หยกชิ้น

















