Masuk“ไข่ หมู” คำตอบสั้น ๆ คือไข่เจียวหมูสับนั่นเอง เขาให้น้องขี่คอพาออกมานั่งดูทีวีกับพายุและเจ้ามูมู่ ก่อนจะเข้าครัวไปทำไข่เจียวหมูสับ ผัดพริกหมู และต้มจืดอีกหนึ่งอย่าง เขาชอบทำอาหารและศึกษาเรื่องการทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก ด้วยว่าเข้าครัวช่วยมารดาทำอาหารมาตลอด จึงสามารถทำอาหารได้แทบทุกชนิด
“หิวจังเลยเฮีย” พายุน้ำลายสอเมื่อได้กลิ่นอาหาร
“พอได้กลิ่นอาหาร วิ่งกระดิกหางเป็นหมามาเลยนะไอ้พัน”
“เฮียนี่โคตรเก่ง”
“เก่งอะไรของแกวะ”
“ทำกับข้าวก็เก่ง แถมยังช่วยงานในไร่ไม่แพ้พวกผู้ใหญ่ด้วย ได้ยินลุงอัคชมเฮียไม่ขาดปาก”
“ชมตอนไหนวะ ไม่เห็นรู้เรื่อง” ต่อหน้าเขา บิดาน่ะไม่เคยชมเลย หรือจะเป็นอย่างที่มารดาบอกว่าไม่อยากชมให้เหลิง แต่พอออกนอกบ้านละขี้โม้สุด ๆ ว่ามีลูกชายเก่งอย่างโน้นเก่งอย่างนี้
“หิวแล้วเฮีย” พายุไม่ตอบแต่บอกว่าหิวข้าวแทน
“ยกออกไปกินกันข้างนอก หนูมิก็คงหิวแล้ว” พายุไม่รีรอรีบยกกับข้าวกับปลาออกไปนั่งรับประทานหน้าทีวี ในขณะที่มิรินกำลังเล่นอยู่กับเจ้ามูมู่ มันเกลือกกลิ้งให้น้องดึงขนเล่นตามประสา มิรินดึงหูมันบ้าง ดึงหน้ามันเล่นบ้าง เจ้ามูมู่ก็เลียมือเลียหน้าน้อง ก่อนที่มิรินจะหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข
“นอนให้เรียบร้อยเจ้ามูมู่” อัสนีสั่งเจ้าสุนัขแสนรู้เสียงเข้ม มันนอนหมอบด้วยท่าทีเรียบร้อย รู้ดีว่ายังไม่ถึงเวลากินของมัน
อัสนีเลี้ยงเจ้ามูมู่ให้เป็นสุนัขที่มีระเบียบวินัย ถ้ายังไม่ถึงเวลา ถึงมีอาหารอร่อยแค่ไหนวางอยู่ตรงหน้า มันก็ไม่กล้ากิน เพราะถ้ามันไม่เชื่อฟังจะโดนดุ อัสนีไม่ตีหรือดุสุนัขพร่ำเพรื่อ จะตีหรือดุมันเฉพาะเวลาที่มันทำผิดเท่านั้น ซึ่งเขาก็ไม่เคยตีมันจริง ๆ เลยสักครั้งแค่ยกไม้มันก็กลัวหัวหดแล้ว
เขาฝึกเรื่องการกิน การขับถ่ายและมารยาทอีกหลายอย่างให้มัน ป้องกันการโดนวางยางเบื่อ ถ้ามันกินอะไรพร่ำเพรื่อจากคนแปลกหน้าไม่ใช่จากคนในบ้าน มันอาจจะเป็นศพได้ในสักวันหากไม่ฝึกวินัยในส่วนตรงนี้
อัสนีพามิรินไปล้างมือก่อนจะพามานั่งบนตักเพื่อป้อนข้าว ภาพนั้นเป็นภาพที่พายุและทุกคนในครอบครัวเห็นจนชินตา
“เฮียนี่เลี้ยงต้อยของจริง” พายุพูดขึ้น แต่อัสนีไม่ได้โต้ตอบเรื่องนั้น หันไปดูจอทีวีแทน
“หนังอะไรของแกวะไอ้พัน ฆ่ากันเลือดสาด เปลี่ยนไปดูการ์ตูนภาษาอังกฤษดีกว่า” อัสนีหันไปดุน้อง
“อะไรของเฮีย” พายุเกาหัวไปมา
“เดี๋ยวหนูมิโตขึ้นมาจะก้าวร้าว ให้ดูหนังฆ่ากันเลือดสาดแบบนี้ไม่ได้” อัสนีทำเสียงดุใส่
“การ์ตูนก็การ์ตูน” พายุบ่นเบา ๆ เพราะเชื่อฟังอัสนีและโยธินมาตั้งแต่เด็ก จึงรีบจัดการเปลี่ยนไปดูการ์ตูนในทันทีแม้จะอยากดูหนังซอมบี้มากกว่า
อัสนีอยากปลูกฝังภาษาอังกฤษให้มิริน นอกจากดูการ์ตูนแล้ว เขายังซื้อหนังสือการ์ตูนภาษาอังกฤษมาอ่านให้มิรินฟังทุกวัน
“หม่ำ ๆ” มิรินร้องบอก ทำให้อัสนีต้องตักข้าวไข่เจียวหมูสับป้อนน้องในทันที เขาคอยเช็ดปากให้น้องสลับกับการกินข้าวไปพร้อม ๆ กัน มิรินกินจุ ไม่เรื่องมากกับอาหารการกิน ยิ่งถ้ามีเมนูโปรด จะกินจนหมดจานเลยทีเดียว
อัสนีสั่งให้พายุเก็บจานชามไปล้างหลังรับประทานอาหารเสร็จ ลูกชายบ้านนี้ไม่ขี้เกียจ งานบ้านงานเรือน ซักผ้ารีดผ้าหรือล้างจานทำได้หมด ไม่เคยเกี่ยงว่าเป็นงานของผู้หญิง พวกผู้ใหญ่มักปลูกฝังให้ลูก ๆ ทำอะไรเองตั้งแต่เด็ก
“เจ้ามูมู่มากินข้าวมา” อัสนีเรียกเจ้ามูมู่ที่นอนรออย่างสงบอยู่อีกด้านหนึ่ง มันเดินมาที่จานของมัน อัสนียกมือขึ้นแบมันก็วางเท้าซ้ายสลับกับเท้าขวาบนมือของอัสนี ก่อนกินข้าวทุกครั้งมันต้องยกมือขึ้นให้เขาจับก่อน และมันจะไม่กินหากไม่สั่งให้กิน ให้รอก็นอนรอนั่งรออยู่แบบนั้นไม่ขัดคำสั่ง
“ดมก่อนว่าหอมขนาดไหน วันนี้มีไข่เจียวให้แกเป็นพิเศษด้วยนะ” อัสนียกอาหารให้มันดม มันทำจมูกฟุดฟิดสีหน้าดูมีความสุขที่ได้กินของอร่อยเพิ่ม
“กินให้เกลี้ยงนะ ไม่งั้นวันหลังไม่ทำให้กินแล้ว” อัสนีบอกมันทุกครั้งที่เริ่มให้มันกินข้าว เจ้ามูมู่กินอย่างเรียบร้อยและสุภาพ มันไม่เคยกินมูมมามหรือตะกละ อัสนีฝึกให้มันมีมารยาทตั้งแต่มาอยู่ด้วยกัน
“เจ้ามูมู่นี่กินข้าวเรียบร้อยมาก เขาว่าหมาแบบนี้อายุยืน” โยธินพูดกับน้อง
“จริงเหรอเฮีย” พายุเอ่ยถาม
“เคยได้ยินว่าสุนัขตัวไหนถ้ากินข้าวไม่หกเลอะเทอะ กินข้าวเรียบร้อยแบบนี้จะอายุยืน ตัวไหนตะกละกินจุ หกเพ่นพ่านไปหมดอายุไม่ค่อยยืน”
“ผมเพิ่งรู้นะนี่”
“แต่ผู้ใหญ่พูดมาอีกทีนะ เฮียเองก็ฟังเขามาเหมือนกัน จริงเท็จประการใดไม่รู้หรอกนะ” สามหนุ่มวัยต่างกันมองเจ้ามูมู่ไม่วางตา
อัสนีฝึกหลายเรื่อง สถานที่ตรงไหนถ้าไม่ให้เข้า ถึงแม้ว่าเจ้ามูมู่จะเดินตามมา อัสนีก็จะอุ้มมันออกไปนั่งรอด้านนอก ทำแบบนี้ซ้ำ ๆ แรก ๆ มันก็เดินตามไม่หยุด แต่พอหลัง ๆ มันจะนั่งรออย่างมีมารยาทตามที่สั่ง
เจ้ามูมู่มันมีนิสัยอีกอย่างที่ถูกฝึกตั้งแต่เด็กคือมันจะไม่กินของจากคนแปลกหน้า แม้แต่ของที่เจ้านายวางทิ้งเอาไว้ จะเป็นขนมหรืออะไรก็ตาม ถ้าไม่สั่งมันจะไม่กินเด็ดขาด แรก ๆ มันเคยแอบกินก็จะโดนทำโทษ พอครั้งหลัง ๆ มันเลยไม่กล้ากินอีกหากไม่ได้รับอนุญาต อัสนีทดสอบโดยการปล่อยมันไว้กับของกินแสนอร่อยที่มันชอบ โดยเฉพาะไก่ทอด เขาก็แอบไปหลบอยู่อีกด้านไม่ให้มันเห็น มันก็นั่งเฝ้าน้ำลายไหลอยู่ตรงนั้น จนเขาวางใจว่ามันจะไม่กินอะไรที่เขาไม่สั่งอีก
ดารินไม่ได้บอกใคร ๆ ว่าเธอแอบได้ยินบรรดาเฮีย ๆ คุยกัน เขาว่าความลับไม่มีในโลกนี่คือเรื่องจริง ในที่สุดเธอก็ได้รับรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกของทรงสิทธิ์แต่เป็นแค่ลูกติดท้องของมารดาที่มาแอบอ้าง เธอไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขและไม่ใช่น้องสาวของมิรินด้วย เธอรู้สึกอายที่ไปทวงสมบัติที่ไม่ใช่ของตัว ดังนั้นในเวลานี้การเรียนจึงเป็นทางออกเดียวของชีวิตที่จะทำให้เธอมีงานมีการทำ ไม่ใช่คิดแต่จะหวังสมบัติของมิริน อนาคตหากเธอกับพายุไปกันไม่รอด เธอก็ยังมีงานมีเงิน และพึ่งตัวเองได้ในค่ำคืนที่ฝนตกหนัก เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดังสนั่นไปทั่ว เจ้ามูมู่ก็ได้เห็นแสงบางอย่างจากยอดเขาสาดส่องมายังตัวของมัน มันจึงเดินออกไปดูอัสนีกับมิรินและทุกคนตื่นขึ้นมาเพราะลำแสงที่สว่างไสวมากระทบกับบ้านของพวกเขาจนเจิดจ้าไปหมดบรรดาหมาป่าฝูงใหญ่เดินมาตามลำแสงนั่น ก่อนจะปรากฏกายอยู่ตรงหน้าของทุกคน“เจ้าชายไมยราชถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องกลับไปที่เมืองเหมันต์” หมาป่าพวกนั้นพูดออกมา ต่างก็หมอบลงแทบเท้าของเจ้ามูมู่“นี่มันหมายความว่ายังไงกัน” อัสนีเอ่ยถามด้วยความสงสัย ก่อนจะเห็นงูยักษ์ตัวหนึ่งเลื้อยมานอนแทบเท้าของเจ้ามูมู่ มันหมอบลงข้าง ๆ ทำให้อ
“หรือว่าหนูมิจะท้องแล้ว”“เฮ้ย! จริงดิ”“จริงสิเฮีย ก็พี่สะใภ้ของเฮียก็มีอาการแบบนี้ตอนท้องนะ”“แกไม่มั่วแน่นะ” มิรินเห็นอัสนีพูดคุยกับเจ้ามูมู่เป็นตุเป็นตะก็หลุดขำออกมา“หนูมิอาบน้ำแต่งตัว แล้วไปหาหมอกัน” อัสนีจัดการเตรียมชุดให้ภรรยา ก่อนจะจับเธออาบน้ำเหมือนเธอเป็นเด็ก ๆ ตื่นเต้นเหลือเกินที่จะได้ฟังข่าวดี“อุ๊บแหวะ!” มิรินอาเจียนออกมาเมื่อได้กลิ่นกระเทียมเจียว“หนูมิเป็นอะไรครับ ข้าวต้มของเฮียไม่อร่อยเหรอ ทำไมกินเข้าไปถึงอาเจียนออกมาแบบนี้” อัสนีรีบวิ่งมาลูบหลังให้ภรรยาอีกครั้ง เมื่อเธอวิ่งมาอาเจียนในห้องน้ำอีกรอบ“อาการแบบนี้น่าพาไปหาหมอนะ” สมาชิกทุกคนในบ้านพูดคุยกันอย่างห่วงใย หัทยาบอกว่าอาการเหมือนตอนที่เธอแพ้ท้องไม่มีผิด“ท้องเหรอครับ” อัสนีเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น“แต่ถ้าจะให้แน่ใจต้องไปตรวจก่อนนะคะ” สิ้นประโยคนั้นของหัทยาอัสนีก็พามิรินไปหาหมอ มุ่งตรงไปยังแผนกสูตินารีเวช และก็จริงอย่างที่ทุกคนคิดเอาไว้ มิรินตั้งท้องแล้วจริง ๆอัสนีดีใจเป็นอันมาก เขารับยาบำรุงครรภ์และให้มิรินฝากท้องเสียเลย ข่าวดีนี้สร้างความยินดีให้สมาชิกในครอบครัวเป็นอันมากอัสนีดูแลมิรินอย่างดี แทบจะอุ้มกันเลยเวลาเ
“คราวนี้ก็ตาเฮียแล้วค่ะ” เธอยิ้มให้เขา“มะลิ มงกุฎ มะระ มะเฟือง มะตูม มะพร้าว”“สิบเอ็ดแล้วนะคะ ต้องตัดออกชื่อนึง”“งั้นตัดชื่อไหนออกดี” อัสนีเอ่ยถาม“มงกุฎนะคะเฮีย”“โอเคครับ”“โหย... ลูกผมมีชื่อแล้วขอบคุณนะคร้าบเจ้านายทั้งสอง” เจ้ามูมู่ดีใจใหญ่ที่เจ้านายตั้งชื่อให้ลูกของมัน ก่อนจะรีบไปบอกเมียอย่างตื่นเต้น“เจ้านายครับ” มันวิ่งกลับมาหาเจ้านายก่อนจะเอ่ยถามด้วยใบหน้ายู่ยี่“มีอะไร ทำไมทำหน้าแบบนั้น”“ไข่หวานบอกว่าลูกผมที่ชื่อมะระมันเอ่อ... ชื่อน่าเกลียดไปไหมครับ”“ไม่หรอก เพราะฉันเป็นคนตั้งให้”“เปลี่ยนเป็นมงกุฎได้ไหมครับ” มันทำท่าโอครวญ“ก็ได้ เรื่องมากจริงเชียว” แม้จะทำเสียงในลำคอ แต่ก็ยินยอมให้เปลี่ยนชื่อตามขอ “เย้ เจ้านายใจดีที่สุด” เจ้ามูมู่รีบวิ่งไปบอกเมียรักอีกรอบ ก่อนจะเข้าไปเลียลูกน้อยทั้งสิบอย่างรักใคร่“ดูเจ้ามูมู่จะรักลูกของมันมากเลยนะคะ” มิรินเอ่ยกับอัสนี“ใช่ครับ เฮียเองก็อยากมีลูกแล้วนะ” อัสนีหันมาคุยกับสาวน้อยของเขา ก่อนจะตวัดอุ้มร่างของเธอขึ้น“อุ๊ย! เฮียน่ะ” มิรินหัวเราะคิกคัก แต่ก็ยอมให้เขาอุ้มเข้าห้องไปอัสนีขยับกายนอนแนบไปกับเรือนร่างหอมกรุ่น มือหนาปัดปอยผมให้เธอ
คืนนี้เป็นคืนวันเข้าหออันแสนหวานและวาบหวามหัวใจสำหรับมิรินยิ่งนัก เธอหลับไปอย่างเป็นสุขตลอดราตรีกาลตื่นเช้าขึ้นมาทุกคนก็มาทำบุญใส่บาตรที่วัดป่า การได้ทำบุญร่วมกันทำให้ทุกคนมีความสุขไม่น้อยหลังจากนั้นอัสนีก็พามิรินไปฮันนีมูนรอบโลกอย่างที่เธอต้องการ ในขณะที่ดารินสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยเดียวกับที่มิรินเคยเรียนผ่านมาแรมเดือน อัสนีพาภรรยาสาวคนสวยกลับมา บ้านอันเป็นสถานที่ที่ให้ความอบอุ่นกับเขาและเธอเสมออัสนีมองเจ้าสุนัขตัวโตที่เดินตามเมียต้อย ๆ แถมยังจุ๊บปากกัน เลียปากกันอย่างกระหนุงกระหนิงกลับมาจากฮันนีมูนเขาก็ได้รับข่าวดี เจ้ามูมู่ทำเจ้าไข่หวานท้องแล้ว“เจ้านาย”“ว่าไง”“ผมน้ำยาดีหรือเปล่า”“ไอ้ขี้โม้เอ๊ย!” อัสนีทำท่าทีหมั่นไส้เจ้าหมาขี้โม้“แล้วเจ้านายล่ะ น้ำยาสู้ผมได้ไหม”“น้ำยาฉันดีกว่าแก แต่ที่หนูมิยังไม่ท้องเพราะรอเด็กดี ๆ มาเกิด”“งั้นผมคงต้องมีลูกนำหน้าเจ้านายไปก่อนสิครับ”“เอาที่แกสบายใจ” ผ่านไปอีกเดือนกว่า ๆ ไข่หวานก็ให้กำเนิดลูกสุนัขครอกใหญ่ทั้งหมดสิบตัว“เจ้านายดูน้ำยาผม”“สิบตัวเลยเหรอ เมียแกนมยานแน่ ๆ”“ถึงนมยานผมก็รักของผม”“คลอดออกมาได้ยังไงตั้งสิบตัว”“เจ้านายทึ่งใ
“นี่ของขวัญของฉันกับไอ้พัน สำหรับนายเลยนะเอส” โยธินยื่นกล่องของขวัญให้น้องชายที่รักด้วยรอยยิ้ม“ขอบคุณครับเฮีย ขอบคุณนะพัน”“หวังว่าเฮียจะถูกใจนะครับ” พายุหัวเราะเบา ๆ อัสนีมองกล่องของขวัญสีชมพูหวานแหววอย่างหวาดระแวง คิดไปว่าสองคนนี่จะเล่นอะไรพิเรนทร์รึเปล่า“นี่เป็นของขวัญของพี่สะใภ้นะคะ” หัทยาแทนตัวเองว่าพี่สะใภ้ก่อนจะยิ้มกว้าง เธอถักเสื้อกันหนาวและผ้าพันคอให้ทั้งสองเพราะเห็นว่าจะเดินทางไปเที่ยวรอบโลก อาจจะได้ใช้เสื้อกันหนาวและผ้าพันคอของเธอบ้าง“ขอให้เราสองคนมีความสุขมากๆ นะ” โยธินอวยพรด้วยรอยยิ้ม ทุกคนทยอยกันออกไปจากห้องหอ หลังจากที่ต่างอวยพรให้คู่บ่าวสาวมีความสุข “เฮียจะให้ของขวัญอะไรเราคะ” มิรินเอ่ยถามเจ้าบ่าวหลังจากอยู่ในห้องหอกันสองคน อัสนีกะพริบตาปริบๆ มองหน้าเมียเด็กแล้วส่ายหน้าไปมา“เฮียไม่รู้เหรอคะ”“ไม่รู้ครับ แต่เฮียคิดว่ามันไม่น่าไว้วางใจ” มิรินหัวเราะร่วน มองกล่องของขวัญนิ่งเหมือนจะเพ่งกระแสจิตเข้าไปให้หยั่งรู้ว่าภายในมันคืออะไร“เฮียคะ แกะเลยดีกว่า”“อือ... ระวังด้วยนะ”“เฮียโยกับเฮียพันคงไม่เอาระเบิดมาให้เราหรอกค่ะ” เธอหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะจัดการแกะกล่องของขวัญออก“เฮ
“ค่ะ” ดารินรับคำไปแบบนั้นเอง เธอคงไม่ไปทำงานกับพายุหรอก“แต่พูดก็พูดเถอะ หมู่นี้เราเรียบร้อยขึ้นนะ ไม่แผลงฤทธิ์อะไรอีก หรือว่าคิดได้แล้ว” โยธินตักอาหารให้ภรรยาก่อนจะเอ่ยถาม โยธินเป็นคนตรง ๆ ที่เขาถามออกมาเพราะว่าอยากรู้ว่าน้องสาวจะตอบว่าอย่างไร“ทำสวนผักก็ดีเหมือนกันค่ะ จะได้มีงานอะไรให้ทำ” ดารินตอบอย่างเสียไม่ได้อัสนีตักอาหารให้มิริน มิรินกล่าวขอบคุณก่อนจะตักอาหารให้น้องสาว ดารินกล่าวขอบคุณเช่นกัน ความมีน้ำใจของครอบทำให้ดารินค่อย ๆ ซึมซับความรู้สึกอบอุ่นเข้าไปอย่างไม่รู้ตัวหรือเธอจะคิดไปเองว่าทุกคนไม่รักเธอ ดารินเฝ้าถามตัวเอง เพราะมิรินกับหัทยานั้นดีกับเธอมาก อาจเพราะเป็นผู้หญิงด้วยกัน เลยพูดคุยกันเรื่องผู้หญิงได้โดยไม่ต้องเกร็ง“คิดอะไรอยู่” ประโยคเอ่ยถามของพายุทำให้ดารินสะดุ้งสุดตัว เธอหันขวับไปมอง ก่อนที่จะหลบสายตาของเขาเป็นพัลวัน“ไม่ได้คิดอะไรค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ”“จะรีบไปไหนล่ะ” พายุรั้งแขนของดารินเอาไว้ แต่เธอพยายามฝืนเอาไว้อย่างเต็มที่“รินง่วงนอนแล้วค่ะ”“เห็นยืนอยู่ได้ตั้งนาน มาง่วงนอนอะไรตอนเห็นเฮีย” ดารินต้องเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะหลบสายตา หัวใจของเธอเต้นแรง มันแรงจนแทบจะโลดอ
การพัฒนาไร่เจริญรุดหน้าไปได้ด้วยดี ทำให้ครอบครัวทั้งสี่มีหลักฐานมั่นคง แต่กระนั้นก็ยังอาศัยการพึ่งพาตนเองเหมือนแรกเริ่มเดิมทีที่มาลงหลักปักฐานซื้อที่ดินอยู่ที่นี่ แต่ก็จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพิ่มเข้ามามากมาย ตามกำลังทรัพย์ที่เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกันเด็กน้อยตัวอ้วนกลมเหมือนลูกบอล แขนขาอวบอัดข
“หนูมิยืนได้แล้ว ดูสิ” อัสนีบอกโยธินกับพายุ ทั้งสองปรบมือหัวเราะชอบใจที่เห็นพัฒนาการของน้องสาวตัวน้อย“ขนาดคลานยังคลานตามแทบไม่ทัน เดี๋ยวเดินได้คงวิ่งปร๋อ” พายุวิจารณ์น้อง“แล้วแกจะคลานทำไมไอ้พัน เดินได้ก็วิ่งตามน้องที่คลานสิ” อัสนีตบหัวน้องเบา ๆ เป็นการหยอกล้อ พายุหัวเราะเก้อ ๆ ก่อนจะพยักหน้าว่าจร
“ฝีมือแกไม่ใช่เหรอ ให้ทาแป้งน้องดี ๆ แกเล่นโปะแป้งจนหมดกระป๋อง” อัสนีอยากเขกกะโหลกพายุสักทีสองที แต่อีกฝ่ายรีบหลบเพราะรู้ทันอัสนีพาน้องนอนเล่นบนเบาะ มิรินก็มองพี่ ๆ แล้วยิ้ม จนสามหนุ่มต้องยิ้มตามอย่างอัตโนมัติ“หนูมินี่เป็นเด็กอารมณ์ดีจริง ๆ เลย ดูสิ ยิ้มอยู่ตลอดเวลา” โยธินลูบผมน้อย ๆ กลางกระหม่อม
“ทำไมต้องเป็นผมด้วยล่ะครับ” คนที่อ่อนวัยกว่าเอ่ยถามหน้ายุ่ง จะพูดกันตรง ๆ พายุเป็นลูกไล่ของพี่ ๆ จึงถูกใช้ให้ทำโน่นทำนี่อยู่บ่อยครั้ง“แกเด็กที่สุด อายุน้อยที่สุด ต้องทำตามคำสั่งเฮีย ๆ” อัสนีพูดเช่นนั้นก่อนจะหยิบหนังสติ๊กส่งให้โยธินและพายุคนละอัน“ว้าว... หนังสติ๊กอันใหม่แจ่มไปเลยเฮีย” พายุเห็นหนัง




![เจ้าสาวแวมไพร์ [PWP] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


