登入“ฝีมือแกไม่ใช่เหรอ ให้ทาแป้งน้องดี ๆ แกเล่นโปะแป้งจนหมดกระป๋อง” อัสนีอยากเขกกะโหลกพายุสักทีสองที แต่อีกฝ่ายรีบหลบเพราะรู้ทัน
อัสนีพาน้องนอนเล่นบนเบาะ มิรินก็มองพี่ ๆ แล้วยิ้ม จนสามหนุ่มต้องยิ้มตามอย่างอัตโนมัติ
“หนูมินี่เป็นเด็กอารมณ์ดีจริง ๆ เลย ดูสิ ยิ้มอยู่ตลอดเวลา” โยธินลูบผมน้อย ๆ กลางกระหม่อมของน้อง พลางเอ่ยชม
อัสนีทิ้งตัวลงนอนใกล้ ๆ กับมิริน ก่อนจะเริ่มเล่นกับเด็กน้อยอย่างมีความสุข ในขณะที่พายุหาของเล่นมานั่งเล่นกับน้องด้วย ส่วนโยธินนั้นเดินไปชงนมมาส่งให้เมื่อเห็นมิรินทำปากจุ๊บจั๊บเหมือนกำลังหิวนม
พอส่งจุกนมเข้าปากเจ้าตัวเล็ก มิรินก็ดูดนมในทันที ทั้งสามหนุ่มน้อยนอนเท้าคางมองน้องกินนมอย่างมีความสุข ปากเล็กแดงบางดูดกินจุกนมอย่างเอร็ดอร่อย
บิดามารดาของพวกเขายุ่งกับงานในไร่ กำลังบุกเบิกขยายไร่เพิ่ม จึงฝากน้องให้ทั้งสามช่วยกันเลี้ยงน้อง จริง ๆ มีพี่เลี้ยงอีกคน แต่พี่สร้อยนั้นชอบแอบไปจู๋จี๋กับคนงาน ทิ้งน้องเอาไว้ให้สามหนุ่มเลี้ยงดูกันเอาเอง
พายุกับโยธินหลับไปแล้วด้วยความอ่อนเพลีย แต่อัสนียังนอนเท้าคางมองน้องตาไม่กะพริบ ไม่นานเด็กน้อยก็หลับปุ๋ยคาขวดนม เขาเอาจุกนมออกจากปากเล็ก ๆ ก่อนจะแอบจิ้มแก้มใส ๆ นั้นหนึ่งที เหลียวซ้ายแลขวาว่าทุกคนหลับกันหมดแล้ว จึงแอบจุ๊บแก้มเนียนใสนั้นเบา ๆ ด้วยความเอ็นดูเหลือล้น
อัสนีแอบเบ้หน้าเล็กน้อย เพราะกลิ่นคาวของนม เขาจัดการนำมุ้งครอบมาครอบกันยุงกัดน้อง แล้วไปล้างขวดนม ก่อนจะกลับมาทิ้งตัวลงนอน
ผู้ใหญ่ที่กลับมาเห็นเด็ก ๆ นอนเรียงกันอยู่บนฟูกแล้วหลับอย่างแสนสบายถึงกับยิ้มเอ็นดู มิรินนอนอยู่ในมุ้งครอบสีชมพูขนาดเล็ก ถูกพี่ ๆ ประแป้งจนหน้าขาว
“สงสัยคงจะอาบน้ำอาบท่ากันแล้วค่ะ” เสียงผู้ใหญ่คุยกัน ทำอาหารด้วยกันดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เด็ก ๆ ตื่นขึ้นมาหลังจากนั้นไม่นาน
พวกผู้ใหญ่ทำอาหารรับประทานกันเหมือนเคย เสียงของมิรินร้องไห้จ้า ก่อนที่อัสนีจะอุ้มน้องขึ้นตบก้น เด็กน้อยฉี่อีกครั้งหลังจากตื่นนอน เขาจึงต้องจัดการล้างก้นให้น้องแล้วซับจนแห้ง ก่อนจะอุ้มออกมาดูผู้ใหญ่ด้านนอก
“เมื่อไหร่น้องจะกินข้าวได้ครับ” อัสนีเอ่ยถามมารดาด้วยความสงสัย โยธินกับพายุกำลังช่วยกันปิ้งย่างบาร์บีคิวอยู่อีกด้าน
บาร์บีคิวเป็นอาหารโปรดของทุกคน เพราะซอสสูตรเด็ดรสชาติเข้มข้นทำให้เด็ก ๆ ติดอกติดใจเป็นอันมาก
สามครอบครัวเป็นเพื่อนสนิทกัน ทุกคนรักธรรมชาติจึงมาซื้อที่ดินลงหลักปักฐานกันอยู่ที่นี่ ทั้งสามทำเกษตรแนวอนุรักษ์ธรรมชาติ อยู่ในที่อากาศดี ๆ และช่วยกันเก็บเมล็ดพันธุ์แท้ของพืชทุกชนิดบนโลกใบนี้เอาไว้ ที่ดินที่นี่ไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของใครคนใดคนหนึ่งแต่เป็นของทุกคนซึ่งช่วยกันดูแลและเป็นเจ้าของด้วยกัน ความมีน้ำใจและอัธยาศัยใจดีรวมถึงทัศนคติการใช้ชีวิตที่เหมือน ๆ กันทำให้ทุกคนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ไม่เคยมีเรื่องราวทะเลาะเบาะแว้งกันเลย ทุกคนพยายามใจเย็นให้มากที่สุด หากมีปัญหาอะไรก็ช่วยกันแก้ไข
“หลังจากหกเดือนจ้ะ ตอนนี้น้องต้องกินนมไปก่อน” ศิริกานต์ตอบลูกชายพลางอมยิ้ม
“เมื่อก่อนผมก็กินนมแบบนี้เหรอครับ” อัสนีเอ่ยถามมารดา
“ใช่จ้ะ” ศิริกานต์ตอบแล้วยิ้มกว้างมากกว่าเดิม หลังจากช่วยกันทำอาหารจนเสร็จ บรรดาแม่ ๆ ก็นำอัลบั้มรูปลูก ๆ มาเปิดดู เพื่อระลึกถึงความทรงจำดี ๆ ในอดีต ว่าในช่วงหนึ่งของชีวิตครอบครัวต่างก็มีสมาชิกใหม่ถือกำเนิดขึ้นมาลืมตาดูโลก
“ตอนเด็ก ๆ ผมตัวเล็กเหมือนน้องเลยครับ” พายุชี้รูปตัวเอง ด้วยท่าทีตื่นเต้นไม่น้อย
“น้องยังเด็กต้องช่วยกันดูแลนะลูก” สามหนุ่มต่างวัยรับคำของคุณมัสลินมารดาของมิรินอย่างแข็งขัน
อัสนีค่อนข้างรักน้องหวงน้องและรับรู้โดยปริยายว่ามิรินคือคู่หมั้นตัวน้อยที่โตขึ้นจะต้องแต่งงานกัน ดังนั้นอัสนีจึงทำหน้าที่ปกป้องน้องอยู่ไม่ห่าง ไม่ว่าจะมีกิจกรรมอะไรร่วมกันในบ้าน ก็จะเห็นมิรินนั่งอยู่บนตักของอัสนีเสมอ
หลังจากมิรินอายุได้หกเดือน เด็กน้อยก็เริ่มหัดกินข้าว อัสนีเป็นคนคอยป้อนข้าวและอาหารเสริมให้น้อง มันเป็นความเคยชินที่ถูกฝากฝังจากผู้ใหญ่ จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่ต้องดูน้องเวลาผู้ใหญ่ไม่อยู่
พี่สร้อยพี่เลี้ยงของมิรินย้ายไปทำงานในไร่แทนเพราะอยากทำงานกับแฟนหนุ่ม อีกทั้งสร้อยเองก็เลี้ยงมิรินไม่ได้ เด็กน้อยจะงอแงเรียกหาแต่อัสนี อัสนีเลยกลายเป็นทั้งพี่ชายและพี่เลี้ยงของมิรินไปโดยปริยาย
งานในไร่ของผู้ใหญ่ค่อนข้างหนักเพราะอยู่ในช่วงการพัฒนาที่ดินและสร้างอาณาจักรของตัวเองที่ใฝ่ฝันเอาไว้ สามครอบครัวเป็นเพื่อนรักกันมานานและอีกนัยหนึ่งคือมีความเป็นเครือญาติกันอยู่ แม้สายเลือดจะห่างออกไปสักนิดแต่ก็รักใคร่ใส่ใจกันเหมือนครอบครัวเดียวกัน
โยธินทำหน้าที่เป็นพี่คนโตที่คอยดูแลและควบคุมน้อง ๆ พายุซุกซนตามประสา เป็นลูกไล่ของพี่ ๆ โยธินกับอัสนีใช้ให้ทำอะไร พายุก็จะทำตามอย่างไม่เกี่ยงงอน เพราะยึดพี่ ๆ เป็นไอดอล
เข้าเดือนที่เจ็ด มิรินเริ่มคลานไปตามพื้น เล่นของเล่นต่าง ๆ พี่ ๆ คลานตามแทบไม่ทัน เพราะเจ้าตัวเล็กคลานเก่งมาก แต่พอได้หนึ่งปีนี่สิ คนติดพี่ชายข้างบ้านเริ่มเกาะหลังอัสนีเพื่อจะยืน
การพัฒนาไร่เจริญรุดหน้าไปได้ด้วยดี ทำให้ครอบครัวทั้งสี่มีหลักฐานมั่นคง แต่กระนั้นก็ยังอาศัยการพึ่งพาตนเองเหมือนแรกเริ่มเดิมทีที่มาลงหลักปักฐานซื้อที่ดินอยู่ที่นี่ แต่ก็จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพิ่มเข้ามามากมาย ตามกำลังทรัพย์ที่เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกันเด็กน้อยตัวอ้วนกลมเหมือนลูกบอล แขนขาอวบอัดขาวผ่องถูกวางลงบนเตียง แต่มิรินยังไม่ยอมนอนหลับง่าย ๆ จนกว่าจะได้ฟังนิทาน คนที่ต้องรับอาสาเล่านิทานคืออัสนี“หนูมิอ้วนเหรอคะ” มิรินเอ่ยถามอัสนีตาปริบ ๆ“ต้องกินน้อยลงเหรอคะ” น้องน้อยเอ่ยถามเหมือนไม่แน่ใจว่าต้องลดปริมาณอาหารลงอีกหรือไม่“ไม่ต้องครับ” อัสนีตอบแล้วจุมพิตหน้าผากน้อย ๆ นั้นอย่างแสนรัก“แต่หนูมิอ้วน”“อ้วนก็รักครับ” ประโยคสั้น ๆ ง่าย ๆ จากพี่ชายทำให้เด็กน้อยยิ้มแก้มปริ ก่อนจะหอมแก้มของอัสนีฟอดใหญ่“หนูมิก็รักเฮียนะคะ” มิรินหอมแก้มพี่ชายฟอดใหญ่“ฟังนิทานไหมครับ” คนเอ่ยถามมีแววตาแห่งความเอ็นดูเหลือล้น เด็กน้อยรีบพยักหน้าก่อนจะซุกเข้าที่อกกว้างอบอุ่นของพี่ชายอัสนีเปิดสมุดนิทาน ก่อนจะค่อย ๆ เล่าเรื่องราวไปเรื่อย ๆ ตามเนื้อเรื่อง น้องที่ซุกตัวอยู่กับอกกว้าง เริ่มเหลือบมองภาพการ์ตูนในนิ
“หนูมิยืนได้แล้ว ดูสิ” อัสนีบอกโยธินกับพายุ ทั้งสองปรบมือหัวเราะชอบใจที่เห็นพัฒนาการของน้องสาวตัวน้อย“ขนาดคลานยังคลานตามแทบไม่ทัน เดี๋ยวเดินได้คงวิ่งปร๋อ” พายุวิจารณ์น้อง“แล้วแกจะคลานทำไมไอ้พัน เดินได้ก็วิ่งตามน้องที่คลานสิ” อัสนีตบหัวน้องเบา ๆ เป็นการหยอกล้อ พายุหัวเราะเก้อ ๆ ก่อนจะพยักหน้าว่าจริง เขาก็ลืมคิดถึงข้อนี้ไป แล้วเป็นจริงดังคาด พอมิรินเดินได้เท่านั้นแหละ เด็กน้อยก็เดินไม่หยุด ซุกซนจนพี่ ๆ จับตัวแทบไม่ทัน ยิ่งกว่าจับปูใส่กระด้งเสียอีกกลับจากโรงเรียนคราใด พี่ ๆ ต้องแวะมาหาเด็กน้อยมิรินด้วยความคิดถึง ร่างเล็กของมิรินเดินเตาะแตะในชุดน่ารัก อัสนีตรงเข้าไปหอมแก้มน้อง อีกฝ่ายหัวเราะอย่างมีความสุขผู้ใหญ่ให้เด็ก ๆ เรียนแบบโฮมสคูล เป็นการเรียนจากประสบการณ์ตรง เรียกว่า experiential learning ซึ่งการเรียนแบบนี้ ไม่ได้เรียนจากการตั้งกรอบ ตั้งจุดประสงค์การเรียนรู้ขึ้นมา แล้วให้เด็กไปถึงกรอบนั้น แต่เป็นการเรียนที่ให้เด็กค้นพบตัวเอง แล้วก็ค่อย ๆ ให้เด็กพัฒนาไปถึงจุด ๆ หนึ่งด้วยตัวเอง โดยการเรียนของเด็ก ๆ นั้นผู้ใหญ่ที่อยู่ด้วยกันจะช่วยกันสอน แบ่งเวลาหลังจากที่ทำแผนการสอนและทางเขตการศึ
“ฝีมือแกไม่ใช่เหรอ ให้ทาแป้งน้องดี ๆ แกเล่นโปะแป้งจนหมดกระป๋อง” อัสนีอยากเขกกะโหลกพายุสักทีสองที แต่อีกฝ่ายรีบหลบเพราะรู้ทันอัสนีพาน้องนอนเล่นบนเบาะ มิรินก็มองพี่ ๆ แล้วยิ้ม จนสามหนุ่มต้องยิ้มตามอย่างอัตโนมัติ“หนูมินี่เป็นเด็กอารมณ์ดีจริง ๆ เลย ดูสิ ยิ้มอยู่ตลอดเวลา” โยธินลูบผมน้อย ๆ กลางกระหม่อมของน้อง พลางเอ่ยชมอัสนีทิ้งตัวลงนอนใกล้ ๆ กับมิริน ก่อนจะเริ่มเล่นกับเด็กน้อยอย่างมีความสุข ในขณะที่พายุหาของเล่นมานั่งเล่นกับน้องด้วย ส่วนโยธินนั้นเดินไปชงนมมาส่งให้เมื่อเห็นมิรินทำปากจุ๊บจั๊บเหมือนกำลังหิวนมพอส่งจุกนมเข้าปากเจ้าตัวเล็ก มิรินก็ดูดนมในทันที ทั้งสามหนุ่มน้อยนอนเท้าคางมองน้องกินนมอย่างมีความสุข ปากเล็กแดงบางดูดกินจุกนมอย่างเอร็ดอร่อยบิดามารดาของพวกเขายุ่งกับงานในไร่ กำลังบุกเบิกขยายไร่เพิ่ม จึงฝากน้องให้ทั้งสามช่วยกันเลี้ยงน้อง จริง ๆ มีพี่เลี้ยงอีกคน แต่พี่สร้อยนั้นชอบแอบไปจู๋จี๋กับคนงาน ทิ้งน้องเอาไว้ให้สามหนุ่มเลี้ยงดูกันเอาเองพายุกับโยธินหลับไปแล้วด้วยความอ่อนเพลีย แต่อัสนียังนอนเท้าคางมองน้องตาไม่กะพริบ ไม่นานเด็กน้อยก็หลับปุ๋ยคาขวดนม เขาเอาจุกนมออกจากปากเล็ก ๆ ก่อนจะ
“ทำไมต้องเป็นผมด้วยล่ะครับ” คนที่อ่อนวัยกว่าเอ่ยถามหน้ายุ่ง จะพูดกันตรง ๆ พายุเป็นลูกไล่ของพี่ ๆ จึงถูกใช้ให้ทำโน่นทำนี่อยู่บ่อยครั้ง“แกเด็กที่สุด อายุน้อยที่สุด ต้องทำตามคำสั่งเฮีย ๆ” อัสนีพูดเช่นนั้นก่อนจะหยิบหนังสติ๊กส่งให้โยธินและพายุคนละอัน“ว้าว... หนังสติ๊กอันใหม่แจ่มไปเลยเฮีย” พายุเห็นหนังสติ๊กอันใหม่แล้วนึกชอบใจอยู่ไม่น้อย เขายกมันขึ้นมาง้างแล้วก็ทำท่าเล็ง“เข้าไปในไร่แล้วเจอไม้สวย ๆ ขนาดเหมาะมือเลยทำมาเผื่อ” หนังสติ๊กคืออุปกรณ์ที่ใช้ไม้เป็นง่ามนำมาตัดไม่ให้ยาวหรือสั้นจนเกินไป ก่อนจะนำไปผูกกับยางเส้น ส่วนกระสุนคือดินเหนียวปั้นเป็นก้อนกลม ๆ ตากแดดจนแห้งจนมีน้ำหนักเบา“ไหนดินเหนียวล่ะไอ้พัน” โยธินเอ่ยถาม พายุล้วงดินเหนียวออกมาจากย่ามที่สะพายเอาไว้ให้ทั้งสองรับไปกำมือใหญ่ พายุกับอัสนีรับมาใส่ย่ามของตัวเอง ก่อนจะเล็งไปยังนกที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้“แกว่าฉันจะยิงถูกไหมไอ้พัน” อัสนีเล็งแต่ยังไม่ยิง หันไปเอ่ยถามน้องเล็กสุดของก๊วน“เฮียยิงแม่น ต้องยิงถูกแน่ ๆ แต่สงสารมันเหมือนกันนะเฮีย” คนขี้สงสารเอ่ยบอก อัสนีชะงัก แต่ก็กลับไปเล็งใหม่“เดี๋ยวเฮียไปวางเบ็ดก่อน” โยธินวางเบ็ดตรงแม่น้ำด้านห
อัสนี อัคราสุรเดช หรือหนุ่มน้อยนามว่าเอสเปรสโซ่ทอดสายตามองเด็กน้อยที่กำลังนอนดูดจุกนมอยู่ในเปลไม่วางตา เขาเป็นเด็กหนุ่มวัยสิบห้าที่มีคู่หมั้นวัยเด็กเพียงไม่กี่เดือน เด็กหญิงมิริน ไพรพิทักษ์กุลหรือหนูมิ บุตรสาวของทรงสิทธิ์และมัสลิน ไพรพิทักษ์กุล เพื่อนรักของบิดามารดา เด็กน้อยคลอดออกมาเป็นสมาชิกใหม่ที่ใคร ๆ ต่างเห่อและรักใคร่ อาจเพราะเป็นน้องนุชสุดท้องของหลายครอบครัว เป็นลูกหลงที่ไม่มีใครคิดว่าจะมาเกิดเอาป่านนี้เด็กน้อยวัยแบเบาะปากแดง แก้มใส ดวงตากลมแป๋ว มีผมสีน้ำตาลอ่อนขึ้นมาหย่อมหนึ่งบนศีรษะ ซึ่งแตกต่างจากเด็กคนอื่น ๆอัสนีมองด้วยสายตาเอ็นดูระคนรักใคร่ มือน้อยบอบบางเล็กป้อม นิ้วเล็ก ๆ กำลังจับขวดนมดูดกินอย่างเอร็ดอร่อย ความทรงจำของเขาตั้งแต่แรกเห็นเด็กน้อยที่คลอดออกมาลืมตาดูโลกคือหน้าตาของเจ้าหล่อนที่ยับย่นตัวแดงเถือกและสถานะคู่หมั้นคู่หมายของเขาที่ต้องแต่งงานกันในอนาคตข้างหน้า เขาก็บอกความรู้สึกไม่ถูกเหมือนกันว่ามันเป็นเช่นไร รู้แค่ว่าเขาอยากทะนุถนอมน้องน้อยเอาไว้ในอ้อมแขนแห่งรักนี้ตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่“เป็นอะไรวะเอส เอาแต่จ้องมองหนูมินอนดูดนมตาไม่กะพริบ” โยธิน อัศวเมฆาโชติหรือ







