分享

4

last update publish date: 2025-12-16 08:14:00

“หนูมิยืนได้แล้ว ดูสิ” อัสนีบอกโยธินกับพายุ ทั้งสองปรบมือหัวเราะชอบใจที่เห็นพัฒนาการของน้องสาวตัวน้อย

“ขนาดคลานยังคลานตามแทบไม่ทัน เดี๋ยวเดินได้คงวิ่งปร๋อ” พายุวิจารณ์น้อง

“แล้วแกจะคลานทำไมไอ้พัน เดินได้ก็วิ่งตามน้องที่คลานสิ” อัสนีตบหัวน้องเบา ๆ เป็นการหยอกล้อ พายุหัวเราะเก้อ ๆ ก่อนจะพยักหน้าว่าจริง เขาก็ลืมคิดถึงข้อนี้ไป แล้วเป็นจริงดังคาด พอมิรินเดินได้เท่านั้นแหละ เด็กน้อยก็เดินไม่หยุด ซุกซนจนพี่ ๆ จับตัวแทบไม่ทัน ยิ่งกว่าจับปูใส่กระด้งเสียอีก

กลับจากโรงเรียนคราใด พี่ ๆ ต้องแวะมาหาเด็กน้อยมิรินด้วยความคิดถึง ร่างเล็กของมิรินเดินเตาะแตะในชุดน่ารัก อัสนีตรงเข้าไปหอมแก้มน้อง อีกฝ่ายหัวเราะอย่างมีความสุข

ผู้ใหญ่ให้เด็ก ๆ เรียนแบบโฮมสคูล  เป็นการเรียนจากประสบการณ์ตรง เรียกว่า experiential learning ซึ่งการเรียนแบบนี้ ไม่ได้เรียนจากการตั้งกรอบ ตั้งจุดประสงค์การเรียนรู้ขึ้นมา แล้วให้เด็กไปถึงกรอบนั้น แต่เป็นการเรียนที่ให้เด็กค้นพบตัวเอง แล้วก็ค่อย ๆ ให้เด็กพัฒนาไปถึงจุด ๆ หนึ่งด้วยตัวเอง โดยการเรียนของเด็ก ๆ นั้นผู้ใหญ่ที่อยู่ด้วยกันจะช่วยกันสอน แบ่งเวลาหลังจากที่ทำแผนการสอนและทางเขตการศึกษาอนุมัติเรียบร้อยแล้วว่าผ่านเกณฑ์

บิดามารดาของเด็ก ๆ เน้นให้ลูก ๆ อ่านออก เขียนได้ บวกลบคูณหารเลขได้ซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานให้เก่งเป็นพอ เพราะการอ่านออกเขียนได้จะปูทางไปสู่การเรียนรู้ในเรื่องต่าง ๆ รอบตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เราน่ะไปกอดหอมน้องทั้งที่เหงื่อเต็มตัว ไปอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะจ้ะ กลับมาเหนื่อย ๆ จะได้สดชื่น น้าน่ะเพิ่งอาบน้ำให้น้องเองนะจ๊ะ” มัสลินดุเด็ก ๆ แต่ก็มองด้วยความเอ็นดู มิรินเองก็เหมือนจะเคยชิน เมื่อเห็นพี่ ๆ กลับจากโรงเรียน ก็รู้ว่าจะได้เล่นกับพี่ ๆ ตอนยังไม่มีใครกลับมาก็ชะเง้อคอรอคอยตามประสาเด็ก

“ก็น้องตัวหอมนี่ครับ” อัสนีตอบแล้ววิ่งกลับไปอาบน้ำอาบท่าที่บ้านของตัวเอง ยังไม่ทันได้กินข้าวกินปลาก็รีบมาที่บ้านของคู่หมั้นตัวน้อยในทันที

ผู้ใหญ่ช่วยกันสร้างบ้านดินด้วยตัวเอง บ้านดินนั้นเป็นบ้านที่อยู่แล้วให้ความรู้สึกเย็นสบาย  เป็นที่พักอาศัยโดยใช้เทคนิดการก่อสร้างด้วยดินธรรมชาติ ไม่ผ่านกระบวนผลิตทางอุตสาหกรรม ไม่ใช้สารเคมี ไม่เผา ไม่ต้องซื้อหา ไม่ต้องเสียค่าแรง มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องลงทุนมาก ไม่ต้องดาวน์ ไม่ต้องผ่อน แถมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว คนในชุมชนและสังคม ด้วยว่าตอนสร้างนั้นได้ช่วยกันทำ เด็ก ๆ และคนแก่ก็สามารถทำได้เพราะมีวิธีการทำที่ง่ายกว่าบ้านที่ใช้อิฐหินดินทรายและการโบกปูน

อัสนีจะรับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวและสมาชิกในไร่พันธุ์รักษ์แห่งนี้ และเล่นกับน้องไปพร้อม ๆ กับโยธินและพายุที่มักมีของเล่นแปลก ๆ ใหม่ ๆ มาเล่นอยู่เสมอ เป็นของเล่นที่ประดิษฐ์เองโดยไม่ต้องหาซื้อ เด็ก ๆ ทุกคนนั้นชอบอ่านหนังสือ ผู้ใหญ่จึงสนับสนุนให้เด็ก ๆ ได้อ่านหนังสือและได้ทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ โดยจะซื้อหนังสือดี ๆ มาเก็บเอาไว้ที่ห้องหนังสือให้เด็ก ๆ ได้นั่งอ่านกันในทุก ๆ วัน

ผู้ใหญ่จะปลูกฝังให้เด็ก ๆ รู้จักแบ่งปันและไม่หวงของเล่นดังนั้นไม่ว่าจะมีของเล่นใหม่ ๆ หรือของกินอร่อย ๆ ก็จะแบ่งปันกันอยู่เสมอ

อัสนีรู้สึกว่าแค่เห็นหน้าน้องก็มีความสุข หากวันไหนไม่ได้เห็นหน้าน้อง เขารู้สึกเหมือนกับว่าเหมือนชีวิตจะขาดอะไรไป

อัสนีไม่ได้คิดฝังใจเอาว่าโตขึ้นต้องแต่งงานกันเพราะมิรินเป็นคู่หมั้นคู่หมายกันอยู่ แต่เขาเอ็นดูมิรินเหมือนน้องสาวคนหนึ่งที่เลี้ยงมาแต่อ้อนแต่ออกเสียมากกว่า

เป็นธรรมดาที่เขาจะนึกชอบเพศตรงข้ามตามประสาบุรุษเพิ่งแตกเนื้อหนุ่ม แต่ทุกครั้งอัสนีมักนึกถึงใบหน้าใส ๆ ของเด็กน้อยมิริน เธอมีปากจิ้มลิ้มน่ารัก ผมหยักศกน้ำตาลอ่อน และแก้มเนียนใสหอมกรุ่น ทำให้เขาอมยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึง นั่นทำให้ห้วงความรู้สึกยามคิดจะจีบผู้หญิงสักคนลดน้อยถอยลงไปอย่างไม่น่าเชื่อ

อัสนีเลี้ยงน้องเหมือนพี่เลี้ยง เหมือนพ่อ เหมือนพี่ เหมือนเพื่อน จนมิรินเจริญวัยขึ้นเป็นเด็กน้อยน่ารักสมวัย เห็นอัสนีที่ไหนต้องเห็นมิรินที่นั่น ถ้าไม่ขี่หลังก็อุ้มอยู่กับอกจนทุกคนเห็นเป็นเรื่องชินตา

“หนูมิอ้วนไปไหมครับ” อัสนีเอ่ยถามขึ้นกลางวงรับประทานอาหาร มิรินพูดได้แล้ว คำแรกที่พูดได้คือคำว่าแม่ คำที่สองคือพ่อ แต่คำถัดมานี่สิ ทำทุกคนอมยิ้ม เอส!!!

“หนูมิอ้วนเหรอคะ” เด็กน้อยเอ่ยถามตาปริบ ๆ ในขณะที่กำลังนั่งอยู่บนตักของอัสนี

“ครับ” อัสนีรับคำแต่มือก็ยังตักอาหารป้อนน้องไม่ยอมหยุด

ผู้ใหญ่ฟังเด็กทั้งสองคุยกันก่อนจะหัวเราะเบา ๆ แล้วหันไปสนทนาเรื่องงานกันต่อ เป็นธรรมดาที่ทั้งสี่ครอบครัวจะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือไอเดียใหม่ ๆ เรื่องการเกษตรในไร่ที่ทำอยู่ในทุกวัน เพราะต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกันเสมอมา หลังรับประทานอาหารเสร็จสิ้น อัสนีรับหน้าที่จัดการพาน้องน้อยเข้านอน ผู้ใหญ่ไหว้วานให้เขาพาน้องนุชสุดท้องไปกล่อมนอน เหมือนสิ่งที่เขาต้องทำเป็นประจำทุกวัน

在 APP 繼續免費閱讀本書
掃碼下載 APP

最新章節

  • คู่หมั้นฟันน้ำนม   5

    การพัฒนาไร่เจริญรุดหน้าไปได้ด้วยดี ทำให้ครอบครัวทั้งสี่มีหลักฐานมั่นคง แต่กระนั้นก็ยังอาศัยการพึ่งพาตนเองเหมือนแรกเริ่มเดิมทีที่มาลงหลักปักฐานซื้อที่ดินอยู่ที่นี่ แต่ก็จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพิ่มเข้ามามากมาย ตามกำลังทรัพย์ที่เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกันเด็กน้อยตัวอ้วนกลมเหมือนลูกบอล แขนขาอวบอัดขาวผ่องถูกวางลงบนเตียง แต่มิรินยังไม่ยอมนอนหลับง่าย ๆ จนกว่าจะได้ฟังนิทาน คนที่ต้องรับอาสาเล่านิทานคืออัสนี“หนูมิอ้วนเหรอคะ” มิรินเอ่ยถามอัสนีตาปริบ ๆ“ต้องกินน้อยลงเหรอคะ” น้องน้อยเอ่ยถามเหมือนไม่แน่ใจว่าต้องลดปริมาณอาหารลงอีกหรือไม่“ไม่ต้องครับ” อัสนีตอบแล้วจุมพิตหน้าผากน้อย ๆ นั้นอย่างแสนรัก“แต่หนูมิอ้วน”“อ้วนก็รักครับ” ประโยคสั้น ๆ ง่าย ๆ จากพี่ชายทำให้เด็กน้อยยิ้มแก้มปริ ก่อนจะหอมแก้มของอัสนีฟอดใหญ่“หนูมิก็รักเฮียนะคะ” มิรินหอมแก้มพี่ชายฟอดใหญ่“ฟังนิทานไหมครับ” คนเอ่ยถามมีแววตาแห่งความเอ็นดูเหลือล้น เด็กน้อยรีบพยักหน้าก่อนจะซุกเข้าที่อกกว้างอบอุ่นของพี่ชายอัสนีเปิดสมุดนิทาน ก่อนจะค่อย ๆ เล่าเรื่องราวไปเรื่อย ๆ ตามเนื้อเรื่อง น้องที่ซุกตัวอยู่กับอกกว้าง เริ่มเหลือบมองภาพการ์ตูนในนิ

  • คู่หมั้นฟันน้ำนม   4

    “หนูมิยืนได้แล้ว ดูสิ” อัสนีบอกโยธินกับพายุ ทั้งสองปรบมือหัวเราะชอบใจที่เห็นพัฒนาการของน้องสาวตัวน้อย“ขนาดคลานยังคลานตามแทบไม่ทัน เดี๋ยวเดินได้คงวิ่งปร๋อ” พายุวิจารณ์น้อง“แล้วแกจะคลานทำไมไอ้พัน เดินได้ก็วิ่งตามน้องที่คลานสิ” อัสนีตบหัวน้องเบา ๆ เป็นการหยอกล้อ พายุหัวเราะเก้อ ๆ ก่อนจะพยักหน้าว่าจริง เขาก็ลืมคิดถึงข้อนี้ไป แล้วเป็นจริงดังคาด พอมิรินเดินได้เท่านั้นแหละ เด็กน้อยก็เดินไม่หยุด ซุกซนจนพี่ ๆ จับตัวแทบไม่ทัน ยิ่งกว่าจับปูใส่กระด้งเสียอีกกลับจากโรงเรียนคราใด พี่ ๆ ต้องแวะมาหาเด็กน้อยมิรินด้วยความคิดถึง ร่างเล็กของมิรินเดินเตาะแตะในชุดน่ารัก อัสนีตรงเข้าไปหอมแก้มน้อง อีกฝ่ายหัวเราะอย่างมีความสุขผู้ใหญ่ให้เด็ก ๆ เรียนแบบโฮมสคูล เป็นการเรียนจากประสบการณ์ตรง เรียกว่า experiential learning ซึ่งการเรียนแบบนี้ ไม่ได้เรียนจากการตั้งกรอบ ตั้งจุดประสงค์การเรียนรู้ขึ้นมา แล้วให้เด็กไปถึงกรอบนั้น แต่เป็นการเรียนที่ให้เด็กค้นพบตัวเอง แล้วก็ค่อย ๆ ให้เด็กพัฒนาไปถึงจุด ๆ หนึ่งด้วยตัวเอง โดยการเรียนของเด็ก ๆ นั้นผู้ใหญ่ที่อยู่ด้วยกันจะช่วยกันสอน แบ่งเวลาหลังจากที่ทำแผนการสอนและทางเขตการศึ

  • คู่หมั้นฟันน้ำนม   3

    “ฝีมือแกไม่ใช่เหรอ ให้ทาแป้งน้องดี ๆ แกเล่นโปะแป้งจนหมดกระป๋อง” อัสนีอยากเขกกะโหลกพายุสักทีสองที แต่อีกฝ่ายรีบหลบเพราะรู้ทันอัสนีพาน้องนอนเล่นบนเบาะ มิรินก็มองพี่ ๆ แล้วยิ้ม จนสามหนุ่มต้องยิ้มตามอย่างอัตโนมัติ“หนูมินี่เป็นเด็กอารมณ์ดีจริง ๆ เลย ดูสิ ยิ้มอยู่ตลอดเวลา” โยธินลูบผมน้อย ๆ กลางกระหม่อมของน้อง พลางเอ่ยชมอัสนีทิ้งตัวลงนอนใกล้ ๆ กับมิริน ก่อนจะเริ่มเล่นกับเด็กน้อยอย่างมีความสุข ในขณะที่พายุหาของเล่นมานั่งเล่นกับน้องด้วย ส่วนโยธินนั้นเดินไปชงนมมาส่งให้เมื่อเห็นมิรินทำปากจุ๊บจั๊บเหมือนกำลังหิวนมพอส่งจุกนมเข้าปากเจ้าตัวเล็ก มิรินก็ดูดนมในทันที ทั้งสามหนุ่มน้อยนอนเท้าคางมองน้องกินนมอย่างมีความสุข ปากเล็กแดงบางดูดกินจุกนมอย่างเอร็ดอร่อยบิดามารดาของพวกเขายุ่งกับงานในไร่ กำลังบุกเบิกขยายไร่เพิ่ม จึงฝากน้องให้ทั้งสามช่วยกันเลี้ยงน้อง จริง ๆ มีพี่เลี้ยงอีกคน แต่พี่สร้อยนั้นชอบแอบไปจู๋จี๋กับคนงาน ทิ้งน้องเอาไว้ให้สามหนุ่มเลี้ยงดูกันเอาเองพายุกับโยธินหลับไปแล้วด้วยความอ่อนเพลีย แต่อัสนียังนอนเท้าคางมองน้องตาไม่กะพริบ ไม่นานเด็กน้อยก็หลับปุ๋ยคาขวดนม เขาเอาจุกนมออกจากปากเล็ก ๆ ก่อนจะ

  • คู่หมั้นฟันน้ำนม   2

    “ทำไมต้องเป็นผมด้วยล่ะครับ” คนที่อ่อนวัยกว่าเอ่ยถามหน้ายุ่ง จะพูดกันตรง ๆ พายุเป็นลูกไล่ของพี่ ๆ จึงถูกใช้ให้ทำโน่นทำนี่อยู่บ่อยครั้ง“แกเด็กที่สุด อายุน้อยที่สุด ต้องทำตามคำสั่งเฮีย ๆ” อัสนีพูดเช่นนั้นก่อนจะหยิบหนังสติ๊กส่งให้โยธินและพายุคนละอัน“ว้าว... หนังสติ๊กอันใหม่แจ่มไปเลยเฮีย” พายุเห็นหนังสติ๊กอันใหม่แล้วนึกชอบใจอยู่ไม่น้อย เขายกมันขึ้นมาง้างแล้วก็ทำท่าเล็ง“เข้าไปในไร่แล้วเจอไม้สวย ๆ ขนาดเหมาะมือเลยทำมาเผื่อ” หนังสติ๊กคืออุปกรณ์ที่ใช้ไม้เป็นง่ามนำมาตัดไม่ให้ยาวหรือสั้นจนเกินไป ก่อนจะนำไปผูกกับยางเส้น ส่วนกระสุนคือดินเหนียวปั้นเป็นก้อนกลม ๆ ตากแดดจนแห้งจนมีน้ำหนักเบา“ไหนดินเหนียวล่ะไอ้พัน” โยธินเอ่ยถาม พายุล้วงดินเหนียวออกมาจากย่ามที่สะพายเอาไว้ให้ทั้งสองรับไปกำมือใหญ่ พายุกับอัสนีรับมาใส่ย่ามของตัวเอง ก่อนจะเล็งไปยังนกที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้“แกว่าฉันจะยิงถูกไหมไอ้พัน” อัสนีเล็งแต่ยังไม่ยิง หันไปเอ่ยถามน้องเล็กสุดของก๊วน“เฮียยิงแม่น ต้องยิงถูกแน่ ๆ แต่สงสารมันเหมือนกันนะเฮีย” คนขี้สงสารเอ่ยบอก อัสนีชะงัก แต่ก็กลับไปเล็งใหม่“เดี๋ยวเฮียไปวางเบ็ดก่อน” โยธินวางเบ็ดตรงแม่น้ำด้านห

  • คู่หมั้นฟันน้ำนม   1

    อัสนี อัคราสุรเดช หรือหนุ่มน้อยนามว่าเอสเปรสโซ่ทอดสายตามองเด็กน้อยที่กำลังนอนดูดจุกนมอยู่ในเปลไม่วางตา เขาเป็นเด็กหนุ่มวัยสิบห้าที่มีคู่หมั้นวัยเด็กเพียงไม่กี่เดือน เด็กหญิงมิริน ไพรพิทักษ์กุลหรือหนูมิ บุตรสาวของทรงสิทธิ์และมัสลิน ไพรพิทักษ์กุล เพื่อนรักของบิดามารดา เด็กน้อยคลอดออกมาเป็นสมาชิกใหม่ที่ใคร ๆ ต่างเห่อและรักใคร่ อาจเพราะเป็นน้องนุชสุดท้องของหลายครอบครัว เป็นลูกหลงที่ไม่มีใครคิดว่าจะมาเกิดเอาป่านนี้เด็กน้อยวัยแบเบาะปากแดง แก้มใส ดวงตากลมแป๋ว มีผมสีน้ำตาลอ่อนขึ้นมาหย่อมหนึ่งบนศีรษะ ซึ่งแตกต่างจากเด็กคนอื่น ๆอัสนีมองด้วยสายตาเอ็นดูระคนรักใคร่ มือน้อยบอบบางเล็กป้อม นิ้วเล็ก ๆ กำลังจับขวดนมดูดกินอย่างเอร็ดอร่อย ความทรงจำของเขาตั้งแต่แรกเห็นเด็กน้อยที่คลอดออกมาลืมตาดูโลกคือหน้าตาของเจ้าหล่อนที่ยับย่นตัวแดงเถือกและสถานะคู่หมั้นคู่หมายของเขาที่ต้องแต่งงานกันในอนาคตข้างหน้า เขาก็บอกความรู้สึกไม่ถูกเหมือนกันว่ามันเป็นเช่นไร รู้แค่ว่าเขาอยากทะนุถนอมน้องน้อยเอาไว้ในอ้อมแขนแห่งรักนี้ตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่“เป็นอะไรวะเอส เอาแต่จ้องมองหนูมินอนดูดนมตาไม่กะพริบ” โยธิน อัศวเมฆาโชติหรือ

更多章節
探索並免費閱讀 優質小說
GoodNovel APP 免費暢讀海量優秀小說,下載喜歡的書籍,隨時隨地閱讀。
在 APP 免費閱讀書籍
掃碼在 APP 閱讀
DMCA.com Protection Status