Mag-log inหลังจากเขียนราชโองการประทับตราพระราชลัญจกรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลี่เสวียนฮ่องเต้จึงได้พระราชทานม้วนราชโองการที่เป็นลายลักษณ์อักษรให้แก่รุ่ยอ๋องหลี่ไท่หลงอย่างเป็นทางการ หลี่ไท่หลงคุกเข่าลงรับราชโองการแล้วคำนับอย่างเต็มพิธีการ
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ”
“แม่ของเจ้าน่าจะอยากได้ยินเรื่องนี้จากปากเจ้า เจ้าไปพบนางด้วยตนเองสักครั้งเถิด หลงเอ๋อร์ท่านแม่ของเจ้านางรักเจ้ามาก เรื่องที่เกิดขึ้นหาใช่ความผิดของนาง แต่เป็นความผิดของข้าเจ้าจะพาลไปโกรธเคืองนางเช่นนี้ไม่ได้” เมื่อหลี่เสวียนฮ่องเต้ทรงตรัสเช่นนี้รุ่ยอ๋องที่ยังคงคุกเข่าอยู่จึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“สตรีที่ทอดทิ้งครอบครัวของตนเองเพื่อตอบสนองความทะเยอทะยานจะสามารถรักผู้ใดได้อย่างจริงใจ เสด็จพ่อเองก็ทรงระวังพระองค์เอาไว้เถิดนางมีใจให้เสด็จพ่อสักกี่ส่วนกัน ทรงคิดไม่ได้จริงๆ หรือ ว่าแท้จริงแล้วในตอนนั้นนางหวังอยากให้ลูกครอบครองแค่เพียงตำแหน่งองค์รัชทายาทเพียงเท่านั้น” เมื่อรุ่ยอ๋องเอ่ยออกมาเช่นนี้แท่นฝนหมึกที่วางอยู่บนแท่นทรงพระอักษรก็ถูกหลี่เสวียนฮ่องเต้หยิบขึ้นมาแล้วปาเข้าใส่ใบหน้าของรุ่ยอ๋องในทันที
“... ทำไมเจ้าจึงไม่หลบ!” หลี่เสวียนฮ่องเต้ทรงตรัสถามออกมาเมื่อเห็นว่าแท่นฝนหมึกกระแทกเข้ากับหางคิ้วของรุ่ยอ๋องจนปริแตก โลหิตสีแดงสดที่หยดลงมาทำให้หลี่เสวียนฮ่องเต้รีบเสด็จมาทอดพระเนตรบาดแผลด้วยพระองค์เองด้วยความปวดพระทัย
“ลูกเอ่ยวาจาล่วงเกินเสด็จพ่อ ถือว่าสมควรแล้ว” เมื่อรุ่ยอ๋องเอ่ยออกมาเช่นนี้ฝ่าพระหัตถ์ที่กำลังจะยื่นมาสัมผัสกับบาดแผลพลันชะงักไปในทันที
“วังหลวงแห่งนี้เมื่อเข้ามาแล้วก็ยากยิ่งนักที่จะยังเป็นเช่นเดิมได้ แม่ของเจ้าเองก็เช่นกัน เพื่อให้เจ้าได้ขึ้นไปตำแหน่งที่สูงที่สุด เพื่อให้เจ้าอยู่รอดปลอดภัยในวันข้างหน้า นางย่อมจะต้องวางแผนเพื่อเจ้าเป็นธรรมดา เพียงแต่ผู้คนสามารถควบคุมได้แต่ภัยธรรมชาติไม่อาจจะควบคุมได้ นางที่นั่งวางแผนในวังหลังจะสามารถล่วงรู้ได้อย่างไร ว่าทั้งบิดาและพี่ชายกำลังเผชิญกับสิ่งใดอยู่” หลี่เสวียนฮ่องเต้ทรงตรัสออกมาด้วยความเศร้าเสียพระทัย
“ทุกอย่างล้วนเป็นความผิดของข้า ทั้งๆ ที่ เป็นใหญ่เหนือผู้คนแต่กลับไม่สามารถมอบความรู้สึกของการถูกปกป้องและความปลอดภัยในชีวิตให้แก่นางไม่ได้” เมื่อหลี่เสวียนฮ่องเต้ทรงตรัสเช่นนี้รุ่ยอ๋องก็แค่นหัวเราะออกมา
“เสด็จพ่อจะทรงเชื่อเช่นนั้นก็ตามพระทัย อีกไม่นานลูกก็จะไปแดนเหนือแล้ว” เมื่อรุ่ยอ๋องตรัสเช่นนี้หลี่เสวียนฮ่องเต้ก็ทรงตวาดออกมาในทันที
“ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าถ้าเจ้ารั้งอยู่ในเมืองหลวง ข้าจะส่งเงินช่วยเหลือไปที่แดนเหนือให้เจ้า แต่หากเจ้ากลับไปข้ารับรองได้เลยว่าแม้แต่เงินสักเหวินเดียวข้าก็จะไม่ให้เจ้า” ถ้อยคำประโยคนี้ของหลี่เสวียนฮ่องเต้ทำให้รุ่ยอ๋องคิดถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมาได้ในทันที
“เสด็จพ่อทรงวางพระทัยเถิด ลูกก็คงจะเหมือนเสด็จพ่อที่ต้องรับฟังความต้องการของชายาก่อน หากนางอยากให้ลูกรั้งอยู่ที่นี่ลูกก็จะรั้งอยู่ตามใจนาง ดังนั้นเรื่องเงินที่ลูกร้องขอทรงเตรียมเอาไว้ได้เลย ลูกเชื่อว่านางคงจะรั้งอยู่ที่นี่อีกสักพัก รอให้การละเล่นของเสด็จพ่อและเจิ้งกั๋วกงจบสิ้นลงเมื่อไหร่ นางก็คงจะติดตามลูกกลับไปยังดินแดนทางเหนืออย่างแน่นอน” เมื่อเอ่ยจบสายตาของรุ่ยอ๋องก็ตวัดไปทางฉากกั้นอีกครั้งแล้วจึงได้ขยับกายลุกขึ้น
“โทสะของนางไม่ธรรมดาเลย หวังว่าท่านพ่อตาจะใคร่ครวญให้ดี” เมื่อเอ่ยจบรุ่ยอ๋องก็คารวะอำลาทั้งหลี่เสวียนฮ่องเต้และคนที่อยู่หลังฉากกั้นแล้วหลังจากนั้นจึงได้เดินจากไป
“จะทำอย่างไรดี เจ้าไม่อยากให้บุตรสาวแต่งเข้าตำหนักบูรพามาเป็นสะใภ้ของข้า แต่ยามนี้นางกลายเป็นสะใภ้ของข้าแล้วเหลือแค่เพียงข้าทำให้ตำแหน่งรัชทายาทตกเป็นของหลงเอ๋อร์ของข้าเพียงเท่านั้น เฝิงซวี่หนอเฝิงซวี่เจ้าวางแผนเล่นงานคนมาทั้งชีวิตเคยคิดบ้างไหมว่าจะมีวันที่เจ้าทำผิดพลาดเช่นนี้” หลี่เสวียนฮ่องเต้ทรงตรัสออกมาพลางเสด็จไปทางด้านหลังฉากกั้น
“แค่จะยกตำแหน่งรัชทายาทให้พระโอรสองค์โตฝ่าบาทยังทรงทำไม่สำเร็จ ยามนี้แผนการของกระหม่อมก็แค่ผิดพลาดไปบ้างเพียงเท่านั้นยังไม่ถึงขั้นล้มเหลวไม่เป็นท่าหรอกพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อเฝิงซวี่เอ่ยออกมาเช่นนี้หลี่เสวียนฮ่องเต้ก็ทอดถอนพระทัยออกมา
“ข้ามันไร้ความสามารถ แค่อยากจะยกตำแหน่งผู้สืบทอดให้โอรสองค์โตข้ายังทำไม่ได้เลย แต่เจ้ากลับไร้ความสามารถมากกว่า แค่พยายามจะสร้างความฮึกเหิมให้แก่บุตรชายคนโตก็ยังทำไม่สำเร็จเลย” ถ้อยคำของหลี่เสวียนฮ่องเต้ทำให้เฝิงซวี่นิ่วหน้า ยามนี้ค่ายวิหคเพลิงยังไม่มีการเคลื่อนไหว หรือว่าเขาจะต้องแสร้งตายไปจริงๆ ลูกชายของเขาจึงจะคิดได้
“ถึงอย่างไรเรื่องการยกเลิกการแต่งงานระหว่างบุตรสาวของกระหม่อมกับองค์รัชทายาทก็นับว่าสามารถทำได้สำเร็จแล้ว ทัพวิหคเพลิงของกระหม่อมรอดพ้นจากองค์รัชทายาทอย่างแน่นอนแล้ว ตอนนี้ทำได้แค่เพียงแสร้งปล่อยให้เรื่องราวเป็นไปตามแผนการขององค์ฮองเฮาไปก่อน หลังจากนั้นค่อยลงมือรวบแหขึ้นมาเพื่อจับตัวผู้คิดก่อการกบฏทั้งหมดเพียงเท่านั้น ส่วนหยวนเอ๋อร์เขาจะคิดได้หรือไม่ก็ช่างเขาเถิด” เฝิงซวี่เอ่ยออกมาพลางนิ่วหน้าเมื่อคิดถึงบุตรสาวของตนเอง
“ถ้าไม่มีรุ่ยอ๋องเข้ามายุ่ง แผนการก็คงจะราบรื่นมากกว่านี้ เหตุใดฝ่าบาทจึงต้องเรียกตัวรุ่ยอ๋องเข้าเมืองหลวงในช่วงนี้ด้วย ทรงตั้งพระทัยใช่หรือไม่” คำถามของเฝิงซวี่ทำให้หลี่เสวียนฮ่องเต้รีบส่ายพระพักตร์ในทันที
“ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่รังเกียจสตรีเป็นชีวิตจิตใจอย่างลูกชายของข้าจะไปชื่นชอบบุตรสาวของเจ้า และเท่าที่คนของเจ้ารายงานมาเป็นบุตรสาวของเจ้ามิใช่หรือที่เป็นฝ่ายไปหาลูกชายของข้าเอง ต่อให้ข้าเฉลียวฉลาดมากเพียงใดข้าก็ไม่มีทางจะวางแผนจนถึงขั้นทำให้บุตรสาวของเจ้าวิ่งไปหาหลงเอ๋อร์ของข้าได้หรอก ข้าบอกเจ้าแล้วว่าแค่ปลดนางจากตำแหน่งท่านหญิงก็พอ แต่เจ้ายังบอกให้ข้ายึดทรัพย์นางด้วย น่าสงสารหมิงเยวี่ย นางคงจะต้องรู้สึกอับจนหนทางมากเป็นแน่จึงได้วิ่งไปขอตำแหน่งพระชายาเอกจากหลงเอ๋อร์เช่นนั้น” เมื่อหลี่เสวียนฮ่องเต้ตรัสออกมาเช่นนี้เฝิงซวี่ก็กระอักโลหิตออกมา
“ซวี่! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง พิษในร่างยังถอนออกมาไม่หมดอีกหรือ” เมื่อหลี่เสวียนฮ่องเต้ตรัสถามเช่นนี้เฝิงซวี่ก็ส่ายหน้า
“พิษในร่างถอนหมดแล้ว แต่ความบอบช้ำภายในใจของกระหม่อมกลับรุนแรงกว่า บุตรชายก็แสร้งตายเพียงเพราะยอมพ่ายแพ้ให้กับความพิการของร่างกาย ส่วนบุตรสาวก็ช่างร้ายกาจยิ่งนัก เพื่อแก้แค้นบุรุษคนหนึ่งถึงกับเอาตัวเองไปมอบให้กับบุรุษอีกคน ตอนนี้ฝูเอ๋อร์ที่อยู่บนสวรรค์คงจะมองลงมาที่กระหม่อมด้วยความแค้นใจแล้วกระหม่อมเลี้ยงดูลูกๆ จนออกมาเป็นเช่นนี้ ยามนี้นางคงจะต้องแช่งชักหักกระดูกกระหม่อมอยู่แน่ๆ” คำพูดของเฝิงซวี่ทำให้หลี่เสวียนฮ่องเต้ทรงทอดถอนพระทัยออกมาด้วยความอัดอั้นพระทัย
“ลูก เลี้ยงได้แต่ตัวเพียงเท่านั้น ดูอย่างหลงเอ๋อร์ของข้าสิทุกวันนี้ยอมอยู่แดนเหนือดีกว่ากลับเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง ตำแหน่งองค์รัชทายาทที่ข้ากับมารดาของเข้าตั้งใจจะมอบให้เขากลับไม่ต้องการ ส่วนหยางเอ๋อร์นั้นแม้ภายนอกจะเพียบพร้อมสมบูรณ์แบบแต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานอย่างหลงผิด รู้ทั้งรู้ว่าตำแหน่งองค์รัชทายาทไม่ใช่ของตนแต่กลับยังอยากแย่งชิงไป เขาถูกฮองเฮาชักจูงจนไม่มีความคิดเป็นของตนเองแล้ว แม้แต่สตรีในดวงใจก็ยอมทอดทิ้งได้เพื่อความเป็นใหญ่ของตนเอง” ถ้อยคำของหลี่เสวียนฮ่องเต้ทำให้เฝิงซวี่พลันทอดถอนใจตาม
หาก “ลูก” ของหลี่เสวียนฮ่องเต้เป็นแค่เพียงคุณชายทั่วไปในเมืองหลวงย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ “ลูก” ของหลี่เสวียนฮ่องเต้กลับเป็นองค์ชายของแคว้น ไม่ว่าพวกเขามีจิตคิดจะทำการใด ล้วนก่อให้เกิดผลกระทบกับคนทั้งแคว้น ในฐานะที่เขาเป็นแม่ทัพใหญ่ของแคว้นย่อมไม่อาจจะนั่งมอง “ลูก” ของหลี่เสวียนฮ่องเต้ทำให้ดินแดนที่เขาใช้ทั้งหยาดเหงื่อแรงกายรวมไปถึงเลือดเนื้อแลกมาต้องได้รับความเดือดร้อนโดยไม่ลงมือทำสิ่งใดได้
ภัตตาคารฝูไหลคือภัตตาคารเลื่องชื่อในเมืองหลง ไม่ใช่แค่เพียงผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวงที่มาดื่มกินที่นี่แม้แต่เชื้อพระวงศ์อันสูงศักดิ์ก็ยังมาที่ภัตตาคารแห่งนี้เป็นประจำ หยวนเฟยหยางเองก็มักจะมาสังสรรค์กับสหายที่ล้วนเป็นคุณชายใหญ่ในเมืองหลวงที่นี่ ห้องรับรองที่เขาจองเป็นประจำอยู่บนชั้นสองของร้าน นับเป็นห้องรับรองที่ดีมากที่สุดของภัตตาคารมีน้อยคนนักที่จะรู้ว่าแท้จริงแล้วภัตตาคารแห่งนี้เป็นกิจการขององค์หญิงใหญ่หลี่เลี่ยงเฟิ่ง นอกจากห้องรับรองพิเศษสำหรับแขกผู้สูงศักดิ์ที่ยินดีจะจ่ายเงินมากยิ่งขึ้นเพื่อจะได้นั่งดื่มกินในห้องรับรองอันหรูหราและมีความเป็นส่วนตัว ภัตตาคารแห่งนี้ยังมีห้องรับรองที่มีความพิเศษมากขึ้นไปอีกนั่นก็คือห้องรับรองส่วนตัวของเจ้าของกิจการอย่างองค์หญิงใหญ่หลี่เลี่ยงเฟิ่งองค์หญิงใหญ่และหยวนเฟยหยางเคยขัดแย้งกันมาหลายครั้ง แม้ว่าเขาจะมีอายุมากกว่านางและองค์รัชทายาทแค่เพียงห้าปี แต่เขากลับเป็นอาจารย์ที่หลี่ไท่หลงเชื้อเชิญมาสอนพระโอรสและพระธิดา องค์ชายทั้งสามทั้งเคารพและเชื่อฟังอาจารย์ผู้นี้แถมยังยกย่องว่าเขาไม่เพียงสอนให้เข้าใจง่ายกว่าอาจารย์คนก่อนๆ ที่แก่ชรา แต่ยังมักจะทำตัวเป็น
นิ่งซูชิงจ้องมององค์รัชทายาทด้วยสายตาอันแน่วแน่แล้วจึงได้เอ่ยถามองค์รัชทายาทออกมาตามตรง“อ้อ! ทรงเคยตรัสออกมาเช่นนี้เลยหรือเพคะ” คำถามของนิ่งซูชิงทำให้องค์รัชทายาทรีบดึงร่างของนางมาโอบกอดเอาไว้ในทันที“ข้าเคยพูดเช่นนั้นจริงๆ แต่ความรู้สึกของข้าทั้งจริงจังและซื่อตรงมากกว่านั้น ข้ารักเจ้ามาก รักมาตั้งแต่เริ่มจะเรียนรู้เรื่องความรักฉันท์หนุ่มสาว ข้าทำใจไม่ได้หากตนเองจะไม่ได้ครองคู่กับเจ้า ดังนั้นจึงสามารถทำทุกวิธีเพื่อที่จะได้เจ้ามาครอบครอง” คำพูดขององค์รัชทายาททำให้นิ่งซูชิงยิ้มออกมา นางเอนกายซบร่างของเขาแล้วเอ่ยออกมาเบาๆ“เช่นนั้นก็ทรงประกาศออกไปตามตรงเถิดเพคะ ว่าทรงตั้งพระทัยว่าจะไม่รับพระชายารองและอนุแล้ว สตรีเหล่านั้นจะได้ไม่ต้องหาเรื่องตายให้ตนเอง ไม่ใช่ว่าหม่อมฉันเป็นห่วงพวกนางหรอกนะเพคะ พวกนางกล้าคิดจะแย่งชิงองค์รัชทายาทกับหม่อมฉัน หม่อมฉันย่อมไม่คิดจะปรานีพวกนางอยู่แล้ว หม่อมฉันแค่เพียงเป็นห่วงชื่อเสียงอันดีงามขององค์รัชทายาท ทรงเข่นฆ่าได้ก็แค่คนชั่วในราชสำนักและข้าศึกในชายแดนเพียงเท่านั้น อย่าทำให้ต้องแปดเปื้อนเพราะสตรีโง่เขลาเหล่านั้นอีกเลย” เมื่อนิ่งซูชิงเอ่ยออกมาเช่นนี้องค์ร
แม้ว่าพระชายาองค์รัชทายาทจะไม่ใช่คุณหนูสกุลใหญ่ในเมืองหลวงแต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลน ทุกคนต่างรู้ดีว่านิ่งซูชิงคือสตรีที่องค์รัชทายาททรงหมายปองมาตั้งแต่นางยังไม่ถึงวัยปักปิ่น นางเป็นหลานสาวต่างสกุลของเฉินไทเฮา บิดาของนางคือสหายสนิทของหลี่ไท่หลงฮ่องเต้ นางเป็นพระสุณิสาที่ทั้งหลี่ไท่หลงฮ่องเต้และเฝิงฮองเฮาทรงโปรดปราน จึงไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินพระชายาองค์รัชทายาทผู้นี้ แม้ว่าจะไม่มีผู้ใดล่วงเกินแต่ก็มีหลายคนที่อยากจะยัดเยียดตนเองเข้าตำหนักบูรพา องค์รัชทายาททั้งรูปงามและมีความสามารถโดดเด่น สตรีบางคนก็คิดว่าคุ้มค่าที่จะลองเสี่ยงยัดเยียดตนเองเข้าบูรพาแม้ว่าผลสุดท้ายอาจจะต้องแลกด้วยชีวิตของตนเองก็ตาม“สตรีพวกนั้นช่างไม่รู้จักดูเงาหัวของตัวเองเสียบ้างเลย คนอย่างเสด็จพี่ของข้ามีหรือที่จะยอมให้พวกนางใช้เล่ห์กลกับเขาได้” องค์หญิงใหญ่หลี่เลี่ยงเฟิ่งตรัสออกมาพลางจ้องมองพระชายาองค์รัชทายาทที่ในยามนี้ยังคงนั่งดื่มชาอย่างสบายอกสบายใจ“เพียงแต่ชิงชิง เจ้าไม่กลัวหรือว่าสักวันเสด็จพี่ของข้าจะพลาดท่าหลงกลพวกนางเข้าสักวัน” คำถามขององค์หญิงใหญ่ทำให้นิ่งซูชิงยิ้มออกมา ส่วนคนที่เดินมาทางด้านหลังกลับเป็นคนตอบ
นิ่งซีเจ๋อคือนายท่านใหญ่สกุลนิ่งผู้นำสกุลคนปัจจุบัน เขามีบุตรชายและบุตรสาวรวมกันถึงห้าคน เฉินซูเมี่ยวผู้เป็นนายหญิงสกุลนิ่งตั้งครรภ์แค่เพียงสองครั้งแต่กลับคลอดลูกแฝดทั้งสองครั้ง ครั้งแรกเป็นแฝดสามชายสองหญิงหนึ่ง ครั้งที่สองเป็นแฝดหงส์คู่มังกร ชายหนึ่ง หญิงหนึ่งเฉินซูเมี่ยวคือนายหญิงของป้อมสกุลนิ่ง แม้ว่าป้อมสกุลนิ่งจะเคยประกาศว่าจะไม่ข้องเกี่ยวกับราชสำนักและจะไม่เลือกสวามิภักดิ์ฝ่ายใดทั้งสิ้น แต่ยามนี้นายหญิงของป้อมกลับเป็นหญิงสาวที่มาจากสกุลขององค์ไทเฮา บรรดาผู้อาวุโสจึงไม่ค่อยจะยอมรับสถานะของนางเท่าใดนัก แต่เพราะท้องของนางทำงานได้ดี คลอดสองครั้งมีบุตรชายออกมาถึงสามคน บุตรสาวอีกสองคน สถานะนายหญิงของนางจึงไม่มีผู้ใดกล้าไม่ยอมรับอีกเมื่อหลายปีก่อนอยู่ๆ นายท่านใหญ่ก็รับบุตรชายของสหายมาเป็นบุตรบุญธรรม ทั้งหน้าตาและความสามารถของบุตรบุญธรรมผู้นั้นทำให้เกิดกระแสข่าวลือขึ้นมาว่าแท้จริงแล้วคุณชายสามที่รับเลี้ยงดูคือบุตรนอกสมรสของนายท่านใหญ่ที่แอบเลี้ยงดูอยู่นอกจวน และข่าวลือนี้ทำให้ฮูหยินใหญ่ของจวนอย่างเฉินซูเมี่ยวอดรู้สึกไม่พอใจไม่ได้“เจ้าสามบ้านข้ายิ่งโตก็ยิ่งมีใบหน้าเหมือนสามีของข้าจริง
ใช้ชีวิตอยู่แดนเหนือได้สิบห้าปีเฝิงหมิงเยวี่ยก็ต้องติดตามสวามีเข้าเมืองหลวง หลี่เสวียนฮ่องเต้ทรงประกาศสละราชสมบัติเพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ องค์รัชทายาทหลี่ไท่หลงจึงก้าวขึ้นสู่ราชบัลลังก์แทน แล้วแต่งตั้งหลี่เสวียนฮ่องเต้ขึ้นเป็นไท่ซ่างหวงพระราชทานตำหนักสี่ฤดูให้เป็นที่ประทับของไท่ซ่างหวงพระชายาองค์รัชทายาทอย่างเฝิงหมิงเยวี่ยจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นฮองเฮา หลี่เลี่ยงหวงได้รับแต่งตั้งให้เป็นองค์รัชทายาท หลี่เลี่ยงเฟิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์หญิงใหญ่แห่งแคว้น หลี่เลี่ยงหรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นฉู่อ๋อง หลี่เลี่ยงรุ่ยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรุ่ยอ๋อง เนื่องจากท่านอ๋องทั้งสองพระองค์ยังทรงพระเยาว์จึงได้รับพระราชทานอนุญาตให้รั้งอยู่ในวังหลวงจนกว่าจะเติบใหญ่แล้วจึงค่อยย้ายออกไปยังดินแดนบรรดาศักดิ์ของตนเองตามธรรมเนียม“ปีนี้องค์รัชทายาทมีอายุย่างสิบสี่แล้ว ทางราชสำนักถวายฎีกาเรื่องตำแหน่งพระชายาองค์รัชทายาทแล้ว” เมื่อหลี่ไท่หลงฮ่องเต้ทรงตรัสออกมาเช่นนี้เฝิงหมิงเยวี่ยก็ทอดถอนใจออกมาในทันที“เรื่องนี้ทางไท่ซ่างหวงทรงตรัสอย่างไรบ้างเพคะ” เฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยถามออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะสบายใจน
แม้ว่าจะเคยประกาศเอาไว้ว่าจะไม่ให้นางคลอดทายาทให้อีกแล้ว แต่มีหรือที่คนอย่างองค์รัชทายาทจะละทิ้งเรื่องบนเตียงได้ อีกทั้งยังไม่อยากให้นางต้องดื่มยาห้ามครรภ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ผลสุดท้ายเฝิงหมิงเยวี่ยก็ตั้งครรภ์ติดต่อกันถึงสามครั้ง จวบจนนางคลอดพระราชนัดดาองค์ที่สี่ออกมาองค์รัชทายาทจึงทรงออกคำสั่งให้ไป๋เฟิงเขียนเทียบยาให้เขา เพื่อที่วันหน้าเขาจะได้ไม่ต้องให้กำเนิดบุตรธิดาได้อีก“เจ้าแน่ใจนะว่าดื่มยาชามนี้เข้าไปแล้วจะแค่มีลูกไม่ได้ ไม่ใช่ทำอย่างอื่นไม่ได้ด้วยใช่ไหม” คำถามขององค์รัชทายาททำให้ไป๋เฟิงหัวเราะออกมา ส่วนเฝิงหมิงเยวี่ยที่เดินเข้าห้องหนังสือมาแล้วบังเอิญได้ยินคำถามประโยคนี้ขององค์รัชทายาทเข้าก็เลยอดถามเขามาตามตรงไม่ได้“อย่างอื่นที่ว่าหมายถึงเรื่องใดเพคะ” นางเอ่ยพลางเดินไปจ้องมองยาชามใหญ่ที่มีน้ำยาสีดำขุ่นข้นอยู่ภายใน กลิ่นที่ล่องลอยออกมาแม้ว่าจะอยู่ไกลถึงเพียงนี้ก็ยังรับรู้ได้ว่ายาชามนี้ไม่น่าจะดื่มลงไปสักเท่าใดนัก“ข้าก็แค่ไม่อยากมีลูกแล้ว แต่ก็ยังอยากร่วมหอกับเจ้าอยู่นะ หากสิ่งนั้นของข้ามันฝ่อไปเพราะยาของไป๋เฟิงเล่า” ถ้อยคำขององค์รัชทายาททำให้เฝิงหมิงเยวี่ยนิ่งงันไปอย่างคา
เช้าวันรุ่งขึ้นเฝิงหมิงเยวี่ยลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย เมื่อคืนนี้พี่ชายและพี่สะใภ้ของนางถูกคนวางแผนลอบทำร้าย โชคดีที่มีคนของรุ่ยอ๋องคอยช่วยเหลือทำให้นางสามารถติดตามมาช่วยเหลือพี่ชายและพี่สะใภ้ของนางได้ทัน ความช่วยเหลือของรุ่ยอ๋องทำให้นางยิ้มออกมาพลางคิดในใจว่า ‘ดีเหลือเกินที่ข้าเลือกแต่งงานกับเข
เฝิงหมิงเยวี่ยจ้องมองรุ่ยอ๋องยกโถน้ำแกงขึ้นมาดื่มอย่างระมัดระวังด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม นางไม่เคยคิดเลยว่าคนที่ชอบทำสีหน้าเย็นชาอยู่ตลอดเวลาอย่างรุ่ยอ๋องจะมีช่วงเวลาที่แสดงความอ่อนโยนออกมาได้เช่นนี้ เมื่อก่อนนางเคยคิดว่าเขาเป็นคนที่ชอบแก้ปัญหาด้วยการฆ่าฟัน แต่ยามนี้นางเริ่มจะเข้าใจแล้วว่า หา
กู้ชิงหรานยิ้มออกมาเมื่อได้เห็นว่ารุ่ยอ๋องปฏิบัติต่อเฝิงหมิงเยวี่ยอย่างเอาใจใส่ นางรู้เรื่องเงินหนึ่งแสนตำลึงดียามนี้จึงได้พยายามจับตามองท่าทีของรุ่ยอ๋องเป็นพิเศษ ยามที่ได้เห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลของเขาวนเวียนไปที่รถม้าที่อยู่ทางด้านหลังทำให้นางที่เคยเห็นเรื่องราวการแย่งชิงของสตรีในเรือนหลัง
เฝิงหมิงเยวี่ยกอดคอของรุ่ยอ๋องเอาไว้อย่างแนบแน่น นางกำลังคำนวณว่าตอนที่เขาโยนนางลงไปบนพื้นนางจะตกลงไปด้วยท่วงท่าไหนจึงจะเจ็บตัวน้อยที่สุด แต่ตอนที่เขาอุ้มนางเดินตรงไปเรื่อยๆ ผ่านประตูวงเดือนของเรือนชั้นในจนกระทั่งถูกพาเข้าไปในเรือนหลังหนึ่งที่น่าจะตั้งอยู่ใจกลางของตำหนักนางก็เริ่มมีความกังวลอีกอย่า







