Mag-log in“ให้มันได้อย่างนี้สิยัยดาด้า รถเสียไม่พอ ยังต้องมาเสียจูบแรกให้ไอ้บ้ากามอีก” หญิงสาวบ่นงึมงำ ขณะสาวเท้าไปข้างหน้าชนิดไม่เหลียวหลัง
“เฮ้…เบบี๋ คุณลืมพาหนะเดินทาง” เสียงทุ้มที่ดังไล่หลังมาทำให้อารดาผ่อนฝีเท้าลง อยากจะทึ้งผมตัวเองแรงๆ หรือไม่ก็กรี๊ดให้ลั่น หากแต่ทำได้เพียงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อข่มกลั้นโทสะ ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับเจ้าของร่างสูงสง่าที่เดินตามมา
“รถฉันอยู่ในอู่ซ่อมหน้าปากซอยโน่นย่ะ” หญิงสาวโต้ตอบเสียงแข็ง ก่อนจะกระแทกลมหายใจออกมาแรงๆ อย่างเซ็งจับจิต เธอกำลังจะหลุดพ้นจากเหตุการณ์ชวนปวดหัวอยู่แล้ว แต่เขายังไม่วายรั้งเอาไว้อีก
“ผมหมายถึง…นี่ต่างหากละ” น้ำเสียงครื้นเครงสวนกลับ ขณะชูรองเท้าในมือขึ้น
“เอารองเท้าฉันคืนมา” คนตัวเล็กว่าพลางแบมือไปข้างหน้า
“แหม…ผมเพิ่งรู้นะเนี่ย ว่าซินเดอเรลล่าปี 2014 ไม่สวมรองเท้าแก้วแล้ว แถมยังคิดจะทิ้งรองเท้าตั้งสองข้างให้คนธรรมดาแต่หล่อโคตรอย่างผมไว้ดูต่างหน้าอีกด้วยแฮะ เอ๊ะ…แบบนี้เขาเรียกว่า ‘อ่อย’ หรือเปล่านะ” ท้ายประโยคเหมือนเขาพูดขึ้นมาอย่างลอยๆ แต่มันช่างแสลงหูคนฟังยิ่งนัก
“หยุดกวนประสาทฉัน แล้วส่งรองเท้ามา มันจะได้สิ้นเรื่องสิ้นราวกันเสียที” เจ้าของใบหน้าเรียบตึงกดเสียงต่ำคล้ายออกคำสั่งระคนเหน็บแนม ทว่าแทนที่จะโกรธเดเรคกลับคลี่ยิ้มน้อยๆ แล้วเอ่ยเย้าอย่างอารมณ์ดีเกินควร
“ชุดสีพาสเทล แต่รองเท้าและจีสตริงสีแดง สรุปว่าคุณ ‘อินดี้’ โคตรๆ ผมนับถือจริงๆ ให้ตายสิ!” วาจาที่หลุดออกมาจากเรียวปากร้ายกาจทำให้อารดาหน้าแดงก่ำ ทั้งโกรธและอับอายระคนกัน
“ไอ้คนกวนประสาท ตายซะเถอะ!” ครั้นตั้งท่าจะกระโจนเข้าไปประทุษร้ายเขาให้สาแก่ใจ เธอกลับต้องเป็นฝ่ายอุทานลั่น เพราะเกิดสะดุดขาตัวเองจนเสียหลักเซถลาไปข้างหน้า เสี้ยววินาทีถัดมาดวงตากลมโตพลันเบิกกว้าง เมื่อริมฝีปากอวบอิ่มประกบเข้ากับเรียวปากร้ายกาจอย่างพอดิบพอดี
‘ปากชนปากมีค่าเท่ากับจูบ ตายแล้วยัยดาด้า!’ แม่สาวซุ่มซ่ามคิดอย่างกระดากอาย ทันทีที่ตั้งสติได้เธอก็รีบดันกายออกจากร่างทรงพลังด้วยกิริยาลนลานจนน่าขัน
“ว้าว…ไม่นึกว่าผู้หญิงหน้าบ้านๆ อย่างคุณจะชอบเป็นฝ่ายจู่โจมแบบนี้”
“อย่ามาปรักปรำฉันนะ มันเป็นอุบัติเหตุต่างหากละ”
“โอเคๆ ผมเข้าใจหรอกน่าว่าคุณอาย แต่คราวหน้าถ้าอยากจะจูบผมก็บอกกันดีๆ ก็ได้เบบี๋ เล่นทีเผลอแบบนี้มันไม่เร้าใจรู้ไหม จูบมันต้องมีอารมณ์ร่วมทั้งสองฝ่ายสิมันถึงจะเจ๋ง” วาจาล้อเลียนทำให้ใบหน้ากระจ่างใสร้อนวาบและมีริ้วแดงๆ แต่งแต้มที่พวงแก้มทั้งสองข้าง
“ไอ้…” ยังไม่ทันที่น้ำคำผรุสวาทจะเล็ดลอดออกมาจากเรียวปากสีกุหลาบ เขาก็โพล่งขึ้นมาดักคอเสียก่อน
“โว้ๆๆ หยุดเลยจ้ะเบบี๋ หุบปากที่คุณใช้ ‘ปล้นจูบ’ ผมด่วนเลย เพราะเมื่อกี้คุณเป็นฝ่ายกระโจนเข้ามาจูบผมเองนะ ฉะนั้นผมจึงไม่ผิด และคุณก็ไม่มีสิทธิ์มาประณามผม” เส้นเอ็นตรงข้างขมับของผู้ที่ถูกใส่ความถึงกับตึงเปรี๊ยะขึ้นมาทันควัน พร้อมกันนั้นดวงตาสีนิลก็ฉายแววกราดเกรี้ยวด้วยแรงอารมณ์เต็มพิกัด
“ถ้าวันนี้ฉันไม่ได้ฆ่าไอ้ผู้ชายเฮงซวยอย่างคุณ อย่ามาเรียกฉันว่าอารดาเลย!” หลังจากประกาศกร้าวเธอก็ปรี่เข้าหาเขาอีกรอบ แต่ยังไม่ทันจะถึงตัวพ่อคนช่างยั่วหญิงสาวก็ต้องร้องลั่น
“โอ๊ย…เท้าฉัน!” นัยน์ตากลมโตเบนลงไปมองยังเท้าบอบบางของตัวเอง แล้วเบ้หน้านิดๆ ไอ้ตอนที่เมาเดินเท้าเปล่าก็ไม่รู้สึกอะไร แต่พอสร่างเมานี่สิ…มันเจ็บจี๊ดๆ น่าดู
จากนั้นเจ้าของร่างเพรียวระหงก็เดินกะเผลกไปตรงริมถนน แล้วค่อยๆ นั่งลงบนพื้นคอนกรีต เพื่อตรวจดูสภาพความเสียหายของเท้าทั้งสองข้างอย่างไม่นึกอายแต่อย่างใด เพราะในวินาทีนี้คงไม่มีอะไรน่าขายหน้าไปกว่าการทำกระโปรงเปิดจนเขาเห็นจีสตริงสีแดงอีกแล้ว
“เฮ้อ…พยศจนได้เรื่อง” ชายหนุ่มส่ายหัวและบ่นงึมงำคล้ายเอือมระอา ขณะสาวเท้าก้าวเอื่อยๆ ตามเธอมา
จากนั้นเขาก็ทรุดกายลงนั่งต่อหน้าสาวเจ้า วางรองเท้าของเธอลงบนพื้นถนน แล้วถือวิสาสะคว้าหมับเข้าที่ข้อเท้ากลมกลึง
“ไหน ขอผมดูหน่อย” วินาทีถัดมาเดเรคก็นิ่วหน้าและทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องรู้สึกไม่พอใจกับอีแค่เห็นแผลเล็กๆ ที่เท้าของผู้หญิงแปลกหน้าคนนี้ด้วย ให้ตายเถอะ!
“ไม่ต้องมายุ่ง ปล่อย!” อารดาร้องลั่น มองเขาตาโตด้วยความตระหนก พลางพยายามชักเท้ากลับ
“อยู่เฉยๆ เถอะน่า” เสียงขรึมเอ็ดเบาๆ ก่อนจะล้วงเอาอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าหลังของกางเกงยีนส์ยี่ห้อดัง
“เฮ้ย…คุณจะทำอะไรน่ะ อย่านะ ปล่อยเท้าฉันเดี๋ยวนี้ ปล่อย!” คนตัวเล็กร้องห้ามปรามเสียงหลง ขณะพยายามตีมืออีกฝ่ายพัลวัน
“ผมไม่ทำอะไรคุณหรอกน่า ก็แค่จะปิดปลาสเตอร์ให้” เขาว่าพร้อมกับชูปลาสเตอร์ขึ้น เนื่องจากเมื่อตอนเด็กๆ เดเรคมักจะมีเรื่องชกต่อยและทะเลาะวิวาทเป็นประจำ ซึ่งทุกครั้งก็จะมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยื่นปลาสเตอร์ให้ แถมยังบอกให้เขาพกมันติดตัวเอาไว้ จนเมื่อเธอหายไปจากชีวิต ถึงแม้ว่าปัจจุบันเขาจะจำชื่อและหน้าตาของเธอไม่ได้แล้ว แต่เดเรคก็ติดนิสัยพกปลาสเตอร์ไปโดยปริยาย
“นี่คุณ…”
“ใช่ ผมชอบพกปลาสเตอร์ติดตัว แต่อย่าหัวเราะผมเชียวนะ ไม่งั้นคุณโดนจูบจนปากเปื่อยแน่” ในตอนต้นเขาพูดราวกับรู้เท่าทันว่าเธอจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา ตบท้ายด้วยการคาดโทษ จากนั้นเจ้าของใบหน้าแดงก่ำก็ทำทีก้มลงสำรวจแผลตรงเท้าของอีกฝ่ายเพื่อกลบเกลื่อนความอับอาย ที่ผู้ชายอกสามศอกอย่างเขามีมุมประหลาดเช่นนี้
ส่วนอารดานั้นก็ถึงขั้นอ้าปากค้าง เพราะหนุ่มหล่อตรงหน้าชอบพกปลาสเตอร์เหมือนเธอเปี๊ยบเลย มันเหมือนกันมากจนทำให้เธออดนึกถึงใครบางคนที่ติดอยู่ในห้วงความทรงจำไม่ได้ ก่อนจะสะบัดศีรษะขับไล่ความฟุ้งซ่าน แล้วพุ่งสายตาสีนิลโฟกัสไปที่ใบหน้าหล่อลากไส้
‘ไม่น่าเชื่อว่าผู้ชายมาดกวนคนนี้จะพกปลาสเตอร์ด้วย น่ารักจังเลย’ ความอ่อนโยนที่แฝงอยู่ในความกร้าวกระด้างนั้นทำให้หญิงสาวเผลอนึกเอ็นดู และแอบอมยิ้มน้อยๆ อย่างไม่รู้ตัว
“เอ่อ…ไม่จ้ะ ลูกมาขอนอนด้วย” เมื่อโดนเมียรักคาดคั้นเดเรคก็สารภาพออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบัง เพราะกลัวแม่ยอดรักจะทำแง่งอนจนไม่ยอมให้เขานอนกอด“แล้วทำไมไม่ให้ลูกเข้ามานอนด้วยล่ะคะ เตียงเราออกจะกว้าง” คุณแม่จอมแสบทำหน้ายุ่งไม่ต่างจากลูกชายเมื่อสักครู่เท่าไร่นัก จนเขาต้องบีบจมูกรั้นอย่างมันเขี้ยว “ที่รักไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะ เด็กๆ ไปนอนแล้ว ส่วนเราสองคนก็อย่ามัวแต่คุยกันอยู่เลย นอนดีกว่านะเมียจ๋า” ขาดคำเขาก็ตั้งท่าจะรวบร่างอรชรเข้าสู่อ้อมอก ทว่าเธอกลับขยับกายหนีเสียก่อน “ไม่ต้องมาทำเฉไฉเลยนะคะ บอกดาด้ามาซะดีๆ ว่าทำไมเจ้าสามแสบถึงยอมไปนอนง่ายๆ คุณแอบไปตกลงอะไรกับลูกไว้หรือเปล่า” หญิงสาวถามเสียงเรียบ พร้อมหรี่ตาอย่างจับพิรุธคุณสามี “ทำไมถึงขี้สงสัยจังนะเมียเรา” พ่อหนุ่มกะล่อนเย้าเสียงกลั้วหัวเราะ“ถ้าไม่อยากให้สงสัย ก็ไขข้อข้องใจมาสิคะ” เสียงหวานสวนกลับทันควัน“คุณอยากรู้จริงๆ เหรอทูนหัว ว่าผมไปตกลงอะไรกับลูกไว้” คนเจ้าเล่ห์เลิกคิ้วเป็นเชิงถาม ในใจก็ได้แต่แอบกระหยิ่มยิ้มย่องเพราะเมียรักกำลังจะหลงกล เขาคิดไม่ผิดเลยจริงๆ ที่ทำเป็นบ่ายเบี่ยงไม่ยอมเล่าความจริงให้เธอฟัง และทำเป็นเหมือนไม่สลักสำค
“มารบกวนดึกๆ ดื่นๆ ขนาดนี้อยากตายหรือไงฮะ!” ทันทีที่แง้มประตูออก เดเรคก็เค้นเสียงกระด้างลอดไรฟันด้วยความหงุดหงิดสุดฤทธิ์ ก่อนจะอ้าปากค้างเมื่อเห็นผู้ที่กล้ามากวนใจในยามวิกาล “เรานอนไม่หลับ!” สามวายร้ายตัวจิ๋วต่างพร้อมใจกันตอบโต้ผู้เป็นพ่อด้วยประโยคเหมือนกันเปี๊ยบ สมแล้วที่เป็นฝาแฝดซึ่งคลานจากท้องแม่ในเวลาไล่เลี่ยกันไม่กี่นาที คุณพ่อลูกสี่ทำหน้าเมื่อย พร้อมพ่นลมหายใจออกมาด้วยความเอือมระอา เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าแฝดนรกทั้งสามบุกเข้าห้องนอนของเขากับภรรยาสุดที่รักในยามวิกาล ดีที่ลูกชายคนเล็กยังไม่ประสีประสา ไม่งั้นคงคลานลงจากเตียงมาร่วมผสมโรงกับพวกพี่ชายตัวแสบด้วย“นอนไม่หลับก็ต้องนอน เด็กไม่ควรนอนดึกรู้ไหมไอ้สามทหารเสือ” ผู้เป็นพ่อก้าวขาออกไปเผชิญหน้ากับลูกๆ แล้วค่อยๆ งับประตูลงอย่างเบามือ เพราะเกรงว่าตนกับลูกจะเป็นสาเหตุให้แม่ยอดยาหยีตื่น“เราไม่ใช่เด็ก” พี่ชายคนโตเงยหน้าเถียงคอเป็นเอ็น ก่อนที่ดีแลนและดันแคนจะผสมโรงอย่างชวนปวดหัว “ใช่ เราเป็นหนุ่มแล้ว แถมยังหล่อมากด้วย” “และที่สำคัญเราสามคนมีแฟนแล้วด้วย” ประโยคสุดท้ายนี่ถ้ามารดามาได้ยินคงแทบจะเป็นลมกับความก๋ากั่นของเจ้าลูกชา
“งั้นป้าฝากน้องด้วยนะลูก” โคลอี้กล่าวอย่างยิ้มๆ “ครับผม” ดันแคนพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน ก่อนจะหันไปหานางฟ้าตัวน้อย แล้วก็ต้องฉุนกึก เมื่อแม่หนูแองจี้เดินเข้าไปกอดขาแพนเตอร์ด้วยท่าทางสนิทสนม “แพนเตอร์จ๋า อุ้มๆ” สาวน้อยเงยหน้าทำตาแป๋ว พร้อมเอื้อนเอ่ยออดอ้อนเสียงอ่อนเสียงหวาน จนพ่อหนุ่มมาดขรึมอย่างแพนเตอร์ต้องใจอ่อนยวบ “ช่างอ้อนจริงๆ เลยนะเรา” เสียงห้าวที่เริ่มแตกเนื้อหนุ่มเย้า ขณะเขี่ยแก้มยุ้ยของสาวน้อยอย่างมันเขี้ยว เรียกเสียงหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจจากอีกฝ่าย จากนั้นก็ย่อตัวลงอุ้มร่างจ้ำม่ำไว้ในวงแขน ส่วนอาลาเล่ก็ได้แต่ทำหน้าล้อเลียนพี่ชาย เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ ก่อนจะหันไปทางคู่ปรับตลอดกาล “กินแห้วอีกแล้วล่ะสิ” อาลาเล่ทำหน้าเย้ยๆ ใส่ดันแคน ทำเอาอีกฝ่ายถึงกับรวบมือน้อยกำเป็นหมัดแนบลำตัว ทว่าพยายามไม่แสดงท่าทีใดๆ ออกมาทางสีหน้าและแววตา “อะไร กินแห้วอะไร แองจี้ยังไม่ได้เลือกใครเสียหน่อย” ดันแคนทำเสียงสูงกลบเกลื่อนความอับอายระคนหงุดหงิด เพราะยังไม่ทันจะเริ่มจีบก็เหมือนจะไม่สมหวังเสียแล้ว “งั้นฉันจะทำให้นายหมดหวังเร็วขึ้นก็แล้วกัน” อาลาเล่กล่าวอย่างร้ายกาจ
“พี่แพนเตอร์! พี่อาลาเล่!” สามหนุ่มพากันร้องเสียงดังลั่นด้วยความยินดี แล้ววิ่งหน้าตั้งมาหาสองพี่น้องทายาทตระกูลโบลาโกนี ส่วนแดนนี่ที่ถูกพี่ๆ ทิ้งก็เดินเตาะแตะตามหลังมา พร้อมรอยยิ้มร่าประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาไม่ต่างจากพี่ชายทั้งสาม หลังจากทักทายแพนเตอร์ สามทหารเสือสุดแสบก็พากันกระโจนเข้าไปกอดอาลาเล่ จนเธอแทบหงายหลังล้ม แต่ยังดีที่มีพี่ชายพยุงร่างไว้เสียก่อน “หยุดกอดพี่ได้แล้ว พี่อึดอัด” เสียงหวานเอ่ยออกมาเบาๆ“นั่นสิวะ พวกนายสามคนหยุดกอดน้องสาวฉันเสียที” คนหวงน้องสาวทำเสียงเข้มติดจะห้วนออกคำสั่ง สีหน้าเรียบตึงด้วยความไม่ชอบใจ “แหม…กอดแค่นี้ทำเป็นหวงนะพี่ชาย” ดีแลนเบ้ปากอย่างนึกหมั่นไส้“นั่นสิ ทำหน้าดุอย่างกับว่าเราจะแย่งน้องสาวไปอย่างนั้นแหละ รู้หรอกน่าพี่ชายว่าหวงน้องสาวมากแค่ไหน” เดฟสัพยอกอย่างยิ้มๆ “อาลาเล่ ดันแคนขอจีบได้ไหม” อยู่ๆ ดันแคนก็โพล่งขึ้นกลางวงสนทนา อาลาเล่อ้าปากค้าง เพราะไม่นึกว่าคนที่ทำตัวเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเธอมาตลอดจะมาจีบเอาซะดื้อๆ แถมยังพูดมันออกมาต่อหน้าทุกคนอีกต่างหาก “ดันแคน!” แพนเตอร์ตวาดลั่น ใบหน้าหล่อเหลาถมึงทึงด้วยความไม่สบอารมณ์สุดขีด เพร
สองปีผ่านไปวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ เดเรคพาเมียรักและลูกๆ มาพักผ่อนที่เกาะส่วนตัว โดยไม่ลืมชวนครอบครัวของฟรานเชเซียสกับทวิชา และครอบครัวของแมทธิวกับโคลอี้มาร่วมปาร์ตี้บาร์บีคิวริมหาดด้วย“มาช้านะพวก มัวแต่อ้อนเมียอยู่หรือไงวะ” เจ้าบ้านเอ่ยเป็นเชิงทักทาย พร้อมสัพยอกด้วยท่าทางครื้นเครงตามประสาพ่อหนุ่มขี้เล่นผู้มากอารมณ์ขัน “ก็อยากอ้อนอยู่หรอกนะ ถ้าเมียไม่ติดงาน นี่ก็พาเข้าไปเคลียร์งานก่อนมา ขนาดวันหยุดเมียฉันยังไม่เว้นเลยว่ะ” ฟรานเชเซียสหันไปมองยังเบื้องหลัง ครั้นเห็นทวิชามัวแต่ชี้ชวนลูกดูนั่นดูนี่ เขาก็บ่นอุบเป็นเชิงนินทาเมียรัก เรียกเสียงหัวเราะจากอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี “แล้วเมื่อไรแกจะให้เมียเลิกทำงานวะ”“จนกว่าจะเกษียณอายุโน่นแหละค่ะ นกถึงจะเลิกอาชีพตำรวจ” ยังไม่ทันที่คนถูกถามจะได้อ้าปากโต้ตอบ เสียงหวานก็ดังแทรกขึ้นเสียก่อน ทำให้เจ้าพ่อค้าอาวุธได้แต่ยักไหล่ ราวกับจะบอกเป็นนัยๆ ว่าแล้วแต่แม่เจ้าประคุณจะตัดสินใจเถอะ เพราะคนรักและเคารพเมียอย่างเขาไม่กล้าขัดใจเธออยู่แล้ว “สวัสดีครับคุณนก” เดเรคกล่าวทักทายภรรยาของเพื่อนรักด้วยท่าทางเป็นกันเอง“สวัสดีค่ะคุณเดเรค” ทวิชาเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ก
“ยินดีต้อนรับมาเป็นครอบครัวเดียวกันนะจ๊ะหนูดาด้า” หลังจากชื่นชมหลานชายทั้งสามจนหนำใจมาดามดาเลียก็หันมาพูดกับอารดาด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม “ขอบคุณมากค่ะคุณป้า” เสียงหวานกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ “ว้าย! เรียกคุณป้าไม่ได้จ้ะ ต้องเรียกว่ามัม ไหนลองเรียกมัมสิลูก”“ขอบคุณมากค่ะมัม”“เรียกลุงว่าแด๊ดด้วยนะลูก” “ค่ะแด๊ด” ความว่าง่ายของสาวเจ้าทำให้คนแก่ทั้งคู่ต่างคลี่ยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ“ยินดีต้อนรับเราสามคนด้วยนะหลานย่า” เจ้าของน้ำเสียงอ่อนหวานพูดกับหลานๆ ด้วยรอยยิ้มละมุนละไมที่อัดแน่นไปด้วยความอบอุ่น ขาดคำนางดาเลียก็อดที่จะก้มลงหอมแก้มหลานชายทั้งสามอีกครั้งไม่ได้ “ขอบคุณมากฮะคุณย่า ดันแคนรักคุณย่าที่สุดเลย” “ดีแลนก็รักคุณย่าที่สุดในโลก”“เดฟก็รักคุณย่ามากเหมือนกันครับ” ท่าทีแย่งกันประจบคุณย่าของเจ้าตัวแสบทั้งสามทำให้เดเรคและอารดาต่างพากันอมยิ้มด้วยความเอ็นดูระคนมันเขี้ยว “แล้วไม่รักปู่หรือไงหือ” นายแดเนียลเอ่ยเรียกร้องความสนใจจากหนุ่มน้อยทั้งสาม ครั้นได้ยินดังนั้นสามศรีพี่น้องก็ต่างแจ้นไปซบอกกว้างของคุณปู่อย่างประจบเอาใจ แล้วส่งเสียงเจื้อยแจ้วแย่งกันบอกรักผู้เป็นปู่ เรียกเ
“ป๋าดีใจด้วยจริงๆ ที่ครอบครัวของหนูสมบูรณ์ในที่สุด” “ก็เพราะฝีมือคุณป๋านั่นแหละค่ะ และก็อาจจะมีพี่ต้าเฟิงสมรู้ร่วมคิดด้วย” แม่สาวแสบกล่าวเรียบๆ ในตอนท้ายหันไปมองหน้าผู้เป็นพี่ชายเขม็ง “เฮ้ย! พี่ไม่เกี่ยวนะ อย่ามาปรักปรำกันสิ” ต้าเฟิงออกตัวเสียงดังลั่น ก่อนจะรีบชิ่งหนีทันที ฉะนั้นอารดาจึงเบนสายตา
“แถมยังหล่อมากด้วย” “ถ้าโตเป็นหนุ่มแล้ว แถมยังหล่อมากด้วย เราสามคนก็ต้องพากันไปรอพ่อกับแม่เราในบ้าน โอเคไหม?” ผู้เป็นตาต่อรองด้วยสีหน้ากลั้นยิ้ม “ไม่เอา เราจะไม่ไปไหนทั้งนั้น เราจะรอมามี้กับแด๊ดดี้อยู่ที่นี่” เด็กน้อยทั้งสามต่างส่ายหัวปฏิเสธ แล้วเอ่ยประโยคเดียวกัน สมกับที่เกิดมาเป็นแฝดเสียจร
“หุบปากมึงซะ! ไม่ต้องพล่ามให้มาก เพราะวันนี้คือวันตายของมึงกับเมียมึง ไอ้เดเรค!” ชายชั่วตะโกนลั่นด้วยความเดือดดาลสุดขีด เพราะคนทั้งคู่ที่อยู่ตรงหน้าทำให้เขาต้องหลบหนีตำรวจหัวซุกหัวซุน หลังจากที่อดีตเจ้านายอย่างเจสันถูกจับเข้าคุก แล้วซัดทอดทุกคนที่เกี่ยวข้องรวมทั้งเขาด้วย “งั้นมึงก็แสดงฝีมือให้ดีก็
“ครับทูนหัว” ขาดคำเจ้าของร่างทรงพลังก็ก้าวขาลงบันไดในทางที่ลงยากมาก่อนหนึ่งขั้น จากนั้นเธอก็ก้าวตามด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ พอเท้าบอบบางเหยียบลงบนบันไดขั้นแรกได้สำเร็จ อารดาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เพื่อปลดปล่อยความหวาดกลัวและความกดดันที่อัดแน่นอยู่ภายใน “ถ้ารู้สึกกลัวก็อย่ามองลงไปข้างล่าง แต่ให้จ้อ







