Masuk“ฝีมือแกไม่ใช่เหรอ ให้ทาแป้งน้องดี ๆ แกเล่นโปะแป้งจนหมดกระป๋อง” อัสนีอยากเขกกะโหลกพายุสักทีสองที แต่อีกฝ่ายรีบหลบเพราะรู้ทัน
อัสนีพาน้องนอนเล่นบนเบาะ มิรินก็มองพี่ ๆ แล้วยิ้ม จนสามหนุ่มต้องยิ้มตามอย่างอัตโนมัติ
“หนูมินี่เป็นเด็กอารมณ์ดีจริง ๆ เลย ดูสิ ยิ้มอยู่ตลอดเวลา” โยธินลูบผมน้อย ๆ กลางกระหม่อมของน้อง พลางเอ่ยชม
อัสนีทิ้งตัวลงนอนใกล้ ๆ กับมิริน ก่อนจะเริ่มเล่นกับเด็กน้อยอย่างมีความสุข ในขณะที่พายุหาของเล่นมานั่งเล่นกับน้องด้วย ส่วนโยธินนั้นเดินไปชงนมมาส่งให้เมื่อเห็นมิรินทำปากจุ๊บจั๊บเหมือนกำลังหิวนม
พอส่งจุกนมเข้าปากเจ้าตัวเล็ก มิรินก็ดูดนมในทันที ทั้งสามหนุ่มน้อยนอนเท้าคางมองน้องกินนมอย่างมีความสุข ปากเล็กแดงบางดูดกินจุกนมอย่างเอร็ดอร่อย
บิดามารดาของพวกเขายุ่งกับงานในไร่ กำลังบุกเบิกขยายไร่เพิ่ม จึงฝากน้องให้ทั้งสามช่วยกันเลี้ยงน้อง จริง ๆ มีพี่เลี้ยงอีกคน แต่พี่สร้อยนั้นชอบแอบไปจู๋จี๋กับคนงาน ทิ้งน้องเอาไว้ให้สามหนุ่มเลี้ยงดูกันเอาเอง
พายุกับโยธินหลับไปแล้วด้วยความอ่อนเพลีย แต่อัสนียังนอนเท้าคางมองน้องตาไม่กะพริบ ไม่นานเด็กน้อยก็หลับปุ๋ยคาขวดนม เขาเอาจุกนมออกจากปากเล็ก ๆ ก่อนจะแอบจิ้มแก้มใส ๆ นั้นหนึ่งที เหลียวซ้ายแลขวาว่าทุกคนหลับกันหมดแล้ว จึงแอบจุ๊บแก้มเนียนใสนั้นเบา ๆ ด้วยความเอ็นดูเหลือล้น
อัสนีแอบเบ้หน้าเล็กน้อย เพราะกลิ่นคาวของนม เขาจัดการนำมุ้งครอบมาครอบกันยุงกัดน้อง แล้วไปล้างขวดนม ก่อนจะกลับมาทิ้งตัวลงนอน
ผู้ใหญ่ที่กลับมาเห็นเด็ก ๆ นอนเรียงกันอยู่บนฟูกแล้วหลับอย่างแสนสบายถึงกับยิ้มเอ็นดู มิรินนอนอยู่ในมุ้งครอบสีชมพูขนาดเล็ก ถูกพี่ ๆ ประแป้งจนหน้าขาว
“สงสัยคงจะอาบน้ำอาบท่ากันแล้วค่ะ” เสียงผู้ใหญ่คุยกัน ทำอาหารด้วยกันดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เด็ก ๆ ตื่นขึ้นมาหลังจากนั้นไม่นาน
พวกผู้ใหญ่ทำอาหารรับประทานกันเหมือนเคย เสียงของมิรินร้องไห้จ้า ก่อนที่อัสนีจะอุ้มน้องขึ้นตบก้น เด็กน้อยฉี่อีกครั้งหลังจากตื่นนอน เขาจึงต้องจัดการล้างก้นให้น้องแล้วซับจนแห้ง ก่อนจะอุ้มออกมาดูผู้ใหญ่ด้านนอก
“เมื่อไหร่น้องจะกินข้าวได้ครับ” อัสนีเอ่ยถามมารดาด้วยความสงสัย โยธินกับพายุกำลังช่วยกันปิ้งย่างบาร์บีคิวอยู่อีกด้าน
บาร์บีคิวเป็นอาหารโปรดของทุกคน เพราะซอสสูตรเด็ดรสชาติเข้มข้นทำให้เด็ก ๆ ติดอกติดใจเป็นอันมาก
สามครอบครัวเป็นเพื่อนสนิทกัน ทุกคนรักธรรมชาติจึงมาซื้อที่ดินลงหลักปักฐานกันอยู่ที่นี่ ทั้งสามทำเกษตรแนวอนุรักษ์ธรรมชาติ อยู่ในที่อากาศดี ๆ และช่วยกันเก็บเมล็ดพันธุ์แท้ของพืชทุกชนิดบนโลกใบนี้เอาไว้ ที่ดินที่นี่ไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของใครคนใดคนหนึ่งแต่เป็นของทุกคนซึ่งช่วยกันดูแลและเป็นเจ้าของด้วยกัน ความมีน้ำใจและอัธยาศัยใจดีรวมถึงทัศนคติการใช้ชีวิตที่เหมือน ๆ กันทำให้ทุกคนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ไม่เคยมีเรื่องราวทะเลาะเบาะแว้งกันเลย ทุกคนพยายามใจเย็นให้มากที่สุด หากมีปัญหาอะไรก็ช่วยกันแก้ไข
“หลังจากหกเดือนจ้ะ ตอนนี้น้องต้องกินนมไปก่อน” ศิริกานต์ตอบลูกชายพลางอมยิ้ม
“เมื่อก่อนผมก็กินนมแบบนี้เหรอครับ” อัสนีเอ่ยถามมารดา
“ใช่จ้ะ” ศิริกานต์ตอบแล้วยิ้มกว้างมากกว่าเดิม หลังจากช่วยกันทำอาหารจนเสร็จ บรรดาแม่ ๆ ก็นำอัลบั้มรูปลูก ๆ มาเปิดดู เพื่อระลึกถึงความทรงจำดี ๆ ในอดีต ว่าในช่วงหนึ่งของชีวิตครอบครัวต่างก็มีสมาชิกใหม่ถือกำเนิดขึ้นมาลืมตาดูโลก
“ตอนเด็ก ๆ ผมตัวเล็กเหมือนน้องเลยครับ” พายุชี้รูปตัวเอง ด้วยท่าทีตื่นเต้นไม่น้อย
“น้องยังเด็กต้องช่วยกันดูแลนะลูก” สามหนุ่มต่างวัยรับคำของคุณมัสลินมารดาของมิรินอย่างแข็งขัน
อัสนีค่อนข้างรักน้องหวงน้องและรับรู้โดยปริยายว่ามิรินคือคู่หมั้นตัวน้อยที่โตขึ้นจะต้องแต่งงานกัน ดังนั้นอัสนีจึงทำหน้าที่ปกป้องน้องอยู่ไม่ห่าง ไม่ว่าจะมีกิจกรรมอะไรร่วมกันในบ้าน ก็จะเห็นมิรินนั่งอยู่บนตักของอัสนีเสมอ
หลังจากมิรินอายุได้หกเดือน เด็กน้อยก็เริ่มหัดกินข้าว อัสนีเป็นคนคอยป้อนข้าวและอาหารเสริมให้น้อง มันเป็นความเคยชินที่ถูกฝากฝังจากผู้ใหญ่ จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่ต้องดูน้องเวลาผู้ใหญ่ไม่อยู่
พี่สร้อยพี่เลี้ยงของมิรินย้ายไปทำงานในไร่แทนเพราะอยากทำงานกับแฟนหนุ่ม อีกทั้งสร้อยเองก็เลี้ยงมิรินไม่ได้ เด็กน้อยจะงอแงเรียกหาแต่อัสนี อัสนีเลยกลายเป็นทั้งพี่ชายและพี่เลี้ยงของมิรินไปโดยปริยาย
งานในไร่ของผู้ใหญ่ค่อนข้างหนักเพราะอยู่ในช่วงการพัฒนาที่ดินและสร้างอาณาจักรของตัวเองที่ใฝ่ฝันเอาไว้ สามครอบครัวเป็นเพื่อนรักกันมานานและอีกนัยหนึ่งคือมีความเป็นเครือญาติกันอยู่ แม้สายเลือดจะห่างออกไปสักนิดแต่ก็รักใคร่ใส่ใจกันเหมือนครอบครัวเดียวกัน
โยธินทำหน้าที่เป็นพี่คนโตที่คอยดูแลและควบคุมน้อง ๆ พายุซุกซนตามประสา เป็นลูกไล่ของพี่ ๆ โยธินกับอัสนีใช้ให้ทำอะไร พายุก็จะทำตามอย่างไม่เกี่ยงงอน เพราะยึดพี่ ๆ เป็นไอดอล
เข้าเดือนที่เจ็ด มิรินเริ่มคลานไปตามพื้น เล่นของเล่นต่าง ๆ พี่ ๆ คลานตามแทบไม่ทัน เพราะเจ้าตัวเล็กคลานเก่งมาก แต่พอได้หนึ่งปีนี่สิ คนติดพี่ชายข้างบ้านเริ่มเกาะหลังอัสนีเพื่อจะยืน
ดารินไม่ได้บอกใคร ๆ ว่าเธอแอบได้ยินบรรดาเฮีย ๆ คุยกัน เขาว่าความลับไม่มีในโลกนี่คือเรื่องจริง ในที่สุดเธอก็ได้รับรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกของทรงสิทธิ์แต่เป็นแค่ลูกติดท้องของมารดาที่มาแอบอ้าง เธอไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขและไม่ใช่น้องสาวของมิรินด้วย เธอรู้สึกอายที่ไปทวงสมบัติที่ไม่ใช่ของตัว ดังนั้นในเวลานี้การเรียนจึงเป็นทางออกเดียวของชีวิตที่จะทำให้เธอมีงานมีการทำ ไม่ใช่คิดแต่จะหวังสมบัติของมิริน อนาคตหากเธอกับพายุไปกันไม่รอด เธอก็ยังมีงานมีเงิน และพึ่งตัวเองได้ในค่ำคืนที่ฝนตกหนัก เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดังสนั่นไปทั่ว เจ้ามูมู่ก็ได้เห็นแสงบางอย่างจากยอดเขาสาดส่องมายังตัวของมัน มันจึงเดินออกไปดูอัสนีกับมิรินและทุกคนตื่นขึ้นมาเพราะลำแสงที่สว่างไสวมากระทบกับบ้านของพวกเขาจนเจิดจ้าไปหมดบรรดาหมาป่าฝูงใหญ่เดินมาตามลำแสงนั่น ก่อนจะปรากฏกายอยู่ตรงหน้าของทุกคน“เจ้าชายไมยราชถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องกลับไปที่เมืองเหมันต์” หมาป่าพวกนั้นพูดออกมา ต่างก็หมอบลงแทบเท้าของเจ้ามูมู่“นี่มันหมายความว่ายังไงกัน” อัสนีเอ่ยถามด้วยความสงสัย ก่อนจะเห็นงูยักษ์ตัวหนึ่งเลื้อยมานอนแทบเท้าของเจ้ามูมู่ มันหมอบลงข้าง ๆ ทำให้อ
“หรือว่าหนูมิจะท้องแล้ว”“เฮ้ย! จริงดิ”“จริงสิเฮีย ก็พี่สะใภ้ของเฮียก็มีอาการแบบนี้ตอนท้องนะ”“แกไม่มั่วแน่นะ” มิรินเห็นอัสนีพูดคุยกับเจ้ามูมู่เป็นตุเป็นตะก็หลุดขำออกมา“หนูมิอาบน้ำแต่งตัว แล้วไปหาหมอกัน” อัสนีจัดการเตรียมชุดให้ภรรยา ก่อนจะจับเธออาบน้ำเหมือนเธอเป็นเด็ก ๆ ตื่นเต้นเหลือเกินที่จะได้ฟังข่าวดี“อุ๊บแหวะ!” มิรินอาเจียนออกมาเมื่อได้กลิ่นกระเทียมเจียว“หนูมิเป็นอะไรครับ ข้าวต้มของเฮียไม่อร่อยเหรอ ทำไมกินเข้าไปถึงอาเจียนออกมาแบบนี้” อัสนีรีบวิ่งมาลูบหลังให้ภรรยาอีกครั้ง เมื่อเธอวิ่งมาอาเจียนในห้องน้ำอีกรอบ“อาการแบบนี้น่าพาไปหาหมอนะ” สมาชิกทุกคนในบ้านพูดคุยกันอย่างห่วงใย หัทยาบอกว่าอาการเหมือนตอนที่เธอแพ้ท้องไม่มีผิด“ท้องเหรอครับ” อัสนีเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น“แต่ถ้าจะให้แน่ใจต้องไปตรวจก่อนนะคะ” สิ้นประโยคนั้นของหัทยาอัสนีก็พามิรินไปหาหมอ มุ่งตรงไปยังแผนกสูตินารีเวช และก็จริงอย่างที่ทุกคนคิดเอาไว้ มิรินตั้งท้องแล้วจริง ๆอัสนีดีใจเป็นอันมาก เขารับยาบำรุงครรภ์และให้มิรินฝากท้องเสียเลย ข่าวดีนี้สร้างความยินดีให้สมาชิกในครอบครัวเป็นอันมากอัสนีดูแลมิรินอย่างดี แทบจะอุ้มกันเลยเวลาเ
“คราวนี้ก็ตาเฮียแล้วค่ะ” เธอยิ้มให้เขา“มะลิ มงกุฎ มะระ มะเฟือง มะตูม มะพร้าว”“สิบเอ็ดแล้วนะคะ ต้องตัดออกชื่อนึง”“งั้นตัดชื่อไหนออกดี” อัสนีเอ่ยถาม“มงกุฎนะคะเฮีย”“โอเคครับ”“โหย... ลูกผมมีชื่อแล้วขอบคุณนะคร้าบเจ้านายทั้งสอง” เจ้ามูมู่ดีใจใหญ่ที่เจ้านายตั้งชื่อให้ลูกของมัน ก่อนจะรีบไปบอกเมียอย่างตื่นเต้น“เจ้านายครับ” มันวิ่งกลับมาหาเจ้านายก่อนจะเอ่ยถามด้วยใบหน้ายู่ยี่“มีอะไร ทำไมทำหน้าแบบนั้น”“ไข่หวานบอกว่าลูกผมที่ชื่อมะระมันเอ่อ... ชื่อน่าเกลียดไปไหมครับ”“ไม่หรอก เพราะฉันเป็นคนตั้งให้”“เปลี่ยนเป็นมงกุฎได้ไหมครับ” มันทำท่าโอครวญ“ก็ได้ เรื่องมากจริงเชียว” แม้จะทำเสียงในลำคอ แต่ก็ยินยอมให้เปลี่ยนชื่อตามขอ “เย้ เจ้านายใจดีที่สุด” เจ้ามูมู่รีบวิ่งไปบอกเมียรักอีกรอบ ก่อนจะเข้าไปเลียลูกน้อยทั้งสิบอย่างรักใคร่“ดูเจ้ามูมู่จะรักลูกของมันมากเลยนะคะ” มิรินเอ่ยกับอัสนี“ใช่ครับ เฮียเองก็อยากมีลูกแล้วนะ” อัสนีหันมาคุยกับสาวน้อยของเขา ก่อนจะตวัดอุ้มร่างของเธอขึ้น“อุ๊ย! เฮียน่ะ” มิรินหัวเราะคิกคัก แต่ก็ยอมให้เขาอุ้มเข้าห้องไปอัสนีขยับกายนอนแนบไปกับเรือนร่างหอมกรุ่น มือหนาปัดปอยผมให้เธอ
คืนนี้เป็นคืนวันเข้าหออันแสนหวานและวาบหวามหัวใจสำหรับมิรินยิ่งนัก เธอหลับไปอย่างเป็นสุขตลอดราตรีกาลตื่นเช้าขึ้นมาทุกคนก็มาทำบุญใส่บาตรที่วัดป่า การได้ทำบุญร่วมกันทำให้ทุกคนมีความสุขไม่น้อยหลังจากนั้นอัสนีก็พามิรินไปฮันนีมูนรอบโลกอย่างที่เธอต้องการ ในขณะที่ดารินสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยเดียวกับที่มิรินเคยเรียนผ่านมาแรมเดือน อัสนีพาภรรยาสาวคนสวยกลับมา บ้านอันเป็นสถานที่ที่ให้ความอบอุ่นกับเขาและเธอเสมออัสนีมองเจ้าสุนัขตัวโตที่เดินตามเมียต้อย ๆ แถมยังจุ๊บปากกัน เลียปากกันอย่างกระหนุงกระหนิงกลับมาจากฮันนีมูนเขาก็ได้รับข่าวดี เจ้ามูมู่ทำเจ้าไข่หวานท้องแล้ว“เจ้านาย”“ว่าไง”“ผมน้ำยาดีหรือเปล่า”“ไอ้ขี้โม้เอ๊ย!” อัสนีทำท่าทีหมั่นไส้เจ้าหมาขี้โม้“แล้วเจ้านายล่ะ น้ำยาสู้ผมได้ไหม”“น้ำยาฉันดีกว่าแก แต่ที่หนูมิยังไม่ท้องเพราะรอเด็กดี ๆ มาเกิด”“งั้นผมคงต้องมีลูกนำหน้าเจ้านายไปก่อนสิครับ”“เอาที่แกสบายใจ” ผ่านไปอีกเดือนกว่า ๆ ไข่หวานก็ให้กำเนิดลูกสุนัขครอกใหญ่ทั้งหมดสิบตัว“เจ้านายดูน้ำยาผม”“สิบตัวเลยเหรอ เมียแกนมยานแน่ ๆ”“ถึงนมยานผมก็รักของผม”“คลอดออกมาได้ยังไงตั้งสิบตัว”“เจ้านายทึ่งใ
“นี่ของขวัญของฉันกับไอ้พัน สำหรับนายเลยนะเอส” โยธินยื่นกล่องของขวัญให้น้องชายที่รักด้วยรอยยิ้ม“ขอบคุณครับเฮีย ขอบคุณนะพัน”“หวังว่าเฮียจะถูกใจนะครับ” พายุหัวเราะเบา ๆ อัสนีมองกล่องของขวัญสีชมพูหวานแหววอย่างหวาดระแวง คิดไปว่าสองคนนี่จะเล่นอะไรพิเรนทร์รึเปล่า“นี่เป็นของขวัญของพี่สะใภ้นะคะ” หัทยาแทนตัวเองว่าพี่สะใภ้ก่อนจะยิ้มกว้าง เธอถักเสื้อกันหนาวและผ้าพันคอให้ทั้งสองเพราะเห็นว่าจะเดินทางไปเที่ยวรอบโลก อาจจะได้ใช้เสื้อกันหนาวและผ้าพันคอของเธอบ้าง“ขอให้เราสองคนมีความสุขมากๆ นะ” โยธินอวยพรด้วยรอยยิ้ม ทุกคนทยอยกันออกไปจากห้องหอ หลังจากที่ต่างอวยพรให้คู่บ่าวสาวมีความสุข “เฮียจะให้ของขวัญอะไรเราคะ” มิรินเอ่ยถามเจ้าบ่าวหลังจากอยู่ในห้องหอกันสองคน อัสนีกะพริบตาปริบๆ มองหน้าเมียเด็กแล้วส่ายหน้าไปมา“เฮียไม่รู้เหรอคะ”“ไม่รู้ครับ แต่เฮียคิดว่ามันไม่น่าไว้วางใจ” มิรินหัวเราะร่วน มองกล่องของขวัญนิ่งเหมือนจะเพ่งกระแสจิตเข้าไปให้หยั่งรู้ว่าภายในมันคืออะไร“เฮียคะ แกะเลยดีกว่า”“อือ... ระวังด้วยนะ”“เฮียโยกับเฮียพันคงไม่เอาระเบิดมาให้เราหรอกค่ะ” เธอหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะจัดการแกะกล่องของขวัญออก“เฮ
“ค่ะ” ดารินรับคำไปแบบนั้นเอง เธอคงไม่ไปทำงานกับพายุหรอก“แต่พูดก็พูดเถอะ หมู่นี้เราเรียบร้อยขึ้นนะ ไม่แผลงฤทธิ์อะไรอีก หรือว่าคิดได้แล้ว” โยธินตักอาหารให้ภรรยาก่อนจะเอ่ยถาม โยธินเป็นคนตรง ๆ ที่เขาถามออกมาเพราะว่าอยากรู้ว่าน้องสาวจะตอบว่าอย่างไร“ทำสวนผักก็ดีเหมือนกันค่ะ จะได้มีงานอะไรให้ทำ” ดารินตอบอย่างเสียไม่ได้อัสนีตักอาหารให้มิริน มิรินกล่าวขอบคุณก่อนจะตักอาหารให้น้องสาว ดารินกล่าวขอบคุณเช่นกัน ความมีน้ำใจของครอบทำให้ดารินค่อย ๆ ซึมซับความรู้สึกอบอุ่นเข้าไปอย่างไม่รู้ตัวหรือเธอจะคิดไปเองว่าทุกคนไม่รักเธอ ดารินเฝ้าถามตัวเอง เพราะมิรินกับหัทยานั้นดีกับเธอมาก อาจเพราะเป็นผู้หญิงด้วยกัน เลยพูดคุยกันเรื่องผู้หญิงได้โดยไม่ต้องเกร็ง“คิดอะไรอยู่” ประโยคเอ่ยถามของพายุทำให้ดารินสะดุ้งสุดตัว เธอหันขวับไปมอง ก่อนที่จะหลบสายตาของเขาเป็นพัลวัน“ไม่ได้คิดอะไรค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ”“จะรีบไปไหนล่ะ” พายุรั้งแขนของดารินเอาไว้ แต่เธอพยายามฝืนเอาไว้อย่างเต็มที่“รินง่วงนอนแล้วค่ะ”“เห็นยืนอยู่ได้ตั้งนาน มาง่วงนอนอะไรตอนเห็นเฮีย” ดารินต้องเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะหลบสายตา หัวใจของเธอเต้นแรง มันแรงจนแทบจะโลดอ
ทั้งสี่ครอบครัวผลิตอาหารการกินด้วยตัวเอง ทุกคนในครอบครัวจึงได้รับประทานอาหารปลอดสารพิษทั้งผักและผลไม้ในทุกวัน โรคภัยไข้เจ็บจึงไม่มีถามหาอัสนีสอนหนังสือน้องด้วยวิธีง่าย ๆ คือ ให้น้องระบายสีรูปภาพต่าง ๆ ก่อนจะนำมารวมกัน และเขียนเป็นภาษาไทยว่าภาพอะไร มีกี่ภาพ รวมถึงอธิบายว่าภาพดังกล่าวมีประโยชน์อย่าง
“วันนี้เฮียจะให้หนูมิวาดภาพอะไรเหรอคะ” มิรินเอ่ยถามพี่ชายข้างบ้าน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนำสีน้ำกับกระดาษแผ่นใหญ่มาวางตรงหน้าของเธอ“วันนี้เราจะนำใบไม้ ดอกไม้ และกิ่งก้านของต้นไม้มาจุ่มกับสีน้ำแล้วก็มาแปะลงในกระดาษเป็นรูปต่าง ๆ ครับ เดี๋ยวเฮียจะทำให้หนูมิดูนะครับ”อัสนีเด็ดใบไม้จุ่มลงบนสีเขียวของสีน้ำก
“เจ้ามูมู่นี่ก็ตัวใหญ่ยักษ์ ผมเชื่อแล้วเฮีย” พายุเกาหัวไปมา“เชื่ออะไรของแก” โยธินเลิกคิ้วขึ้นพลางเอ่ยถาม“เฮียเอสเลี้ยงสัตว์แต่ละตัวแปลกประหลาดทั้งนั้น หมาบ้าอะไรไม่กี่เดือนตัวโตเท่าลูกควาย” ได้ยินแบบนั้นทำเอาสองหนุ่มถึงกับหัวเราะลั่น มิรินได้ยินพี่ ๆ หัวเราะก็เลยหัวเราะตามไปด้วย แม้จะไม่ค่อยรู้คว
เจ้ามูมู่กินอาหารจากชามจนหมดเกลี้ยง อัสนีนำจานไปล้างจนสะอาดแล้วใช้ให้มันคาบจานอาหารไปเก็บเอาไว้ที่เดิม ทุกคนที่นี่รู้ดีว่าอัสนีพาเจ้ามูมู่มาที่บ้านของทรงสิทธิ์กับมัสลินทุกวัน จึงพาจานอาหารส่วนตัวสำรองมาไว้ให้อีกหนึ่งอันมิรินติดพี่ชายข้างบ้านเป็นอันมาก ไปไหนมาไหนก็ต้องเจอว่ามิรินอยู่กับอัสนีแทบจะตล




![[ love of butterfly ] ผีเสื้อสามผัว (4p)](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


