تسجيل الدخولไร่ของอัสนีมีแนวเขตแดนติดกับภูเขาลูกใหญ่ที่ทอดตัวยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา เขาจึงชอบเดินป่า ปีนเขา หรือหาสมุนไพรในป่ามาตั้งแต่เด็ก ๆ
หากวันไหนมีเวลาว่างก็จะมาเดินสูดอากาศบริสุทธิ์และสำรวจสมุนไพรหลายชนิดที่เติบโตอยู่ในป่า เขาศึกษาเรื่องสมุนไพรซึ่งเป็นยารักษาโรค และมีความชำนาญในการเดินป่ามากกว่าเด็กวัยเดียวกัน
ป่าคือชีวิต อัสนีผูกพันกับผืนป่า ต้นไม้ใบหญ้า และความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ตอนเด็ก ๆ เขาอาจจะยิงนกตกปลาอยู่บ้าง แต่พอโตขึ้นเขาไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอีกเลย
อะไรบางอย่างที่นอนอยู่ตรงพุ่มไม้บริเวณเชิงเขาทำให้อัสนีต้องหรี่ตามอง มันอาจจะเป็นสัตว์ป่าหรือตัวอะไรสักอย่างที่อาจจะทำอันตรายแก่เขา ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังตัวพอสมควร
สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำให้อัสนีวูบในอก หัวใจด้านซ้ายของเขาสะท้านยามเห็นลูกสุนัขตัวเล็ก ๆ กำลังนอนดูดนมจากศพของมารดา แม่ของมันสิ้นใจไปแล้ว เป็นแค่ร่างไร้วิญญาณที่ยังให้ลูกน้อยนอนซุกหาไออุ่น
มันซุกอยู่ตรงอกของแม่มันเหมือนไม่รู้ว่าแม่ของมันตายแล้ว กลิ่นของมันเริ่มเหม็นเน่า อาจเพราะตายมาหลายวันแล้ว
อัสนีเดินเข้าหา เจ้าตัวเล็กมีท่าทีหวาดกลัวถอยไปยืนเบียดแม่ของมันในทันที ดวงตาของมันมีแววกลัวก็จริงแต่ก็ใจสู้ ทำท่าขู่เขาด้วย อัสนีมองสบตาของมันแล้วนึกถูกใจไม่น้อย
สภาพของแม่และลูกสุนัขคู่นี้คือหมาป่า แม่มันตัวใหญ่มาก เขาไม่เคยเห็นหมาป่าตัวโตแบบนี้มาก่อน สภาพศพของมันเหมือนถูกรุมกัดทำร้ายจนตาย
“ไปอยู่กับฉันนะ” อัสนียื่นมือไปหามันพลางเอ่ยชวน มันก็ยังทำท่าหวาดกลัวอยู่ดี
“ฉันไม่ทำอะไรแกหรอก ไปอยู่ด้วยกันนะ ฉันจะเลี้ยงแกเอง” เขายังใจเย็นที่จะประนีประนอมกับมัน
เจ้าหมาป่าตัวน้อยวางเท้าเล็ก ๆ ซึ่งเป็นขาหน้าของมันบนมือของอัสนีอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ทำให้อัสนีเผยยิ้มกว้างออกมาในทันที
“ฉันชอบแกนะ” เขายื่นมือไปสัมผัสหัวของมันก่อนจะโยกเบา ๆ มันเหมือนเด็กตัวน้อย ๆ ไร้เดียงสาสำหรับเขา
อัสนีมองมันด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู ก่อนที่เขาจะอุ้มหมาป่าตัวน้อยขึ้นมากอดแนบอก มันร้องตามประสา ดิ้นรนเหมือนจะไปหาอ้อมอกของแม่ที่จากมา
“แม่แกตายแล้ว ไปอยู่กับฉันนะ ฉันจะดูแลแกเอง” เขาพูดซ้ำ ๆ คล้ายจะสื่อสารให้มันเข้าใจ ยกร่างมันชูขึ้นเหนือศีรษะแล้วยิ้มร่า มันดิ้นไปมาก่อนจะหยุดนิ่ง ท่าทางมันแสนรู้ไม่น้อย
“หน้าตาแกนี่ขี้เหร่ใช่ย่อย” เขาพูดแล้วอมยิ้ม ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ เพราะนึกรักและเอ็นดูตั้งแต่แรกเห็น
“ฉันจะตั้งชื่อแกว่า มูมู่ ดีไหม หน้าตาแกมู่ทู้ขี้เหร่หาใครเกิน” อัสนีบอกมันด้วยรอยยิ้มที่กว้างกว่าเดิม ก่อนจะจัดการขุดหลุมขนาดใหญ่ เพื่อฝังศพแม่ของมัน มันเห่าอยู่ใกล้ ๆ หลุมฝังศพ ก่อนจะวิ่งเข้าไปคุ้ยเขี่ยหลุมฝังศพอย่างน่าเวทนา
“ไปอยู่กับฉันนะเจ้ามูมู่ แม่แกตายแล้ว ไปสบายแล้ว แต่แกยังมีชีวิตอยู่” อัสนีบอกมันอีกครั้งก่อนจะอุ้มมันมาแนบอก มันเงยหน้ามองด้วยสีหน้าสงสัย แต่สัญชาตญาณของมันคงรู้ว่าเขาไม่ได้จะทำอันตรายอะไร จึงซุกหน้าเข้าหาอกกว้างคล้ายฝากเนื้อฝากตัว
“ฉันจะดูแลแกเอง ไม่ต้องกลัวนะ สัญญาด้วยเกียรติของลูกผู้ชายเลย” อัสนีลูบหัวของมันเบา ๆ กอดเอาไว้แนบอก พลางให้คำมั่นสัญญาด้วยน้ำเสียงเอ็นดูไม่น้อย
ภาพที่อัสนีอุ้มเจ้าลูกหมาป่าตัวเล็กจ้อยกลับมาจากนอกบ้านทำให้หลายคนประหลาดใจไม่น้อย
“หมาป่าที่ไหนน่ะเฮีย” พายุตรงเข้าไปดู เจ้าลูกหมาป่าหน้าตาน่ารัก
“เก็บมาจากในป่า” อัสนียังอุ้มมันเอาไว้ มันนอนหลับปุ๋ยเนื้อตัวมอมแมมอยู่ในอ้อมแขนของอัสนี
“ตัวผู้หรือตัวเมียน่ะเฮีย” พายุเริ่มสนใจเจ้าหมาป่าตัวน้อยในอ้อมแขนของพี่ชาย
“ตัวผู้น่ะ แม่มันตายแล้ว เฮียเห็นมันนอนดูดนมจากศพแม่มันอยู่ในป่าตรงเชิงเขาโน่น” เขาจำติดตาว่ามันนอนดูดนมแม่ของมันอยู่ แต่แม่มันตายไปแล้ว เป็นภาพที่เห็นแล้วสะท้อนใจไม่น้อย
ความรู้สึกของอัสนีคือความรู้สึกเวทนาสุดขั้วหัวใจ เขากอดกระชับมันมากยิ่งขึ้น คล้ายจะปลอบโยนมันและถ่ายทอดอ้อมแขนอันแสนอบอุ่นให้มันได้รับรู้ถึงความปลอดภัยหลังจากนี้ เมื่อมันต้องมาอาศัยอยู่กับเขา
“น่าสงสารจัง” คนบอกว่าสงสารวิ่งตามมาที่บ้านของอัสนีเพราะบ้านอยู่ใกล้กัน
“น่าจะอายุไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ เฮียจะเลี้ยงมันเหรอ” พายุเอ่ยถาม
“อือ...” อัสนีวางมันลงบนเบาะเล็ก ๆ ก่อนจะเทนมแพะลงในจาน
“มันตื่นแล้วเฮีย โหย... สงสัยจะหิวมาก ดูสิกินใหญ่เลย” อัสนีดึงหลอดฉีดยาดูดนมในจานขึ้นมา จับมันมานั่งตักก่อนจะเริ่มป้อนนม มันดูดนมด้วยความหิว สองหนุ่มมองภาพนั้นแล้วทำให้รู้สึกสงสารจับใจ ปากเล็ก ๆ ดูดจุ๊บ ๆ จั๊บ ๆ เหมือนเด็กทารกทั่วไป
“หมาป่าที่ไหนวะเอส หน้าตาขี้เหร่เหมือนแกเลย” โยธินเอ่ยถามพลางหัวเราะเบา ๆ ที่ได้แหย่น้อง
ดารินไม่ได้บอกใคร ๆ ว่าเธอแอบได้ยินบรรดาเฮีย ๆ คุยกัน เขาว่าความลับไม่มีในโลกนี่คือเรื่องจริง ในที่สุดเธอก็ได้รับรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกของทรงสิทธิ์แต่เป็นแค่ลูกติดท้องของมารดาที่มาแอบอ้าง เธอไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขและไม่ใช่น้องสาวของมิรินด้วย เธอรู้สึกอายที่ไปทวงสมบัติที่ไม่ใช่ของตัว ดังนั้นในเวลานี้การเรียนจึงเป็นทางออกเดียวของชีวิตที่จะทำให้เธอมีงานมีการทำ ไม่ใช่คิดแต่จะหวังสมบัติของมิริน อนาคตหากเธอกับพายุไปกันไม่รอด เธอก็ยังมีงานมีเงิน และพึ่งตัวเองได้ในค่ำคืนที่ฝนตกหนัก เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดังสนั่นไปทั่ว เจ้ามูมู่ก็ได้เห็นแสงบางอย่างจากยอดเขาสาดส่องมายังตัวของมัน มันจึงเดินออกไปดูอัสนีกับมิรินและทุกคนตื่นขึ้นมาเพราะลำแสงที่สว่างไสวมากระทบกับบ้านของพวกเขาจนเจิดจ้าไปหมดบรรดาหมาป่าฝูงใหญ่เดินมาตามลำแสงนั่น ก่อนจะปรากฏกายอยู่ตรงหน้าของทุกคน“เจ้าชายไมยราชถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องกลับไปที่เมืองเหมันต์” หมาป่าพวกนั้นพูดออกมา ต่างก็หมอบลงแทบเท้าของเจ้ามูมู่“นี่มันหมายความว่ายังไงกัน” อัสนีเอ่ยถามด้วยความสงสัย ก่อนจะเห็นงูยักษ์ตัวหนึ่งเลื้อยมานอนแทบเท้าของเจ้ามูมู่ มันหมอบลงข้าง ๆ ทำให้อ
“หรือว่าหนูมิจะท้องแล้ว”“เฮ้ย! จริงดิ”“จริงสิเฮีย ก็พี่สะใภ้ของเฮียก็มีอาการแบบนี้ตอนท้องนะ”“แกไม่มั่วแน่นะ” มิรินเห็นอัสนีพูดคุยกับเจ้ามูมู่เป็นตุเป็นตะก็หลุดขำออกมา“หนูมิอาบน้ำแต่งตัว แล้วไปหาหมอกัน” อัสนีจัดการเตรียมชุดให้ภรรยา ก่อนจะจับเธออาบน้ำเหมือนเธอเป็นเด็ก ๆ ตื่นเต้นเหลือเกินที่จะได้ฟังข่าวดี“อุ๊บแหวะ!” มิรินอาเจียนออกมาเมื่อได้กลิ่นกระเทียมเจียว“หนูมิเป็นอะไรครับ ข้าวต้มของเฮียไม่อร่อยเหรอ ทำไมกินเข้าไปถึงอาเจียนออกมาแบบนี้” อัสนีรีบวิ่งมาลูบหลังให้ภรรยาอีกครั้ง เมื่อเธอวิ่งมาอาเจียนในห้องน้ำอีกรอบ“อาการแบบนี้น่าพาไปหาหมอนะ” สมาชิกทุกคนในบ้านพูดคุยกันอย่างห่วงใย หัทยาบอกว่าอาการเหมือนตอนที่เธอแพ้ท้องไม่มีผิด“ท้องเหรอครับ” อัสนีเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น“แต่ถ้าจะให้แน่ใจต้องไปตรวจก่อนนะคะ” สิ้นประโยคนั้นของหัทยาอัสนีก็พามิรินไปหาหมอ มุ่งตรงไปยังแผนกสูตินารีเวช และก็จริงอย่างที่ทุกคนคิดเอาไว้ มิรินตั้งท้องแล้วจริง ๆอัสนีดีใจเป็นอันมาก เขารับยาบำรุงครรภ์และให้มิรินฝากท้องเสียเลย ข่าวดีนี้สร้างความยินดีให้สมาชิกในครอบครัวเป็นอันมากอัสนีดูแลมิรินอย่างดี แทบจะอุ้มกันเลยเวลาเ
“คราวนี้ก็ตาเฮียแล้วค่ะ” เธอยิ้มให้เขา“มะลิ มงกุฎ มะระ มะเฟือง มะตูม มะพร้าว”“สิบเอ็ดแล้วนะคะ ต้องตัดออกชื่อนึง”“งั้นตัดชื่อไหนออกดี” อัสนีเอ่ยถาม“มงกุฎนะคะเฮีย”“โอเคครับ”“โหย... ลูกผมมีชื่อแล้วขอบคุณนะคร้าบเจ้านายทั้งสอง” เจ้ามูมู่ดีใจใหญ่ที่เจ้านายตั้งชื่อให้ลูกของมัน ก่อนจะรีบไปบอกเมียอย่างตื่นเต้น“เจ้านายครับ” มันวิ่งกลับมาหาเจ้านายก่อนจะเอ่ยถามด้วยใบหน้ายู่ยี่“มีอะไร ทำไมทำหน้าแบบนั้น”“ไข่หวานบอกว่าลูกผมที่ชื่อมะระมันเอ่อ... ชื่อน่าเกลียดไปไหมครับ”“ไม่หรอก เพราะฉันเป็นคนตั้งให้”“เปลี่ยนเป็นมงกุฎได้ไหมครับ” มันทำท่าโอครวญ“ก็ได้ เรื่องมากจริงเชียว” แม้จะทำเสียงในลำคอ แต่ก็ยินยอมให้เปลี่ยนชื่อตามขอ “เย้ เจ้านายใจดีที่สุด” เจ้ามูมู่รีบวิ่งไปบอกเมียรักอีกรอบ ก่อนจะเข้าไปเลียลูกน้อยทั้งสิบอย่างรักใคร่“ดูเจ้ามูมู่จะรักลูกของมันมากเลยนะคะ” มิรินเอ่ยกับอัสนี“ใช่ครับ เฮียเองก็อยากมีลูกแล้วนะ” อัสนีหันมาคุยกับสาวน้อยของเขา ก่อนจะตวัดอุ้มร่างของเธอขึ้น“อุ๊ย! เฮียน่ะ” มิรินหัวเราะคิกคัก แต่ก็ยอมให้เขาอุ้มเข้าห้องไปอัสนีขยับกายนอนแนบไปกับเรือนร่างหอมกรุ่น มือหนาปัดปอยผมให้เธอ
คืนนี้เป็นคืนวันเข้าหออันแสนหวานและวาบหวามหัวใจสำหรับมิรินยิ่งนัก เธอหลับไปอย่างเป็นสุขตลอดราตรีกาลตื่นเช้าขึ้นมาทุกคนก็มาทำบุญใส่บาตรที่วัดป่า การได้ทำบุญร่วมกันทำให้ทุกคนมีความสุขไม่น้อยหลังจากนั้นอัสนีก็พามิรินไปฮันนีมูนรอบโลกอย่างที่เธอต้องการ ในขณะที่ดารินสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยเดียวกับที่มิรินเคยเรียนผ่านมาแรมเดือน อัสนีพาภรรยาสาวคนสวยกลับมา บ้านอันเป็นสถานที่ที่ให้ความอบอุ่นกับเขาและเธอเสมออัสนีมองเจ้าสุนัขตัวโตที่เดินตามเมียต้อย ๆ แถมยังจุ๊บปากกัน เลียปากกันอย่างกระหนุงกระหนิงกลับมาจากฮันนีมูนเขาก็ได้รับข่าวดี เจ้ามูมู่ทำเจ้าไข่หวานท้องแล้ว“เจ้านาย”“ว่าไง”“ผมน้ำยาดีหรือเปล่า”“ไอ้ขี้โม้เอ๊ย!” อัสนีทำท่าทีหมั่นไส้เจ้าหมาขี้โม้“แล้วเจ้านายล่ะ น้ำยาสู้ผมได้ไหม”“น้ำยาฉันดีกว่าแก แต่ที่หนูมิยังไม่ท้องเพราะรอเด็กดี ๆ มาเกิด”“งั้นผมคงต้องมีลูกนำหน้าเจ้านายไปก่อนสิครับ”“เอาที่แกสบายใจ” ผ่านไปอีกเดือนกว่า ๆ ไข่หวานก็ให้กำเนิดลูกสุนัขครอกใหญ่ทั้งหมดสิบตัว“เจ้านายดูน้ำยาผม”“สิบตัวเลยเหรอ เมียแกนมยานแน่ ๆ”“ถึงนมยานผมก็รักของผม”“คลอดออกมาได้ยังไงตั้งสิบตัว”“เจ้านายทึ่งใ
“นี่ของขวัญของฉันกับไอ้พัน สำหรับนายเลยนะเอส” โยธินยื่นกล่องของขวัญให้น้องชายที่รักด้วยรอยยิ้ม“ขอบคุณครับเฮีย ขอบคุณนะพัน”“หวังว่าเฮียจะถูกใจนะครับ” พายุหัวเราะเบา ๆ อัสนีมองกล่องของขวัญสีชมพูหวานแหววอย่างหวาดระแวง คิดไปว่าสองคนนี่จะเล่นอะไรพิเรนทร์รึเปล่า“นี่เป็นของขวัญของพี่สะใภ้นะคะ” หัทยาแทนตัวเองว่าพี่สะใภ้ก่อนจะยิ้มกว้าง เธอถักเสื้อกันหนาวและผ้าพันคอให้ทั้งสองเพราะเห็นว่าจะเดินทางไปเที่ยวรอบโลก อาจจะได้ใช้เสื้อกันหนาวและผ้าพันคอของเธอบ้าง“ขอให้เราสองคนมีความสุขมากๆ นะ” โยธินอวยพรด้วยรอยยิ้ม ทุกคนทยอยกันออกไปจากห้องหอ หลังจากที่ต่างอวยพรให้คู่บ่าวสาวมีความสุข “เฮียจะให้ของขวัญอะไรเราคะ” มิรินเอ่ยถามเจ้าบ่าวหลังจากอยู่ในห้องหอกันสองคน อัสนีกะพริบตาปริบๆ มองหน้าเมียเด็กแล้วส่ายหน้าไปมา“เฮียไม่รู้เหรอคะ”“ไม่รู้ครับ แต่เฮียคิดว่ามันไม่น่าไว้วางใจ” มิรินหัวเราะร่วน มองกล่องของขวัญนิ่งเหมือนจะเพ่งกระแสจิตเข้าไปให้หยั่งรู้ว่าภายในมันคืออะไร“เฮียคะ แกะเลยดีกว่า”“อือ... ระวังด้วยนะ”“เฮียโยกับเฮียพันคงไม่เอาระเบิดมาให้เราหรอกค่ะ” เธอหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะจัดการแกะกล่องของขวัญออก“เฮ
“ค่ะ” ดารินรับคำไปแบบนั้นเอง เธอคงไม่ไปทำงานกับพายุหรอก“แต่พูดก็พูดเถอะ หมู่นี้เราเรียบร้อยขึ้นนะ ไม่แผลงฤทธิ์อะไรอีก หรือว่าคิดได้แล้ว” โยธินตักอาหารให้ภรรยาก่อนจะเอ่ยถาม โยธินเป็นคนตรง ๆ ที่เขาถามออกมาเพราะว่าอยากรู้ว่าน้องสาวจะตอบว่าอย่างไร“ทำสวนผักก็ดีเหมือนกันค่ะ จะได้มีงานอะไรให้ทำ” ดารินตอบอย่างเสียไม่ได้อัสนีตักอาหารให้มิริน มิรินกล่าวขอบคุณก่อนจะตักอาหารให้น้องสาว ดารินกล่าวขอบคุณเช่นกัน ความมีน้ำใจของครอบทำให้ดารินค่อย ๆ ซึมซับความรู้สึกอบอุ่นเข้าไปอย่างไม่รู้ตัวหรือเธอจะคิดไปเองว่าทุกคนไม่รักเธอ ดารินเฝ้าถามตัวเอง เพราะมิรินกับหัทยานั้นดีกับเธอมาก อาจเพราะเป็นผู้หญิงด้วยกัน เลยพูดคุยกันเรื่องผู้หญิงได้โดยไม่ต้องเกร็ง“คิดอะไรอยู่” ประโยคเอ่ยถามของพายุทำให้ดารินสะดุ้งสุดตัว เธอหันขวับไปมอง ก่อนที่จะหลบสายตาของเขาเป็นพัลวัน“ไม่ได้คิดอะไรค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ”“จะรีบไปไหนล่ะ” พายุรั้งแขนของดารินเอาไว้ แต่เธอพยายามฝืนเอาไว้อย่างเต็มที่“รินง่วงนอนแล้วค่ะ”“เห็นยืนอยู่ได้ตั้งนาน มาง่วงนอนอะไรตอนเห็นเฮีย” ดารินต้องเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะหลบสายตา หัวใจของเธอเต้นแรง มันแรงจนแทบจะโลดอ
ทั้งสี่ครอบครัวผลิตอาหารการกินด้วยตัวเอง ทุกคนในครอบครัวจึงได้รับประทานอาหารปลอดสารพิษทั้งผักและผลไม้ในทุกวัน โรคภัยไข้เจ็บจึงไม่มีถามหาอัสนีสอนหนังสือน้องด้วยวิธีง่าย ๆ คือ ให้น้องระบายสีรูปภาพต่าง ๆ ก่อนจะนำมารวมกัน และเขียนเป็นภาษาไทยว่าภาพอะไร มีกี่ภาพ รวมถึงอธิบายว่าภาพดังกล่าวมีประโยชน์อย่าง
“วันนี้เฮียจะให้หนูมิวาดภาพอะไรเหรอคะ” มิรินเอ่ยถามพี่ชายข้างบ้าน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนำสีน้ำกับกระดาษแผ่นใหญ่มาวางตรงหน้าของเธอ“วันนี้เราจะนำใบไม้ ดอกไม้ และกิ่งก้านของต้นไม้มาจุ่มกับสีน้ำแล้วก็มาแปะลงในกระดาษเป็นรูปต่าง ๆ ครับ เดี๋ยวเฮียจะทำให้หนูมิดูนะครับ”อัสนีเด็ดใบไม้จุ่มลงบนสีเขียวของสีน้ำก
“เจ้ามูมู่นี่ก็ตัวใหญ่ยักษ์ ผมเชื่อแล้วเฮีย” พายุเกาหัวไปมา“เชื่ออะไรของแก” โยธินเลิกคิ้วขึ้นพลางเอ่ยถาม“เฮียเอสเลี้ยงสัตว์แต่ละตัวแปลกประหลาดทั้งนั้น หมาบ้าอะไรไม่กี่เดือนตัวโตเท่าลูกควาย” ได้ยินแบบนั้นทำเอาสองหนุ่มถึงกับหัวเราะลั่น มิรินได้ยินพี่ ๆ หัวเราะก็เลยหัวเราะตามไปด้วย แม้จะไม่ค่อยรู้คว
อัสนี อัคราสุรเดช หรือหนุ่มน้อยนามว่าเอสเปรสโซ่ทอดสายตามองเด็กน้อยที่กำลังนอนดูดจุกนมอยู่ในเปลไม่วางตา เขาเป็นเด็กหนุ่มวัยสิบห้าที่มีคู่หมั้นวัยเด็กเพียงไม่กี่เดือน เด็กหญิงมิริน ไพรพิทักษ์กุลหรือหนูมิ บุตรสาวของทรงสิทธิ์และมัสลิน ไพรพิทักษ์กุล เพื่อนรักของบิดามารดา เด็กน้อยคลอดออกมาเป็นสมาชิกใหม่







