Masukพยาบาลสาวหันไปสั่งอาหารกับพนักงานสี่เมนู และสั่งน้ำเปล่าให้เขากับตัวเองคนละแก้ว นึกเวทนาตัวเองเหมือนกันที่ไม่ค่อยมีไอเดียในการสั่งอาหารดีๆ มาให้เขา หากทว่าอัคนีกลับตักอาหารใส่ปากอย่างไม่ปริปากบ่น เขาเคี้ยวไปมองหน้าเธอไปแบบเพลิดเพลินตา คล้ายกับจะกินเธอแทนอาหารก็ว่าได้ ทำเอานิชมลหน้าแดงแล้วหน้าแดงอีกจนจะเป็นลูกมะเขือเทศสุกงอม
หลังจากทั้งคู่ทานอาหารมื้อเที่ยงเสร็จเรียบร้อยแล้ว อัคนีก็พาเธอมาส่งที่โรงพยาบาลก่อนเวลาบ่ายโมงเพียงไม่กี่นาที เขาหันมามองหน้าเธออีกครั้งเมื่อรถจอดสนิทดีแล้ว
“ขอโทรศัพท์หน่อยสิครับ”
“เอาไปทำไมคะ” หญิงสาวถามงงๆ
“เผื่อครั้งหน้าที่ผมมาหาคุณ” เขาเอ่ยเสียงนุ่ม นัยน์ตาพราวระยับ “จะได้โทร.หาอย่างสะดวกไงครับ”
“เอ่อ...”
นิชมลทำท่าเขินๆ หากก็ยอมส่งโทรศัพท์ให้เขาแต่โดยดี อัคนีรับมากดเบอร์ตัวเองแล้วโทร.ออก เมื่อมีเสียงสัญญาณดังขึ้น เขาจึงกดวางสาย
“นั่นเบอร์ผมนะครับ อย่าลืมบันทึกไว้ด้วย”
“ค่ะ” หญิงสาวรับคำเบาๆ ก่อนจะรีบผลักประตูลงจากรถไป เพราะถ้าอยู่กับเขาสองต่อสองนานกว่านี้ เธออาจจะสูญเสียความมั่นใจในตัวเองจนหมดเลยก็ได้
หลังจากวันนั้น...ชายหนุ่มก็เงียบหายไปเลย นิชมลอดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้ เหมือนกับว่ากำลังรอคอยอะไรบางอย่าง หญิงสาวพยายามเตือนตัวเองไม่ให้ฟุ้งซ่าน ผู้ชายที่เพียบพร้อมอย่างอัคนีคงแค่นึกสนุกและหาอะไรทำแก้เซ็งไปเท่านั้น
เย็นวันศุกร์นิชมลเลิกงานค่ำกว่าปกติ เพื่อนทุกคนในแผนกต่างทยอยกลับกันหมดแล้ว เหลือเธอเป็นคนสุดท้าย หญิงสาวกลับบ้านโดยใช้บริการของรถเมล์ประจำทางเช่นเดิม และหลังจากกลับไปถึงบ้านก็รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เป็นเสื้อยืดกางเกงขาสั้นแบบสบายๆ เพื่อเตรียมจะพักผ่อน
แต่ทว่าเสียงโทรศัพท์ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะข้างๆ หัวเตียงก็ดังขึ้นเสียก่อน หญิงสาวเดินไปหยิบขึ้นมาดู แล้วก็ต้องหัวใจเต้นแรงระทึกเมื่อเบอร์ที่หน้าจอเป็นชื่อของอัคนี นิชมลปล่อยให้มันดังอยู่พักหนึ่งเพื่อลดอาการตื่นเต้นของตัวเอง จึงค่อยกดรับสาย
“สวัสดีค่ะ” เสียงหวานเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้สั่นระรัว
“นึกว่าจะไม่รับโทรศัพท์ผมซะแล้วสิ”
“คุณมีอะไรหรือเปล่าคะ” ถามไปอย่างนั้น ทั้งๆ ที่แสนจะดีใจที่เขาโทร.มาหา
“ว่างไหมครับ ผมจะชวนไปทานข้าว”
“ฉันกำลังจะนอนค่ะ”
“แต่คุณยังติดหนี้ผมอยู่อีกมื้อหนึ่งนะครับ”
“เอาไว้วันหลังได้ไหมคะ” นิชมลปฏิเสธ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็อยากจะเจอเขาอยู่เหมือนกัน
“คุณจะใจร้ายกับผมโดยการให้ผมมารอเก้อเชียวหรือ” เสียงทุ้มนั้นแฝงไว้ด้วยอาการออดอ้อนอยู่ในที “ตอนนี้ผมอยู่หน้าบ้านคุณแล้วนะ”
“คุณว่าอะไรนะคะ?” เสียงหวานเอ่ยถามพลางพาตัวเองไปส่องดูที่ประตู และก็พบว่ารถของเขาจอดอยู่ที่ริมฟุตพาทหน้าบ้านจริงๆ โดยที่ร่างสูงสง่านั้นออกมายืนพิงรถ มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋า ส่วนมืออีกข้างถือโทรศัพท์ ใบหน้าหล่อคมหันมายิ้มเยือนเมื่อรู้ว่าคนในบ้านแอบมองอยู่ นิชมลจึงรีบกดวางโทรศัพท์ แล้วเดินฉับๆ ออกไปหาเขาทันที
“คุณใส่ชุดนี้ก็น่ารักดีนะครับ” อัคนีชมด้วยสายตาที่จงใจมองให้อาย และมองให้ทะลุเข้าไปถึงความคิดจนหญิงสาวต้องหลบหน้า
“นึกยังไงถึงมาตอนนี้คะ”
“คิดถึง” เขาตอบสั้นๆ แต่กินความหมายมากมายเหลือแสน
“เอ่อ...” นิชมลอึกอัก
“มาทวงสัญญาด้วย”
“ถ้าอย่างนั้นคุณรอฉันสักครู่นะคะ ขอฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”
“ไม่ต้องหรอกครับ” รอยยิ้มผุดพรายทั่วใบหน้าหล่อคม “ชุดนี้ก็น่ารักดีแล้ว”
“ไม่เปลี่ยนก็ไม่เปลี่ยนค่ะ แต่ฉันต้องปิดบ้านก่อน”
ร่างบางเดินเข้าไปหยิบเอากระเป๋าสะพาย และล็อกกุญแจปิดบ้านจนเรียบร้อย ก่อนจะกลับออกมาหาเขาใหม่โดยที่ไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าแต่อย่างใด ถึงกระนั้นก็อดรู้สึกเขินๆ ไม่ได้ เพราะตัวเองอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้น แต่อัคนีอยู่ในชุดสูทเทาบรอนซ์แบรนด์ดังหรูหรา
“วันนี้ผมขอเลือกร้านนะครับ”
“ได้ค่ะ” เสียงหวานตอบรับสั้นๆ โดยไม่ได้ถามว่าเขาจะพาไปที่ไหน จนกระทั่งรถเบนซ์สปอร์ตแล่นมาจอดยังหน้าร้านเสริมสวยแห่งหนึ่ง นิชมลจึงหันมามองเขาอย่างฉงนสนเท่ห์
“เรามาทำอะไรกันที่นี่คะ”
“ลงมาเถอะครับ เอาไว้ผมจะบอกอีกที”
ร่างสูงดั่งนายแบบเดินอ้อมมาเปิดประตูรถ แล้วฉวยเอาข้อมือเล็กให้เดินตามเข้าไปในร้าน ซึ่งภายในร้านนั้นตกแต่งอย่างหรูหราบ่งบอกถึงระดับของลูกค้าได้เป็นอย่างดี
เจ้าของร้านซึ่งแต่งกายและทำผมด้วยทรงทันสมัย รีบปราดมาต้อนรับทันทีที่เห็นอัคนีพาหญิงสาวเดินเข้ามา
“มีอะไรให้รับใช้คะ”
ชายหนุ่มคลี่ยิ้มหวานขณะปรายตาไปมองคนข้างๆ
“ช่วยแปลงโฉมคุณผู้หญิงให้ผมหน่อย”
“ได้ค่ะ ยินดีมาก เชิญทางนี้เลยค่ะ”
เจ้าของร้านผายมือให้นิชมลไปนั่งที่เก้าอี้ซึ่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ จากนั้นพนักงานในร้านเสริมสวยก็เข้ามาจัดการทำผมแต่งหน้า
อัคนีหายออกไปจากร้านครู่หนึ่งก็กลับเข้ามาใหม่ โดยมีชุดราตรีสีฟ้าสุดหรูหราแบบเกาะอกในยี่ห้อ ‘คริสเตียน ดิออร์’ พร้อมกับรองเท้าและกระเป๋าสะพายครบชุด ยังผลให้สาวๆ ในร้านถึงกับกรี๊ดกร๊าดด้วยความอิจฉาตาร้อน
“แต่งหน้าทำผมเสร็จ ช่วยเปลี่ยนชุดให้เธอเป็นชุดนี้ด้วยนะครับ”
“ได้ค่ะ”
เจ้าของร้านสาวรีบกระวีกระวาดไปรับชุด ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าชุดนี้ราคาแพงลิบลิ่วแค่ไหน
“ผมจะออกไปรอข้างนอกนะครับ”
งานแต่งงานระหว่าง ‘อัคนี’ และ ‘นิชมล’ ถูกจัดขึ้นในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา คนที่มาร่วมงานเป็นเพียงคนในครอบครัวและคนสนิทเท่านั้นบรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความเป็นกันเองและความชื่นมื่น เดวิดกับซาร่าบินตรงจากประเทศอังกฤษเพื่อมาร่วมงานของลูกสาวบุญธรรม เช่นเดียวกับพ่อและแม่ของนิชมลที่มาร่วมงานนี้ด้วย“แด๊ดกับมัมขอให้ลูกมีความสุขมากๆ นะแนนซี่” ซาร่ากล่าวอวยพร“ขอบคุณค่ะ มัมไม่โกรธใช่ไหมคะ ที่แนนซี่ไม่ได้อยู่ดูแลมัมแล้ว”“จะโกรธทำไมล่ะลูก ความสุขของแนนซี่กับพอลสำคัญที่สุด” ซาร่าตอบด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ก่อนจะยื่นหน้าเข้ามากระซิบอะไรบางอย่าง “เขาหล่อมากเลยนะแนนซี่”นิชมลยิ้มเขินๆ “ค่ะมัม”“ฉันฝากแนนซี่กับพอลด้วยนะคุณอัคนี” ซาร่าหันไปทางเจ้าบ่าว“ผมสัญญาด้วยชีวิตครับว่าจะดูแลทั้งสองคนให้ดีที่สุด” ชายหนุ่มยืนยันด้วยน้ำเสียงและแววตาที่หนักแน่น“ขอบคุณมากๆ”“ผมต่างหากที่ต้องพูดคำนี้ เพราะคุณซาร่ากับคุณเดวิดช่วยดูแลภรรยาและลูกชายของผมเป็นอย่างดี...” อัคนียกมือขึ้นไหว้สองสามีภรรยาชาวอังกฤษ“ไม่ต้องขอบคุณหรอก เพราะแนนซี่คือลูกสาวของเราเหมือนกัน”การอวยพรของเดวิดและซาร่าจบลงด้วยความซาบซึ้ง จากนั้นก็เป็นแขก
คืนนี้พระจันทร์ทรงกลดทอแสงอร่ามเรืองอยู่เหนือยอดมะพร้าวที่ไหวไปมาน้อยๆ ช่างแลดูงดงามยิ่งนัก ก่อนเข้านอนบรรยากาศนั้นเงียบสงบจนได้ยินเสียงร้องของหัวใจบอกว่ามีความสุขได้อย่างชัดเจนพอลหลับไปแล้วเพราะเหนื่อยล้าจากการเล่นสนุกสนานมาตลอดทั้งวัน นิชมลก้มลงจูบที่หน้าผากเล็กนั้นเบาๆ แล้วจึงเดินไปยืนชื่นชมความงามของธรรมชาติในยามค่ำคืนที่ริมหน้าต่างในขณะที่ร่างอรชรกำลังทอดมองอยู่นั้น ไออุ่นหวามๆ ของกายแกร่งก็ลอยล่องมาพร่างพรมเบียดแนบจากด้านหลัง ก่อนที่ลำแขนแข็งแรงจะสอดเข้ารวบเอวบาง พร้อมๆ กับปลายจมูกโด่งเป็นสันฝังลงที่ต้นคอขาวละมุน“อุ๊ย...” หญิงสาวอุทานเบาๆ เพราะไม่คิดว่าอัคนีจะเข้ามาในนี้“ทำไมยังไม่นอน หือ...” เสียงทุ้มกระซิบถามในขณะที่ยังคลอเคลียดอมดมอยู่กับพวงแก้มขาวอมชมพู“แล้วคุณล่ะคะ” เธอหันหน้ากลับมาถามเขาบ้าง “ทำไมถึงยังไม่นอน”“นอนไม่หลับ” เขาทำสายตาเจ้าชู้หรี่มอง “หาคนกล่อมนอนอยู่”“สงสัยจะชินกับการมีคนกล่อมนอนล่ะสิคะ”หญิงสาวมีอาการคอแข็งขึ้นมาฉับพลัน“ไม่เคยมีใครกล่อมสักที”“เชื่อได้แน่เหรอคะ ว่านายหัวอัคนีผู้ยิ่งใหญ่จะไม่เคยมีใครกล่อมนอน”“เชื่อได้สิครับ รักเมียคนเดียว ไม่เคยไปทำเ
อัคนีก็ได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลในอีกสองสัปดาห์ต่อมา โดยมีวีไปรับแต่เช้ามืด ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกับพระอาทิตย์ดวงโตกำลังจะโผล่พ้นขอบน้ำทะเลอันกว้างใหญ่ ขึ้นมาทักทายทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้เฉกเช่นเดียวกับทุกๆ วัน บรรยากาศธรรมชาติในตอนเช้านั้นช่างแลดูสดใสบริสุทธิ์ โอบล้อมด้วยสายลมแสงแดดและท้องทะเลสีคราม ทำให้ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดด้วยความดีใจ ที่ได้กลับมาที่นี่อีกครั้งพร้อมกับคนที่เขารักทั้งสองคนเมื่อสองวันก่อน นิชมลได้สั่งให้ป้าแจ๋วจัดห้องให้อัคนีบนเรือนหลังใหญ่เช่นเดิม ส่วนเธอย้ายไปอยู่อีกห้องกับลูกชาย“คุณพักห้องนี้เหมือนเดิมนะคะ…” เสียงหวานเอื้อนเอ่ยเมื่อประคองเขาขึ้นมาถึงห้อง แล้วพาไปนั่งลงบนเตียงกว้างซึ่งเคยเป็นเตียงของเขา“แล้วคุณล่ะมล”“มลก็กลับไปอยู่ห้องเดิมของมลสิคะ”“ทำไมไม่อยู่ห้องเดียวกันล่ะครับ” เสียงทุ้มถามอ้อนๆ ด้วยแววตากรุ้มกริ่ม“ได้ไงกันคะ” หญิงสาวค้อนอย่างน่ารัก “มลก็ขาดทุนแย่สิแบบนั้น”“ถ้างั้นเรารีบแต่งงานกันเถอะนะมล ผมเหงา ไม่อยากอยู่คนเดียว”นิชมลเบ้ปากคล้ายกับจะยิ้ม “เมื่อก่อนก็อยู่ได้นี่นา ไม่เห็นจะบ่นแบบนี้เลย”“อยู่ได้แต่ทรมานน่าดู...” สีหน้าเขาเคร่งเ
ไพลิณีย์มาที่โรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมอาการของอัคนี ครั้นพอเปิดประตูเข้ามาก็เห็นนิชมลยืนอยู่ข้างๆ เตียงชายหนุ่ม ไพลิณีย์จึงมีสีหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย“คุณนิชมล...”“สวัสดีค่ะคุณลิน” นิชมลเอ่ยทักทายพร้อมกับยิ้มให้ราวกับไม่ได้โกรธเคืองกันมาก่อน“คุณสบายดีนะคะ”“มลสบายดีค่ะ และก็อยากจะขอโทษคุณลินเรื่องที่...” นิชมลกำลังจะขยับปากพูด“อย่าพูดถึงมันเลยค่ะคุณนิชมล เรื่องมันผ่านมาตั้งนานแล้ว เอาเป็นว่าลินให้อภัยค่ะ จากนี้ไปเรามาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันดีกว่านะคะ ความจริงที่เรื่องเป็นแบบนี้ก็เพราะเพลิงไม่เคยรักลินเลยต่างหากล่ะคะ”“ขอบคุณมากนะคะคุณลิน”ไพลิณีย์ยิ้มละไม ก่อนจะเข้าไปกอดนิชมลอย่างอบอุ่น อัคนีมองภาพนั้นแล้วอดยิ้มไม่ได้ เขาดีใจที่คนที่เขารักทุกคนต่างให้อภัยซึ่งกันและกัน“ว่าแต่จะแต่งงานกันเมื่อไรเหรอคะ ลินจะได้เตรียมตัดชุด” ไพลิณีย์หันไปถามคนป่วยบ้าง“แล้วแต่มลเขาน่ะครับลิน” นายหัวหนุ่มยื่นมือของตัวเองไปจับมือเรียวเล็กของนิชมลแบบเอาใจ พร้อมทั้งขยิบตาข้างเดียวยิบๆ อย่างยวนยั่ว“ว่าไงคะคุณมล”“มลขอตัวไปดูพอลก่อนนะคะ ไม่รู้ไปเล่นซนอยู่ที่ไหน” นิชมลเดินหนีอย่างเขินๆ ปล่อยให้ไพลิณีย์และอัคนีมองตาม
จากนั้นสารวัตรสัญญาและตำรวจร้อยเวรอีกนายก็ลากลับ บรรยากาศในห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง นิชมลกำลังจะขยับหนีไปนั่งที่โซฟาตัวยาว แต่กลับถูกมือหนารั้งไว้เสียก่อน“จะไปไหนครับที่รัก”“มลจะไปนั่งตรงโน้นค่ะ” หญิงสาวบุ้ยปากไปที่โซฟาตัวยาว“นั่งนี่ก็ได้” คนป่วยออดอ้อน ทำตาวิบวับ“มลไม่ได้ไปไหนนี่คะ”“อยากให้อยู่ใกล้ๆ ขอกอดหน่อยนะ ไม่ได้กอดตั้งนาน”“ไหนว่าไม่อยากแตะต้องมลไงคะ” เธอแขวะให้จนได้“ก็ตอนนั้นคนมันหึงนี่ คิดว่ามลมีคนอื่น แล้วยังทำท่ารังเกียจผมอีกต่างหาก”“แล้วรู้ได้ยังไงว่ามลไม่มีคนอื่น”“รู้สิ...เพราะมลตัวสั่นมากตอนที่ถูกผมเมกเลิฟ...” ชายหนุ่มกระเซ้าเสียงแหบพร่า พลางมองหน้าคนถามด้วยแววตากรุ้มกริ่มนิชมลหน้าแดงแปร๊ดอีกระลอก เผลอใช้กำปั้นทุบที่หน้าอกเขาเบาๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้อัคนีรู้สึกเจ็บปวดอะไร ดวงตาคู่คมจ้องมองใบหน้าสวยอย่างแสนรักใคร่ โดยนึกอยากจะหายไวๆ และพาเธอกระโจนขึ้นเตียงให้สมกับที่โหยหามานานแสนนาน“มลจ๋า...”“ขา...” หญิงสาวขานรับเสียงหวาน“คืนนี้อยู่เป็นเพื่อนผมนะ”“ถ้ามลอยู่กับคุณแล้วลูกล่ะคะ” นิชมลตกอยู่ในสภาวะของคนที่ห่วงหน้าพะวงหลัง“อืม...นั่นสิ”ในขณะที่ทั้งสองกำลังขบคิดอยู่น
“บางทีมลอาจจะต้องขอบคุณคุณอรนะคะ เพราะการจากไปครั้งนั้นทำให้มลได้เจอสิ่งดีๆ ในชีวิตหลายอย่าง” นิชมลบอกยิ้มๆ“หลานของอรชื่ออะไรคะ” อรนิดาถามต่อ ความหนักอึ้งที่แบกอยู่ในใจมานานตอนนี้เบาโหวงเมื่อได้รับการให้อภัยจากหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า“ชื่อพอลค่ะ”“พอล...” หญิงสาวบุ้ยปาก ทำท่าครุ่นคิด “คล้องจองกับเพลิงจังเลย”“เอ่อ...” นิชมลอึกอักด้วยความขัดเขิน เพราะไม่คิดว่าอรนิดาจะทันสังเกตว่าเธอจงใจตั้งชื่อนี้ให้ลูกก็เพราะคิดถึงเขา...นายหัวอัคนีที่รัก“ให้อภัยอาเพลิงได้ไหมมล ความจริงแล้วอาเพลิงรักมลมากและไม่รู้เรื่องใดๆ ด้วยเลย อาเพลิงอาจจะผิดที่จับมลมาทารุณ แต่อาเพลิงก็หลงรักมลเข้าจริงๆ ตั้งแต่ที่มลจากไป อาเพลิงก็เศร้ามาก ไม่เป็นอันทำการทำงานจนทุกอย่างพังทลายลงเหมือนอย่างที่มลเห็นนี่แหละ” อรนิดาง้อนิชมลแทนอาของตนอีกแรง โดยไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ทั้งนิชมลและอัคนีปรับความเข้าใจกันแล้วหรือยัง...นิชมลไม่ตอบอะไรนอกจากยิ้มอย่างเดียว แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้อรนิดายิ้มออกมาได้บ้าง อรนิดาสัญญากับตัวเองว่าต่อไปนี้เธอจะรักคนรอบข้างให้มากกว่าที่รักตัวเอง“อรอยากเห็นหน้าพอลจัง”“ตอนนี้พอลอยู่ที่โรงแรม







