Home / โรแมนติก / จาก 2540 ถึงนิรันดร์ / ตอนที่ 3: คอร์ทแบดมินตันของคนแปลกหน้า และน้ำเกลือแร่ขวดแก้ว

Share

ตอนที่ 3: คอร์ทแบดมินตันของคนแปลกหน้า และน้ำเกลือแร่ขวดแก้ว

Author: Wanderer
last update Last Updated: 2026-02-26 15:05:59

5 กรกฎาคม 2540

แกร๊ก... แกร๊ก... แกร๊ก...

เสียงกระทบกันของกระบอกตั๋วรถเมล์สแตนเลสในมือกระเป๋ารถเมล์วัยกลางคน ดังเป็นจังหวะแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ดีเซลที่คำรามลั่น รถเมล์ร้อนสาย 16 สีครีมแดงที่อัดแน่นไปด้วยผู้คนในยามเย็นกำลังแล่นโคลงเคลงไปตามถนนเพชรบุรีตัดใหม่ สายลมร้อนระอุที่พัดลอดหน้าต่างเข้ามาหอบเอากลิ่นควันท่อไอเสียและฝุ่นละอองมาด้วย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เด็กสาวในชุดนักเรียนที่ยืนเบียดเสียดอยู่โหนราวเหล็กรู้สึกรำคาญใจเท่ากับความคิดที่กำลังตีกันวุ่นวายอยู่ในหัว

รินรดากระชับสายสะพายกระเป๋าใส่ไม้แบดมินตันใบเก่งแน่นขึ้น สองวันแล้วที่ชมรมถูกยุบ และสองวันแล้วที่เธอเอาแต่ตระเวนหาคอร์ทแบดมินตันสาธารณะที่พอจะให้เธอเข้าไปซ้อมได้ แต่คำตอบที่ได้รับมีเพียงความว่างเปล่า คอร์ทส่วนใหญ่ถ้าไม่ถูกจองคิวเต็มยาวเป็นเดือน ก็มีค่าเช่ารายชั่วโมงที่แพงหูฉี่เกินกว่าเด็กมัธยมปลายที่ถูกตัดเงินค่าขนมอย่างเธอจะจ่ายไหว (พ่อของรินเริ่มบ่นเรื่องเศรษฐกิจที่บ้านแล้วเหมือนกัน)

เป้าหมายของเธอในวันนี้ คือ 'โรงเรียนสตรีศรีพัฒนา' โรงเรียนหญิงล้วนชื่อดังที่เป็นคู่แข่งตลอดกาลของโรงเรียนเธอ และที่สำคัญ... ที่นั่นคือศูนย์รวมของนักกีฬาแบดมินตันระดับหัวกะทิ และเป็นสถานที่ฝึกซ้อมของ 'พิม' หรือ พิมชนก นักกีฬาดาวรุ่งทีมชาติเยาวชน ผู้เป็นทั้งไอดอลและเป้าหมายสูงสุดที่รินใฝ่ฝันอยากจะเอาชนะให้ได้มาตลอด

รถเมล์เบรกเอี๊ยดจนผู้โดยสารเทไปข้างหน้า รินก้าวลงจากรถที่ป้ายหน้าโรงเรียนสตรีศรีพัฒนา เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เรียกความมั่นใจแบบคุณหนูรินรดากลับคืนมา ก่อนจะเดินผ่านประตูรั้วเหล็กดัดสีดำเข้าไปอย่างกล้าหาญ

ยิ่งเดินเข้าใกล้โรงยิมเนเซียม กลิ่นของพื้นยางสังเคราะห์ กลิ่นเหงื่อ และกลิ่นครีมนวดกล้ามเนื้อเคาน์เตอร์เพน (Counterpain) ก็ยิ่งลอยมาเตะจมูก มันเป็นกลิ่นที่รินคุ้นเคยและหลงใหล เสียงรองเท้าผ้าใบเสียดสีกับพื้นดัง เอี๊ยด... เอี๊ยด... สลับกับเสียงหวดลูกขนไก่ที่ดุดันและหนักหน่วง ทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจเธอสูบฉีดด้วยความตื่นเต้น

รินหยุดยืนอยู่ตรงขอบประตูโรงยิม สายตาของเธอจับจ้องไปที่คอร์ทกลาง

ที่ตรงนั้น... พิมชนกกำลังกระโดดตบลูกด้วยท่วงท่าที่สวยงามและทรงพลังราวกับเสือชีตาห์ที่ตะครุบเหยื่อ พิมในชุดกีฬาซ้อมสีขาวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ใบหน้าเรียวเล็กที่มักจะเรียบตึงอยู่เสมอนั้นฉายแววดุดัน รินมองไอดอลของตัวเองด้วยสายตาเป็นประกาย ความเก่งกาจของพิมคือของจริง ไม่แปลกใจเลยที่สื่อกีฬาทุกฉบับจะยกย่องให้เธอเป็นความหวังใหม่ของวงการแบดมินตันไทย

รินรวบรวมความกล้า เดินตรงเข้าไปหาชายวัยกลางคนสวมเสื้อแจ็กเก็ตวอร์มที่ยืนถือคลิปบอร์ดคุมการซ้อมอยู่ข้างสนาม

"สวัสดีค่ะ โค้ชดนัย" รินยกมือไหว้พร้อมกับยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ โค้ชดนัยหันมามองเด็กสาวต่างโรงเรียนด้วยความประหลาดใจ

"อ้าว รินรดาใช่ไหม? ดาวเด่นของฝั่งนู้นนี่นา มีธุระอะไรกับโค้ชล่ะ หรือว่าโค้ชฝั่งเราแอบส่งมาสอดแนมการซ้อมฮึ?" โค้ชดนัยเอ่ยทักทายอย่างอารมณ์ดี

"หนูไม่ได้มาสอดแนมค่ะ..." รินสูดลมหายใจ ลบความเย่อหยิ่งทิ้งไปจนหมดสิ้น "ชมรมของหนูถูกยุบแล้วค่ะ โรงเรียนโดนตัดงบ... หนูไม่มีที่ซ้อม ไม่มีโค้ช หนูเลยอยากจะมาขอ... ขอซ้อมกับทีมสตรีศรีพัฒนาค่ะ! ให้หนูเป็นตัวสำรอง หรือแค่ให้หนูได้วิ่งเก็บลูกขนไก่รอบคอร์ทก็ได้ ขอแค่ให้หนูได้อยู่ในสนามแบดมินตันก็พอค่ะ!"

เสียงของรินดังฟังชัดและหนักแน่นจนนักกีฬาหลายคนที่กำลังซ้อมอยู่ชะงักและหันมามอง รวมถึงพิมชนกที่เพิ่งเดินมาเช็ดเหงื่อที่ข้างสนามด้วย

รินหันไปสบตากับพิม เธอยิ้มกว้างอย่างมีความหวัง "พิม! ฉันตามดูการแข่งของเธอมาตลอดเลยนะ ฉันอยากเก่งให้ได้ครึ่งหนึ่งของเธอ ถ้าฉันได้ซ้อมที่นี่ ฉันสัญญาว่าจะไม่เป็นตัวถ่วง จะช่วยทำความสะอาดคอร์ทให้ทุกวันเลย!"

รินคาดหวังว่าไอดอลของเธอจะยิ้มตอบ หรืออย่างน้อยก็แสดงความเห็นใจในฐานะนักกีฬาที่รักแบดมินตันเหมือนกัน ทว่า... แววตาของพิมชนกกลับเย็นเยียบ ไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ เธอมองรินตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก

"โค้ชคะ วันนี้เรามีเวลาซ้อมจำกัดนะคะ ทำไมถึงปล่อยให้คนนอกเข้ามารบกวนได้?" น้ำเสียงของพิมแข็งกระด้างและตัดรอนอย่างไร้เยื่อใย

รินหน้าเจื่อนลงทันที "พิม... ฉันแค่อยากขอพื้นที่เล็กๆ..."

"พื้นที่เล็กๆ ของเธอ มันคือหยาดเหงื่อและอนาคตของพวกเรา" พิมก้าวเข้ามายืนประจันหน้ากับริน แววตาของนักกีฬาทีมชาติฉายความกดดันที่แบกรับไว้อย่างหนักอึ้ง "เธอคิดว่าที่นี่คือสนามเด็กเล่นของพวกลูกคุณหนูที่พอโรงเรียนยุบชมรม ก็แค่วิ่งโร่มาขอความเมตตาจากคนอื่นง่ายๆ งั้นเหรอ? สำหรับเธอ... แบดมินตันอาจจะเป็นแค่งานอดิเรกเอาไว้ประดับโปรไฟล์สวยๆ แต่สำหรับพวกเราที่นี่... แบดมินตันคือ 'ปากท้อง' คือทุนการศึกษา คือทางรอดเดียวของครอบครัวในยุคที่เศรษฐกิจพังพินาศแบบนี้!"

คำพูดของพิมเหมือนมีดแหลมๆ ที่แทงทะลุกลางอก รินหน้าชาชาดไปทั้งแถบ เธอไม่เคยรู้เลยว่าภายใต้ความเก่งกาจของพิม คือแรงกดดันมหาศาลจากความยากจนและวิกฤตเศรษฐกิจ พิมไม่ได้เล่นแบดมินตันเพื่อความฝันสวยหรูแบบเธอ แต่พิมชนกเล่นเพื่อความอยู่รอด

โค้ชดนัยถอนหายใจยาว แตะบ่ารินเบาๆ "สิ่งที่พิมพูดก็ถูกส่วนหนึ่ง โรงเรียนเราเองก็โดนหั่นงบประมาณลงไปเยอะ ลูกขนไก่ทุกลูก เวลาเปิดไฟในยิมทุกนาที มันคือต้นทุนที่ถูกจำกัด โค้ชรับเด็กนอกโรงเรียนมาซ้อมร่วมด้วยไม่ได้จริงๆ... กลับไปเถอะนะริน แล้วลองหาทางอื่นดู"

รินยืนนิ่งงัน มือเล็กกำสายกระเป๋าแน่นจนข้อขาว น้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นมาบดบังการมองเห็น แต่เธอกัดริมฝีปากตัวเองอย่างแรงเพื่อไม่ให้มันไหลลงมาต่อหน้าทุกคน เธอคือรินรดา... เธอจะไม่ยอมร้องไห้ให้ใครเวทนาเด็ดขาด

เด็กสาวก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ก่อนจะโค้งคำนับให้โค้ชดนัยและพิมชนกจนเอวตั้งฉากเก้าสิบองศา เป็นการโค้งที่ต่ำที่สุดและทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดที่เคยมีลงบนพื้นยางสังเคราะห์แห่งนั้น

"ขอบคุณที่สละเวลาฟังค่ะ... ขอโทษที่เข้ามารบกวน"

รินหมุนตัวเดินหันหลังกลับ แผ่นหลังเล็กๆ ของเธอเหยียดตรง แม้จะดูเปราะบางราวกับพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ แต่เธอก็ยังคงก้าวเดินออกไปอย่างมั่นคง

ทว่า... ในมุมมืดหลังอัฒจันทร์ฝั่งประตูทางออก ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังมองเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างเงียบเชียบ

เขตต์ ยืนพิงกำแพงอิฐบล็อก ในมือของเขามีกล่องกระดาษบรรจุหนังสือพิมพ์และนิตยสารกีฬารายปักษ์ที่เพิ่งปั่นจักรยานมาส่งให้ห้องสมุดหมวดพละศึกษาของโรงเรียน เขามาทันได้ยินบทสนทนาทั้งหมด และเห็นจังหวะที่กวางน้อยจอมเย่อหยิ่งอย่างรินรดา... ยอมหักเขาของตัวเองและก้มหัวลงอย่างหมดรูป

เขตต์รู้สึกชาวาบในอกอย่างประหลาด ภาพของคุณหนูขี้วีนที่ชอบเชิดหน้าเถียงเขาฉอดๆ เมื่อวันก่อน ซ้อนทับกับภาพของเด็กสาวที่กำลังแบกความฝันอันหนักอึ้งเดินคอตกออกไปจากโรงยิม เขารู้ดีว่าการถูกโลกปฏิเสธมันเจ็บปวดแค่ไหน เพราะเขาเองก็เพิ่งถูกมันเหยียบย่ำจนจมดินมาเหมือนกัน

ชายหนุ่มวางกล่องกระดาษลงบนโต๊ะข้างประตู ก่อนจะสาวเท้าเดินตามร่างเล็กๆ นั้นออกไปเงียบๆ

...

ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วงยามเย็น รินนั่งกอดกระเป๋าไม้แบดมินตันอยู่บนม้านั่งป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียนสตรีศรีพัฒนา ถนนเบื้องหน้าเต็มไปด้วยรถยนต์ที่ติดหนึบเป็นตังเม เสียงแตรรถดังระงมไปทั่ว แต่รอบตัวของรินกลับเงียบสงัดราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก

เธอแพ้แล้ว... ยุคสมัยนี้มันเอาชนะเธอได้ในที่สุด

หยดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้มาตลอดเริ่มไหลรินลงมาตามพวงแก้ม รินยกหลังมือขึ้นปาดมันออกอย่างลวกๆ แต่ยิ่งเช็ด มันก็ยิ่งไหลลงมาไม่ขาดสาย เธอเกลียดความอ่อนแอของตัวเอง เธอมันก็แค่ลูกคุณหนูที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยอย่างที่พิมพูดจริงๆ

เอี๊ยด...

เสียงเบรกของจักรยานดังขึ้นตรงหน้า รินสะดุ้งเล็กน้อยและเงยหน้าขึ้นมองผ่านม่านน้ำตา

จักรยานยี่ห้อเฟสสัน (Feson) สีแดงสนิมเขรอะจอดเทียบฟุตบาทตรงหน้าเธอ คนปั่นคือผู้ชายในชุดเสื้อยืดตัวย้วยสีเทาและกางเกงยีนส์ซีดๆ เขตต์นั่นเอง เขากำลังใช้ขาข้างหนึ่งยันพื้นไว้ มือสองข้างจับแฮนด์จักรยาน ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉย ไร้อารมณ์ และดูหน้าตายเหมือนทุกครั้งที่เจอ

"มาทำอะไรแถวนี้" รินรีบยกแขนเสื้อนักเรียนขึ้นเช็ดหน้าเช็ดตา พยายามปรับเสียงไม่ให้สั่น "ร้านเช่าวิดีโอเจ๊งแล้วหรือไง ถึงได้มาปั่นจักรยานเล่นไกลขนาดนี้น่ะ"

เขตต์ไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขากวาดสายตามองใบหน้าหวานที่แดงก่ำและดวงตาที่บวมช้ำของเธอ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบอะไรบางอย่างจากตะกร้าหน้ารถจักรยาน

มันคือ 'สปอนเซอร์' (Sponsor) เครื่องดื่มเกลือแร่ขวดแก้วแช่เย็นเจี๊ยบจนมีหยดน้ำเกาะพราว

เขาโยนมันส่งให้เธอ รินรับไว้ได้ทันอย่างหวุดหวิด ความเย็นของขวดแก้วทำให้ฝ่ามือที่ชื้นเหงื่อของเธอสะดุ้งเล็กน้อย

"อะไรของนาย... ให้ฉันทำไม?" เธอขมวดคิ้วถาม

"กินซะ ร่างกายคุณกำลังขาดน้ำจากการ ถ้าน้ำตาไหลหมดตัวเดี๋ยวจะช็อกตายอยู่ตรงป้ายรถเมล์ เป็นภาระมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งต้องมาเก็บศพอีก" เขตต์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หน้าตายสนิท แต่คำพูดนั้นทำเอารินแทบจะปาขวดสปอนเซอร์ใส่หัวเขา

"นี่นาย! ปากเก่งแบบนี้ไงถึงได้มีรอยช้ำที่มุมปากไม่เว้นแต่ละวันน่ะ! ฉันไม่ได้ร้องไห้! แค่ฝุ่นมันเข้าตาเฉยๆ!" รินเถียงคอเป็นเอ็น พยายามถลึงตาใส่เขาเพื่อยืนยันความเข้มแข็ง

เขตต์แค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่สั้นและแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

"ครับ... ฝุ่นเข้าตา เข้าเยอะเสียด้วย ถึงได้ตาแดงเป็นกระต่ายป่วยแบบนี้" เขตต์ก้าวลงจากจักรยาน เข็นมันเข้ามาจอดชิดฟุตบาท ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งป้ายรถเมล์... ห่างจากรินไปพอสมควร โดยเว้นระยะห่างไว้หนึ่งที่นั่ง

ทั้งคู่นั่งมองดูรถที่ติดหนึบอยู่บนถนน ไม่มีใครพูดอะไรออกมา มีเพียงเสียงลมหายใจฟุดฟิดของรินที่กำลังพยายามกลั้นสะอื้น และเสียงฝาเกลียวอลูมิเนียมของขวดสปอนเซอร์ที่รินพยายามจะบิดเปิด แต่มือของเธอสั่นและไม่มีแรงพอ

เขตต์ถอนหายใจยาวๆ เขาเอื้อมมือไปดึงขวดสปอนเซอร์มาจากมือของเธออย่างถือวิสาสะ ใช้ชายเสื้อยืดของตัวเองรองฝาขวดไว้ แล้วออกแรงบิดเพียงนิดเดียว ฝาก็หลุดออกอย่างง่ายดาย เขาเช็ดปากขวดเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมันส่งคืนให้เธอ

"ขอบใจ..." รินรับมาดื่มอึกใหญ่ รสชาติหวานปะแล่มและเค็มปะแล่มของเกลือแร่ช่วยทำให้คอที่แห้งผากชุ่มชื้นขึ้นมาบ้าง

"เมื่อกี้... ผมไปส่งหนังสือพิมพ์ที่ห้องสมุดหมวดพละมา" จู่ๆ เขตต์ก็พูดขึ้นมาลอยๆ สายตายังคงทอดมองไปข้างหน้า ไม่ได้หันมามองคนข้างๆ "และผมก็บังเอิญเห็น... คุณหนูรินรดาจอมหยิ่ง โค้งหัวเก้าสิบองศาให้กับคนที่เพิ่งด่าตัวเองฉอดๆ"

รินชะงักกึก มือที่ถือขวดสปอนเซอร์บีบแน่นจนข้อนิ้วขาว ความอับอายแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่คอหอย เขาเห็น... เขาเห็นภาพที่น่าสมเพชที่สุดของเธออีกแล้ว!

"นายมาเพื่อจะเยาะเย้ยฉันสินะ" รินแค่นยิ้มขื่นๆ "เอาเลย หัวเราะเลยสิ ยัยคุณหนูตกอับที่ไม่มีแม้แต่คอร์ทให้ซ้อมแบด โดนเขาไล่ตะเพิดออกมาเหมือนหมาข้างถนน มันตลกดีใช่ไหมล่ะ"

เขตต์ค่อยๆ หันมามองเธอ ดวงตาสีเข้มของเขาไม่ได้มีความเยาะเย้ย หรือความสงสารเวทนาเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย มันยังคงสงบนิ่ง แต่มั่นคงราวกับหินผา

"ไม่ตลกหรอกครับ... และผมก็ไม่ได้มาเพื่อเยาะเย้ยด้วย" เขตต์พูดเสียงทุ้มต่ำ "ผมแค่จะมาบอกว่า... คนที่กล้าลดทิฐิและก้มหัวให้คนอื่นได้ต่ำขนาดนั้น เพื่อแลกกับสิ่งที่ตัวเองรักน่ะ..."

เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังเลือกใช้คำให้ตรงกับความรู้สึกที่สุด

"...คนแบบนั้น ไม่ใช่คนที่น่าสมเพชเลยสักนิด แต่เป็นคนที่น่านับถือต่างหาก"

ดวงตากลมโตของรินเบิกกว้างเล็กน้อย คำพูดของเขาไม่ได้หวานหู ไม่ได้เป็นการปลอบประโลมที่สวยงาม แต่มันกลับเป็นเหมือนมือที่อบอุ่นและแข็งแรง ดึงเธอขึ้นมาจากหลุมพรางแห่งความสิ้นหวังได้อย่างชะงัดนัก

"สำหรับผม... การที่คุณยอมทิ้งศักดิ์ศรีตัวเองเพื่อปกป้องความฝัน มันเท่มากเลยนะครับ คุณรินรดา"

เขตต์ทิ้งท้ายประโยคนั้นด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งกว่าฝนตกในหน้าแล้ง แต่มันกลับทำให้ก้อนสะอื้นที่ติดอยู่ในลำคอของรินละลายหายไปจนหมดสิ้น

เด็กสาวมองผู้ชายหน้าตายในเสื้อยืดตัวย้วยข้างๆ อย่างเต็มตาเป็นครั้งแรก ภายใต้ความเย็นชาและคำพูดกวนประสาท ผู้ชายคนนี้กลับมองเห็นคุณค่าในตัวเธอ ในวินาทีที่แม้แต่ตัวเธอเองยังมองไม่เห็นมันด้วยซ้ำ

ความเจ็บปวดจากการถูกพิมปฏิเสธเมื่อครู่ ดูเหมือนจะทุเลาลงไปเกินครึ่ง รินสูดดมกลิ่นควันรถผสมกับกลิ่นเหงื่อจางๆ ในอากาศยามเย็น รสชาติของสปอนเซอร์ขวดแก้วในปากยังคงทิ้งความหวานเอาไว้ที่ปลายลิ้น

"นี่เขตต์..." รินเรียกชื่อเขาเบาๆ ริมฝีปากบางค่อยๆ คลี่ออกเป็นรอยยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่สว่างไสวทะลุความมืดมนของกรุงเทพฯ ในยุคฟองสบู่แตก

"ครับ?"

"พรุ่งนี้... นายเตรียมหาหนังสือการ์ตูนตาหวานเรื่องใหม่มาตุนไว้ที่ร้านเยอะๆ ได้เลยนะ เพราะฉันจะไปสิงอยู่ที่ร้านนายทุกเย็น จนกว่าฉันจะหาสนามซ้อมใหม่ได้! เตรียมตัวหูชาได้เลย!"

รินกลับมาเป็นคุณหนูรินรดาจอมดื้อรั้นคนเดิมแล้ว เธอเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย พร้อมจะเดินหน้าชนกับโลกที่ใจร้ายใบนี้อีกครั้ง

เขตต์ยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ แสร้งทำหน้าเบื่อหน่ายสุดขีด

"พระเจ้า... นี่ผมเพิ่งทำพลาดครั้งใหญ่ด้วยการไปปลอบใจยัยเด็กตัวปัญหาหรือเปล่าเนี่ย กฎของร้านคือห้ามลูกค้านั่งแช่นานเกินสองชั่วโมงนะครับ คุณรินรดา"

"กฎบ้าบออะไรของนาย! ฉันจะนั่งแช่สามชั่วโมง สี่ชั่วโมง ใครจะทำไม!"

เสียงต่อปากต่อคำของทั้งคู่ดังประสานกันอยู่ที่ป้ายรถเมล์เก่าๆ ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นของปี 2540 ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงไปอีกนิดโดยที่ทั้งสองคนไม่รู้ตัว ในยุคสมัยที่พรากความฝันของทุกคนไปอย่างเลือดเย็น โชคชะตากลับใจดีพอที่จะส่ง "พื้นที่ปลอดภัย" ในรูปแบบของผู้ชายหน้าตายและจักรยานสนิมเขรอะ มาให้ผู้หญิงดื้อรั้นคนหนึ่ง

...และสำหรับเขตต์ การได้เห็นรอยยิ้มที่กลับมาสดใสของเธอ ก็ทำให้เขาแอบมีความสุขขึ้นมาเล็กๆ เช่นเดียวกัน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • จาก 2540 ถึงนิรันดร์   ตอนที่ 23: หยาดเหงื่อหยดที่ห้าสิบ และหมูกระทะเยียวยาใจ

    1 ตุลาคม 2540 (ช่วงบ่าย)ร่างเล็กๆ ของรินรดาลอยขนานไปกับพื้นคอร์ทยางสังเคราะห์ แขนขวาที่กำไม้แบดมินตันเหยียดออกไปจนสุดช่วงแขน สายตาของเธอจับจ้องอยู่ที่ลูกขนไก่ที่พุ่งทะยานแหวกอากาศลงมาดั่งมัจจุราชถ้าลูกนี้ตกพื้น... ทุกอย่างที่พยายามมาจะสูญเปล่าทั้งหมด!ป๊อก!!ปลายหน้าไม้ที่พันด้วยกริปเทปสีเหลืองสดใส ช้อนเข้าที่หัวจุกก๊อกของลูกขนไก่ก่อนที่มันจะสัมผัสพื้นเพียงไม่กี่มิลลิเมตร! ลูกพลาสติกสีขาวถูกงัดให้ลอยโด่งข้ามตาข่ายกลับไปตกถึงท้ายคอร์ทฝั่งตรงข้าม รินไถลตัวไปกับพื้นจนเกิดรอยไหม้จางๆ ที่หัวเข่า แต่เธอก็ใช้มือซ้ายยันพื้นสปริงตัวลุกขึ้นยืนในพริบตา"สี่สิบ!"เสียงขานจำนวนลูกของโค้ชดนัยดังก้อง ยิมเนเซียมที่เคยมีเสียงซุบซิบนินทา บัดนี้เงียบกริบจนได้ยินเพียงเสียงหอบหายใจของเด็กสาวที่ยืนอยู่กลางคอร์ท นักกีฬาสตรีศรีพัฒนาที่นั่งล้อมวงดูอยู่ เริ่มเผลอกลั้นหายใจและลุ้นไปกับความอึดของเด็กสาวไร้สังกัดคนนี้อย่างลืมตัว"อีกสิบลูก! อย่าช้า!" โค้ชดนัยให้สัญญาณรุ่นพี่ทั้งสองคนเปิดฉากบุกต่อทันที"สี่สิบเอ็ด!""สี่สิบสอง!"สิบลูกสุดท้ายคือนรกบนดินอย่างแท้จริง ขาทั้งสองข้างของรินหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยหิน

  • จาก 2540 ถึงนิรันดร์   ตอนที่ 22: กระดาษคำตอบ และด่านทดสอบรับน้องใหม่

    1 ตุลาคม 2540เสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาแขวนผนังในห้องพักครูฝ่ายวิชาการ โรงเรียนสตรีศรีพัฒนา ดังก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของรินรดา มันดังแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุออกมานอกอกเด็กสาวในชุดนักเรียนโรงเรียนเดิม นั่งตัวเกร็งอยู่บนเก้าอี้บุนวมฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานของหัวหน้าฝ่ายวิชาการ สองมือกำกระโปรงสีกรมท่าของตัวเองแน่นจนชื้นเหงื่อ วันนี้คือวันฟังผลสอบวัดระดับ... การสอบที่เธอใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ขลุกตัวอยู่ในร้านเช่าวิดีโอ ท่องศัพท์และแก้สมการจนดึกดื่น โดยมี 'ติวเตอร์หน้าตาย' คอยเอาไม้บรรทัดเคาะโต๊ะเวลาเธอสัปหงก"รินรดา..." ครูวัยกลางคนสวมแว่นตาทรงตาแมวขยับกระดาษคำตอบสองแผ่นในมือ ทอดสายตามองเด็กสาวผ่านเลนส์หนาเตอะ "เธอรู้ใช่ไหมว่าเกณฑ์การรับย้ายกลางเทอมของเราคือ 80% สำหรับวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ... ซึ่งมันสูงมากสำหรับนักเรียนที่ไม่ได้เรียนกวดวิชามาโดยตรง""ท... ทราบค่ะอาจารย์" รินตอบเสียงสั่นครูฝ่ายวิชาการถอนหายใจยาว ก่อนจะเลื่อนกระดาษใบแจ้งผลคะแนนสีขาวมาตรงหน้าเธอรินกลั้นหายใจ หลับตาปี๋ไปชั่ววินาที ก่อนจะค่อยๆ หรี่ตาลงมองตัวเลขที่ถูกเขียนด้วยหมึกสีน้ำเงินในช่องคะแนน

  • จาก 2540 ถึงนิรันดร์   ตอนที่ 21: ถ้ำเสือสตรีศรีพัฒนา และติวเตอร์หน้าตาย

    23 กันยายน 2540ประตูเหล็กดัดสีทองสลักชื่อ 'โรงเรียนสตรีศรีพัฒนา' สูงตระหง่านอยู่ตรงหน้า รินรดาในชุดนักเรียนโรงเรียนเดิมยืนกำสายกระเป๋าจาคอปแน่น เธอเงยหน้ามองยอดโดมของอาคารเรียนสถาปัตยกรรมยุโรปที่ดูโอ่อ่าและหรูหราสมกับเป็นโรงเรียนสตรีอันดับต้นๆ ของประเทศเด็กสาวสูดลมหายใจเข้าลึก เรียกความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วก้าวเท้าเดินผ่านป้อมยามเข้าไป จุดหมายของเธอไม่ใช่ห้องธุรการ แต่เป็นอาคารยิมเนเซียมปรับอากาศขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหลังโรงเรียน ซึ่งเป็นฐานทัพของทีมแบดมินตันที่แข็งแกร่งที่สุดในเขตนี้เมื่อผลักประตูกระจกเข้าไป ความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศและเสียงฝรองเท้าเอี๊ยดอ๊าดก็ปะทะเข้ากับประสาทสัมผัส รินกวาดสายตามองคอร์ทยางสังเคราะห์สี่สนามที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้า นักกีฬาหญิงในชุดเสื้อขาวขลิบทองกำลังฝึกซ้อมกันอย่างขะมักเขม้น โชคดีที่วันนี้ 'พิมชนก' น่าจะไปรายงานตัวที่แคมป์ทีมชาติ รินจึงไม่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจตั้งแต่ก้าวแรก"หนู... มาหาใคร"เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจดังขึ้นจากด้านข้าง รินหันขวับไปมอง ก็พบกับชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ สวมชุดวอร์มเต็มยศและมีนกหวีดคล้องคอ... 'โค้ชดนัย' หัว

  • จาก 2540 ถึงนิรันดร์   ตอนที่ 20: สมุดพกสีแดง และเป้าหมายที่ชื่อ 'สตรีศรีพัฒนา'

    22 กันยายน 2540เสียงฝนตกกระทบหลังคากระเบื้องของบ้านเดี่ยวสองชั้นในหมู่บ้านจัดสรรย่านชานเมือง ดังก้องแข่งกับเสียงข่าวเศรษฐกิจภาคค่ำจากโทรทัศน์จอแก้วรินรดาในชุดนักเรียนที่ยับยู่ยี่และชุ่มไปด้วยเหงื่อจากการฝึกซ้อมในแคมป์ทีมชาติวันแรก ค่อยๆ บิดลูกบิดประตูบ้านอย่างระมัดระวังที่สุด เธอพยายามย่องปลายเท้าให้เบาหวิวเหมือนแมว หวังจะลอบขึ้นบันไดไปอาบน้ำโดยไม่ให้ใครเห็นทว่า... แสงไฟจากโคมไฟระย้ากลางห้องนั่งเล่นที่สว่างจ้า และร่างของผู้เป็นแม่ที่นั่งกอดอกอยู่บนโซฟาหนังสีน้ำตาล ก็ดับฝันของเธอลงทันที"ไปไหนมา รินรดา"น้ำเสียงของแม่ราบเรียบแต่เย็นเยียบจนน่าขนลุก บนโต๊ะกระจกหน้าโซฟามี 'สมุดพก' สีแดงของโรงเรียนวางหลาอยู่ พร้อมกับจดหมายแจ้งเตือนจากฝ่ายวิชาการรินสะดุ้งสุดตัว รีบซ่อนกระเป๋าไม้แบดมินตันไว้ด้านหลัง "เอ่อ... รินไปทำรายงานบ้านแพรวมาค่ะแม่ ฝนตกหนัก รถก็เลยติด...""รายงานวิชาอะไรล่ะ ที่ต้องใช้ไม้แบดมินตันกับรองเท้าผ้าใบน่ะ" แม่สวนกลับทันควัน ดวงตาของผู้ผ่านโลกมามากกว่าฉายแววดุดัน "เมื่อเย็นแม่โทรไปหาแม่ของแพรว เขาบอกว่าแพรวกลับมาถึงบ้านตั้งแต่สี่โมงเย็นแล้ว... เลิกโกหกแม่ได้แล้วริน!"แม่หยิ

  • จาก 2540 ถึงนิรันดร์   ตอนที่ 19: ยางสังเคราะห์ที่เย็นเฉียบ และเลนส์กล้องที่ถูกปัดฝุ่น

    20 กันยายน 2540แสงสว่างจ้าจากสปอตไลต์นับสิบดวงบนเพดานยิมเนเซียมของศูนย์ฝึกแบดมินตันแห่งชาติ ส่องกระทบพื้นคอร์ทยางสังเคราะห์สีเขียวเข้มจนขึ้นเงา เครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ส่งเสียงครางกระหึ่ม พ่นลมเย็นเฉียบออกมาจนอุณหภูมิภายในห้องลดต่ำลงอย่างน่าขนลุก มันช่างแตกต่างจากความอบอ้าวและฝุ่นควันของลานปูนใต้ทางด่วนราวกับอยู่คนละโลกแต่สำหรับรินรดา... ความหนาวเหน็บที่แท้จริง ไม่ได้มาจากเครื่องปรับอากาศ แต่มาจากบรรยากาศรอบตัวต่างหาก"รินรดา! สปีดเท้าช้าไปแล้ว! ลูกฟีดเซ็ตนี้เพิ่งจะลูกที่ห้าสิบเองนะ! ถ้าหมดแรงแค่นี้จะไปสู้กับพวกจีนพวกอินโดฯ ได้ยังไง!"เสียงตวาดก้องของโค้ชทีมชาติชุดเยาวชนดังทะลุเสียงหวดลูกขนไก่ รินสกัดกลั้นความเหนื่อยล้า กัดฟันสปริงข้อเท้าพุ่งตัวไปรับลูกที่โค้ชรัวฟีด (ป้อนลูก) ข้ามเน็ตมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดพักป๊อก! ป๊อก! ป๊อก! ลูกขนไก่นับร้อยลูกเกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้นฝั่งของเธอ เหงื่อเม็ดโป้งไหลเข้าตาจนแสบไปหมด ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว แคมป์เยาวชนทีมชาติไม่ใช่ที่สำหรับเด็กเล่นขายของ ที่นี่รวบรวมแต่หัวกะทิจากทั่วประเทศ ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือการเบียดแย่งโควตาต

  • จาก 2540 ถึงนิรันดร์   ตอนที่ 18: จดหมายเชิญเข้าแคมป์ และความเงียบในร้านเช่าวิดีโอ

    15 กันยายน 2540สองสัปดาห์ผ่านไปนับตั้งแต่วันที่รินรดาคว้าแชมป์เขตท่ามกลางพายุคำวิจารณ์ ข่าวคราวหน้าหนังสือพิมพ์ค่อยๆ ซาลงไปตามกาลเวลา ถูกแทนที่ด้วยข่าวเศรษฐกิจที่บริษัทไฟแนนซ์ถูกสั่งปิดเพิ่มอีกหลายสิบแห่ง ชีวิตของเด็กมัธยมปลายวัยสิบแปดปีกลับเข้าสู่ความสงบ (ที่เจือด้วยความวุ่นวายของแก๊งเพื่อน) อีกครั้งแต่ในบ่ายวันศุกร์นี้ มีบางอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป"รินรดา นั่งลงก่อนสิ"โค้ชชัย โค้ชร่างท้วมใจดีแห่งสโมสรสายฟ้า พยักหน้าเรียกเด็กสาวให้เข้าไปในห้องพักโค้ชที่อวลไปด้วยกลิ่นกาแฟดำและน้ำมันมวย รินในชุดนักเรียนค่อยๆ ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสาร"หนูทำได้ดีมากนะในแมตช์ที่ผ่านมา... โค้ชรู้ว่าหนูต้องเจอกับความกดดันหนักหนาแค่ไหน ทั้งเรื่องในสนามและเรื่องข่าวนอกสนาม แต่หนูก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสภาพจิตใจของหนูแข็งแกร่งพอ" โค้ชชัยระบายยิ้มภูมิใจ ก่อนจะหยิบซองจดหมายสีขาวตีตราสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทย เลื่อนข้ามโต๊ะมาตรงหน้าเธอรินก้มมองซองจดหมายนั้น หัวใจเริ่มเต้นผิดจังหวะ "นี่คือ...""โควตาพิเศษสำหรับแชมป์เขต" โค้ชชัยตอบเสียงกลั้วหัวเราะ "ทางสมาคมฯ กำลังจะเปิด

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status