Beranda / โรแมนติก / จาก 2540 ถึงนิรันดร์ / ตอนที่ 2: หนี้ศักดิ์ศรี แปดสิบห้าบาทถ้วน

Share

ตอนที่ 2: หนี้ศักดิ์ศรี แปดสิบห้าบาทถ้วน

Penulis: Wanderer
last update Terakhir Diperbarui: 2026-02-26 14:30:27

3 กรกฎาคม 2540

เสียงเพลงฮิตของศิลปินดูโอ้ค่ายอาร์เอสที่กำลังโด่งดังทะลุฟ้า ดังลอดออกมาจากวิทยุทรานซิสเตอร์เครื่องเก่าของป้าขายลูกชิ้นปิ้งหน้าโรงเรียน มันเป็นสัญญาณบ่งบอกเวลาเลิกเรียนในเย็นวันพฤหัสบดีที่อากาศอบอ้าวและเหนียวเหนอะหนะ แสงแดดสีส้มจัดจ้านสาดส่องลงมาบนพื้นคอนกรีต ราวกับจะแผดเผาหยาดฝนที่หลงเหลือจากพายุเมื่อวานให้ระเหยหายไปจนหมดสิ้น

รินรดานั่งถอนหายใจยาวเหยียดอยู่บนม้าหินอ่อนใต้ต้นหางนกยูงสีแดงสด มือเรียวเล็กของเธอประคอง 'ทามาก็อตจิ' ตัวเรือนสีชมพูสะท้อนแสงเอาไว้ มันเพิ่งส่งเสียงร้องเตือน ติ๊ด... ติ๊ด... ว่าสัตว์เลี้ยงดิจิทัลตัวน้อยบนหน้าจอพิกเซลสีดำกำลังหิวโหย แต่เธอไม่มีกะจิตกะใจจะกดปุ่มป้อนอาหารให้มันด้วยซ้ำ

ข่าวการประกาศยุบชมรมแบดมินตันเมื่อวานนี้ ยังคงเป็นเหมือนก้อนหินหนักอึ้งที่ถ่วงอยู่ในใจ เธอแทบไม่ได้นอนทั้งคืน สมองเอาแต่คิดวนเวียนหาวิธีที่จะทำให้ตัวเองได้กลับไปจับไม้แบดอีกครั้ง

"นี่แกจะนั่งทำหน้าเป็นตูดอีกนานไหมยัยริน ไปเดินสยามกันเถอะ วันนี้ไอ้ปอนด์บอกว่าจะไปถ่ายรูปตู้สติ๊กเกอร์ที่เซ็นเตอร์พอยท์ เห็นว่ามีตู้ลายใหม่เข้ามาจากญี่ปุ่นเลยนะ"

'แพรว' เพื่อนสนิทร่างเล็กที่เพิ่งรูดซิปกระเป๋านักเรียนหนังสีดำยี่ห้อจาคอป (Jacob) เสร็จ เอ่ยชวนพลางหยิบเพจเจอร์สีใสแจ๋วขึ้นมาเช็กข้อความ แพรวเป็นเด็กสาวที่ร่าเริงและปรับตัวเข้ากับทุกสถานการณ์ได้ดี ผิดกับรินที่ตอนนี้โลกทั้งใบดูเหมือนจะหยุดหมุนไปแล้ว

"พวกแกไปกันเถอะ ฉันไม่มีอารมณ์ไปเดินเบียดกับคนเยอะๆ หรอก" รินส่ายหน้าเบาๆ มืออีกข้างเอื้อมไปลูบกระเป๋าใส่ไม้แบดมินตันที่วางอยู่ข้างตัวราวกับมันเป็นของล้ำค่า

"โธ่ริน... ฉันรู้ว่าแกเสียใจเรื่องชมรม แต่แกจะมานั่งหงอยเป็นหมาป่วยแบบนี้ไม่ได้นะเว้ย ผอ. แกก็ยืนยันเสียงแข็งแล้วว่าไม่มีงบ สปอนเซอร์ก็ถอนตัวหมด แกสู้กับระบบโรงเรียนไม่ได้หรอกน่า" แพรวพยายามปลอบใจ แต่คำพูดนั้นกลับยิ่งทำให้รินรู้สึกหงุดหงิด

"ใครบอกว่าฉันจะยอมแพ้" รินเชิดปลายคางขึ้น ดวงตากลมโตสุกใสที่เคยหม่นหมองเมื่อวาน กลับมามีประกายความดื้อรั้นอีกครั้ง "ถึงโรงเรียนจะไม่ส่งแข่ง ฉันก็จะหาทางไปแข่งชิงแชมป์เขตด้วยชื่อของฉันเองให้ได้ คอยดูเถอะ!"

แพรวถอนหายใจเฮือกใหญ่ รู้ดีว่าเพื่อนคนนี้ดื้อดึงแค่ไหน "เออๆ แม่คนเก่ง แม่นักสู้ทีมชาติ แล้วแต่มึงเลยจ้า... แล้วนี่แกจะไปไหนต่อ ไม่กลับบ้านเหรอ?"

"ฉันมีธุระต้องไปทำนิดหน่อย" รินพูดพลางเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าสตางค์ลายตารางสีน้ำตาลขึ้นมาเปิดดู นิ้วโป้งของเธอกรีดแผ่นธนบัตรใบละยี่สิบบาทสามใบ เหรียญสิบสองเหรียญ และเหรียญห้าหนึ่งเหรียญ ที่เตรียมมาอย่างพอดิบพอดี "ฉันต้องเอาเงินไปคืน... เจ้าหนี้น่ะ"

"ห๊ะ? เจ้าหนี้? ยัยคุณหนูรินรดาเนี่ยนะมีหนี้?" แพรวเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ ร้อยวันพันปีเพื่อนเธอคนนี้มีแต่จะเป็นฝ่ายเลี้ยงขนมเพื่อน ไม่เคยเห็นไปหยิบยืมเงินใคร

"หนี้ศักดิ์ศรีน่ะสิ!"

รินตอบเสียงสะบัด เมื่อนึกถึงใบหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงราบเรียบ และท่าทางกวนประสาทแบบหน้าตายของผู้ชายที่ชื่อ 'เขตต์' เมื่อวานนี้ เธอสาบานกับตัวเองตั้งแต่เดินกางร่มออกจากร้านมาแล้วว่า วันนี้เธอจะเอาเงินไปปาใส่หน้าเขาให้ครบทุกสตางค์ จะได้ไม่ต้องมาติดค้างและโดนดูถูกด้วยสายตาเย็นชาแบบนั้นอีก

เด็กสาวลุกขึ้นยืน สะพายกระเป๋านักเรียนและกระเป๋าไม้แบดมินตันขึ้นบ่า ก่อนจะเดินแยกตัวออกมา เป้าหมายของเธอคือร้านเช่าวิดีโอและหนังสือการ์ตูนมุมตึกในซอยถัดไป

รินก้าวเดินไปตามฟุตบาทที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน สวนทางกับกลุ่มนักเรียนชายขาสั้นที่กำลังจับกลุ่มถกเถียงกันเรื่องการแต่งมอเตอร์ของรถแข่งทามิย่า (Tamiya) กลิ่นควันท่อไอเสียจากรถเมล์ครีมแดงผสมกับกลิ่นหมูปิ้งลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ท่ามกลางความวุ่นวายของกรุงเทพมหานคร รินเดินกำเงินแปดสิบห้าบาทในกระเป๋ากระโปรงแน่น ราวกับว่ามันเป็นอาวุธชิ้นเดียวที่เธอมีเพื่อไปต่อกรกับศัตรู

เมื่อเดินมาถึงหน้าร้านเช่าวิดีโอ รินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดึงชายเสื้อนักเรียนให้ตึง จัดระเบียบทรงผมที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่ เธอเตรียมประโยคคำพูดเอาไว้ในหัวเรียบร้อยแล้ว 'นี่เงินแปดสิบห้าบาทของนาย ฉันเอามาคืนให้ครบทุกสตางค์ตามที่บอกแล้วนะ ทีนี้ก็เลิกทำหน้าเป็นทองไม่รู้ร้อนใส่ฉันได้แล้ว!' มือเล็กผลักประตูกระจกบานหนักเข้าไป เสียงกระดิ่งทองเหลืองหน้าร้านดัง กรุ๊งกริ๊ง ต้อนรับอย่างคุ้นเคย แอร์เย็นฉ่ำที่ปะทะเข้ากับใบหน้าทำให้ความร้อนรุ่มจากการเดินตากแดดทุเลาลงไปได้บ้าง

รินเดินตรงดิ่งไปยังเคาน์เตอร์ไม้ตัวยาวด้านในสุดอย่างมั่นใจ แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้ก้าวของเธอชะงักลงเล็กน้อย

ผู้ชายคนนั้น... เขตต์... ไม่ได้กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจเหมือนเมื่อวาน วันนี้เขาสวมเสื้อยืดสีขาวคอกลมธรรมดาๆ ที่ดูเก่าจนเนื้อผ้าบางเฉียบ เขากำลังยืนหันหลังให้เคาน์เตอร์ ก้มหน้าก้มตาใช้ไขควงอันเล็กๆ งัดแงะตลับวิดีโอเทป VHS สีดำที่สายเทปพันกันยุ่งเหยิงอยู่ด้านใน

ข้างๆ มือของเขามีชามบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำกุ้งที่น้ำซุปแห้งเหือดจนเส้นอืดพองเต็มชาม วางทิ้งไว้ราวกับเจ้าของลืมไปแล้วว่าต้องกินมัน รินขมวดคิ้วเล็กน้อย... เมื่อวานก็แต่งตัวปอนๆ วันนี้ก็กินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นอืด หมอนี่เป็นพนักงานที่น่าสงสาร หรือแค่ขี้งกกันแน่

"อะแฮ่ม!" รินกระแอมไอเสียงดังเพื่อเรียกร้องความสนใจ

เขตต์ชะงักมือที่กำลังหมุนฟันเฟืองตลับเทป เขาค่อยๆ หันกลับมามองผู้มาเยือน ดวงตาสีเข้มของเขายังคงเรียบนิ่ง อ่านยาก และสงบงันเหมือนผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่นเช่นเคย เขาปรายตามองชุดนักเรียนของเธอ มองกระเป๋าไม้แบดมินตันใบใหญ่ที่สะพายอยู่บนบ่า ก่อนจะเลื่อนสายตามาหยุดที่ใบหน้าหวานละมุนที่กำลังเชิดขึ้นอย่างถือดี

"สวัสดีครับ คุณรินรดา" เขตต์เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นเต้นหรือยินดีใดๆ "หน้ากากแก้วเล่มสามสิบแปด อ่านจบเร็วจังเลยนะครับ"

"ยังไม่อ่าน! อารมณ์เสียอยู่ ไม่มีสมาธิอ่านหรอก" รินกระแทกเสียงตอบ เธอก้าวเข้าไปประชิดหน้าเคาน์เตอร์ ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากระโปรงและหยิบเงินที่เตรียมไว้ออกมา

ตึง!

ธนบัตรใบละยี่สิบบาทสามใบ ถูกตบลงบนเคาน์เตอร์ไม้เสียงดัง ตามด้วยการเรียงเหรียญสิบสองเหรียญ และเหรียญห้าอีกหนึ่งเหรียญอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

"แปดสิบห้าบาทถ้วน! ค่าปรับวิดีโอเจ็ดสิบห้าบาท กับค่าเช่าการ์ตูนเมื่อวานสิบบาท ฉันเอามาคืนนายแล้วนะ นับดูสิ!" รินกอดอก ยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ เธอคาดหวังจะได้เห็นความประหลาดใจ หรืออย่างน้อยก็คำชมจากปากผู้ชายหน้าตายคนนี้ ที่เธอรักษาคำพูดได้อย่างรวดเร็ว

แต่สิ่งที่เขตต์ทำ คือการละสายตาจากกองเงินตรงหน้า กลับไปสนใจม้วนวิดีโอเทปในมือต่อ

"ผมเชื่อครับว่าคุณนับมาครบแล้ว วางไว้ตรงนั้นแหละครับ เดี๋ยวผมค่อยเก็บใส่ลิ้นชัก" เขาตอบโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองเธอ

ปฏิกิริยาที่เฉยเมยราวกับก้อนหินนั้น ทำให้ความภูมิใจของรินปลิวหายไปในอากาศ แทนที่ด้วยความหงุดหงิดที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาอีกครั้ง

"นี่นาย! คนเขารักษาสัญญาอุตส่าห์รีบเอาเงินมาคืนให้แต่หัววัน ทำไมถึงทำหน้าตายใส่กันแบบนี้ห๊ะ? นายไม่มีความรู้สึกยินดียินร้ายอะไรกับโลกใบนี้เลยหรือไง?"

เขตต์วางไขควงลง หยิบสก๊อตเทปใสขึ้นมาติดพันรอยขาดของสายวิดีโออย่างเบามือ เขาทำทุกอย่างด้วยความเชื่องช้าและใจเย็น ซึ่งมันขัดใจคนใจร้อนอย่างรินเหลือเกิน

"ผมต้องมีความรู้สึกยังไงเหรอครับ? ดีใจจนน้ำตาไหลที่คุณเอาเงินแปดสิบห้าบาทมาคืน? หรือต้องจุดพลุฉลองที่ลูกค้าวีไอพียอมจ่ายค่าปรับตามกฎ?" เขตต์ถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่ถ้อยคำนั้นกลับแฝงความกวนประสาทไว้เต็มเปี่ยม

รินอ้าปากค้าง ผู้ชายคนนี้ด่าเธอแบบไม่ใช้คำหยาบสักคำ แต่ทำเอาเธอเจ็บจี๊ดไปถึงทรวง!

"นาย... นายมัน... ฮึ่ย!" รินหาคำด่าไม่ออก ได้แต่กระทืบเท้าเร่าๆ ด้วยความขัดใจ "นายมันเป็นพนักงานที่นิสัยแย่ที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลย พี่ต้อมไม่น่าเซ้งร้านแล้วทิ้งคนแบบนายไว้ที่นี่เลยจริงๆ!"

เขตต์ยักไหล่เบาๆ ท่าทางไม่สะทกสะท้านของเขาประหนึ่งป้อมปราการที่ธนูของรินยิงไม่เข้า

"ผมก็แค่ทำตามหน้าที่ครับ ถ้าคุณรินรดาคืนเงินเสร็จแล้ว ก็เชิญเลือกดูวิดีโอหรือหนังสือการ์ตูนต่อได้เลยนะครับ วันนี้มีดราก้อนบอลเล่มใหม่เข้ามาด้วย... อ้อ แต่ถ้าจะเช่าวิดีโอ กรุณาเช็กด้วยนะครับว่าที่บ้านเครื่องเล่นเทปเสียหรือเปล่า ผมขี้เกียจมานั่งซ่อมสายเทปที่ถูกเครื่องกินแบบม้วนนี้"

เขาชูตลับวิดีโอที่เพิ่งซ่อมเสร็จให้เธอผลไม้ดูเป็นตัวอย่าง

รินมองผู้ชายตรงหน้าด้วยสายตาขุ่นขวาง เธอเพ่งมองใบหน้าของเขาอย่างละเอียดเป็นครั้งแรก ใต้ดวงตาที่เรียบนิ่งนั้นมีรอยคล้ำจางๆ เหมือนคนอดนอน ริมฝีปากแห้งผาก และถ้ามองใกล้ๆ เธอเห็นรอยช้ำเล็กๆ ที่มุมปากด้านซ้ายของเขาด้วย

"หน้านายไปโดนอะไรมา ไปชกกับใครมาเหรอ?" รินหลุดปากถามออกไปก่อนที่สมองจะทันได้กลั่นกรอง สัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของวัยรุ่นทำงานทันที

เขตต์ชะงักไปเสี้ยววินาที มือที่กำลังจะเก็บตลับวิดีโอเกร็งขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะรีบเบือนหน้าหนี ซ่อนรอยช้ำนั้นให้พ้นจากสายตาของเด็กสาวขี้สงสัย

"เดินชนประตูหลังร้านครับ" เขาตอบปัดๆ น้ำเสียงห้วนขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย "ไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องสนใจหรอกครับ"

"เดินชนประตู? โกหกหน้าตายชัดๆ รอยช้ำมุมปากแบบนั้นมันรอยโดนต่อยชัดๆ หรือว่านายไปมีเรื่องกับนักเลงปากซอยมา? ปากแจ๋วๆ แบบนาย โดนต่อยก็ไม่แปลกหรอก" รินหรี่ตามองอย่างจับผิด เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังได้เปรียบที่จับพิรุธผู้ชายหน้าหินคนนี้ได้

"ผมบอกว่าชนประตูก็คือชนประตูครับ" เขตต์ถอนหายใจยาว เริ่มรู้สึกปวดหัวกับความตื๊อของเด็กสาวตรงหน้า "ถ้าคุณไม่มีอะไรจะเช่าแล้ว รบกวนอย่าขวางทางหน้าเคาน์เตอร์ครับ ลูกค้าคนอื่นจะเดินเข้ามาไม่ได้"

รินหันขวับไปมองด้านหลังร้าน... ว่างเปล่า ไม่มีลูกค้าสักคนเดียว มีแต่แมวส้มตัวอ้วนของร้านซักรีดข้างๆ ที่เดินนวยนาดผ่านกระจกหน้าร้านไป

"ข้ออ้างล่ะสิไม่ว่า! ร้านเงียบเป็นป่าช้าขนาดนี้ ใครจะมาเข้า!" รินเบ้ปากใส่ แต่เมื่อเห็นแววตาที่เริ่มจะจริงจังและดุขึ้นเล็กน้อยของเขา เธอก็ยอมถอยออกมาหนึ่งก้าว "เออๆ กลับก็ได้! ฉันไม่อยากยืนสูดกลิ่นบะหมี่อืดๆ ของนายหรอกนะ ระวังเถอะ กินแต่อะไรแบบนี้ระวังจะเป็นโรคขาดสารอาหารตายเข้าสักวัน!"

พูดจบ รินก็สะบัดหน้า หมุนตัวเดินกระแทกส้นเท้าปึงปังเตรียมจะออกจากร้าน แต่ก่อนที่เธอจะผลักประตู เสียงทุ้มเรียบของเขตต์ก็ดังขึ้นขัดจังหวะ

"คุณรินรดาครับ..."

รินชะงักเท้า หันขวับกลับมามองด้วยความหวังว่าเขาจะเอ่ยปากขอโทษ หรือพูดอะไรที่มันน่าฟังกว่าเมื่อกี้

เขตต์พยักพเยิดหน้าไปที่กระเป๋าไม้แบดมินตันใบใหญ่ที่สะพายอยู่บนบ่าของเธอ

"ไม้แบดมินตันของคุณน่ะ... ซิปมันเปิดอยู่ ระวังไม้จะหล่นลงมานะครับ"

รินก้มลงมองกระเป๋าของตัวเอง ก็พบว่าซิปมันรูดไม่สนิทจริงๆ ปลายด้ามจับไม้แร็กเก็ตแบรนด์หรูโผล่ออกมาหมิ่นเหม่จะร่วงหล่น เด็กสาวรีบขยับกระเป๋ามาด้านหน้าและรูดซิปปิดให้เรียบร้อย ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย

"ฉะ... ฉันตั้งใจเปิดให้อากาศมันระบายต่างหากเล่า! ไม้แบดฉันแพงนะ ต้องดูแลรักษาอย่างดี!" เธอแก้ตัวน้ำขุ่นๆ

เขตต์ไม่ได้โต้เถียงอะไร เขากลับมาทำหน้าตายเหมือนเดิม แต่ในดวงตาคู่คมนั้นมีประกายบางอย่างที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย มันไม่ใช่ความรำคาญ แต่เป็นความสงสัย

"เมื่อวานคุณบอกว่าชมรมถูกยุบแล้ว..." เขตต์ถามขึ้นมาลอยๆ น้ำเสียงไม่ได้เจือความเยาะเย้ย แต่มีความแปลกใจซ่อนอยู่ "แล้ววันนี้... ทำไมยังแบกมันไปโรงเรียนอยู่อีก ไม่หนักเหรอครับ?"

คำถามนั้นจี้ใจดำรินอย่างจัง มือเล็กที่กำสายสะพายกระเป๋าแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกพรากความฝันตีตื้นขึ้นมาในอกอีกครั้ง แต่รินรดาไม่ใช่คนที่ชอบแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น โดยเฉพาะกับผู้ชายปากร้ายคนนี้

"หนักสิ! แต่ฉันทิ้งมันไม่ได้หรอก" รินตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตาของเธอมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว "ชมรมยุบไปแล้วก็ช่างมัน ฉันแค่ต้องหาสนามซ้อมใหม่ หาโค้ชใหม่ให้ได้... ถึงไม่มีโรงเรียนสนับสนุน ฉันก็จะส่งชื่อตัวเองเข้าแข่งชิงแชมป์เขตให้ได้"

เขตต์นิ่งเงียบไป เขามองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่กำลังลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความฝัน ในยุคที่เศรษฐกิจพังพินาศ ผู้คนรอบตัวเขามีแต่ความสิ้นหวัง พ่อของเขาหนีหาย ทิ้งหนี้ก้อนโตไว้ให้ดูต่างหน้า ตัวเขาเองก็ต้องทิ้งความฝันในรั้วมหาวิทยาลัยมาเป็นลูกจ้างรายวัน ทุกคนต่างยอมจำนนต่อโชคชะตา

แต่เด็กสาวตรงหน้าเขากลับต่างออกไป... เธอเหมือนดอกหางนกยูงที่เบ่งบานอย่างดื้อรั้นท่ามกลางแสงแดดแผดเผา เธอปฏิเสธที่จะยอมแพ้ต่อความบัดซบของยุคสมัย

มันเป็นความดื้อดึงที่... น่ามองอย่างประหลาด

"งั้นเหรอครับ..." เขตต์พึมพำเบาๆ มุมปากที่ตึงเครียดของเขาผ่อนคลายลงเล็กน้อย "ถ้าอย่างนั้นก็... พยายามเข้าแล้วกันนะครับ"

มันเป็นคำพูดให้กำลังใจที่เรียบง่ายที่สุด สั้นที่สุด และดูไร้อารมณ์ที่สุดเท่าที่รินเคยได้ยินมา แต่มันกลับทำให้หัวใจที่ห่อเหี่ยวของเธอพองโตขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด

"แน่นอนอยู่แล้ว! ฉันคือรินรดานะ! จำชื่อนี้ไว้ให้ดีเถอะ อนาคตทีมชาติไทยอยู่ตรงนี้แล้ว!" รินเชิดหน้าขึ้น ยิ้มกว้างจนตาหยี ความหงุดหงิดเมื่อครู่ปลิวหายไปจนหมดสิ้น

เธอผลักประตูกระจกเดินออกจากร้านไปพร้อมกับฝีเท้าที่เบาหวิวและมีพลังมากกว่าตอนขามา เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังแว่วตามหลังมา เป็นจังหวะเดียวกับที่เขตต์ลอบระบายยิ้มบางๆ ออกมาโดยไม่รู้ตัว

รอยยิ้มที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจว่า... ทำไมรอยยิ้มของเด็กผู้หญิงที่ชื่อรินรดา ถึงได้มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเขานักหนา

สงครามประสาทครั้งที่สองจบลงด้วยคะแนนเสมอกัน แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ คือความสนใจที่ต่างฝ่ายต่างมีให้กันและกัน ในวันที่โลกใจร้าย... อย่างน้อยการมีคนให้ต่อปากต่อคำด้วย ก็คงทำให้ชีวิตไม่น่าเบื่อจนเกินไปนัก

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • จาก 2540 ถึงนิรันดร์   ตอนที่ 23: หยาดเหงื่อหยดที่ห้าสิบ และหมูกระทะเยียวยาใจ

    1 ตุลาคม 2540 (ช่วงบ่าย)ร่างเล็กๆ ของรินรดาลอยขนานไปกับพื้นคอร์ทยางสังเคราะห์ แขนขวาที่กำไม้แบดมินตันเหยียดออกไปจนสุดช่วงแขน สายตาของเธอจับจ้องอยู่ที่ลูกขนไก่ที่พุ่งทะยานแหวกอากาศลงมาดั่งมัจจุราชถ้าลูกนี้ตกพื้น... ทุกอย่างที่พยายามมาจะสูญเปล่าทั้งหมด!ป๊อก!!ปลายหน้าไม้ที่พันด้วยกริปเทปสีเหลืองสดใส ช้อนเข้าที่หัวจุกก๊อกของลูกขนไก่ก่อนที่มันจะสัมผัสพื้นเพียงไม่กี่มิลลิเมตร! ลูกพลาสติกสีขาวถูกงัดให้ลอยโด่งข้ามตาข่ายกลับไปตกถึงท้ายคอร์ทฝั่งตรงข้าม รินไถลตัวไปกับพื้นจนเกิดรอยไหม้จางๆ ที่หัวเข่า แต่เธอก็ใช้มือซ้ายยันพื้นสปริงตัวลุกขึ้นยืนในพริบตา"สี่สิบ!"เสียงขานจำนวนลูกของโค้ชดนัยดังก้อง ยิมเนเซียมที่เคยมีเสียงซุบซิบนินทา บัดนี้เงียบกริบจนได้ยินเพียงเสียงหอบหายใจของเด็กสาวที่ยืนอยู่กลางคอร์ท นักกีฬาสตรีศรีพัฒนาที่นั่งล้อมวงดูอยู่ เริ่มเผลอกลั้นหายใจและลุ้นไปกับความอึดของเด็กสาวไร้สังกัดคนนี้อย่างลืมตัว"อีกสิบลูก! อย่าช้า!" โค้ชดนัยให้สัญญาณรุ่นพี่ทั้งสองคนเปิดฉากบุกต่อทันที"สี่สิบเอ็ด!""สี่สิบสอง!"สิบลูกสุดท้ายคือนรกบนดินอย่างแท้จริง ขาทั้งสองข้างของรินหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยหิน

  • จาก 2540 ถึงนิรันดร์   ตอนที่ 22: กระดาษคำตอบ และด่านทดสอบรับน้องใหม่

    1 ตุลาคม 2540เสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาแขวนผนังในห้องพักครูฝ่ายวิชาการ โรงเรียนสตรีศรีพัฒนา ดังก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของรินรดา มันดังแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุออกมานอกอกเด็กสาวในชุดนักเรียนโรงเรียนเดิม นั่งตัวเกร็งอยู่บนเก้าอี้บุนวมฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานของหัวหน้าฝ่ายวิชาการ สองมือกำกระโปรงสีกรมท่าของตัวเองแน่นจนชื้นเหงื่อ วันนี้คือวันฟังผลสอบวัดระดับ... การสอบที่เธอใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ขลุกตัวอยู่ในร้านเช่าวิดีโอ ท่องศัพท์และแก้สมการจนดึกดื่น โดยมี 'ติวเตอร์หน้าตาย' คอยเอาไม้บรรทัดเคาะโต๊ะเวลาเธอสัปหงก"รินรดา..." ครูวัยกลางคนสวมแว่นตาทรงตาแมวขยับกระดาษคำตอบสองแผ่นในมือ ทอดสายตามองเด็กสาวผ่านเลนส์หนาเตอะ "เธอรู้ใช่ไหมว่าเกณฑ์การรับย้ายกลางเทอมของเราคือ 80% สำหรับวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ... ซึ่งมันสูงมากสำหรับนักเรียนที่ไม่ได้เรียนกวดวิชามาโดยตรง""ท... ทราบค่ะอาจารย์" รินตอบเสียงสั่นครูฝ่ายวิชาการถอนหายใจยาว ก่อนจะเลื่อนกระดาษใบแจ้งผลคะแนนสีขาวมาตรงหน้าเธอรินกลั้นหายใจ หลับตาปี๋ไปชั่ววินาที ก่อนจะค่อยๆ หรี่ตาลงมองตัวเลขที่ถูกเขียนด้วยหมึกสีน้ำเงินในช่องคะแนน

  • จาก 2540 ถึงนิรันดร์   ตอนที่ 21: ถ้ำเสือสตรีศรีพัฒนา และติวเตอร์หน้าตาย

    23 กันยายน 2540ประตูเหล็กดัดสีทองสลักชื่อ 'โรงเรียนสตรีศรีพัฒนา' สูงตระหง่านอยู่ตรงหน้า รินรดาในชุดนักเรียนโรงเรียนเดิมยืนกำสายกระเป๋าจาคอปแน่น เธอเงยหน้ามองยอดโดมของอาคารเรียนสถาปัตยกรรมยุโรปที่ดูโอ่อ่าและหรูหราสมกับเป็นโรงเรียนสตรีอันดับต้นๆ ของประเทศเด็กสาวสูดลมหายใจเข้าลึก เรียกความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วก้าวเท้าเดินผ่านป้อมยามเข้าไป จุดหมายของเธอไม่ใช่ห้องธุรการ แต่เป็นอาคารยิมเนเซียมปรับอากาศขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหลังโรงเรียน ซึ่งเป็นฐานทัพของทีมแบดมินตันที่แข็งแกร่งที่สุดในเขตนี้เมื่อผลักประตูกระจกเข้าไป ความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศและเสียงฝรองเท้าเอี๊ยดอ๊าดก็ปะทะเข้ากับประสาทสัมผัส รินกวาดสายตามองคอร์ทยางสังเคราะห์สี่สนามที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้า นักกีฬาหญิงในชุดเสื้อขาวขลิบทองกำลังฝึกซ้อมกันอย่างขะมักเขม้น โชคดีที่วันนี้ 'พิมชนก' น่าจะไปรายงานตัวที่แคมป์ทีมชาติ รินจึงไม่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจตั้งแต่ก้าวแรก"หนู... มาหาใคร"เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจดังขึ้นจากด้านข้าง รินหันขวับไปมอง ก็พบกับชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ สวมชุดวอร์มเต็มยศและมีนกหวีดคล้องคอ... 'โค้ชดนัย' หัว

  • จาก 2540 ถึงนิรันดร์   ตอนที่ 20: สมุดพกสีแดง และเป้าหมายที่ชื่อ 'สตรีศรีพัฒนา'

    22 กันยายน 2540เสียงฝนตกกระทบหลังคากระเบื้องของบ้านเดี่ยวสองชั้นในหมู่บ้านจัดสรรย่านชานเมือง ดังก้องแข่งกับเสียงข่าวเศรษฐกิจภาคค่ำจากโทรทัศน์จอแก้วรินรดาในชุดนักเรียนที่ยับยู่ยี่และชุ่มไปด้วยเหงื่อจากการฝึกซ้อมในแคมป์ทีมชาติวันแรก ค่อยๆ บิดลูกบิดประตูบ้านอย่างระมัดระวังที่สุด เธอพยายามย่องปลายเท้าให้เบาหวิวเหมือนแมว หวังจะลอบขึ้นบันไดไปอาบน้ำโดยไม่ให้ใครเห็นทว่า... แสงไฟจากโคมไฟระย้ากลางห้องนั่งเล่นที่สว่างจ้า และร่างของผู้เป็นแม่ที่นั่งกอดอกอยู่บนโซฟาหนังสีน้ำตาล ก็ดับฝันของเธอลงทันที"ไปไหนมา รินรดา"น้ำเสียงของแม่ราบเรียบแต่เย็นเยียบจนน่าขนลุก บนโต๊ะกระจกหน้าโซฟามี 'สมุดพก' สีแดงของโรงเรียนวางหลาอยู่ พร้อมกับจดหมายแจ้งเตือนจากฝ่ายวิชาการรินสะดุ้งสุดตัว รีบซ่อนกระเป๋าไม้แบดมินตันไว้ด้านหลัง "เอ่อ... รินไปทำรายงานบ้านแพรวมาค่ะแม่ ฝนตกหนัก รถก็เลยติด...""รายงานวิชาอะไรล่ะ ที่ต้องใช้ไม้แบดมินตันกับรองเท้าผ้าใบน่ะ" แม่สวนกลับทันควัน ดวงตาของผู้ผ่านโลกมามากกว่าฉายแววดุดัน "เมื่อเย็นแม่โทรไปหาแม่ของแพรว เขาบอกว่าแพรวกลับมาถึงบ้านตั้งแต่สี่โมงเย็นแล้ว... เลิกโกหกแม่ได้แล้วริน!"แม่หยิ

  • จาก 2540 ถึงนิรันดร์   ตอนที่ 19: ยางสังเคราะห์ที่เย็นเฉียบ และเลนส์กล้องที่ถูกปัดฝุ่น

    20 กันยายน 2540แสงสว่างจ้าจากสปอตไลต์นับสิบดวงบนเพดานยิมเนเซียมของศูนย์ฝึกแบดมินตันแห่งชาติ ส่องกระทบพื้นคอร์ทยางสังเคราะห์สีเขียวเข้มจนขึ้นเงา เครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ส่งเสียงครางกระหึ่ม พ่นลมเย็นเฉียบออกมาจนอุณหภูมิภายในห้องลดต่ำลงอย่างน่าขนลุก มันช่างแตกต่างจากความอบอ้าวและฝุ่นควันของลานปูนใต้ทางด่วนราวกับอยู่คนละโลกแต่สำหรับรินรดา... ความหนาวเหน็บที่แท้จริง ไม่ได้มาจากเครื่องปรับอากาศ แต่มาจากบรรยากาศรอบตัวต่างหาก"รินรดา! สปีดเท้าช้าไปแล้ว! ลูกฟีดเซ็ตนี้เพิ่งจะลูกที่ห้าสิบเองนะ! ถ้าหมดแรงแค่นี้จะไปสู้กับพวกจีนพวกอินโดฯ ได้ยังไง!"เสียงตวาดก้องของโค้ชทีมชาติชุดเยาวชนดังทะลุเสียงหวดลูกขนไก่ รินสกัดกลั้นความเหนื่อยล้า กัดฟันสปริงข้อเท้าพุ่งตัวไปรับลูกที่โค้ชรัวฟีด (ป้อนลูก) ข้ามเน็ตมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดพักป๊อก! ป๊อก! ป๊อก! ลูกขนไก่นับร้อยลูกเกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้นฝั่งของเธอ เหงื่อเม็ดโป้งไหลเข้าตาจนแสบไปหมด ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว แคมป์เยาวชนทีมชาติไม่ใช่ที่สำหรับเด็กเล่นขายของ ที่นี่รวบรวมแต่หัวกะทิจากทั่วประเทศ ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือการเบียดแย่งโควตาต

  • จาก 2540 ถึงนิรันดร์   ตอนที่ 18: จดหมายเชิญเข้าแคมป์ และความเงียบในร้านเช่าวิดีโอ

    15 กันยายน 2540สองสัปดาห์ผ่านไปนับตั้งแต่วันที่รินรดาคว้าแชมป์เขตท่ามกลางพายุคำวิจารณ์ ข่าวคราวหน้าหนังสือพิมพ์ค่อยๆ ซาลงไปตามกาลเวลา ถูกแทนที่ด้วยข่าวเศรษฐกิจที่บริษัทไฟแนนซ์ถูกสั่งปิดเพิ่มอีกหลายสิบแห่ง ชีวิตของเด็กมัธยมปลายวัยสิบแปดปีกลับเข้าสู่ความสงบ (ที่เจือด้วยความวุ่นวายของแก๊งเพื่อน) อีกครั้งแต่ในบ่ายวันศุกร์นี้ มีบางอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป"รินรดา นั่งลงก่อนสิ"โค้ชชัย โค้ชร่างท้วมใจดีแห่งสโมสรสายฟ้า พยักหน้าเรียกเด็กสาวให้เข้าไปในห้องพักโค้ชที่อวลไปด้วยกลิ่นกาแฟดำและน้ำมันมวย รินในชุดนักเรียนค่อยๆ ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสาร"หนูทำได้ดีมากนะในแมตช์ที่ผ่านมา... โค้ชรู้ว่าหนูต้องเจอกับความกดดันหนักหนาแค่ไหน ทั้งเรื่องในสนามและเรื่องข่าวนอกสนาม แต่หนูก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสภาพจิตใจของหนูแข็งแกร่งพอ" โค้ชชัยระบายยิ้มภูมิใจ ก่อนจะหยิบซองจดหมายสีขาวตีตราสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทย เลื่อนข้ามโต๊ะมาตรงหน้าเธอรินก้มมองซองจดหมายนั้น หัวใจเริ่มเต้นผิดจังหวะ "นี่คือ...""โควตาพิเศษสำหรับแชมป์เขต" โค้ชชัยตอบเสียงกลั้วหัวเราะ "ทางสมาคมฯ กำลังจะเปิด

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status