ログイン“ยิ้มอยู่คนเดียวแบบนี้ แอบ ‘คิดลึก’ กับผมอยู่หรือเปล่าเนี่ยยาหยี” เสียงทุ้มนุ่มหูที่เอ่ยสัพยอกอย่างรื่นรมย์ชิดหน้าผากมน ทำให้อารดาตัวเกร็งและหน้าแดงซ่าน พร้อมกันนั้นสติของเธอก็กลับมาอีกครา
“บ้า!” คนโดนล้อค้อนจนตาคว่ำ แล้วก้มหน้างุด
จากนั้นมืออบอุ่นที่สัมผัสบริเวณฝ่าเท้าบอบบางอย่างอ่อนโยนระคนทะนุถนอมก็ทำให้อารดารู้สึกเหมือนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว สุดท้ายก็เคลิ้มไป
“ถึงแม้จะปิดปลาสเตอร์ตอนแผลไม่สะอาด แต่มันก็ยังดีกว่าที่จะเสี่ยงให้เชื้อโรคเข้าแผลเพิ่มมากขึ้น พอกลับถึงบ้านคุณก็รีบเอามันออก แล้วทำความสะอาดแผลให้ดีก็แล้วกัน อ้อ…และที่สำคัญอย่าลืมทายาด้วยละ” พอรู้ตัวอีกทีเขาก็ปิดปลาสเตอร์ลงที่แผลของเธอเรียบร้อยแล้ว
“เอ่อ…ขอบคุณนะ” อารดาช้อนดวงตากลมโตขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลา พร้อมกล่าวออกมาอย่างเก้อเขิน ก่อนจะพยุงกายลุกขึ้น ส่วนเขาก็ผุดลุกยืนเต็มความสูง โดยไม่ลืมเกี่ยวรองเท้าสีแดงติดมือขึ้นมาด้วย
“ความจริงแล้วเท้าคุณก็บวมอยู่เหมือนกัน แต่ผมว่าคุณทนใส่รองเท้าไปให้ถึงบ้านก็ดีนะ แผลจะได้ไม่อักเสบเพราะฝืนเดินเท้าเปล่า เอ๊ะ…หรือว่าจะให้ผมอุ้มไปส่งที่บ้าน แต่ผมคิดค่าบริการแพงหน่อยนะยาหยี มันอาจจะเป็นจูบ หรือไม่ก็…” เธอเกือบจะเคลิ้มไปกับความน่ารักและมีน้ำใจของเขาจนตลอดรอดฝั่งอยู่แล้ว ถ้าในตอนท้ายพ่อเจ้าประคุณไม่วายปากเสียชวนหน้ามืดขึ้นมาอีกครา
“พอๆๆ หยุดพล่าม แล้วส่งรองเท้ามาให้ฉันเสียที ถ้าคุณอยากให้ฉันใส่มันกลับบ้านอย่างที่พูดจริงๆ” หญิงสาวพยายามสะกดโทสะอย่างสุดความสามารถ แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาและสีหน้าเรียบนิ่ง
ตอนแรกเธอคิดว่าจะไม่สนใจไยดีรองเท้าแล้ว แต่ในเวลานี้อารดากลับต้องการมันมากเหลือเกิน นั่นก็เพราะเธอไม่ต้องการให้เท้าสวยๆ มีรอยราคีมากไปกว่านี้ เธอเป็นห่วงตัวเองหรอกนะ ไม่ใช่เพราะคำพูด ‘เหมือนจะ’ ดูดีแต่สอดไส้ความร้ายกาจของเขา
“โอเค ก็ไม่อยากได้สักหน่อย เพราะผมไม่นิยมใส่รองเท้าผู้หญิงอยู่แล้ว ถ้าช่วยถอดก่อนจะขึ้นเตียงทำกิจกรรมเข้าจังหวะก็ว่าไปอย่าง” เขาพูดพลางยื่นรองเท้าให้
“ฉันคงไม่จำเป็นต้อง ‘ขอบคุณ’ หรอกมั้ง” คนตัวเล็กเอ่ยเสียงขึ้นจมูก ขณะยื่นมือไปกระชากรองเท้าจากเขาอย่างหน้าตาเฉย ซึ่งอีกฝ่ายก็ทำเพียงยักไหล่เบาๆ
“ไม่เป็นไร เพราะผมก็พอจะเข้าใจว่า ‘เด็ก’ สมัยนี้มักจะไม่ค่อยมีมารยาท” ถ้อยคำที่หลุดออกมาจากปากพ่อหนุ่มร่างยักษ์ทำให้คนฟังถึงกับหน้าม้าน
“ฉันไม่ใช่เด็ก!” คราวนี้อารดาแผดเสียงเถียงคอเป็นเอ็น เรียกรอยยิ้มขบขันให้ผุดพรายขึ้นที่มุมปากหยัก เดเรคไม่นึกเลยว่าแม่สาว ‘หน่อมแน้ม’ จะร้ายใช่เล่น ดูเหมือนเขาจะประเมินเธอต่ำไปหลายอย่างเลยทีเดียว
“แต่พฤติกรรมของคุณมันบ่งบอกว่ายังเด็ก” พ่อตัวโตพยายามไล่ต้อนให้อารดาจนมุม ยิ่งเห็นเธอออกอาการหัวฟัดหัวเหวี่ยงเขาก็ยิ่งนึกคึกคะนองเป็นเท่าทวี
“เอ๊ะ…คุณนี่มันยังไงนะ กวนประสาทฉันอยู่ได้” คนที่ถูกกล่าวหาว่า ‘ยังเด็ก’ ชักสีหน้า พร้อมยกมือขึ้นเท้าสะเอว แล้วหรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง ตอนนี้ระบบควบคุมตัวเองของเธอพังยับเยินจนไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมแล้ว
“เด็กหนอเด็ก เถียงไม่สู้ก็โวยวายซะงั้น” เดเรคว่าอย่างยิ้มๆ แต่กระนั้นก็ยังทำให้อารดากำหมัดตัวสั่นเทิ้ม นึกอยากจะซัดไอ้ผู้ชาย ‘เฮงซวย’ ให้เลือดกลบปากนัก
“สรุปคือ คุณจะยืนลอยหน้ายียวนฉันอยู่แบบนี้ทั้งคืนใช่ไหม” หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างข่มกลั้นอารมณ์เต็มอัตรา หญิงสาวก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าประกายตากลับวาวโรจน์ บ่งบอกให้รู้ว่าเธอพร้อมจะกระโจนเข้าเล่นงานเขาทุกขณะจิต
“แล้วคุณว่าไงล่ะ” คำถามที่ฟังดูใสซื่อราวกับไม่ได้ตั้งใจกวนโมโหนั้น ทำเอาอารดาถึงกับกัดฟันกรอดและหน้ามืดไปวูบหนึ่ง ก่อนจะพยายามอดทนอดกลั้นอย่างสุดความสามารถ
“ฉันไม่พิสมัยการต่อปากต่อคำกับคนกวนประสาทอย่างคุณ ฉะนั้นทางใครทางมัน โอเค?” ท้ายประโยคเจ้าของใบหน้าเรียบตึงจงใจขึ้นเสียงสูง พลางเชิดหน้าคอแข็ง
“โอเค…ผมไปก่อนนะเด็กน้อย ใจจริงก็อยากจะไปส่งให้ถึงประตูบ้านอยู่หรอก แต่วันนี้มันดึกมากแล้ว แถมผมมีนัดกับสาวสวยเซ็กซี่ซะด้วยสิ อ้อ…ลืมบอกไปอีกอย่าง ปากคุณหวานเป็นบ้า ว่างๆ ผมจะหาเวลาแวะมาจูบใหม่ก็แล้วกันนะ” ท้ายประโยคพ่อหนุ่มขี้เล่นจับจ้องกลีบปากอิ่มที่เขารู้ดีว่าหวานล้ำมากเพียงใด พร้อมหลิ่วตาหว่านเสน่ห์ให้ ก่อนจะเดินล้วงกระเป๋ายิ้มเผล่จากไป ทิ้งให้หญิงสาวยืนอ้าปากค้าง
“ไอ้คนทุเรศ ไอ้ผู้ชายเฮงซวย ไอ้จอมฉกฉวย ไอ้คนหล่อจอมชีกอ ไปตายซะ!” ครั้นได้สติอารดาก็แผดเสียงด่าทอไล่หลังอย่างคับข้องใจเหลือคณา ก่อนจะยกหลังมือเกลี้ยงเกลาขึ้นถูไถริมฝีปากอวบอิ่มที่โดนเรียวปากร้ายกาจประทับตีตราแรงๆ จนแสบร้อนไปหมด
“ฮึ่ย…ฉันจะถือว่านี่เป็นประสงค์ของพระเจ้าก็แล้วกัน” หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เจ้าของใบหน้างอง้ำก็พยายามคิดบวก เพื่อให้ตัวเองไม่สติแตกมากไปกว่านั้น หากแต่ยังไม่วายก้มลงสวมรองเท้าด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียดก่อนจะเดินโขยกเขยกกลับบ้านที่อยู่สุดซอย
“เอ่อ…ไม่จ้ะ ลูกมาขอนอนด้วย” เมื่อโดนเมียรักคาดคั้นเดเรคก็สารภาพออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบัง เพราะกลัวแม่ยอดรักจะทำแง่งอนจนไม่ยอมให้เขานอนกอด“แล้วทำไมไม่ให้ลูกเข้ามานอนด้วยล่ะคะ เตียงเราออกจะกว้าง” คุณแม่จอมแสบทำหน้ายุ่งไม่ต่างจากลูกชายเมื่อสักครู่เท่าไร่นัก จนเขาต้องบีบจมูกรั้นอย่างมันเขี้ยว “ที่รักไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะ เด็กๆ ไปนอนแล้ว ส่วนเราสองคนก็อย่ามัวแต่คุยกันอยู่เลย นอนดีกว่านะเมียจ๋า” ขาดคำเขาก็ตั้งท่าจะรวบร่างอรชรเข้าสู่อ้อมอก ทว่าเธอกลับขยับกายหนีเสียก่อน “ไม่ต้องมาทำเฉไฉเลยนะคะ บอกดาด้ามาซะดีๆ ว่าทำไมเจ้าสามแสบถึงยอมไปนอนง่ายๆ คุณแอบไปตกลงอะไรกับลูกไว้หรือเปล่า” หญิงสาวถามเสียงเรียบ พร้อมหรี่ตาอย่างจับพิรุธคุณสามี “ทำไมถึงขี้สงสัยจังนะเมียเรา” พ่อหนุ่มกะล่อนเย้าเสียงกลั้วหัวเราะ“ถ้าไม่อยากให้สงสัย ก็ไขข้อข้องใจมาสิคะ” เสียงหวานสวนกลับทันควัน“คุณอยากรู้จริงๆ เหรอทูนหัว ว่าผมไปตกลงอะไรกับลูกไว้” คนเจ้าเล่ห์เลิกคิ้วเป็นเชิงถาม ในใจก็ได้แต่แอบกระหยิ่มยิ้มย่องเพราะเมียรักกำลังจะหลงกล เขาคิดไม่ผิดเลยจริงๆ ที่ทำเป็นบ่ายเบี่ยงไม่ยอมเล่าความจริงให้เธอฟัง และทำเป็นเหมือนไม่สลักสำค
“มารบกวนดึกๆ ดื่นๆ ขนาดนี้อยากตายหรือไงฮะ!” ทันทีที่แง้มประตูออก เดเรคก็เค้นเสียงกระด้างลอดไรฟันด้วยความหงุดหงิดสุดฤทธิ์ ก่อนจะอ้าปากค้างเมื่อเห็นผู้ที่กล้ามากวนใจในยามวิกาล “เรานอนไม่หลับ!” สามวายร้ายตัวจิ๋วต่างพร้อมใจกันตอบโต้ผู้เป็นพ่อด้วยประโยคเหมือนกันเปี๊ยบ สมแล้วที่เป็นฝาแฝดซึ่งคลานจากท้องแม่ในเวลาไล่เลี่ยกันไม่กี่นาที คุณพ่อลูกสี่ทำหน้าเมื่อย พร้อมพ่นลมหายใจออกมาด้วยความเอือมระอา เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าแฝดนรกทั้งสามบุกเข้าห้องนอนของเขากับภรรยาสุดที่รักในยามวิกาล ดีที่ลูกชายคนเล็กยังไม่ประสีประสา ไม่งั้นคงคลานลงจากเตียงมาร่วมผสมโรงกับพวกพี่ชายตัวแสบด้วย“นอนไม่หลับก็ต้องนอน เด็กไม่ควรนอนดึกรู้ไหมไอ้สามทหารเสือ” ผู้เป็นพ่อก้าวขาออกไปเผชิญหน้ากับลูกๆ แล้วค่อยๆ งับประตูลงอย่างเบามือ เพราะเกรงว่าตนกับลูกจะเป็นสาเหตุให้แม่ยอดยาหยีตื่น“เราไม่ใช่เด็ก” พี่ชายคนโตเงยหน้าเถียงคอเป็นเอ็น ก่อนที่ดีแลนและดันแคนจะผสมโรงอย่างชวนปวดหัว “ใช่ เราเป็นหนุ่มแล้ว แถมยังหล่อมากด้วย” “และที่สำคัญเราสามคนมีแฟนแล้วด้วย” ประโยคสุดท้ายนี่ถ้ามารดามาได้ยินคงแทบจะเป็นลมกับความก๋ากั่นของเจ้าลูกชา
“งั้นป้าฝากน้องด้วยนะลูก” โคลอี้กล่าวอย่างยิ้มๆ “ครับผม” ดันแคนพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน ก่อนจะหันไปหานางฟ้าตัวน้อย แล้วก็ต้องฉุนกึก เมื่อแม่หนูแองจี้เดินเข้าไปกอดขาแพนเตอร์ด้วยท่าทางสนิทสนม “แพนเตอร์จ๋า อุ้มๆ” สาวน้อยเงยหน้าทำตาแป๋ว พร้อมเอื้อนเอ่ยออดอ้อนเสียงอ่อนเสียงหวาน จนพ่อหนุ่มมาดขรึมอย่างแพนเตอร์ต้องใจอ่อนยวบ “ช่างอ้อนจริงๆ เลยนะเรา” เสียงห้าวที่เริ่มแตกเนื้อหนุ่มเย้า ขณะเขี่ยแก้มยุ้ยของสาวน้อยอย่างมันเขี้ยว เรียกเสียงหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจจากอีกฝ่าย จากนั้นก็ย่อตัวลงอุ้มร่างจ้ำม่ำไว้ในวงแขน ส่วนอาลาเล่ก็ได้แต่ทำหน้าล้อเลียนพี่ชาย เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ ก่อนจะหันไปทางคู่ปรับตลอดกาล “กินแห้วอีกแล้วล่ะสิ” อาลาเล่ทำหน้าเย้ยๆ ใส่ดันแคน ทำเอาอีกฝ่ายถึงกับรวบมือน้อยกำเป็นหมัดแนบลำตัว ทว่าพยายามไม่แสดงท่าทีใดๆ ออกมาทางสีหน้าและแววตา “อะไร กินแห้วอะไร แองจี้ยังไม่ได้เลือกใครเสียหน่อย” ดันแคนทำเสียงสูงกลบเกลื่อนความอับอายระคนหงุดหงิด เพราะยังไม่ทันจะเริ่มจีบก็เหมือนจะไม่สมหวังเสียแล้ว “งั้นฉันจะทำให้นายหมดหวังเร็วขึ้นก็แล้วกัน” อาลาเล่กล่าวอย่างร้ายกาจ
“พี่แพนเตอร์! พี่อาลาเล่!” สามหนุ่มพากันร้องเสียงดังลั่นด้วยความยินดี แล้ววิ่งหน้าตั้งมาหาสองพี่น้องทายาทตระกูลโบลาโกนี ส่วนแดนนี่ที่ถูกพี่ๆ ทิ้งก็เดินเตาะแตะตามหลังมา พร้อมรอยยิ้มร่าประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาไม่ต่างจากพี่ชายทั้งสาม หลังจากทักทายแพนเตอร์ สามทหารเสือสุดแสบก็พากันกระโจนเข้าไปกอดอาลาเล่ จนเธอแทบหงายหลังล้ม แต่ยังดีที่มีพี่ชายพยุงร่างไว้เสียก่อน “หยุดกอดพี่ได้แล้ว พี่อึดอัด” เสียงหวานเอ่ยออกมาเบาๆ“นั่นสิวะ พวกนายสามคนหยุดกอดน้องสาวฉันเสียที” คนหวงน้องสาวทำเสียงเข้มติดจะห้วนออกคำสั่ง สีหน้าเรียบตึงด้วยความไม่ชอบใจ “แหม…กอดแค่นี้ทำเป็นหวงนะพี่ชาย” ดีแลนเบ้ปากอย่างนึกหมั่นไส้“นั่นสิ ทำหน้าดุอย่างกับว่าเราจะแย่งน้องสาวไปอย่างนั้นแหละ รู้หรอกน่าพี่ชายว่าหวงน้องสาวมากแค่ไหน” เดฟสัพยอกอย่างยิ้มๆ “อาลาเล่ ดันแคนขอจีบได้ไหม” อยู่ๆ ดันแคนก็โพล่งขึ้นกลางวงสนทนา อาลาเล่อ้าปากค้าง เพราะไม่นึกว่าคนที่ทำตัวเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเธอมาตลอดจะมาจีบเอาซะดื้อๆ แถมยังพูดมันออกมาต่อหน้าทุกคนอีกต่างหาก “ดันแคน!” แพนเตอร์ตวาดลั่น ใบหน้าหล่อเหลาถมึงทึงด้วยความไม่สบอารมณ์สุดขีด เพร
สองปีผ่านไปวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ เดเรคพาเมียรักและลูกๆ มาพักผ่อนที่เกาะส่วนตัว โดยไม่ลืมชวนครอบครัวของฟรานเชเซียสกับทวิชา และครอบครัวของแมทธิวกับโคลอี้มาร่วมปาร์ตี้บาร์บีคิวริมหาดด้วย“มาช้านะพวก มัวแต่อ้อนเมียอยู่หรือไงวะ” เจ้าบ้านเอ่ยเป็นเชิงทักทาย พร้อมสัพยอกด้วยท่าทางครื้นเครงตามประสาพ่อหนุ่มขี้เล่นผู้มากอารมณ์ขัน “ก็อยากอ้อนอยู่หรอกนะ ถ้าเมียไม่ติดงาน นี่ก็พาเข้าไปเคลียร์งานก่อนมา ขนาดวันหยุดเมียฉันยังไม่เว้นเลยว่ะ” ฟรานเชเซียสหันไปมองยังเบื้องหลัง ครั้นเห็นทวิชามัวแต่ชี้ชวนลูกดูนั่นดูนี่ เขาก็บ่นอุบเป็นเชิงนินทาเมียรัก เรียกเสียงหัวเราะจากอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี “แล้วเมื่อไรแกจะให้เมียเลิกทำงานวะ”“จนกว่าจะเกษียณอายุโน่นแหละค่ะ นกถึงจะเลิกอาชีพตำรวจ” ยังไม่ทันที่คนถูกถามจะได้อ้าปากโต้ตอบ เสียงหวานก็ดังแทรกขึ้นเสียก่อน ทำให้เจ้าพ่อค้าอาวุธได้แต่ยักไหล่ ราวกับจะบอกเป็นนัยๆ ว่าแล้วแต่แม่เจ้าประคุณจะตัดสินใจเถอะ เพราะคนรักและเคารพเมียอย่างเขาไม่กล้าขัดใจเธออยู่แล้ว “สวัสดีครับคุณนก” เดเรคกล่าวทักทายภรรยาของเพื่อนรักด้วยท่าทางเป็นกันเอง“สวัสดีค่ะคุณเดเรค” ทวิชาเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ก
“ยินดีต้อนรับมาเป็นครอบครัวเดียวกันนะจ๊ะหนูดาด้า” หลังจากชื่นชมหลานชายทั้งสามจนหนำใจมาดามดาเลียก็หันมาพูดกับอารดาด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม “ขอบคุณมากค่ะคุณป้า” เสียงหวานกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ “ว้าย! เรียกคุณป้าไม่ได้จ้ะ ต้องเรียกว่ามัม ไหนลองเรียกมัมสิลูก”“ขอบคุณมากค่ะมัม”“เรียกลุงว่าแด๊ดด้วยนะลูก” “ค่ะแด๊ด” ความว่าง่ายของสาวเจ้าทำให้คนแก่ทั้งคู่ต่างคลี่ยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ“ยินดีต้อนรับเราสามคนด้วยนะหลานย่า” เจ้าของน้ำเสียงอ่อนหวานพูดกับหลานๆ ด้วยรอยยิ้มละมุนละไมที่อัดแน่นไปด้วยความอบอุ่น ขาดคำนางดาเลียก็อดที่จะก้มลงหอมแก้มหลานชายทั้งสามอีกครั้งไม่ได้ “ขอบคุณมากฮะคุณย่า ดันแคนรักคุณย่าที่สุดเลย” “ดีแลนก็รักคุณย่าที่สุดในโลก”“เดฟก็รักคุณย่ามากเหมือนกันครับ” ท่าทีแย่งกันประจบคุณย่าของเจ้าตัวแสบทั้งสามทำให้เดเรคและอารดาต่างพากันอมยิ้มด้วยความเอ็นดูระคนมันเขี้ยว “แล้วไม่รักปู่หรือไงหือ” นายแดเนียลเอ่ยเรียกร้องความสนใจจากหนุ่มน้อยทั้งสาม ครั้นได้ยินดังนั้นสามศรีพี่น้องก็ต่างแจ้นไปซบอกกว้างของคุณปู่อย่างประจบเอาใจ แล้วส่งเสียงเจื้อยแจ้วแย่งกันบอกรักผู้เป็นปู่ เรียกเ
“ป๋าดีใจด้วยจริงๆ ที่ครอบครัวของหนูสมบูรณ์ในที่สุด” “ก็เพราะฝีมือคุณป๋านั่นแหละค่ะ และก็อาจจะมีพี่ต้าเฟิงสมรู้ร่วมคิดด้วย” แม่สาวแสบกล่าวเรียบๆ ในตอนท้ายหันไปมองหน้าผู้เป็นพี่ชายเขม็ง “เฮ้ย! พี่ไม่เกี่ยวนะ อย่ามาปรักปรำกันสิ” ต้าเฟิงออกตัวเสียงดังลั่น ก่อนจะรีบชิ่งหนีทันที ฉะนั้นอารดาจึงเบนสายตา
“แถมยังหล่อมากด้วย” “ถ้าโตเป็นหนุ่มแล้ว แถมยังหล่อมากด้วย เราสามคนก็ต้องพากันไปรอพ่อกับแม่เราในบ้าน โอเคไหม?” ผู้เป็นตาต่อรองด้วยสีหน้ากลั้นยิ้ม “ไม่เอา เราจะไม่ไปไหนทั้งนั้น เราจะรอมามี้กับแด๊ดดี้อยู่ที่นี่” เด็กน้อยทั้งสามต่างส่ายหัวปฏิเสธ แล้วเอ่ยประโยคเดียวกัน สมกับที่เกิดมาเป็นแฝดเสียจร
“หุบปากมึงซะ! ไม่ต้องพล่ามให้มาก เพราะวันนี้คือวันตายของมึงกับเมียมึง ไอ้เดเรค!” ชายชั่วตะโกนลั่นด้วยความเดือดดาลสุดขีด เพราะคนทั้งคู่ที่อยู่ตรงหน้าทำให้เขาต้องหลบหนีตำรวจหัวซุกหัวซุน หลังจากที่อดีตเจ้านายอย่างเจสันถูกจับเข้าคุก แล้วซัดทอดทุกคนที่เกี่ยวข้องรวมทั้งเขาด้วย “งั้นมึงก็แสดงฝีมือให้ดีก็
“ครับทูนหัว” ขาดคำเจ้าของร่างทรงพลังก็ก้าวขาลงบันไดในทางที่ลงยากมาก่อนหนึ่งขั้น จากนั้นเธอก็ก้าวตามด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ พอเท้าบอบบางเหยียบลงบนบันไดขั้นแรกได้สำเร็จ อารดาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เพื่อปลดปล่อยความหวาดกลัวและความกดดันที่อัดแน่นอยู่ภายใน “ถ้ารู้สึกกลัวก็อย่ามองลงไปข้างล่าง แต่ให้จ้อ







