Mag-log inสำหรับอัสนีแล้ว มิรินคือคู่หมั้นตัวน้อยที่เขารักสุดหัวใจ อัสนีทอดสายตามองเด็กน้อยวัยแบเบาะปากแดง แก้มใส ดวงตากลมแป๋ว มีผมขึ้นมาหย่อมหนึ่งบนศีรษะนิ่งๆ ด้วยสายตารักใคร่ระคนเอ็นดู มือน้อยบอบบางเล็กป้อม นิ้วเล็ก ๆ กำลังจับขวดนมดูดกินอย่างเอร็ดอร่อย ความทรงจำของเขาตั้งแต่แรกเห็นเด็กน้อยที่ลืมตาดูโลกคือใบหน้าที่ยับย่น ตัวแดงเถือก แต่กลับน่ารักจับใจ
view moreอัสนี อัคราสุรเดช หรือหนุ่มน้อยนามว่าเอสเปรสโซ่ทอดสายตามองเด็กน้อยที่กำลังนอนดูดจุกนมอยู่ในเปลไม่วางตา เขาเป็นเด็กหนุ่มวัยสิบห้าที่มีคู่หมั้นวัยเด็กเพียงไม่กี่เดือน เด็กหญิงมิริน ไพรพิทักษ์กุลหรือหนูมิ บุตรสาวของทรงสิทธิ์และมัสลิน ไพรพิทักษ์กุล เพื่อนรักของบิดามารดา
เด็กน้อยคลอดออกมาเป็นสมาชิกใหม่ที่ใคร ๆ ต่างเห่อและรักใคร่ อาจเพราะเป็นน้องนุชสุดท้องของหลายครอบครัว เป็นลูกหลงที่ไม่มีใครคิดว่าจะมาเกิดเอาป่านนี้
เด็กน้อยวัยแบเบาะปากแดง แก้มใส ดวงตากลมแป๋ว มีผมสีน้ำตาลอ่อนขึ้นมาหย่อมหนึ่งบนศีรษะ ซึ่งแตกต่างจากเด็กคนอื่น ๆ
อัสนีมองด้วยสายตาเอ็นดูระคนรักใคร่ มือน้อยบอบบางเล็กป้อม นิ้วเล็ก ๆ กำลังจับขวดนมดูดกินอย่างเอร็ดอร่อย ความทรงจำของเขาตั้งแต่แรกเห็นเด็กน้อยที่คลอดออกมาลืมตาดูโลกคือหน้าตาของเจ้าหล่อนที่ยับย่นตัวแดงเถือกและสถานะคู่หมั้นคู่หมายของเขาที่ต้องแต่งงานกันในอนาคตข้างหน้า เขาก็บอกความรู้สึกไม่ถูกเหมือนกันว่ามันเป็นเช่นไร รู้แค่ว่าเขาอยากทะนุถนอมน้องน้อยเอาไว้ในอ้อมแขนแห่งรักนี้ตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่
“เป็นอะไรวะเอส เอาแต่จ้องมองหนูมินอนดูดนมตาไม่กะพริบ” โยธิน อัศวเมฆาโชติหรือเฮียโยของน้อง ๆ เอ่ยถามน้องชายที่รัก
‘เอส’ เป็นชื่อเล่นของอัสนีที่มีชื่อเล่นยาว ๆ ว่าเอสเปรสโซ่ เป็นชื่อที่ได้มาจากการพบรักของบิดามารดาที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง โดยทั้งสองชอบดื่มกาแฟเหมือนกัน
“น้าลินให้เฝ้าน้องเอาไว้ครับเฮีย” อัสนีตอบโยธิน ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นพี่ข้างบ้านวัยสิบเจ็ดปี ขณะเอ่ยตอบ สายตาของเขาก็ไม่ได้ละห่างไปจากน้องน้อยเลยแม้แต่น้อย
“หนูมิว่าที่เมียแกในอนาคตนี่หน้าตาน่ารัก โตขึ้นคงสวยน่าดู หนุ่ม ๆ น่าจะกันติดตรึม หัวกระไดบ้านแทบไม่แห้ง” โยธินพูดด้วยรอยยิ้ม มิรินนั้นถือว่าเป็นญาติผู้น้องของเขา เขาเอ็นดูมิรินอยู่มาก แต่ไม่ชอบเลี้ยงเด็กเท่าใดนัก เวลาเด็กน้อยร้องไห้โยเยหรือกวนเขาก็ไม่รู้จะทำยังไงให้เด็กเงียบเสียงลง อุ้มก็แล้ว กอดก็แล้ว ชวนเล่นก็แล้ว แต่ยังร้องไห้ไม่หยุด โยธินจึงขยาดกับการเลี้ยงเด็กพอสมควร
ในขณะที่พี่ ๆ สนทนากันไปมา มิรินที่กำลังคาบจุกนมอยู่มองพี่ ๆ ตาปริบ ๆ พายุ นรากรเกริกเกียรติที่เพิ่งเดินมาสมทบ อยู่ในวัยสิบสามปี ชะโงกหน้าไปมองน้องน้อยในเปล แต่โดนอัสนีดึงเอาไว้ให้ออกไปห่าง ๆ
“ไอ้พันแกไปเล่นซนมาเหงื่อเต็มตัว อย่าเข้าไปใกล้น้อง เดี๋ยวเหงื่อเค็ม ๆ ของแกก็หยดใส่ปากน้องหรอก” อัสนีทำเสียงดุใส่
“น้องของเฮียตัวหอม ผมอยากดม” ที่พายุเรียก “น้องของเฮีย” เพราะใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าโตขึ้นอัสนีต้องแต่งงานกับมิริน อาจเพราะบิดามารดาทำธุรกิจร่วมกันเลยอยากให้ลูก ๆ ได้แต่งงานกัน เข้าตำรา ‘เรือล่มในหนอง ทองจะไปไหนเสีย’ พายุทำจมูกฟุดฟิดเพราะน้องน้อยตัวหอม จนทำให้เขาอยากจะเข้าไปหอมแก้มใส ๆ ของเด็กน้อยสักฟอดสองฟอด
“ไม่ให้ดม ไม่ให้หอม ถอยไปไกล ๆ เลย” คนขี้หวงทำสายตาดุวับ ดึงคอเสื้ออีกฝ่ายออกห่างในทันที
“ไอ้เอสมันหวงว่าที่เมียของมัน ถ้าแกอยากดมอยากหอมต้องทำตอนมันเผลอ” โยธินพูดแล้วหัวเราะเสียงดัง จึงได้รับสายตาไม่ค่อยพอใจนักของอัสนีตอบกลับมา
“เฮียล้อเล่น แกนี่ทำหน้าจริงจังเกินเหตุ”
“น้องยังพูดไม่ได้เหรอเฮีย” พายุเอ่ยถาม นั่งขัดสมาธิล้อมวงนั่งมองดูน้องน้อยนอนดูดนมตาแป๋วแหวว พายุสังเกตมาหลายวันแล้ว มิรินเอาแต่กินกับนอน พอตื่นขึ้นมาก็ยิ้ม ใครก็บอกว่าเป็นเด็กอารมณ์ดี พาไปอาบน้ำประแป้งหน้าขาวแล้วก็พามานอนต่ออีก
“น้องยังเด็ก ยังพูดไม่ได้ เดี๋ยวโตขึ้นก็พูดจ้อเหมือนแกนั่นแหละไอ้พัน” อัสนีหันไปตอบพายุ อีกฝ่ายพยักหน้าอย่างเข้าใจ ยิ้มกว้างขณะหันไปมองน้องน้อยในเปล
“เฮีย...” พายุเรียกอัสนีซึ่งเป็นพี่ชายที่นับถือ คนช่างซักช่างถามมีความสุขที่จะได้ถามโน่นถามนี่ที่ตนเองอยากรู้ พายุเห็นว่าอัสนีจริงจังกับการเลี้ยงดูเด็กน้อยเสียเหลือเกิน ซึ่งเขาเองก็รักและเอ็นดูเด็กน้อยมิรินเป็นอันมาก เนื่องจากเป็นลูกคนเดียวเช่นกัน
“น้องพูดได้ตอนไหนครับเฮีย”
“ไม่รู้ แต่ตอนนี้ยังพูดไม่ได้”
“ตอนเด็ก ๆ เราคงเป็นแบบนี้นะ”
“ใช่ ตอนเด็ก ๆ แกก็เป็นแบบนี้แหละ” โยธินพูดขึ้น เขาทันได้เห็นพายุเป็นเด็กตัวน้อยวัยเตาะแตะเพราะอายุห่างกันถึงสี่ปี
“เฮียครับ นั่นน้องทำท่าจะหลับแล้ว ตาปรือเชียว” พายุรีบบอกอย่างตื่นเต้น หากมิรินหลับ เขาจะชวนพี่ ๆ ออกไปเที่ยวเล่นเสียหน่อย
อัสนียกมือขึ้นจุ๊ปาก บอกให้พายุเงียบปากเสียบ้าง เด็กชายวัยสิบสามจึงหุบปากฉับ อัสนีไกวเปลเบาๆ ไม่นานเด็กน้อยก็หลับคาจุกนม
อัสนียื่นมือไปดึงขวดนมออกมาเบา ๆ ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้โยธินและพายุ เพราะนัดกันว่าจะไปยิงนกตกปลาแถวนี้ด้วยกัน
“น้องจะตื่นกี่โมงครับเฮีย” พายุยังเอ่ยถามทั้ง ๆ ที่ห่วงเที่ยวเล่นเหลือเกินในตอนนี้
“เห็นกินเสร็จแล้วนอนนานทุกทีกว่าจะตื่นคงอีกนาน ไม่เป็นไรเดี๋ยวให้นายวิ่งกลับมาดูแล้วกัน” อัสนีตอบพายุแต่สายตามองน้องน้อยไม่ยอมวาง ท่าทีดูก็รู้ว่าห่วงใยมิรินสุดหัวใจ
ดารินไม่ได้บอกใคร ๆ ว่าเธอแอบได้ยินบรรดาเฮีย ๆ คุยกัน เขาว่าความลับไม่มีในโลกนี่คือเรื่องจริง ในที่สุดเธอก็ได้รับรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกของทรงสิทธิ์แต่เป็นแค่ลูกติดท้องของมารดาที่มาแอบอ้าง เธอไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขและไม่ใช่น้องสาวของมิรินด้วย เธอรู้สึกอายที่ไปทวงสมบัติที่ไม่ใช่ของตัว ดังนั้นในเวลานี้การเรียนจึงเป็นทางออกเดียวของชีวิตที่จะทำให้เธอมีงานมีการทำ ไม่ใช่คิดแต่จะหวังสมบัติของมิริน อนาคตหากเธอกับพายุไปกันไม่รอด เธอก็ยังมีงานมีเงิน และพึ่งตัวเองได้ในค่ำคืนที่ฝนตกหนัก เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดังสนั่นไปทั่ว เจ้ามูมู่ก็ได้เห็นแสงบางอย่างจากยอดเขาสาดส่องมายังตัวของมัน มันจึงเดินออกไปดูอัสนีกับมิรินและทุกคนตื่นขึ้นมาเพราะลำแสงที่สว่างไสวมากระทบกับบ้านของพวกเขาจนเจิดจ้าไปหมดบรรดาหมาป่าฝูงใหญ่เดินมาตามลำแสงนั่น ก่อนจะปรากฏกายอยู่ตรงหน้าของทุกคน“เจ้าชายไมยราชถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องกลับไปที่เมืองเหมันต์” หมาป่าพวกนั้นพูดออกมา ต่างก็หมอบลงแทบเท้าของเจ้ามูมู่“นี่มันหมายความว่ายังไงกัน” อัสนีเอ่ยถามด้วยความสงสัย ก่อนจะเห็นงูยักษ์ตัวหนึ่งเลื้อยมานอนแทบเท้าของเจ้ามูมู่ มันหมอบลงข้าง ๆ ทำให้อ
“หรือว่าหนูมิจะท้องแล้ว”“เฮ้ย! จริงดิ”“จริงสิเฮีย ก็พี่สะใภ้ของเฮียก็มีอาการแบบนี้ตอนท้องนะ”“แกไม่มั่วแน่นะ” มิรินเห็นอัสนีพูดคุยกับเจ้ามูมู่เป็นตุเป็นตะก็หลุดขำออกมา“หนูมิอาบน้ำแต่งตัว แล้วไปหาหมอกัน” อัสนีจัดการเตรียมชุดให้ภรรยา ก่อนจะจับเธออาบน้ำเหมือนเธอเป็นเด็ก ๆ ตื่นเต้นเหลือเกินที่จะได้ฟังข่าวดี“อุ๊บแหวะ!” มิรินอาเจียนออกมาเมื่อได้กลิ่นกระเทียมเจียว“หนูมิเป็นอะไรครับ ข้าวต้มของเฮียไม่อร่อยเหรอ ทำไมกินเข้าไปถึงอาเจียนออกมาแบบนี้” อัสนีรีบวิ่งมาลูบหลังให้ภรรยาอีกครั้ง เมื่อเธอวิ่งมาอาเจียนในห้องน้ำอีกรอบ“อาการแบบนี้น่าพาไปหาหมอนะ” สมาชิกทุกคนในบ้านพูดคุยกันอย่างห่วงใย หัทยาบอกว่าอาการเหมือนตอนที่เธอแพ้ท้องไม่มีผิด“ท้องเหรอครับ” อัสนีเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น“แต่ถ้าจะให้แน่ใจต้องไปตรวจก่อนนะคะ” สิ้นประโยคนั้นของหัทยาอัสนีก็พามิรินไปหาหมอ มุ่งตรงไปยังแผนกสูตินารีเวช และก็จริงอย่างที่ทุกคนคิดเอาไว้ มิรินตั้งท้องแล้วจริง ๆอัสนีดีใจเป็นอันมาก เขารับยาบำรุงครรภ์และให้มิรินฝากท้องเสียเลย ข่าวดีนี้สร้างความยินดีให้สมาชิกในครอบครัวเป็นอันมากอัสนีดูแลมิรินอย่างดี แทบจะอุ้มกันเลยเวลาเ
“คราวนี้ก็ตาเฮียแล้วค่ะ” เธอยิ้มให้เขา“มะลิ มงกุฎ มะระ มะเฟือง มะตูม มะพร้าว”“สิบเอ็ดแล้วนะคะ ต้องตัดออกชื่อนึง”“งั้นตัดชื่อไหนออกดี” อัสนีเอ่ยถาม“มงกุฎนะคะเฮีย”“โอเคครับ”“โหย... ลูกผมมีชื่อแล้วขอบคุณนะคร้าบเจ้านายทั้งสอง” เจ้ามูมู่ดีใจใหญ่ที่เจ้านายตั้งชื่อให้ลูกของมัน ก่อนจะรีบไปบอกเมียอย่างตื่นเต้น“เจ้านายครับ” มันวิ่งกลับมาหาเจ้านายก่อนจะเอ่ยถามด้วยใบหน้ายู่ยี่“มีอะไร ทำไมทำหน้าแบบนั้น”“ไข่หวานบอกว่าลูกผมที่ชื่อมะระมันเอ่อ... ชื่อน่าเกลียดไปไหมครับ”“ไม่หรอก เพราะฉันเป็นคนตั้งให้”“เปลี่ยนเป็นมงกุฎได้ไหมครับ” มันทำท่าโอครวญ“ก็ได้ เรื่องมากจริงเชียว” แม้จะทำเสียงในลำคอ แต่ก็ยินยอมให้เปลี่ยนชื่อตามขอ “เย้ เจ้านายใจดีที่สุด” เจ้ามูมู่รีบวิ่งไปบอกเมียรักอีกรอบ ก่อนจะเข้าไปเลียลูกน้อยทั้งสิบอย่างรักใคร่“ดูเจ้ามูมู่จะรักลูกของมันมากเลยนะคะ” มิรินเอ่ยกับอัสนี“ใช่ครับ เฮียเองก็อยากมีลูกแล้วนะ” อัสนีหันมาคุยกับสาวน้อยของเขา ก่อนจะตวัดอุ้มร่างของเธอขึ้น“อุ๊ย! เฮียน่ะ” มิรินหัวเราะคิกคัก แต่ก็ยอมให้เขาอุ้มเข้าห้องไปอัสนีขยับกายนอนแนบไปกับเรือนร่างหอมกรุ่น มือหนาปัดปอยผมให้เธอ
คืนนี้เป็นคืนวันเข้าหออันแสนหวานและวาบหวามหัวใจสำหรับมิรินยิ่งนัก เธอหลับไปอย่างเป็นสุขตลอดราตรีกาลตื่นเช้าขึ้นมาทุกคนก็มาทำบุญใส่บาตรที่วัดป่า การได้ทำบุญร่วมกันทำให้ทุกคนมีความสุขไม่น้อยหลังจากนั้นอัสนีก็พามิรินไปฮันนีมูนรอบโลกอย่างที่เธอต้องการ ในขณะที่ดารินสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยเดียวกับที่มิรินเคยเรียนผ่านมาแรมเดือน อัสนีพาภรรยาสาวคนสวยกลับมา บ้านอันเป็นสถานที่ที่ให้ความอบอุ่นกับเขาและเธอเสมออัสนีมองเจ้าสุนัขตัวโตที่เดินตามเมียต้อย ๆ แถมยังจุ๊บปากกัน เลียปากกันอย่างกระหนุงกระหนิงกลับมาจากฮันนีมูนเขาก็ได้รับข่าวดี เจ้ามูมู่ทำเจ้าไข่หวานท้องแล้ว“เจ้านาย”“ว่าไง”“ผมน้ำยาดีหรือเปล่า”“ไอ้ขี้โม้เอ๊ย!” อัสนีทำท่าทีหมั่นไส้เจ้าหมาขี้โม้“แล้วเจ้านายล่ะ น้ำยาสู้ผมได้ไหม”“น้ำยาฉันดีกว่าแก แต่ที่หนูมิยังไม่ท้องเพราะรอเด็กดี ๆ มาเกิด”“งั้นผมคงต้องมีลูกนำหน้าเจ้านายไปก่อนสิครับ”“เอาที่แกสบายใจ” ผ่านไปอีกเดือนกว่า ๆ ไข่หวานก็ให้กำเนิดลูกสุนัขครอกใหญ่ทั้งหมดสิบตัว“เจ้านายดูน้ำยาผม”“สิบตัวเลยเหรอ เมียแกนมยานแน่ ๆ”“ถึงนมยานผมก็รักของผม”“คลอดออกมาได้ยังไงตั้งสิบตัว”“เจ้านายทึ่งใ
ทั้งสี่ครอบครัวผลิตอาหารการกินด้วยตัวเอง ทุกคนในครอบครัวจึงได้รับประทานอาหารปลอดสารพิษทั้งผักและผลไม้ในทุกวัน โรคภัยไข้เจ็บจึงไม่มีถามหาอัสนีสอนหนังสือน้องด้วยวิธีง่าย ๆ คือ ให้น้องระบายสีรูปภาพต่าง ๆ ก่อนจะนำมารวมกัน และเขียนเป็นภาษาไทยว่าภาพอะไร มีกี่ภาพ รวมถึงอธิบายว่าภาพดังกล่าวมีประโยชน์อย่าง
“วันนี้เฮียจะให้หนูมิวาดภาพอะไรเหรอคะ” มิรินเอ่ยถามพี่ชายข้างบ้าน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนำสีน้ำกับกระดาษแผ่นใหญ่มาวางตรงหน้าของเธอ“วันนี้เราจะนำใบไม้ ดอกไม้ และกิ่งก้านของต้นไม้มาจุ่มกับสีน้ำแล้วก็มาแปะลงในกระดาษเป็นรูปต่าง ๆ ครับ เดี๋ยวเฮียจะทำให้หนูมิดูนะครับ”อัสนีเด็ดใบไม้จุ่มลงบนสีเขียวของสีน้ำก
“เจ้ามูมู่นี่ก็ตัวใหญ่ยักษ์ ผมเชื่อแล้วเฮีย” พายุเกาหัวไปมา“เชื่ออะไรของแก” โยธินเลิกคิ้วขึ้นพลางเอ่ยถาม“เฮียเอสเลี้ยงสัตว์แต่ละตัวแปลกประหลาดทั้งนั้น หมาบ้าอะไรไม่กี่เดือนตัวโตเท่าลูกควาย” ได้ยินแบบนั้นทำเอาสองหนุ่มถึงกับหัวเราะลั่น มิรินได้ยินพี่ ๆ หัวเราะก็เลยหัวเราะตามไปด้วย แม้จะไม่ค่อยรู้คว
เจ้ามูมู่กินอาหารจากชามจนหมดเกลี้ยง อัสนีนำจานไปล้างจนสะอาดแล้วใช้ให้มันคาบจานอาหารไปเก็บเอาไว้ที่เดิม ทุกคนที่นี่รู้ดีว่าอัสนีพาเจ้ามูมู่มาที่บ้านของทรงสิทธิ์กับมัสลินทุกวัน จึงพาจานอาหารส่วนตัวสำรองมาไว้ให้อีกหนึ่งอันมิรินติดพี่ชายข้างบ้านเป็นอันมาก ไปไหนมาไหนก็ต้องเจอว่ามิรินอยู่กับอัสนีแทบจะตล